เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2362929

รายละเอียด

การเสวนาเรื่อง “การสร้างผลงานวิจัยไปสู่ฐานนวัตกรรม”
โดย ศ.ดร.สักกมน เทพหัสดิน ณ อยุธยา
เมธีวิจัยอาวุโส สกว.

ศ.ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช
เมธีวิจัยอาวุโส สกว.

ดำเนินรายการโดย
ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ
เมธีวิจัยอาวุโส สกว.


การทำงานวิจัยพื้นฐานนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการสร้างเสริมให้เกิดงานนวัตกรรม ความเข้าใจถึงความต้องการของแต่ละภาคส่วนและการทำความตกลงกันให้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มโครงการจะนำมาซึ่งความสำเร็จของความร่วมมือ นอกจากนั้นนักวิจัยต้องมีความสามารถในปรับตัว เรียนรู้สิ่งใหม่ และสร้างทีมงาน ผสมผสานศาสตร์ด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ผลงานนวัตกรรมที่มีความหมายและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งในเชิงพาณิชย์ สร้างผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ความสงบสุขและความมั่นคงในชาติได้
 
การเสวนาครั้งนี้ ศ.ดร.ณรงค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ เปิดประเด็นคำถามว่า นวัตกรรม (Innovation) คืออะไร เพื่อให้ผู้เข้ารับฟังร่วมแสดงความคิดเห็น หลังจากนั้น ศ.ดร.สักกมน เทพหัสดิน ณ อยุธยา บรรยายในหัวข้อ “Commercializing a research project: opportunities, difficulties and challenges” โดยเล่าถึงประสบการณ์ในการร่วมทำงานวิจัยกับภาคเอกชน เริ่มต้นจากความชอบส่วนตัวในการทำงานวิจัยส่งผลให้มีประสบการณ์ตีพิมพ์ผลงานในวารสารทางวิชาการชั้นนำกว่า 130 เรื่อง และจดสิทธิบัตร 4 เรื่อง จากประสบการณ์การทำงานวิจัยส่งผลให้บริษัทซึ่งทำงานวิจัยในสาขาที่อาจารย์มีความเชี่ยวชาญได้เชิญให้มาพัฒนางานวิจัยร่วมกัน เนื่องจากในปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมมีการแข่งขันสูง บริษัทจำเป็นต้องพัฒนาจุดเด่นให้แก่ผลิตภัณฑ์ของตนเองหรือลดต้นทุนการผลิต โดยใช้กระบวนการที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ความสำเร็จของการนำงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ได้ ขึ้นอยู่กับประเด็นสำคัญ ดังนี้

1. โจทย์วิจัย เป็นโจทย์ที่เป็นความต้องการของผู้ใช้ (ลูกค้า) และเป็นงานที่มีคุณค่าเชิงวิชาการ ซึ่งนักวิจัยควรศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องให้ถี่ถ้วนในการพิจารณาถึงช่องว่างทางองค์ความรู้ที่นักวิจัยสามารถเติมเต็มได้

2. ความแตกต่างของการทำงานวิจัยในมุมมองของนักวิจัยและภาคเอกชน ข้อนี้เป็นประเด็นหลักที่จะทำให้งานวิจัยร่วมประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว นักวิจัยต้องการผลงานวิจัยที่ให้องค์ความรู้ (Fundamental research) และสามารถตีพิมพ์ได้ ส่วนภาคเอกชนต้องการนำผลงานไปใช้ได้ ขายได้ (Applied research) จึงต้องปรับความเข้าใจให้ตรงกันตั้งแต่ต้นในประเด็นดังต่อไปนี้

1) วัตถุประสงค์และขอบเขตของงานวิจัย – ให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมสูงสุด

2) ระยะเวลาในการดำเนินงาน – ภาคเอกชนต้องการงานที่ให้ผลเร็ว การวิจัยควรคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินโครงการตามการกำหนดระยะเวลาของงานวิจัย

3) งบประมาณหรือการร่วมลงทุนในการดำเนินงานวิจัย โดยส่วนใหญ่ภาคเอกชนนิยมลง in-kind แต่นักวิจัยต้องการเงินทุนในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์และจ้างนักวิจัย

4) ลิขสิทธิ์และการใช้นวัตกรรมที่เกิดขึ้น (IP rights & sharing) ซึ่งหน่วยงานต้นสังกัดของนักวิจัยหรือแหล่งทุนมักต้องมีส่วนร่วมในผลงานที่เกิดขึ้น

5) การนำผลงานไปเผยแพร่–ความเป็นไปได้และข้อจำกัดในการนำผลการวิจัยไปตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการ

ซึ่งทั้ง 5 ข้อนี้ ควรมีการพูดคุยทำความเข้าใจก่อนการเริ่มทำงานวิจัยร่วมกัน เพื่อให้เข้าใจถึงความต้องการและข้อจำกัดของทั้งสองฝ่าย
 
3. การทำงานวิจัยและพัฒนา นักวิจัยควรระลึกถึงวัตถุประสงค์หลักของโครงการที่ตั้งไว้แต่ต้น เตรียมพร้อมที่จะรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดอยู่เสมอ โดยต้องหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับภาคเอกชนเจ้าของโจทย์อยู่เสมอ

