เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2514062

รายละเอียด

การเสวนาเรื่อง “สร้างเศรษฐกิจไทยจากงานวิจัย”
โดย
ศ.ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์ ราชบัณฑิต
ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญหา เมธีวิจัยอาวุโส สกว. และกรรมการบริษัท Siam Snail จำกัด
คุณเฉลิมพล ปุณโณทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CT Asia Robotics Co., Ltd.
ดำเนินรายการโดย
ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ เมธีวิจัยอาวุโส สกว.


ศ.ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์ ราชบัณฑิต สาขาวิชานาฏกรรม สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสภา และศาสตราจารย์กิตติคุณ สาขานาฏยศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้หยิบยกประสบการณ์ช่วงหนึ่งในการทำงานเป็นผู้อำนวยการโครงการศูนย์พัฒนาบุคลากรด้านแฟชั่น (Bangkok International Fashion Academy: BIFA) มาถ่ายทอดให้ฟังว่างานวิจัยสามารถสร้างเศรษฐกิจได้อย่างไร ในช่วงสมัยหนึ่งรัฐบาลมีแนวคิดที่จะทำให้กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางของแฟชั่น เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการยกระดับสินค้าจากโครงการศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ก่อให้เกิดการส่งเสริมธุรกิจแฟชั่นและการก่อตั้งสถาบัน BIFA
 
แฟชั่นไม่ใช่เพียงแค่แคทวอล์ค (Catwalk) แท้จริงแล้วแฟชั่นเป็นผลจากการทำงานวิจัยและพัฒนาถึง 62 ขั้นตอน ตั้งแต่การวิจัยวัสดุที่จะนำมาใช้ในการถักทอเส้นใย สีที่จะนำมาย้อม การออกแบบ การผลิต การทำการตลาด ไปจนถึงการขาย ซึ่งแต่ละขั้นตอนล้วนแต่มีปัญหาที่จะต้องนำมาขบคิด ตั้งเป็นประเด็นในการศึกษาวิจัยเชิงลึกเพื่อตอบปัญหาในแต่ละขั้นตอน อุตสาหกรรมแฟชั่นนั้นมีความสลับซับซ้อนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เนื่องจากสินค้าแฟชั่นนั้นเป็นสินค้าพยากรณ์และเป็นสินค้าอารมณ์ การออกแบบเสื้อหนึ่งตัวอาจใช้เวลากว่า 6–8 เดือน กว่าที่สินค้าจะออกสู่ท้องตลาด ซึ่งสินค้าอาจจะประสบความสำเร็จหรือไม่ได้รับความนิยมแล้วก็ได้

ซึ่งปัจจุบันสินค้าแฟชั่น เช่น เสื้อผ้า ชุดชั้นใน เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า ฯลฯ มีมูลค่าทางการตลาดสูงถึง 3 แสนล้านบาท ซึ่งการจะพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นนั้นต้องอาศัยงานวิจัย และได้ยกตัวอย่างประเด็นวิจัยที่สำคัญสำหรับด้านแฟชั่น โดยการมองแฟชั่นในเชิงอุตสาหกรรม แล้วแบ่งสิ่งที่ต้องพิจารณาออกเป็น 4 ส่วนหลัก คือ วัตถุดิบ (Input), กระบวนการ (Process), ผลผลิต (Output) และผลสัมฤทธิ์ (Outcome) ซึ่งแต่ละส่วนล้วนมีธรรมชาติที่แตกต่างกัน ต้องการงานวิจัยที่แตกต่างกัน และใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่แตกต่างกันตามบริบทของประเด็นศึกษาวิจัยนั้นๆ การตั้งโจทย์วิจัยจึงต้องอาศัยความเข้าใจตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคแต่ละกลุ่มอย่างลึกซึ้ง ต้องอาศัยความรู้จากหลายสาขาวิชามาบูรณาการกัน เช่น การออกแบบการจัดวางสินค้าในร้าน จำเป็นที่ต้องอาศัยศาสตร์ทางด้านจิตวิทยา เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค ด้านการตลาด เพื่อที่จะเข้าใจปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า และด้านสถาปัตยกรรมในการออกแบบจัดวางสินค้าและแสงเงา เพื่อดึงความสนใจและกระตุ้นให้อยากซื้อสินค้า นอกจากนี้ ศ.ดร.สุรพลยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของงานวิจัยเชิงนโยบายซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่น โดยครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยมีการส่งเสริมนโยบาย “Bangkok Fashion City” แล้วเงียบหายไปทำให้การพัฒนาไม่ยั่งยืน
 
