เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2514055

รายละเอียด

การเสวนาเรื่อง “กว่าจะเป็นนักวิจัยแนวหน้า”
โดย
ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น
ศ.พรรัตน์ ดำรุง เมธีวิจัยอาวุโส สกว.
ศ.ดร.สมเดช กนกเมธากุล เมธีวิจัยอาวุโส สกว.
ดำเนินรายการโดย
ศ.ดร.สักกมน เทพหัสดิน ณ อยุธยา เมธีวิจัยอาวุโส สกว.


ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2559 เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ประจำปี พ.ศ. 2556 สาขาพันธุศาสตร์คลีนิก และนักวิจัยดีเด่นประจำปี พ.ศ. 2555 สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ จบการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับปริญญาแพทยศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 1 ในปี พ.ศ. 2535 หลังจากนั้นเป็นแพทย์ใช้ทุนและแพทย์ประจำบ้านของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก (กุมารเวชศาสตร์) จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2536 จากนั้นได้รับการคัดเลือกเป็น Visiting Associate Professor และ Medical Staff Fellow ของ National Institute of Child Health and Human Development (NICHD) พร้อมกับเป็นแพทย์ประจำบ้านภายใต้ Metropolitan Washington, DC, Medical Genetics Residency Program ของ National Human Genome Research Institute (NHGRI), National Institute of Health (NIH) แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา และเป็น Diplomate of the American Board of Medical Genetics as a Clinical Geneticist and Clinical Biochemical Geneticist ในปี พ.ศ. 2542 และปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชพันธุศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
 
ภายหลังสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2542 ศ.นพ.วรศักดิ์เริ่มต้นทำงานในตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งในเวลานั้นมีภาระงานหนักมากเมื่อเทียบกับรายได้ อาทิ การบริการตรวจรักษาคนไข้ การทำวิจัย และการสอน แต่ท่านก็มุ่งมั่นสร้างผลงานวิจัยอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเล็งเห็นว่าการสร้างความเชี่ยวชาญและผลงานวิจัยที่มีคุณภาพจะนำไปสู่การได้มาซึ่งทรัพยากรอันจำเป็นสำหรับการวิจัย เช่น งบประมาณ เครื่องมือและอุปกรณ์วิจัย เป็นต้น ซึ่งความสำเร็จเกิดการจากวางแผนที่ดี และความมุ่งมั่นตั้งใจดำเนินงานวิจัยอย่างต่อเนื่องจริงจัง ส่งผลให้อาจารย์ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง \"ศาสตราจารย์” เมื่ออายุ 34 ปี เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญด้านชีววิทยาการพัฒนาอวัยวะของมนุษย์และการศึกษาภาวะผิดปกติในผู้ป่วย ทำให้ค้นพบกลไกและกระบวนการในคนปกติ ซึ่งสามารถลดจำนวนผู้ป่วยพิการ อัตราป่วยและอัตราตายของผู้ป่วยโรคพันธุกรรม ความพิการแต่กำเนิด และปัญญาอ่อน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในภาพรวมของประเทศ

จากประสบการณ์ทำงานวิจัยยาวนานกว่า 20 ปี ศ.นพ.วรศักดิ์สามารถสรุปบทเรียนซึ่งนำไปสู่การเป็นนักวิจัยแนวหน้าได้ 3 บทเรียน ดังนี้

บทเรียนที่ 1 การสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและครอบครัว การสร้างสมดุลที่ดีเกิดจากการวางแผนที่ดี ซึ่งโดยส่วนมากนักวิจัยขาดการวางแผน จึงเกิดความล้มเหลวในชีวิตครอบครัวและ/หรือชีวิตการทำงาน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าการวางแผนที่ดีคือ เคล็ดลับที่นำไปสู่ความสำเร็จ

บทเรียนที่ 2 การประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 ในการทำวิจัย กล่าวคือ ในการทำงานวิจัยนักวิจัยต้องเริ่มจากการมี หนึ่ง “ฉันทะ” คือ การรักในการวิจัย ดังคำกล่าวที่ว่า “If an egg is broken by outside force … A life ends. If an egg breaks from within … Life begins. Great things always begin from within.” การที่ไข่แตกจากภายนอกชีวิตจะดับ หากไข่แตกจากภายในชีวิตจะเกิด ดังนั้นถ้านักวิจัยรักในการงานที่ทำ จะสามารถสร้างผลงานวิจัยที่ดีและมีคุณค่าได้ อีกทั้ง นักวิจัยควรรู้ศักยภาพของตัวเองและรู้ว่าตนเป็นฟันเฟืองส่วนไหนในการขับเคลื่อนของประเทศ โดยไม่โน้มเอียงตามกระแสสังคม เนื่องจากทุกฟันเฟืองมีความสำคัญในการพัฒนาประเทศ สอง “วิริยะ” คือ ความเพียรพยายามทำงานวิจัยไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น สาม “จิตตะ” คือการเอาใจใส่ในงานที่ทำ และสี่ “วิมังสา” คือ การใช้ปัญญาในการวิเคราะห์สังเคราะห์องค์ความรู้เพื่อก่อให้เกิดผลงานอันมีประโยชน์ต่อตนเอง สังคม และโลก

