เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2304191

รายละเอียด

2015 TRF-Thomson Reuters-OHEC Research Excellence Awards
รางวัล 2015 TRF-Thomson Reuters-OHEC Research Excellence Awards ที่ สกว., สกอ. และบริษัท Thomson Reuters (ผู้จัดทำฐานข้อมูลวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Web of Science) จัดขึ้นเป็นปีแรก เพื่อเชิดชูเกียรติแก่นักวิจัยผู้รับทุนองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนา (วุฒิเมธีวิจัย สกว.) ที่มีผลงานตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Web of Science คุณภาพสูง โดยพิจารณาจากการอ้างอิงบทความวิจัย (Citation), ค่า Category Normalized Citation Impact, Journal Normalized Citation Impact, Average Percentile และ Impact Relative to World ซึ่งเป็นตัวชี้วัดจากการคำนวณด้วยโปรแกรม InCites ที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Thomson Reuters โดยในปีนี้มีผู้ได้รับรางวัล 3 ท่าน ดังนี้
อนุกรมวิธาน วงศ์วานวิวัฒนาการ และชีวเคมีของเชื้อราในกลุ่ม Basidiomycete และ Ascomycetes ที่พบในประเทศไทย
โดย รศ.ดร.เควิน เดวิน ไฮด์
สำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง


ความหลากหลายทางชีวภาพในประเทศไทยเชื้อราในกลุ่ม Basidiomycetes และ Ascomycetes ได้ถูกศึกษาและค้นพบสายพันธุ์ใหม่ๆ มากมาย อันรวมไปถึงข้อมูลทางด้านวิวัฒนาการของเชื้อรา (phylogenetic) มานานกว่า 6 ปี การบริโภคเห็ดป่า (wild mushroom) และเห็ดที่ได้รับการเพาะปลูกแบบอุตสาหกรรมในประเทศไทยกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่กระนั้นการศึกษาข้อมูลของเห็ดป่า (wild mushroom) ยังคงมีไม่มากนัก เช่นเดียวกันกับการศึกษาเชื้อราในกลุ่ม Ascomycetes ในประเทศไทย ซึ่งเชื้อราในกลุ่มดังกล่าวอาจมีความสำคัญทางด้านอุตสาหกรรมอื่นๆ อีกมากหากมีการศึกษาวิจัยที่เพียงพอ งานวิจัยในโครงการของ สกว. ทั้งสองโครงการได้มีการคัดเลือกกลุ่มของเชื้อราที่น่าสนใจจาก Basidiomycetes และ Ascomycetes ในการศึกษาทางด้านสัณฐานวิทยาและวิวัฒนาการเพื่อใช้ในการจัดจำแนกอย่างถูกต้องและแม่นยำ โดยจะมีการรายงานและเผยแพร่ผลงานในการค้นพบเชื้อราสายพันธุ์ใหม่ๆ ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เห็ดสายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบและน่าสนใจจะได้รับการเพาะเลี้ยงในระดับห้องปฏิบัติการเป็นอับดับแรก เพื่อนำไปสู่การเพาะเลี้ยงในเชิงอุตสาหกรรมต่อไป อีกทั้งยังได้มีการทดสอบความสามารถทางด้านเป็นปฏิปักษ์ต่อเชื้อจุลินทรีย์อื่นๆ อีกด้วย (ในส่วนของเชื้อราในกลุ่ม Ascomycetes จะได้รับการวิเคราะห์สารเคมีของเชื้อราบางสายพันธุ์ร่วมกับนักวิจัยในมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สวทช. โดยหากมีการค้นพบสารเคมีใหม่ โครงสร้างใหม่ หรือการค้นพบที่สำคัญ ก็ได้มีการเผยแพร่ผลงานเช่นเดียวกัน ผลงานจากการวิจัยในโครงการวิจัยทั้งสองโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยนี้ได้มีการเผยแพร่ผลงานในวารสารระดับสากล (SCI) เป็นจำนวน 44 ฉบับ
 
