เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2514061

รายละเอียด

การบรรยายเรื่อง “การขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0”
โดย ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

“Thailand 4.0 มิได้เกี่ยวข้องเฉพาะมิติของนวัตกรรมแต่เพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญของ Thailand 4.0 คือ มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของคนไทยให้มีความรู้ ทักษะ และความสามารถสูงพอที่จะสร้างนวัตกรรม รวมถึงมีจิตสาธารณะ รับผิดชอบต่อสังคม เป็นคนทันโลกและเทคโนโลยี นอกจากนี้ เป้าหมายของโมเดลยังรวมถึงการสร้างสังคมแห่งความรู้และการแบ่งปันความรู้”

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เริ่มต้นบรรยายถึงเหตุผลในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่โมเดล Thailand 4.0 เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยติดอยู่ในกับดักหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเป็นประเทศรายได้ปานกลาง ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความไม่สมดุลของสังคม เป็นต้น ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกในด้านต่างๆ ทำให้ประเทศไทยต้องปรับตัวให้ทัน
 
โมเดล Thailand 4.0 เป็นโมเดลที่มีเป้าหมายที่จะนำพาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ความเหลื่อมล้ำ และความไม่สมดุลของสังคมในด้านต่างๆ ไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่การเป็นประเทศในโลกที่หนึ่งที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ได้วางไว้ โดยเป็นการสร้างความเข้มแข็งจากภายในควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงกับประชาคมโลกตามแนวคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” และขับเคลื่อนผ่านกลไก “ประชารัฐ” ดร.สุวิทย์กล่าวเพิ่มเติมว่าเพื่อให้โมเดล Thailand 4.0 เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม จำเป็นต้องขับเคลื่อนประเทศไทยโดยอาศัยนวัตกรรม (Innovation) โดยเน้นการสร้างสังคมผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม Thailand 4.0 มิได้เกี่ยวข้องเฉพาะมิติของนวัตกรรมแต่เพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญของ Thailand 4.0 คือ มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของคนไทยให้มีความรู้ ทักษะ และความสามารถสูงพอที่จะสร้างนวัตกรรม รวมถึงมีจิตสาธารณะ รับผิดชอบต่อสังคม เป็นคนทันโลกและเทคโนโลยี นอกจากนี้ เป้าหมายของโมเดลยังรวมถึงการสร้างสังคมแห่งความรู้และการแบ่งปันความรู้ ดังนั้นโจทย์สำคัญของโมเดล Thailand 4.0 คือ จะทำอย่างไรจึงจะสามารถสร้างคน วิสาหกิจ และความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างยั่งยืน

คำตอบของคำถามข้างต้นก็คือ ต้องเริ่มพัฒนาคนไทยที่สามารถสร้างวิสาหกิจ ซึ่งสามารถสร้างหรือใช้นวัตกรรมในการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ มีความสามารถในการค้าขาย เข้าถึงตลาดในประเทศ ตลอดจนตลาดโลกได้ เช่น การเปลี่ยนเกษตรกรรมแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตรกรรมที่ทันสมัย การเปลี่ยนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises; SME) แบบดั้งเดิมให้เป็น SME ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การเปลี่ยนธุรกิจบริการแบบดั้งเดิมให้เป็นธุรกิจบริการมูลค่าสูง เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องกระจายความเจริญออกไปสู่ระดับภูมิภาคด้วย ทั้งนี้การขยายความเจริญนั้น จำเป็นต้องอาศัยความเข้มแข็งของเศรษฐกิจทั้ง 76 จังหวัด ซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนประเทศ โดยรัฐบาลคาดหวังจะให้มีเครื่องยนต์แห่งการขับเคลื่อนไปสู่หลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศ ระดับอาเซียน หรือบางกลุ่มจังหวัดอาจเป็นเครื่องยนต์แห่งการขับเคลื่อนระดับโลกได้ ดร.สุวิทย์ยังได้กล่าวเสริมว่า การพัฒนาประเทศแบบในอดีต (Thailand 3.0) ที่ไม่ได้ยืนบนขาของตัวเอง พึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เป็นเสมือนใช้จมูกคนอื่นหายใจ ประเทศจึงต้องสร้างความเข้มแข็งบนรากแก้วของประเทศเองที่อยู่ในระบบนิเวศที่สมดุลในสี่มิติ ทั้งในแง่ของความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ความอยู่ดีมีสุขของผู้คนในสังคม การรักษ์สิ่งแวดล้อม และการส่งเสริมศักยภาพและคุณค่าของมนุษย์ จึงจะนับได้ว่าเป็นการพัฒนาที่สมดุลตามหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง
 
