เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2460079

รายละเอียด

การบรรยายเรื่อง “เปิดมุมมองการสร้างกำลังคนเพื่อสร้างความเข้มแข็งของประเทศ”
โดย คุณพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอุดมศึกษาสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)

“การแก้ปัญหาและตอบสนองต่อความต้องการโดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรม เราจะมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้อาจารย์มีส่วนในการแก้ไขปัญหา พร้อมสร้างพื้นฐานการวิจัยและพัฒนาให้กับภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดการซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ”

คุณพันธุ์เพิ่มศักดิ์กล่าวถึงความร่วมมือตลอดระยะเวลา 15 ปี ระหว่าง สกอ. และ สกว. เพื่อพัฒนาศักยภาพอาจารย์และนักวิจัย สร้างองค์ความรู้พื้นฐานในการพัฒนาประเทศ และมุ่งเน้นการผลิตผลงานวิจัยที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยอาศัยกลไกการให้ทุนสนับสนุนการวิจัยร่วมระหว่าง สกอ. และ สกว. ได้แก่ ทุนพัฒนาศักยภาพในการทำงานวิจัยของอาจารย์รุ่นใหม่ ทุนเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยของอาจารย์รุ่นกลางในสถาบันอุดมศึกษา ทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัย ทุนศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น ซึ่งส่งผลให้อาจารย์และนักวิจัยดำเนินงานวิจัยอย่างต่อเนื่องและมีผลงานตีพิมพ์จำนวนมาก
 
ปัจจุบันประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยจำนวนทั้งสิ้น 156 แห่ง แบ่งออกเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจำนวน 23 แห่ง มหาวิทยาลัยของรัฐที่เป็นส่วนราชการจำนวน 12 แห่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏ 38 แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง และมหาวิทยาลัยเอกชน 74 แห่ง โดยมีบุคลากรรวมทั้งสิ้น 184,540 คน แบ่งออกเป็นบุคลากรวิจัย (อาจารย์และนักวิจัย) จำนวน 60,445 คน และบุคลากรสายสนับสนุน 124,095 คน ทั้งหมดนี้คิดเป็นร้อยละ 80–90 ของบุคลากรวิจัยทั้งประเทศไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ สกอ. มีบทบาทหน้าที่โดยตรงในการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรกลุ่มนี้ โดยอาศัยเครื่องมือและกลไกต่างๆ อาทิ ตำแหน่งทางวิชาการ ซึ่งกลไกดังกล่าวก่อให้เกิดการพัฒนางานวิจัยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนได้จากจำนวนบุคลากรวิจัยที่ดำรงตำแหน่งทางวิชาการต่างๆ มีจำนวนเพิ่มขึ้น ข้อมูลในปี พ.ศ. 2559 ประเทศไทยมีผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์จำนวน 204 คน รองศาสตราจารย์ 4,467 คน และผู้ช่วยศาสตราจารย์ 13,449 คน

การขับเคลื่อนประเทศตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย 4.0 ระยะ 20 ปี มีเป้าหมายหลักคือ การเพิ่มอัตราส่วนของบุคลากรวิจัยต่อประชากรให้มีสัดส่วนเป็น 25:10,000 คน และการพัฒนาเศรษฐกิจโดยอาศัยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องอาศัยความรู้และความร่วมมือของบุคลากรวิจัยในสถานศึกษาเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความสอดคล้องระหว่างภาระหน้าที่และความก้าวหน้าในการทำงานของของบุคลากรวิจัย โดยปรับเกณฑ์ในการขอตำแหน่งทางวิชาการให้เอื้อกับการทำงานตามบทบาทหน้าที่ดังกล่าว อาทิ การเปิดโอกาสให้อาจารย์สามารถใช้ผลงานวิจัยร่วมกับอุตสาหกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์เพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ

สกอ. ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินงานวิจัยจึงสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยสนับสนุนงบประมาณจำนวน 12,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติระหว่างปี พ.ศ. 2553–2559 ส่งผลให้สมรรถนะด้านการวิจัยในภาพรวมของประเทศสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยในปี พ.ศ. 2554–2559 ประเทศไทยมีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ 69,770 เรื่อง จากบุคลากรวิจัยจำนวน 59,748 คน ผลงานดังกล่าวได้รับการอ้างอิง 282,729 ครั้ง สาขาวิจัยที่บุคลากรวิจัยไทยให้ความสำคัญ 5 อันดับแรกหรือประมาณร้อยละ 50 ของงานวิจัยทั้งหมด คือ 1) สาขาการรักษาและยารักษาโรค 2) สาขาวิศวกรรมศาสตร์ 3) สาขาเกษตรกรรมและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ 4) สาขาชีวเคมีและอณูชีววิทยา และ 5) สาขาคอมพิวเตอร์ จากผลสำเร็จในข้างต้น สกอ. จึงมีแผนการสนับสนุนงบประมาณดำเนินการวิจัยต่อเนื่องในรูปแบบโครงการ World Class Universities หรือ Global Universities
 
การดำเนินของโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ สกอ. มุ่งเน้นการผลิตผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ อย่างไรก็ตามเพื่อให้สอดคล้องการขับเคลื่อนประเทศตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมไทย 4.0 ระยะ 20 ปี โครงการ World Class Universities หรือ Global Universities จะมุ่งเน้นสร้างผลงานวิจัยด้านนวัตกรรมหรือการสร้างนวัตกรรม ดังนั้นเพื่อให้โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จตรงตามเป้าหมาย สกอ. จึงกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนงานวิจัยดังนี้ 1) การสร้างเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยในช่วง 5–10 ปีแรก จะมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพของนักวิจัยเป็นหลัก เพื่อสร้างนักวิจัยที่มีคุณภาพและมีศักยภาพตรงตามความต้องการ ตัวชี้วัดที่กำหนดคือ มหาวิทยาลัยที่ได้รับงบประมาณจะต้องถูกจัดอันดับใน QS World University Rankings อยู่ใน 100 อันดับแรกของโลก 2) การแก้ปัญหาและตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นทั้งในภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคท้องถิ่นชุมชน โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมจะมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนให้อาจารย์มีส่วนในการแก้ไขปัญหา พร้อมสร้างพื้นฐานการวิจัยและพัฒนาให้กับภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดการซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ผ่านโครงการต่างๆ อาทิ โครงการส่งเสริมให้บุคลากรวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาไปปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้กับภาคอุตสาหกรรม (Talent Mobility) และ 3) การสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการ ผ่านการเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานพัฒนาความเป็นเลิศในด้านการศึกษา ค้นคว้า วิจัยเทคโนโลยีแห่งอนาคต และสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมของผู้นำเยาวชนรุ่นใหม่ เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภูมิภาค (Technology Mega Trends Hub R&D and Young Leadership Development) ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคณะทำงานสานพลังประชารัฐด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ (Human Capital Development) โดยคณะทำงานดังกล่าวมุ่งเน้นการส่งเสริมและสนับสนุน 3 ประเด็นหลัก คือ

• การพัฒนาความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Path) ของนักวิจัยในมหาวิทยาลัย ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการดูแลครอบคลุมตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย โดยเริ่มจากการบ่มเพาะเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลให้มีความสนใจด้านวิทยาศาสตร์ เมื่อเข้ารับการศึกษาและสำเร็จการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ส่งผลให้เด็กมีอาชีพนักวิจัยและได้รับค่าตอบแทนที่สามารถพึ่งตนเองได้

• การพัฒนาศักยภาพนักวิจัยในสถาบันอุดมศึกษา โดยเชื่อมโยงกับ R&D Hub ของรัฐบาล ซึ่งมุ่งเน้นการวิจัย 4 ด้าน คือ 1) นาโนเทคโนโลยี 2) หุ่นยนต์ 3) ชีวเคมี 4) ดิจิตอล ทั้งนี้แนวทางการพัฒนาความเป็นเลิศด้านการศึกษาต้องมีการรวมทุน (Matching fund) ระหว่างภาครัฐและเอกชน การปรับปรุงสถานศึกษาของรัฐให้เป็นปลายเปิดและพัฒนาให้เป็นโรงเรียนมหาชน เพื่อความอิสระในการบริหารจัดการและสนับสนุนให้มีการหมุนเวียน (Rotation) บุคลากร

• โครงการมหาวิทยาลัย 4.0 (University 4.0) มุ่งพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขัน ทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง โดยอาศัยความรู้จากการวิจัยและการสร้างนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Value-Based Economy) เป้าหมายของการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 คือ การขับเคลื่อน 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรและอาหาร สังคมสูงอายุ เมืองอัจฉริยะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม การจัดการน้ำและภูมิอากาศ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลา 3–5 ปีข้างหน้า เป็นการเปลี่ยนปัญหาและความท้าทายให้เป็นศักยภาพและโอกาสในการสร้างความมั่นคง มั่นคั่ง และยั่งยืน ให้กับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้โครงการมหาวิทยาลัย 4.0 จะเน้นการทำงานเป็นเครือข่ายโดยอาศัยความร่วมมือของแต่ละมหาวิทยาลัยในการวิจัยและบูรณาการร่วมกัน พร้อมดึงภาคเอกชนให้มีส่วนร่วมเพื่อก่อให้เกิดนวัตกรรมและประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ โดยแบ่งการดำเนินงานวิจัยออกเป็น 4 กลุ่มตามภูมิภาค
 
อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ. 2558–2571 จะมีบุคลากรวิจัยที่เกษียณอายุประมาณ 1,500 คน/ปี สกอ. จึงกำหนดแนวทางในการเสริมสร้างสมรรถนะให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่เพื่อเตรียมความพร้อมดังกล่าวผ่านโครงการดังต่อไปนี้

1. โครงการทุนพัฒนาศักยภาพในการทำงานวิจัยของอาจารย์รุ่นใหม่ ทุนเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยของอาจารย์รุ่นกลางในสถาบันอุดมศึกษา ทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัย ทุนศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น

2. โครงการส่งเสริมให้บุคลากรวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาไปปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาและเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตให้กับภาคอุตสาหกรรม (Talent Mobility)

3. โครงการทุนพัฒนาศักยภาพนักวิจัยด้านยุทโธปกรณ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพของกองทัพและการป้องกันประเทศ

4. โครงการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนฐานราก

5. โครงการวิจัยและพัฒนาภาครัฐร่วมกับเอกชนในเชิงพาณิชย์

6. โครงการพัฒนาบัณฑิตศึกษาและการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

จากที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดแสดงให้เห็นว่างานวิจัยและการสร้างนวัตกรรมเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศไทยในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยมีบุคลากรวิจัยทุกท่านเป็นแรงผลักดันสำคัญสู่ความสำเร็จ
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 16    หน้าที่ :      จำนวนคนเข้าชม : 25   คน