จากปี พ.ศ. 2555 จนถึง 2558 ได้มีการศึกษาทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพของเชื้อเห็ดรา (Basaidiomycetes) ในประเทศไทยอย่างจริงจัง โดยจะมีการเก็บตัวอย่างตลอดทั้งฤดูฝนในทุกๆ ปี โดยขณะนี้ได้มีการรวบรวมตัวอย่างได้ถึง 1,000 ตัวอย่าง สามารถจำแนกออกเป็น 87 สกุล ตัวอย่างทั้งหมดจะถูกทำให้แห้งและเก็บรักษาไว้ภายใต้ระบบการเก็บตัวอย่างแห้งของ MFLUCC herbarium จากการศึกษาในครั้งนี้เห็ดจำนวน 200 taxa ได้ถูกศึกษาและจากตัวอย่างที่มีการรวบรวมมาได้นั้น ได้มีการแยกเชื้อบนอาหารเลี้ยงเชื้อและประสบความสำเร็จเป็นจำนวน 106 ตัวอย่าง เห็ดราเหล่านี้จำแนกได้เป็น 26 สกุลด้วยกัน ในการศึกษาระดับโมเลกุลจาก 124 ตัวอย่าง ได้ผลการจัดลำดับเบสของยีน ITS, LSU และ SSU อีกด้วย โครงการวิจัยนี้ได้มีการค้นพบเห็ดสายพันธุ์ใหม่ในประเทศไทย ได้แก่ เห็ดในสกุล Agaricus, Auricularia, Clitopilus และ Lactarius ยิ่งไปกว่านั้นโครงการวิจัยนี้ยังพบว่าเห็ดลูกผสมกระดุมบลาซิล (Agaricus subrufescens) ผลิตสาร Blazeispirols นอกจากนี้ ได้มีการค้นพบสารเคมีใหม่จากเห็ด Gymnopus sp. ในอนาคตทางคณะผู้วิจัยยังวางแผนที่จะเพาะเลี้ยงเห็ด 8 ชนิดในเชิงอุตสาหกรรมอีกด้วย นักศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกทั้ง 4 คน ได้มีการศึกษาวิจัยทางด้านเห็ดราจากการช่วยเหลือของโครงการนี้ ซึ่งในขณะนี้ได้มีการตีพิมพ์ผลงานในวารสารระดับสากล (SCI) เป็นจำนวน 22 ฉบับ และอีก 5 ฉบับที่อยู่ในกระบวนการของการเผยแพร่และอีก 12 ฉบับที่ยังอยู่ในขั้นตอนของการเตรียมงานเพื่อการเผยแพร่ต่อไป