ดร.สุวิทย์กล่าวเพิ่มเติมว่าโจทย์ในระดับนโยบายที่สำคัญของ Thailand 4.0 คือ การยกระดับคุณค่าของมนุษย์ กล่าวคือการพัฒนาคนไทยให้เป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์ในศตวรรษที่ 21” ที่สามารถขับเคลื่อนประเทศได้ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเอง สามารถสร้างความเข้มแข็งทางเทคโนโลยีจากภายในตนเอง เพื่อสร้างความเจริญและกระจายออกไปสู่ภูมิภาค นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องสร้างความเชื่อมโยงในด้านต่างๆ กับประเทศในกลุ่มอาเซียนและโลก ที่ผ่านมา ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาชาติอาจยังไม่ชัดเจน แต่ต่อจากนี้ไป Thailand 4.0 จะเป็นกรอบแนวคิดยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ประเทศขับเคลื่อนไปข้างหน้า ผ่านกลไก 3 ด้าน คือ การปฏิรูป การจัดทำยุทธศาสตร์ และการสร้างความปรองดองในสังคม โดยทั้งหมดนี้จะถูกขับเคลื่อนโดย “คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง\" (ป.ย.ป.) ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการ 4 ชุด ได้แก่ (1) คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ (2) คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ (3) คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง และ (4) คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์

ปัจจุบันประเทศไทยมีหลายเรื่องที่ต้องซ่อม มีหลายสิ่งที่ต้องเสริม และมีบางเรื่องที่ต้องสร้างใหม่ ดังนั้นจึงเกิดวาระในเชิงนโยบายขึ้น 3 เรื่อง คือ ซ่อม เสริม สร้าง เพื่อรักษาสถานภาพปัจจุบันและเตรียมการสู่อนาคต การซ่อมเป็นการเยียวยา/รักษา ซึ่งอาจมีเป้าหมายอยู่ที่คนไทย 1.0 คนไทย 2.0 หรือ SME แบบดั้งเดิมเพื่อให้มีศักยภาพในการพัฒนาขั้นต่อไป การเสริมสร้างหมายถึงสิ่งที่หากได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้นก็อาจมีศักยภาพพัฒนาไปสู่ระดับโลก เช่น สมุนไพรไทย เป็นต้น ขณะที่การสร้างเป็นการสร้างฐานรากเพื่อเตรียมการสู่อนาคต สิ่งที่ต้องสร้างหมายถึงสิ่งที่ถ้าประเทศไม่ทำวันนี้ จะไม่มีโอกาสอีกเลยในอนาคต ตัวอย่างเช่น การสร้างท่าเรือเพื่อดึงดูดการลงทุน ดังนั้นการวิจัยจากนี้ไปจะต้องมองทั้งภาพในระยะสั้นและในระยะยาว ต้องมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาไปสู่จุดหมาย พร้อมๆ กับการปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดล้อมเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศไทยด้วย ดังนั้น งานวิจัยของประเทศควรต้องมีทั้งแบบที่เห็นผลในระยะสั้นและระยะยาว
 
