เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2460084

รายละเอียด

การบรรยายเรื่อง “ทิศทางการสนับสนุนทุนวิจัยของฝ่ายวิชาการ”
โดย ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สกว.

“ถึงแม้นักวิจัยรุ่นใหม่จะสร้างนวัตกรรมอะไรก็ตาม ผลงานการวิจัยส่วนหนึ่งจะต้องมีการตีพิมพ์ นั่นคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาของประเทศและประชาคมโลก โดยอาศัยการดำเนินงานแบบสร้างเครือข่ายและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค”

ศ.ดร.สมปองได้กล่าวถึงบทบาทการดำเนินงานที่ผ่านมาของ ฝ่ายวิชาการ สกว. ว่ามีวัตถุประสงค์การดำเนินงานที่มุ่งเน้นสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อมหาวิทยาลัยและประเทศไทย ปัจจุบัน สกว. ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาภายใต้วิสัยทัศน์ของประเทศ คือ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” และก้าวเข้าสู่ความเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยขับเคลื่อนเศรษฐกิจตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ร่วมกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และโมเดลประเทศไทย 4.0 โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประเทศ ด้วยบริบทของประเทศที่เปลี่ยนแปลงนี้ นักวิจัยรุ่นใหม่ เมธีวิจัย วุฒิเมธีวิจัย เมธีวิจัยอาวุโส สกว. และศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น จึงต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของประเทศและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ทั้งนี้ สกว. ได้เน้นย้ำให้นักวิจัยเข้าใจในสถานการณ์และทิศทางการปรับตัวของประเทศไทยใน 3 ด้าน ประกอบด้วย
 
1. สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โครงสร้างการผลิตของประเทศเริ่มมีการเปลี่ยนผ่านจากภาคเกษตรและอุตสาหกรรมไปสู่ภาคบริการบนฐานดิจิทัลมากขึ้น โดยมีสัดส่วนภาคบริการต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศสูงสุด โดยพบว่าภาคบริการมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 53 ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ประเทศก้าวสู่ความเป็นชาติแห่งการค้าและบริการ (Trading Nation) ส่วนในภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม เริ่มมีการรับเอาเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในขั้นตอนต่างๆ ของการผลิต อย่างไรก็ดี ประเทศไทยต้องมีการสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งจะช่วยในการสร้างอำนาจต่อรองทางการเมือง สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนขยายตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้

2. สถานการณ์ทางสังคม เนื่องจากประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบรูณ์ ส่งผลให้กำลังแรงงานลดลงและมีแนวโน้มที่จะต้องพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มมากขึ้น ส่วนการพัฒนาการศึกษาของคนในประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลในปี พ.ศ. 2558 คนไทยใช้ระยะเวลาในระบบการศึกษาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 8.8 ปี เป็น 9.3 ปี และจากข้อมูล ปี พ.ศ. 2557 มีสัดส่วนคนจนลดลงเหลือร้อยละ 10.5 ซึ่งจะส่งผลให้ความยากจนและความเหลื่อมล้ำลดลง

3. สถานการณ์ด้านสภาพแวดล้อม ประเทศไทยมีโอกาสที่จะเป็นฐานการผลิตและบริการที่มีความเข้มแข็งและสามารถพัฒนาต่อยอดได้ มีโอกาสสร้างความร่วมกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asian Nations; ASEAN) และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน (Regional Comprehensive Economic Partnership; RCEP) ตลอดจนมีโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงที่ต้องเผชิญคือการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกเติบโตช้า ผันผวน ทุกประเทศต้องแข่งขันสูง และความสามารถในการแข่งขันของประเทศเพื่อนบ้านและคู่ค้าเพิ่มขึ้น

ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ประเทศเศรษฐกิจและสังคมที่มีการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ประเทศไทยจึงมีแนวทางสนับสนุนการพัฒนา ดังนี้ 1) ส่งเสริมการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา พร้อมผลักดันในเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม ลงทุนวิจัยและพัฒนากลุ่มเทคโนโลยีที่ไทยมีศักยภาพ พัฒนาตลาดเทคโนโลยีและนวัตกรรมไทย เสริมสร้างระบบการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา 2) พัฒนาให้เป็นผู้ประกอบการทางเทคโนโลยี ส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านการออกแบบและการจัดการธุรกิจ 3) พัฒนาสภาวะแวดล้อมของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ทั้งด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการบริหารจัดการ ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะนำไปสู่เป้าหมายของการเพิ่มอันดับความสามารถการแข่งขันโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มสัดส่วนค่าใช้จ่ายการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาสู่ร้อยละ 1.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product; GDP) เพิ่มสัดส่วนการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาของเอกชนต่อรัฐบาลเป็น 70:30 และเพิ่มบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาเป็น 25:10,000 คน
 
จากกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ที่มุ่งหมายที่จะนำพาประเทศให้หลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง (Upper Middle Income) สู่ความเป็นประเทศที่มีรายได้สูง (High Income) ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ของประเทศ ดังนี้ 1) ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านงบประมาณในการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาจากภาคเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มการลงทุนจากร้อยละ 0.4 เป็นร้อยละ 2 ใน 10–20 ปีข้างหน้า 2) ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ของการกำหนดนโยบาย โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จะมีสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายแห่งชาติ 20 ปี 3) ก่อให้เกิดการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจจากการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยการต่อยอดอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (First S-Curve) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรม 5 ด้าน ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next-Generation Automotive) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Affluent, Medical and Wellness Tourism) การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ (Agriculture and Biotechnology) และอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (Food for the Future) พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics) อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics) อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Bio-chemicals) อุตสาหกรรมดิจิตอล (Digital) และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) 4) ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการแก้ไขปัญหาของระบบวิจัยในประเทศทั้งเชิงโครงสร้างและระบบ โดยใช้กรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ในการแก้ไขปัญหาเชิงกลไกเพื่อยกระดับความสามารถด้านการวิจัยของประเทศ
 
ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ สกว. เป็นองค์กรหนึ่งที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนด้านการวิจัยและนวัตกรรม และเพื่อให้สอดรับกับวิสัยทัศน์ของ สกว. คือเป็นองค์กรที่มีความเป็นเลิศและเป็นผู้นำด้านการบริหารจัดการการวิจัยในเอเชีย สนับสนุนการสร้างองค์ความรู้และผลงานวิจัยนำไปสู่การสร้างสรรค์ปัญญาเพื่อพัฒนาประเทศ ฝ่ายวิชาการ สกว. จึงมีบทบาทหลักสำคัญในการสนับสนุนนักวิจัย ดังนี้

• สนับสนุนและพัฒนาผลงานวิจัยเพื่อประเทศ ประกอบด้วย 1) วิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ 2) วิจัยเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ 3) วิจัยเพื่อสังคมและชุมชน และ 4) วิจัยเพื่อนโยบาย

• สนับสนุนการลงทุนการวิจัยและเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนการวิจัยพื้นฐาน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่พัฒนาประเทศ

• สร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ เมธีวิจัย วุฒิเมธีวิจัย เมธีวิจัยอาวุโส สกว. และศาสตราจารย์วิจัยดีเด่นที่มีคุณภาพและศักยภาพทั้งเชิงวิชาการ เชิงนวัตกรรม และเชิงชุมชน เพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ฝ่ายวิชาการ สกว. ยังมีโครงการที่ทำวิจัยร่วมกับต่างประเทศและสนับสนุนนักวิจัยที่มีความสนใจ ดังนี้

1. โครงการร่วมกับ Newton Fund ประเทศสหราชอาณาจักร เช่น

1.1 ทุน Advanced Fellowship Program (ร่วมกับ Royal Society และ British Academy) สนับสนุนทุนแก่นักวิจัยรุ่นกลาง โดยมี Co-applicant จากประเทศอังกฤษ

1.2 ทุน Joint Health Research Call: TRF-MRC “National Strategic Diseases of Thailand” (ร่วมกับ Medical Research Council–UK)

1. โครงการร่วมกับ Chinese Academy of Sciences (CAS) ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

2. โครงการร่วมกับ National Natural Science Foundation of China (NSFC)

ศ.ดร.สมปองกล่าวทิ้งท้ายถึงนักวิจัยรุ่นใหม่ว่า ถึงแม้นักวิจัยรุ่นใหม่จะสร้างนวัตกรรมอะไรก็ตาม ผลงานการวิจัยส่วนหนึ่งจะต้องมีการตีพิมพ์ นั่นคือสิ่งสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาของประเทศและประชาคมโลก โดยอาศัยการดำเนินงานแบบสร้างเครือข่ายและไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค ทั้งนี้ฝ่ายวิชาการ สกว. มุ่งหวังให้นักวิจัยรุ่นใหม่สามารถก้าวจากการเป็นอาจารย์สู่ศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น ภายในระยะเวลา 10 ปี โดยฝ่ายวิชาการ สกว. ยินดียืนเคียงข้างและสนับสนุนด้านการวิจัยตลอดเวลา เพื่อพัฒนาประเทศไทยไปด้วยกัน
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 16    หน้าที่ :      จำนวนคนเข้าชม : 19   คน