ในตอนท้าย ศ.ดร.สุรพล ได้ฝากข้อคิดให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ใน 3 ประเด็น คือ

1. การเป็นนักวิจัยที่ดีนั้นต้องสร้างแบรนด์ของตัวเอง ทำงานหนักเพื่อค้นหาเส้นทางของตนเอง และมุ่งมั่นในทางที่เลือกเพื่อสร้างดีเอ็นเอของตนเอง (หรือ Core Competency) ไม่โอนอ่อนไปตามกระแสภายนอก ไม่มัวแต่เดินตามกรอบความคิดเดิม ต้องสร้างอัตลักษณ์ของตนเอง กล้าที่จะออกนอกกรอบเพื่อค้นหาแนวทางเดินใหม่

2. การเป็นนักวิจัยที่ดีนั้นต้องมีความใฝ่รู้ โดยยกตัวอย่างหลักคำสอนจากพระไตรปิฎก เรื่องการคบคนที่มีความรู้ และการหาความรู้โดยแยบคาย 10 ประการ โดยเน้นย้ำว่า การเป็นนักวิจัยที่ดีต้องไม่เชื่อที่เขาเล่าว่า ต้องลงมือทำอยู่เสมอ เพื่อให้เป็นคนที่รู้รอบและรู้ลึก สามารถบูรณาการศาสตร์ที่หลากหลายได้

3. การเป็นนักวิจัยที่ดีนั้นต้องมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า (Passion) ที่จะทำให้งานใด ๆ สำเร็จลุล่วง ต้องเกาะติด กัดไม่ปล่อย ลงมือทำอย่างสม่ำเสมอจนเกิดทักษะ และทำงานโดยยึดหลักอิทธิบาทสี่ จึงจะประสบความสำเร็จ

ลำดับที่สอง ศ.ดร.สมศักดิ์ ปัญหา เมธีวิจัยอาวุโส สกว. และกรรมการบริษัท Siam Snail จำกัด ได้แบ่งปันประสบการณ์การทำงานวิจัยเกี่ยวกับหอยทากมายาวนานกว่า 30 ปี และทำงานวิจัยเชิงบูรณาการร่วมกับทีมนักวิจัยอีก 3 ท่าน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน แต่มีความเชื่อในงานวิจัยที่ว่า “หอยสร้างชาติ” เหมือนกัน นักวิจัยทั้ง 3 ท่านคือ ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว (ภาควิชาเคมี) ศ.ดร.กฤษณะ เนียมมณี (ภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์) และ ศ.ดร.อัญชลี ทัศนาขจร (ภาควิชาชีวเคมี) จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันศึกษาและพัฒนาจนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอางจากเมือกหอยทาก ภายใต้แบรนด์สยามสเนลขึ้น

งานวิจัยกับเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ไม่ได้ห่างไกลกันอย่างที่นักวิจัยหลายท่านเข้าใจ ศ.ดร.สมศักดิ์ได้ทำงานวิจัยเรื่องหอยและได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจาก สกว. มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้องค์ความรู้ที่ลึกซึ้ง โดยค้นพบว่าหอยทากในประเทศไทยมีมากถึง 600 สายพันธุ์ เข้าใจถึงกลไกการสร้างเมือกของหอยและเนื้อเยื่อส่วนที่ใช้สร้างเมือก คือ ส่วนแมนเทิล (Mantle) องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยสามารถสร้างผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติ ทำให้มีโอกาสได้รับทุนวิจัยเกียรติยศจากต่างประเทศ คือ ทุน Darwin Initiative อีกเป็นเวลา 6 ปี และมีโอกาสได้ให้สัมภาษณ์กับนักข่าวของ Wall Street Journal ทำให้งานวิจัยเรื่องเมือกหอยทากของไทยเป็นที่รู้จักในเวทีระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ยังได้นำผลิตภัณฑ์ที่ได้จากงานวิจัยไปประกวดทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ และได้รับรางวัลมากมาย อาทิ รางวัลผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมของกระทรวงอุตสาหกรรม รางวัลด้านนวัตกรรม จากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ รางวัลด้านนวัตกรรม จากกรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และรางวัลด้านนวัตกรรม จากประเทศรัสเซีย หลังจากที่ผลงานวิจัยชนะการประกวดก็มีบริษัทเอกชนติดต่อเข้ามาเพื่อที่จะร่วมทุนในการจัดตั้งบริษัท
 
จากประสบการณ์ในการพัฒนางานวิจัยจนสามารถนำมาสร้างผลกระทบเชิงเศรษศาสตร์ได้จริง ศ.ดร.สมศักดิ์ได้ฝากข้อคิดที่สำคัญสำหรับการทำงานวิจัยให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่ ดังนี้

1. การตีพิมพ์ผลงานนั้นเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะทำให้งานวิจัยไม่ขึ้นหิ้ง เพราะการที่ผลิตภัณฑ์มีผลงานวิจัยรองรับ จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและนักลงทุนที่สนใจ

2. “ของดีต้องให้คนอื่นบอก” ควรนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปประกวดในเวทีระดับนานาชาติ การมีรางวัลการันตีจากสถาบันต่าง ๆ จะช่วยสร้างการรับรู้ (Visibility) ในวงกว้าง เพิ่มโอกาสในการขายสินค้า และดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ

3. นักวิจัยรุ่นใหม่ควรมีความช่างสังเกตและรอบรู้ การศึกษาองค์ความรู้ของโลก แล้วนำมาตั้งโจทย์วิจัยกับทรัพยากรชีวภาพของประเทศไทย จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยนำพาเศรษฐกิจประเทศไทยไปสู่เป้าหมายของ Thailand 4.0

ลำดับสุดท้าย คุณเฉลิมพล ปุณโณทก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CT Asia Robotics Co., Ltd. ได้เล่าถึงจุดกำเนิดของการสร้างอุตสาหกรรมหุ่นยนต์บริการให้แก่ประเทศไทย ทั้งที่ตนเองเรียนจบมาในสายพาณิชยศาสตร์และการบริหารธุรกิจว่า เกิดมาจาก “แรงบรรดาลใจที่ยิ่งใหญ่” ซึ่งคุณเฉลิมพลได้เคยไปพูดใน TED Talks ถึงคำถามง่าย ๆ ที่ว่า “เหตุใดสิ่งที่เป็นศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจในความเป็นชาติไทยของเรา ล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นโดยคนไทยในอดีต แล้วยุคเราได้สร้างอะไร” ซึ่งคำถามนี้เองได้เป็นจุดกำเนิดแห่งความมุ่งมั่น (Passion) ในการพัฒนาตนเองและนำศักยภาพของตนเองมาใช้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติของคุณเฉลิมพล

การบอกเล่าประสบการณ์ในการทำงานของคุณเฉลิมพลได้แสดงให้เห็นว่าการตั้งคำถามที่ดี จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ คำถามที่ว่า “คนไทยจะไประดับโลกได้ไหม” และ “ทำอย่างไรจึงจะไประดับโลกได้” ทำให้คุณเฉลิมพลก่อตั้งบริษัทผลิตหุ่นยนต์แห่งแรกของประเทศไทย เพราะเห็นศักยภาพของนักวิจัยไทยที่สามารถสร้างหุ่นยนต์ไปชนะในเวทีโลกได้ แต่กลับไม่มีบริษัทผลิตหุ่นยนต์ในประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนของประเทศไทยที่มีนักวิจัยที่มีความสามารถจำนวนมาก เปรียบเสมือนการมีนักปราชญ์จำนวนมากสามารถสร้างอาวุธได้ แต่ขาดคนนำออกไปรบ คุณเฉลิมพลอาศัยความรู้ทางการตลาด ความสนใจในการวาดรูป และประสบการณ์ในการทำบริษัทผลิตซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ส่งออกของตนมาใช้ในการสร้างทีมวิจัยและนำพาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์บริการของประเทศไทยไปสู่เวทีโลกได้
 