เชื้อรากลุ่ม Ascomecetes บนใบไม้และบนซากไม้มากกว่า 500 taxa ได้รับการศึกษาและจัดจำแนกโดยมีการเพาะเชื้อบนอาหารเลี้ยงเชื้อได้สำเร็จเป็นจำนวน 173 ตัวอย่าง ได้มีการเผยแพร่วงศ์ (family) ใหม่ของเชื้อราในกลุ่ม Ascomycetes เป็นจำนวน 3 วงศ์ ซึ่งรวมไปถึงเชื้อราสกุลใหม่จำนวน 9 สกุล และอีก 75 สายพันธุ์ ได้ศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของเชื้อราที่เป็น saprobic บนซากใบไม้จากต้น Magnolia liliifera และ Cinnamomum iners ในภาคเหนือของประเทศไทย เชื้อราสายพันธุ์ใหม่และสายพันธุ์ที่น่าสนใจจะได้รับการสกัด DNA ซึ่งนำไปสู่ขั้นตอนการเพิ่มปริมาณ DNA โดยใช้วิธี PCR และการหาลำดับเบสต่อไป เชื้อราสายพันธุ์ที่มีการศึกษาน้อย สายพันธุ์ใหม่หรือสายพันธุ์ที่ไม่ชัดเจนทางด้านสัณฐานวิทยาวิวัฒนาการ หรือการจัดจำแนก จะได้รับการตรวจสอบและจัดจำแนกใหม่โดยใช้เทคนิคทางด้านการจัดลำดับทางชีวโมเลกุล และเผยแพร่ผลงานในระดับนานาชาติอีกด้วย จากการศึกษาในโครงการนี้ เชื้อรา Ascomycetes จำนวน 10 ตัวอย่าง ได้ถูกสกัดเพื่อใช้ในการหาสารทุติยภูมิจากเชื้อรา โดยการสกัดสารแบบเฟสของแข็งโดยที่สารสกัดอย่างหยาบจะถูกทดสอบ เพื่อหาความสามารถในการกำจัดแมลง อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองนี้ไม่ประสบความสำเร็จตามที่ได้คาดไว้ ดังนั้นจึงเปลี่ยนการทดสอบนี้ให้เป็นการทดสอบความสามารถในการเป็นปฏิปักษ์ของเชื้อราสายพันธุ์อื่นๆ โดยผลการศึกษาพบว่า สารสกัดของเชื้อราบางสายพันธุ์ได้มีการผลิตโครงสร้างทางเคมีที่น่าสนใจซึ่งสามารถใช้ในการต่อต้านเชื้อราก่อโรค ซึ่งผลงานที่ได้นี้ได้มีการตีพิมพ์ผลงานในวารสารระดับสากล (SCI) เป็นจำนวน 22 ฉบับ
ความสำคัญและประโยชน์ของงานวิจัย
คณะผู้วิจัยมีแนวคิดว่าในการวิจัยเห็ดและราสามารถนำมาทำประโยชน์ได้มากมาย ยกตัวอย่างเช่น ยารักษาโรค เครื่องสำอาง อาหาร เป็นต้น รวมทั้งวิเคราะห์เห็ดบางชนิดที่ไม่สามารถนำมาทำประโยชน์ทางโภชนาการได้ ทำให้เกิดแนวคิดใหม่ๆ ในการปรับสายพันธุ์ของเห็ดและรา โดยนำมาทดลองปลูก และการผสมข้ามสายพันธุ์ ทำให้คณะผู้วิจัยได้ค้นพบสายพันธุ์ของเห็ดและราที่ไม่เคยพบมาก่อน โดยที่สายพันธุ์ในส่วนของเห็ดและราที่ทำการค้นคว้าวิจัยนั้นมีมากกว่า 1,000 สายพันธุ์
ไวรัสที่ติดต่อโดยยุง: การศึกษากลไกพื้นฐานเพื่อการพัฒนาวิธีรักษา
โดย ศ.ดร.ดันแคน ริชาร์ด สมิท
สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล


ไวรัสที่มียุงเป็นพาหะเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตของคนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศด้อยพัฒนาและกำลังพัฒนา ในกลุ่มของไวรัสที่มียุงเป็นพาหะ ไวรัสเด็งกี่เป็นสาเหตุของไข้เด็งกี่และไข้เลือดออกเด็งกี่ เป็นปัญหาสำคัญในระดับโลก โดยมีการติดเชื้อใหม่มากกว่า 100 ล้านรายในแต่ละปี และเป็นโรคหนึ่งที่ทำให้เด็กในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลมากที่สุด ถึงแม้จะมีการวิจัยไข้เลือดออกมากกว่า 60 ปีแล้ว ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนและยาต้านไวรัสสำหรับป้องกันและรักษาโรคไข้เลือดออกได้ นอกจากนี้ ยังมีไวรัสอื่นๆ ที่มียุงเป็นพาหะที่มีความสำคัญในประเทศไทยอีก อาทิ ไวรัสไข้สมองอักเสบ (Japanese encephalitis virus) และไวรัสไข้ปวดข้อยุงลาย (Chikungunya virus) การศึกษาวิจัยเพื่อให้เข้าใจกลไกพื้นฐานที่ไวรัสใช้ในการเข้าติดเชื้อในเซลล์ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนายาต้านไวรัสสำหรับรักษาโรคเหล่านี้

งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างไวรัสเหล่านี้กับกลไกการทำงานของเซลล์และได้ค้นพบตัวรับ (receptor) หลายชนิดของไวรัสเหล่านี้ ซึ่งในบางกรณีได้นำไปสู่การค้นหายาใหม่ นอกจากนี้ ได้ทำการศึกษาความผิดปกติของกลไกต่างๆ ภายในเซลล์ที่เกิดขึ้นเมื่อมีการติดเชื้อไวรัสโดยใช้วิธีการต่างๆ รวมทั้งวิธีการทาง proteomics และ transcriptomics โดยเฉพาะการเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะเครียดในเอ็นโดพลาสมิกเรติคิวลัม (ER stress), การตายของเซลล์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การตายของเซลล์ที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ (apoptosis) และขบวนการกินตัวเองของเซลล์ (autophagy) และการเปลี่ยนแปลงทางเมตาบอลิซึมของไขมัน โดยมีเป้าหมายสำคัญในการค้นหายาใหม่เพื่อรักษาโรคที่เกิดจากไวรัสเหล่านี้
ความสำคัญและประโยชน์ของผลงานวิจัย
ไวรัสที่ติดต่อโดยมียุงเป็นพาหะส่งผลกระทบอย่างมากทางสังคมและเศรษฐกิจต่อประเทศในเขตร้อน (tropical) และกึ่งร้อน (subtropical) และประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างมากจากโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสเหล่านี้ ซึ่งมีการระบาดเนื่องจากยุงเป็นพาหะนำโรค มีการประมาณการณ์ว่าการติดเชื้อไวรัสเด็งกี่ (Dengue) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออก ทำให้ประเทศไทยเสียงบประมาณทั้งทางตรงและทางอ้อมมากถึง 290 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี นอกจากนี้ ยังมีโรคไข้ปวดข้อยุงลายที่เกิดการระบาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทยระหว่างปี พ.ศ. 2552 ถึง 2553 และยังมีไวรัสอื่นๆ ในประเทศไทยที่อาจมีโอกาสเกิดการระบาดขึ้นได้ในอนาคต โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสเหล่านี้ยังไม่มียาที่สามารถใช้รักษาได้ และการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลครั้งหนึ่งมีภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ดังนั้นการศึกษากลไกพื้นฐานระดับเซลล์ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มจำนวนของไวรัส ช่วยให้เราค้นหาเป้าหมายการรักษาใหม่ที่เป็นไปได้เพื่อนำไปสู่การพัฒนายาใหม่ที่ราคาไม่แพงและมีประสิทธิภาพดีในการรักษาโรคเหล่านี้ต่อไป
การพัฒนาต้นแบบเทคโนโลยีอุตสาหกรรมพลังงานและเคมีชีวภาพแบบบูรณาการในการแปรสภาพวัสดุชีวมวลทางการเกษตรเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มเพื่อต่อยอดสู่ระดับอุตสาหกรรม
โดย ศ. ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์
บัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี


อุตสาหกรรมพลังงานและเคมีชีวภาพ (Biorefinery) เป็นเทคโนโลยีเพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ และสารเคมีที่มีมูลค่าจากวัตถุดิบทางการเกษตรด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยซึ่งมีพื้นฐานทางเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ผู้วิจัยได้ดำเนินงานวิจัยในการพัฒนาเทคโนโลยีพื้นฐานและต้นแบบสำหรับอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพด้านการผลิตเชื้อเพลิงและสารเคมีมูลค่าสูงจากวัสดุชีวมวล โดยมุ่งเน้นในการสร้างความเข้มแข็งในเทคโนโลยีในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพและสารเคมีที่มีศักยภาพชนิดต่างๆ และต่อยอดไปสู่การสร้างระบบต้นแบบเพื่อการทดสอบตัวอย่างและพัฒนาเทคโนโลยีสู่ภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ในรายละเอียดแล้วกระบวนการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพและสารเคมีมูลค่าสูงจากวัสดุชีวมวลสามารถแบ่งการดำเนินการเป็น 2 ขั้นตอนคือ (1) กระบวนการแยกส่วนและย่อยวัสดุชีวมวลเป็นน้ำตาลและ (2) กระบวนการแปรสภาพน้ำตาลเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพและ/หรือสารเคมีที่ต้องการ โดยกระบวนการแยกส่วนชีวมวลสามารถทำได้โดยการใช้น้ำร้อนความดันสูง สารละลายอินทรีย์ สารละลายกรด หรือด่างที่มีความเหมาะสม ซึ่งจากกระบวนดังกล่าวลิกนินและเฮมิเซลลูโลสจะแยกตัวออกจากชีวมวลมาอยู่ในเฟสของเหลว วัตถุประสงค์ของงานวิจัยที่ดำเนินการคือ การพัฒนากระบวนการแยกส่วนและเพิ่มความบริสุทธิ์ของลิกนินและเฮมิเซลลูโลสจากชีวมวลให้มีความบริสุทธิ์ใกล้เคียง 100% มากที่สุด เพื่อให้สามารถนำองค์ประกอบทั้งหมด (เซลลูโลส ลิกนิน และเฮมิเซลลูโลส) ไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังมุ่งพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาประเภทใหม่ๆ ที่มีความเหมาะสมในการแปรสภาพเซลลูโลส ลิกนิน และเฮมิเซลลูโลสไปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องการผ่านกระบวนการต่างๆ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นการสร้างกระบวนการแปรสภาพชีวมวล “แบบไร้ของเสีย” อย่างยั่งยืนเนื่องจากเป็นการนำองค์ประกอบทั้งหมดของชีวมวลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ความสำคัญและประโยชน์ของงานวิจัย
จุดเด่นของงานวิจัยนี้คือการนำองค์ความรู้เชิงลึกที่ได้รับจากโครงการของฝ่ายวิชาการ สกว. มาทำการวิจัยต่อยอดเชิงประยุกต์โดยนำปัจจัยเรื่องความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์ภายใต้บริบทของอุตสาหกรรมไทยมาประกอบ และนำไปสู่ผลวิจัยที่สามารถพัฒนาต่อยอดนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ซึ่งผลวิจัยดังกล่าวนอกจากจะก่อให้เกิดประโยชน์กับภาคอุตสาหกรรมของประเทศแล้วยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับเศษวัตถุดิบเหลือทิ้งทางการเกษตร ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้เกษตรกรในภาคการเกษตรของประเทศมีรายได้เพิ่มมากขึ้นอีกทางด้วย โดยในปัจจุบันจากผลการวิจัยและองค์ความรู้ที่มีทำให้ผู้วิจัยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยในรูปแบบชุดโครงการใหญ่จาก 2 บริษัทใหญ่คือ บริษัท PTT Global Chemical และบริษัท SCG โดยบริษัท PTT Global Chemical มุ่งเน้นการพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการบำบัดและแยกองค์ประกอบชีวมวลให้มีความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์มากยิ่งขึ้น โดยการพัฒนาตัวทำละลายและสารเคมีที่มีราคาถูกลงและสามารถใช้บำบัดและแยกองค์ประกอบชีวมวลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อทำการขยายขนาดระบบการผลิตและต่อยอดสู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์เพื่อแปรสภาพเศษวัสดุทางการเกษตรจำพวกชานอ้อยไปเป็นสารเคมีมูลค่าเพิ่มต่อไป ส่วนบริษัท SCG มุ่งเน้นวิจัยต่อยอดองค์ความรู้ดังกล่าวสำหรับกระบวนการผลิต 1,3-Butadiene จากเอทานอลโดยใช้กระบวนการแปรสภาพโดยอาศัยตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalytic conversion) ซึ่งบริษัทกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้เชิงเศรษฐศาสตร์เพื่อจะดำเนินการขยายขนาดการผลิตต่อไป

นอกจากนั้นงานวิจัยด้านอุตสาหกรรมพลังงานและเคมีชีวภาพ (Biorefinery) ยังก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติในภาพรวมทั้งในแง่ของภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาทั่วโลกที่ให้ความสนใจงานวิจัยที่จะสามารถลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ทั่วโลกกำลังประสบอยู่ อีกทั้งด้วยวิกฤตการณ์ด้านพลังงานซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ทั่วโลกกำลังประสบ ปัญหาดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในระยะยาวอย่างแน่นอน ซึ่งแนวทางสำคัญในการลดผลกระทบดังกล่าวคือ การมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเองในการพัฒนาเชื้อเพลิงสะอาดจากวัตถุดิบที่หาได้ในประเทศขึ้นใช้ทดแทนน้ำมันฟอสซิล ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมและมีวัสดุชีวมวลเหลือใช้จำนวนมาก การนำวัสดุดิบเหล่านี้มาใช้เพื่อผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพรวมถึงสารเคมีมูลค่าสูงจะมีส่วนช่วยให้ประเทศสามารถลดการนำเข้าน้ำมันดิบและวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งจะช่วยเพิ่มทั้งความมั่นคงทางพลังงานของประเทศไทยและความเข้มแข็งของภาคอุตสาหกรรมในประเทศอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยสามารถลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 15    หน้าที่ :      จำนวนคนเข้าชม : 40   คน