บทเรียนที่ 3 การสร้างกลยุทธ์ในการทำงาน การทำงานวิจัยในปัจจุบันต้องถูกต้องและรวดเร็วเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ดังนั้นการสร้างกลยุทธ์ในการทำงานถือเป็นสิ่งสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จ
 
ปัจจุบัน ศ.นพ.วรศักดิ์ใช้สามกลยุทธ์ในการทำงานประกอบด้วย 1) คิดให้ใหญ่ คิดให้ไกล แต่เริ่มทำจากสิ่งเล็ก มองช่องว่างที่ต้องการการเติมเต็มให้ออกและเริ่มทำทันที และนักวิจัยต้องสื่อสารสู่สาธารณะเพื่อให้ผู้ที่มีความสามารถนำความรู้ไปต่อยอดหรือบูรณาการให้เกิดประโยชน์เพิ่มขึ้น 2) การสร้างระบบและโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นเพื่อให้สามารถทำงานวิจัยได้ง่ายขึ้น ซึ่งการทำงานในฐานะของอาจารย์แพทย์สามารถแบ่งภาระงานเป็น 3 ส่วนหลัก คือ การสอน การวิจัย และการบริการคนไข้ ซึ่งงานทั้ง 3 ด้าน ส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดความสำเร็จในการทำงานวิจัย กล่าวคือ การวิจัยส่งผลให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ใหม่ การเรียนการสอนด้วยความรู้ใหม่ส่งผลให้การบริการในอนาคตมีคุณภาพสูงขึ้น การบริการคนไข้ส่งผลให้เห็นปัญหาที่ต้องการการแก้ไขก่อให้เกิดการวิจัยเพื่อหาแนวทางการรักษาใหม่ ดังนั้นสามารถสรุปได้ว่าความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เกิดจากการสร้างเทคนิคใหม่ การค้นพบสิ่งใหม่ และการคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และ 3) การทำงานเป็นทีม ตามแนวคิดว่า อยากเดินเร็วให้ไปคนเดียว อยากเดินไกลต้องไปเป็นทีม

สุดท้าย ศ.นพ.วรศักดิ์ฝากถึงนักวิจัยว่า “ขอให้ปัญญาชนนำพาประเทศชาติไปทิศทางที่ถูกต้อง โดยการใช้ปัญญา วิธีหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญญา คือ การทำวิจัย เพื่อสร้างความเจริญของตนเองและประเทศ บนพื้นฐานของความสุข ความปรองดอง และสันติภาพภายในครอบครัวและสังคม”

ลำดับต่อมาเป็นการบรรยายโดย ศ.พรรัตน์ ดำรุง เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ประจำปี พ.ศ. 2559 สาขาศิลปการละคร ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2523 ภายหลังสำเร็จการศึกษา เป็นอาจารย์ประจำภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเริ่มทำงานวิจัยครั้งแรกเมื่ออายุ 30 ปี โดยเริ่มจากการร่วมงานกับศ.ดร.เจตนา นาควัชระ ทำงานละครเพื่อการศึกษา การเริ่มต้นการวิจัยเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากนักการละครคือนักปฏิบัติ ส่วนการทำวิจัยคือการสร้างองค์ความรู้ร่วมกับการปฏิบัติ ศ.พรรัตน์จึงปรับวิธีการในการทำงานเพื่อสร้างองค์ความรู้จากการปฏิบัติ การดำเนินการวิจัยในด้านศิลปะการละครของ ศ.พรรัตน์เริ่มจากการวิจัยด้านการทำละครในการศึกษาบนฐานความคิดว่า “การใช้ความรู้ทางศิลปวัฒนธรรมสามารถเข้าไปช่วยให้เกิดความงอกงามในความคิด และในการสร้างงานของชุมชน โดยไม่ยัดเยียดความรู้ของตนลงไป” เกิดเป็นผลงานเด่น อาทิ การนำโครงการ “สีดา: ศรีราม?” ไปสร้างสรรค์ใหม่ร่วมกับนักศึกษาและนำเสนอเป็นละครเรื่อง Seeda: Tell Our Stories ณ South-East Asian Center & Women Studies มหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา ผลงานนี้เป็นผลงานวิจัยทางการละครในชุดโครงการเรื่องเก่าเล่าใหม่ของภาควิชาศิลปการละครที่ได้รับการสนับสนุนจาก สกว. อีกด้วย
 
