เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2460081

รายละเอียด

ปาฐกถานำเรื่อง “ความคาดหวังของการสร้างชาติโดยการวิจัย”
โดย พลอากาศเอก ดร.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี

“การพัฒนาด้านการวิจัยเพื่อให้เกิดปัญญา ซึ่งปัญญาจะก่อให้เกิดความคิดที่เป็นระบบ มีความสร้างสรรค์ และอยากที่จะนำความรู้มาต่อยอดให้เกิดเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมต่อประเทศชาติในระยะยาว”

พลอากาศเอก ดร.ประจิน จั่นตอง ได้กล่าวเปิดปาฐกถาด้วยการกระตุ้นให้นักวิจัยได้เปิดมุมมองการเรียนรู้ข่าวสารที่อยู่นอกวงวิชาการ อาทิ สถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ การเมืองการปกครอง และความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศไทย สถานการณ์ในต่างประเทศ ยกตัวอย่างมี 3 ด้าน คือ ด้านการเมืองการปกครอง ด้านเศรษฐกิจ และด้านความมั่นคงของประเทศ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

• ด้านการเมืองการปกครอง เช่น การเปลี่ยนประธานาธิบดีของประเทศสหรัฐอเมริกา จากประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า มาเป็นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อนโยบายระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศไทย

• ด้านเศรษฐกิจ ปัจจุบันได้เกิดการเปลี่ยนฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกจากโซนยุโรปและสหรัฐอเมริกามาที่ประเทศจีน ซึ่งส่งผลให้เกิดการแข่งขันทางด้านการค้า การบริการ การคมนาคมขนส่ง และระบบโลจิสติกส์กันมากขึ้น จึงทำให้เกิดการรวมตัวกันของกลุ่มประเทศต่างๆ ในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งส่งผลต่อพลวัตทางเศรษฐกิจในโลกอย่างมาก

• ด้านความมั่นคงของประเทศ พลอากาศเอก ดร.ประจินได้ชี้ให้เห็นว่าการก่อการร้ายในประเทศต่างๆ ทั่วโลกไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกล้วนมีความเชื่อมโยงกันและอาจส่งผลต่อความมั่นคงภายในประเทศ
 
ด้านสถานการณ์ภายในประเทศ สิ่งสำคัญที่กระทบต่อประเทศ สังคม และความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยคือ ภัยคุกคามด้านต่างๆ เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ภัยคุกคามจากภายนอก ภัยคุกคามทางด้านไซเบอร์ (Cyber Crime) ผลของโซเชียลมีเดียต่อความเชื่อและความเป็นอยู่ของคนในสังคม เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มีสาเหตุหรือที่มา และน่าที่จะนำมาเป็นประเด็นศึกษาค้นคว้าให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และนำมาเป็นบทเรียนเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศ

แนวทางในการพัฒนาประเทศ พลอากาศเอก ดร.ประจินได้กล่าวเน้นย้ำถึงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2558-2563 คือ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” โดยได้ขยายความคำว่า “มั่นคง” ว่าทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีความมั่นคงในประเทศ สามารถอยู่ได้ในสังคมโลก เกิดความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในการพัฒนาประเทศไปพร้อมกับประเทศอื่นๆ และเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก ทำอย่างไรประเทศไทยจะผ่านพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีความคาดหวังที่จะกำหนดกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้มีความชัดเจนและเชื่อมโยงกับบริบทของประเทศไทยในปัจจุบัน นำพาประเทศก้าวสู่โมเดล “Thailand 4.0” โดยวางแนวทางที่จะสร้างกลไกเพื่อผนึกกำลังคนในแต่ละภาคส่วน ผลักดันให้ตัวแทนที่มีศักยภาพสูงได้มีโอกาสในการนำพาประเทศไปสู่การพัฒนา และกระจายความเจริญความกินดีอยู่ดีไปตามสถานะและความพร้อมของประชาชนในแต่ละภาคส่วน โดยกรอบยุทธศาสตร์จะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความมั่นคงของประเทศ การสร้างความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนาศักยภาพมนุษย์ การลดความเหลื่อมล้ำในการบริหารงานราชการและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาก เพราะการที่ประชาชนจะมีความสุข มีความเป็นอยู่ที่ดีนั้นจำเป็นที่จะต้องมีสิ่งแวดล้อมที่ดี ดังนั้นงานวิจัยเรื่อง Smart City และ Green City จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสนใจ ซึ่งนักวิจัยควรมีความตระหนักรู้ถึงกรอบยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ เพื่อนำมากำหนดแผนในการทำงานวิจัยและนำพาประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0
 