กรณีศึกษาต่างๆ ที่คุณเฉลิมพลได้แบ่งปันเกี่ยวกับการชักชวนวิศวกรมาตั้งบริษัททำหุ่นยนต์ การพัฒนาหุ่นยนต์ดินสอ ตั้งแต่รุ่นที่ 1–4 การทำแผนการตลาดสำหรับหุ่นยนต์ดินสอรุ่นแรกถึง 3 แผน โดยมีแนวคิดที่ว่าทำอย่างไรจึงจะสำเร็จได้แบบไม่พึ่งพาคนอื่น จนสามารถนำหุ่นยนต์ดินสอไปขายให้บริษัทชั้นนำของประเทศไทย เช่น MK และบริษัทสหพัฒนพิบูล นอกจากนี้ยังขยายการส่งออกไปขายยังประเทศสวีเดน ญี่ปุ่น และตั้งตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศได้ จึงสามารถนำมาสรุปเป็นเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ ได้โดยสังเขปดังนี้

1. ต้องมีแรงบรรดาลใจที่ยิ่งใหญ่

2. ต้องมีหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ กัดไม่ปล่อย

3. ต้องหมั่นหาความรู้ เอาตัวเองไปเรียนรู้ด้วยการลงมือทำจริง

4. ต้องหัดตั้งคำถาม และสร้างโจทย์วิจัย (นักวิจัยไทยตอบโจทย์เก่ง แต่สร้างโจทย์ไม่เก่ง)

5. ต้องวิเคราะห์จุดอ่อนและจุดแข็งของคน/คู่แข่ง แล้วนำมาสร้างทีม/กลยุทธ์ทางธุรกิจ

6. ต้องรู้จักการวางแผนสำรองอยู่เสมอ

7. ทีมที่ดีต้องมีความสมดุลระหว่างศาสตร์และศิลป์ (IQ & EQ)

8. ผลิตภัณฑ์ที่ดีต้องมีความสมดุลระหว่างคุณสมบัติเชิงหน้าที่และความรู้สึก (Function & Emotion)

คุณเฉลิมพลได้ฝากประเด็นทิ้งท้ายที่น่าสนใจคือ หากต้องการปฏิรูปประเทศไปสู่ Thailand 4.0 เราต้องจัดระบบนิเวศในการสร้างศักดิ์ศรีของชาติใหม่ เปลี่ยนจากการสร้างศักดิ์ศรีด้วย “กำลังทหาร” เป็น “กำลังปัญญา” นักวิจัยซึ่งเปรียบเสมือนนักรบจำเป็นที่จะต้องไปจับมือกับผู้ประกอบการเพื่อร่วมกันพัฒนาความเข้มแข็งและความสามารถในการแข่งขันของชาติ และสิ่งแรกที่ควรได้รับการดูแล คือ การปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาไทยเพื่อสร้างคนที่กล้าเสี่ยง กล้าเดินออกจากกรอบมาคิดค้นนวัตกรรมและเป็นผู้ประกอบการมากขึ้น

ก่อนจบการเสวนา ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ได้ให้ข้อมูลเสริมจากที่คุณเฉลิมพลได้ทิ้งท้ายว่า เป็นความท้าทายของ สกว. ในการสร้างความเข้มแข็งของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยด้วยงานวิจัยและพัฒนา และฝ่ายอุตสาหกรรม สกว. สนับสนุนอย่างเต็มที่ผ่านการจัดสรรทุนวิจัยที่เป็นการทำงานวิจัยร่วมระหว่างนักวิจัยและภาคอุตสาหกรรมมีโจทย์วิจัยมาจากความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
 

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 16    หน้าที่ :      จำนวนคนเข้าชม : 69   คน