ศ.พรรัตน์เป็นทั้งผู้ริเริ่ม ทดลอง บุกเบิก พัฒนา เผยแพร่ เป็นแบบอย่างในการผลิตผลงานสร้างสรรค์ งานวิชาการ งานวิจัย และตำราในศาสตร์ของการละครแขนงใหญ่ 4 แขนง คือ

1. การละครสำหรับเด็ก ละครเยาวชน ละครหุ่นและหน้ากาก

2. การละครในการศึกษา การใช้ละครในห้องเรียน และหลักสูตรการละครระดับต่างๆ

3. การละครเพื่อการพัฒนา ละครเร่ ละครชุมชน และละครประยุกต์

4. การละครและการแสดงแนวขนบนิยมร่วมสมัย ละครแนวพหุวัฒนธรรม งานละครพื้นถิ่นร่วมสมัย งานนาฏยศิลป์ร่วมสมัย การสร้างสรรค์ศิลปะการแสดงร่วมสมัยจากรากวัฒนธรรมด้วยนาฏศิลป์ไทย ดนตรีไทย และศิลปะการละครไทย การทำงานสร้างสรรค์แบบ collaboration การสร้างงานแบบ devising การรื้อสร้างทางการละคร การละครหลังสมัยใหม่ และการละครร่วมสมัย

ศ.พรรัตน์ได้สรุปถึงแนวทางในการดำเนินงานวิจัย 6 ประการ คือ 1) มีความรักในการทำงานวิจัย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดแรงและพลังในการทำงานสู่ความสำเร็จ 2) มีวินัยในการทำงาน มีกำหนดการส่งงานแต่ละส่วนที่ชัดเจน 3) กล้าเสี่ยง ถ้าอยากทำต้องลองทำ เนื่องจากนักวิจัยมีองค์ความรู้อยู่แล้ว กระบวนการสู่ความสำเร็จคือความท้าทายที่ต้องก้าวข้ามไป 4) สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง ทั้งกับผู้ร่วมงานและผู้รับสาร 5) เข้าใจการเปลี่ยนแปลง นักวิจัยต้องสื่อสารองค์ความรู้สื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจตามบริบทของการเปลี่ยนแปลง และ 6) แรงสนับสนุนและกำลังใจจากครอบครัว เป็นแรงขับดันที่ยิ่งใหญ่ที่นำไปสู่ความสำเร็จ

สุดท้าย ศ.พรรัตน์ได้ให้ข้อคิดทิ้งท้ายว่านักวิจัยต้องมีแรงบันดาลใจ (Passion) เป็นแรงผลักดันในการทำงาน และที่สำคัญคือ ต้องมีวินัยในการทำงาน กล้าคิดริเริ่ม และพร้อมรับความเสี่ยง รู้จักเปิดใจ และศึกษาหาความรู้ตลอดเวลา จึงจะประสบความสำเร็จ

ลำดับสุดท้ายเป็นการบรรยายโดย ศ.ดร.สมเดช กนกเมธากุล เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ประจำปี พ.ศ. 2559 สาขาวิชาเคมีอินทรีย์ ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่จังหวัดจันทบุรี สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาเคมี จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ภายหลังจบการศึกษาในปี พ.ศ. 2521 เริ่มต้นการทำงานในตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ต่อมาศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาวิชาเคมีอินทรีย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และในปี พ.ศ. 2528 ได้โอนย้ายมาเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ต่อมาได้ ลาศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก สาขาวิชาเคมีอินทรีย์ ด้านสารประกอบเชิงซ้อนจาก National University of Ireland at University College Cork ประเทศไอร์แลนด์ หลังจากสำเร็จการศึกษาและเริ่มต้นเป็นอาจารย์ มีภาระงานสอน งานบริหาร งานบริการวิชาการและงานอื่นๆ จำนวนมากจนละเลยการทำงานวิจัย จนกระทั่ง ศ.ดร.ยอดหทัย เทพธรานนท์ กระตุ้นให้ฉุกคิดว่าอาจารย์มีหน้าที่ในการสร้างคน ดังนั้นอาจารย์ต้องทำงานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ให้เท่าทันโลก ก่อนนำมาถ่ายทอดสู่นักศึกษา
 