ในด้านการสร้างความ “มั่งคั่ง” จะเห็นได้ว่าการจะพัฒนาประเทศจะต้องเชื่อมโยงกับสร้างคนให้มีความพร้อมรองรับเทคโนโลยี แล้วนำคนที่มีความรู้ผนวกกับเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้งานในแต่ละกิจการ เพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ในการออกแบบ ความถูกต้องแม่นยำในการผลิต และการยกระดับคุณภาพของสินค้าและบริการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการผลิต (Productivity) เพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างรายได้ให้ภาคธุรกิจ และในท้ายที่สุดก็จะย้อนกับมาเป็นรายได้ของรัฐในรูปของภาษีอากร ซึ่งจะนำมาใช้เป็นงบประมาณในการพัฒนาประเทศต่อไป

ในด้านการสร้างความ “ยั่งยืน” การสร้างคนเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นที่จะต้องพัฒนาด้านการศึกษาให้เกิดองค์ความรู้ และสิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การพัฒนาด้านการวิจัยเพื่อให้เกิดปัญญา ซึ่งปัญญาจะก่อให้เกิดความคิดที่เป็นระบบ มีความสร้างสรรค์ และอยากที่จะนำความรู้มาต่อยอดให้เกิดเป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมต่อประเทศชาติในระยะยาว พลอากาศเอก ดร.ประจินกล่าวเพิ่มเติมว่าความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับระบบงานวิจัยมีความสำคัญมาก ความร่วมมือนี้จะช่วยเหลือและสนับสนุนให้นักวิจัยสามารถทำงานวิจัยขั้นที่สูงขึ้นได้ และกระตุ้นให้นักวิจัยสร้างเครือข่ายในการทำงานวิจัยแทนการทำงานคนเดียว โดยคำนึงถึงบริบทและสถานการณ์ของประเทศเป็นสำคัญ และเป็นความท้าทายของนักวิจัยไทยที่จะนำพาประเทศก้าวไปสู่ประเทศชั้นนำด้านวิจัยและนวัตกรรมระดับโลก (Top 10) ให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2579
 
จากวิสัยทัศน์ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ก่อให้เกิดยุทธศาสตร์งานวิจัย 20 ปี ที่แบ่งแผนการดำเนินงานออกเป็นแผนละ 5 ปี ซึ่งในช่วงปี พ.ศ. 2560–2564 จะมุ่งเน้นการพัฒนาใน 3 ด้าน คือ

1. การปรับแผนพัฒนากำลังคน เพิ่มสัดส่วนนักวิจัยต่อหัวประชากรให้ได้ 25:10,000 ในอีก 10 ปีข้างหน้า จึงจำเป็นที่ต้องมีกลไกความร่วมมือของแต่ละภาคส่วนในการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเพื่อทำวิจัยในสาขาที่ต้องการอย่างเพียงพอ

2. การปรับกลไกและสร้างแรงจูงใจในการลงทะเบียนรับรองมาตรฐาน ปรับกฎระเบียบและกฎหมายให้เอื้อต่อการทำงานที่รวดเร็วและเป็นที่ยอมรับ

3. การปรับแผนและรูปแบบการจัดสรรงบประมาณให้มีความต่อเนื่อง และเป็นชุดโครงการวิจัยที่มีการบูรณาการมากขึ้น

พลอากาศเอก ดร.ประจินได้ให้ข้อคิดทิ้งท้ายกับนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มาร่วมงานประชุมครั้งนี้ใน 3 ประเด็น คือ

1. ควรเปิดใจรับฟังมุมมองและประสบการณ์จากนักวิจัยท่านอื่นๆ และเมธีวิจัยอาวุโส สกว. เพื่อนำมาปรับทัศนคติและสร้างแนวทางในการทำงานวิจัยของตนเอง

2. ควรค้นหาและสร้างสมรรถนะหลัก (Core Competency) ของตนเอง เพื่อกำหนดทิศทางความก้าวหน้าของอาชีพในอนาคต การที่จะเป็นคนที่รู้กว้างหรือรู้ลึกในศาสตร์เฉพาะทางล้วนเป็นเรื่องที่ดี แต่จะต้องเลือกให้เหมาะกับตนเอง

3. ควรสร้างเครือข่ายความร่วมมือในต่างสาขาวิชาหรือความถนัด เพื่อที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันในการทำงาน เพิ่มศักยภาพและความรวดเร็วในการทำงานวิจัย รวมถึงขยายเครือข่ายวิจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับเมธีวิจัยอาวุโส สกว. พลอากาศเอก ดร.ประจินยังได้ฝากความหวังที่จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ รวมถึงให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ และสร้างเครือข่ายวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 16    หน้าที่ :      จำนวนคนเข้าชม : 21   คน