Thailand 4.0 ประกอบด้วย 10 ประเด็นยุทธศาสตร์และนโยบายระดับบัญชาการ ประกอบไปด้วย 5 วาระยุทธศาสตร์ ได้แก่ การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 การสร้างวิสาหกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรมและภาคบริการเป้าหมาย การเสริมความเข้มแข็งผ่าน 18 กลุ่มจังหวัดและ 76 จังหวัด และการเชื่อมประเทศไทยสู่ประชาคมโลก อย่างไรก็ตาม การพัฒนาชาติอย่างยั่งยืนจะต้องอาศัยการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานที่ดี 4 ด้านเข้าด้วยกัน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ (ได้แก่ น้ำ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม) โครงสร้างพื้นฐานเชิงเครือข่าย (ได้แก่ เครือข่ายดิจิทัล เครือข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์) โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา (ได้แก่ การศึกษา การวิจัย และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) โครงสร้างพื้นฐานทางสังคม (ได้แก่ สวัสดิการและการสร้างภูมิคุ้มกัน) อีกทั้งยังต้องมีกลไกการบริหารจัดการที่ดีทั้งภาครัฐ/ประชารัฐ ข้อตกลง/กติกาสากล กฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ

สำหรับตัวชี้วัดสำคัญที่จะใช้ในการติดตามการขับเคลื่อนของทั้ง 5 วาระยุทธศาสตร์ ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้ง 4 ด้าน และกลไกการบริหารจัดการใน 5 ปีแรก ตัวอย่างตัวชี้วัดของการเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 ได้แก่ การที่มหาวิทยาลัยไทยติด 100 อันดับแรกของโลก อย่างน้อย 3 สถาบัน เด็กไทยมี IQ และ EQ เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ผู้สูงอายุมีงานทำและมีรายได้เหมาะสมกับศักยภาพ หรือการพัฒนาแรงงานฝีมือคุณภาพจำนวน 500,000 คน เป็นต้น ในส่วนของตัวชี้วัดการพัฒนาเกษตร อุตสาหกรรม และภาคบริการเป้าหมาย ได้แก่ การมีรายได้จากการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 4 ล้านล้านบาท มีผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High-Value Products) จากพืชและสมุนไพร อย่างน้อย 8 ผลิตภัณฑ์ และการต่อยอด 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจริยะ การท่องเที่ยงเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และการแปรรูปอาหารแห่งอนาตต ให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 500,000 ล้านบาท เป็นต้น ตัวชี้วัดด้านการเสริมสร้างความเข้มแข็งผ่าน 18 กลุ่มจังหวัดและ 76 จังหวัด ได้แก่ การเพิ่มสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product; GDP) จากร้อยละ 69.2 ของ GDP เป็นร้อยละ 75 ของ GDP หรือการมีมูลค่าการลงทุนในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษชายแดนเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 เป็นต้น และตัวชี้วัดการบูรณาการอาเซียนเชื่อมไทยสู่ประชาคมโลก ได้แก่ มูลค่าของการค้าชายแดนขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปี และการเกิดบรรษัทข้ามชาติระดับโลกสัญชาติไทยอย่างน้อย 2 บรรษัท เป็นต้น

ดร.สุวิทย์ยังได้ให้แนวคิดว่าต่อไปนี้โจทย์วิจัยควรมีลักษณะเด่น 3 ประการ คือ (1) ต้องตรงตามอุปสงค์ประเทศ (Demand Side) ต้องเน้นงานวิจัยเชิงพาณิชย์และนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ประเทศให้มากขึ้น (2) มีจุดเน้นที่ชัดเจน (Very Focus) ให้เกิดความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง และ (3) ควรเป็นงานวิจัยที่มีความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ (Collaboration) ให้มากขึ้น และสุดท้ายได้ฝากไว้ว่า Thailand 4.0 เป็นการขับเคลื่อนทางสังคมที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศ จึงต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากคนไทยทุกภาคส่วนที่จะพัฒนาตนเองและนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมาย Thailand 4.0 ได้สำเร็จ
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 16    หน้าที่ :      จำนวนคนเข้าชม : 87   คน