การทำงานวิจัยในช่วงแรก ศ.ดร.สมเดชเริ่มจากการหาโจทย์วิจัยที่ห้องปฏิบัติการวิจัยของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ในเวลานั้นสามารถทำเองได้และต้องเป็นโจทย์วิจัยที่ตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น และ/หรือ ประเทศ และ/หรือโลก จึงเริ่มงานวิจัยจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ เริ่มจากความไม่พร้อมทั้งด้านเครื่องมือ กำลังคน งบประมาณวิจัยและเวลา โดยช่วงแรกอาศัยวิธีการขอความร่วมมือทางการวิจัยกับเพื่อนที่อยู่ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีความพร้อมของเครื่องมือ ให้ทุนนักศึกษาในการทำงานวิจัยด้วยเงินเดือนของตนเอง เข้าร่วมการประชุมสัมมนาวิชาการเสมอ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เมื่อมีผลงานวิจัยต่อเนื่อง ศ.ดร.อภิชาติ สุขสำราญ เห็นถึงความตั้งใจจริง จึงให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ อาทิ เครื่องมือ และงบประมาณวิจัย จึงทำให้มีความพร้อมในการวิจัยเพิ่มขึ้น จากที่กล่าวมาเห็นได้ว่าความช่วยเหลือจะมาเมื่อเราได้พิสูจน์ความตั้งใจแล้วเท่านั้น ศ.ดร.สมเดชจึงได้ให้กำลังใจกับนักวิจัยใหม่ทุกท่านให้อดทน ไม่ท้อถอย ต้องกัดไม่ปล่อย มีความมุ่งมั่น และไม่ผัดวันประกันพรุ่งในการเริ่มทำงานวิจัย

ศ.ดร.สมเดชดำเนินงานวิจัยเกี่ยวกับเคมีจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นกลุ่มวิจัยเคมีจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 กลุ่มวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์ ที่ได้รับทุนสนับสนุนในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อศึกษาวิจัยเคมีจากผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ เช่น จากพืช เชื้อรา หรือแบคทีเรีย เป็นต้น โดยสารเคมีที่ได้จากการศึกษา นอกจากจะเป็นองค์ความรู้ใหม่ทางด้านเคมีแล้ว ยังเป็นฐานข้อมูลที่สามารถบูรณาการให้เกิดประโยชน์ทางด้านการแพทย์และการเกษตรได้อีกด้วย จากการดำเนินงานวิจัยเชิงลึกอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ได้รับพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ทางด้านเคมีอินทรีย์ในปี พ.ศ. 2555

ในตอนท้ายของการบรรยาย ศ.ดร.สมเดชได้ยกพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 ซึ่งมีพระราชดำรัสว่า “เมื่อมีโอกาสและมีงานทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆ นั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันและความซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น” ให้เป็นข้อคิดในการดำเนินชีวิตแก่นักวิจัยรุ่นใหม่ทุกท่าน

ในตอนท้ายของการเสวนา ศ.ดร.สักกมน เทพหัสดิน ณ อยุธยา เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ประจำปี พ.ศ. 2558 ได้กล่าวสรุปแนวทางสู่ความสำเร็จของการดำเนินงานวิจัยจนเป็นนักวิจัยแนวหน้า ต้องอาศัยคุณสมบัติสำคัญ 4 ประการ คือ 1) ความรักในการดำเนินงานวิจัยในหัวข้อสนใจ โดยไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกระแสสังคม จนกระทั่งเกิดความเชี่ยวชาญและชำนาญเป็นผู้รู้ในแขนงนั้นอย่างแท้จริง 2) ความอดทนและมีวินัยในการดำเนินงานวิจัย เนื่องจากการทำงานวิจัยเป็นเรื่องยาก ผู้วิจัยต้องมีความอดทนและมีวินัยในการดำเนินงานจึงจะสามารถสร้างงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จได้ 3) ความคิดนอกกรอบ เนื่องจากการวิจัยคือการค้นหาและเรียนรู้สิ่งใหม่ ดังนั้นนักวิจัยต้องไม่ยึดติดกับกรอบความคิดเดิมๆ พร้อมที่จะเรียนรู้และรับสิ่งใหม่เสมอ และ 4) การสื่อสารสู่สาธารณะ การดำเนินงานวิจัยจำเป็นต้องเผยแพร่สู่สาธารณะ ซึ่งเป็นกระบวนการในการยืนยันความถูกต้องของผลงานวิจัย และเป็นเครื่องการันตีคุณภาพของงานวิจัย รวมทั้งก่อให้เกิดการต่อยอดทางความคิดและบูรณาการองค์ความรู้สู่การพัฒนาสิ่งใหม่ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 16    หน้าที่ :      จำนวนคนเข้าชม : 61   คน