ตัวอย่างงานวิจัยที่ร่วมกับภาคเอกชน คือ “Production of low-sodium fish sauce with electro-dialysis (ED)” นับเป็นงานที่เกิดจากความต้องการของภาคเอกชนที่เห็นความเป็นไปได้ทางธุรกิจของผลิตภัณฑ์ ถึงแม้ว่างานวิจัยนี้จะเป็นเรื่องใหม่ คณะทำงานจึงทำการศึกษาข้อมูลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและสรุปประเด็นวิจัยเพื่อให้ได้องค์ความรู้ใหม่ อีกทั้งขอทุนสนับสนุนการวิจัย Translational research จาก สกว. และทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) เพื่อให้งานสมบูรณ์ยิ่งขึ้น งานวิจัยดังกล่าวเริ่มจากการทดลองในระดับปฏิบัติการ (Lab scale) ขนาด 1 กิโลกรัม ขยายขนาดไปสู่ระดับต้นแบบ (Pilot scale) ที่สามารถนำไปใช้สร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบเพื่อทดลองกับกลุ่มผู้บริโภคได้ ผลงานวิจัยนี้ก่อให้เกิดผลงานตีพิมพ์ 4 เรื่อง สิทธิบัตร 2 เรื่อง และบัณฑิตระดับปริญญาเอก 1 คน จะเห็นได้ว่าปัจจัยสู่ความสำเร็จของงานวิจัยนี้คือ ภาคอุตสาหกรรมที่มีความมุ่งมั่น มีโจทย์ที่ชัดเจนมองเห็นความเป็นไปได้ทางธุรกิจและเข้าใจการทำงานของภาคการศึกษา อาจารย์ที่มีความสามารถในการทำงานวิจัยและความสามารถในการทำงานแบบสหสาขา (Multi-disciplinary) นักศึกษาที่เป็นผู้ลงมือทำงานวิจัย และที่สำคัญคือการทำความเข้าใจร่วมกันตั้งแต่ต้น ตลอดจนร่วมหารือถึงความก้าวหน้าของโครงการวิจัยอย่างสม่ำเสมอเพื่อปรับความเข้าใจและทิศทางของงานวิจัยร่วมกัน

นอกจากนี้การได้นวัตกรรมต้นแบบไม่ได้หมายความว่า ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมนั้นจะขายได้ ซึ่ง ศ.ดร.สักกมนได้กล่าวไว้ว่า “Launching a new product is an art.” คณะผู้วิจัยต้องมีการทำงานเพิ่มเติมในการทดสอบความยอมรับของผู้บริโภคเพื่อปรับคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์และสภาวะในการผลิตให้เหมาะสม โดยนำความรู้ที่ได้จากงานวิจัยมาผนวกกับความเข้าใจทางการตลาด (ศาสตร์และศิลป์) และเป็นพี่เลี้ยงให้กับภาคอุตสาหกรรมจนกว่าผลิตภัณฑ์นวัตกรรมนั้นจะออกสู่ตลาดได้ โดยการจัดทำแผนธุรกิจและแผนการตลาดนั้นได้รับการสนับสนุนเงินทุนวิจัยและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของ สกว.
 
ลำดับต่อมา ศ.ดร.ผดุงศักดิ์ รัตนเดโช บรรยายในหัวข้อเรื่อง “Sustainable technology-based design” เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของงานวิจัยในภาคการศึกษาหรือสถาบันวิจัย ซึ่งเป็นงานวิจัยพื้นฐาน (Basic research) ไปสู่การนำไปขยายผลและใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรม (Innovation) ผ่านวัฏจักรของการพัฒนาเทคโนโลยี 7 ขั้นตอน ได้แก่ (1) Concept (2) Basic research (3) Applied research (4) Prototype (5) Pilot plant (6) Early acceptance และ (7) General acceptance ซึ่งกว่าจะมาเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ได้นั้นใช้เวลาค่อนข้างนาน ในประเทศสหรัฐอเมริกาใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 17 ปี งานวิจัยส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะหยุดอยู่ในขั้นที่ 3–4 เท่านั้น เนื่องจากขาดเงินสนับสนุนงานวิจัยเชิงวิศวกรรม (Engineering process design) เพื่อการขยายขนาดมาเป็น Pilot scale ซึ่งแหล่งทุนภาครัฐส่วนใหญ่ไม่ให้การสนับสนุน เห็นว่าควรจะเป็นการลงทุนจากภาคเอกชนที่จะได้รับประโยชน์จากงานวิจัย แต่ภาคเอกชนเองก็ยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญในส่วนนี้มากพอที่จะลงทุน ส่วนมากเลือกที่จะซื้อเทคโนโลยีสำเร็จรูปจากต่างประเทศ

การผลักดันให้เกิดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงพาณิชย์นั้นจำเป็นต้องสร้างบุคลากรวิจัยด้าน Engineering process design และเชื่อมโยงหน่วยงานวิจัยภาครัฐกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งนับเป็นผู้รับนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น โดยต้องสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับคุณค่าของการทำงานวิจัยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐให้แก่ภาคเอกชนที่มีความเป็นไปได้ที่จะสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นจริง ในส่วนของนักวิจัยเองก็จำเป็นต้องบ่มเพาะตนเองให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการทำงานวิจัยพื้นฐานก่อนที่จะทำงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์ของภาคอุตสาหกรรม

ศ.ดร.ผดุงศักดิ์ยกตัวอย่างผลงานวิจัยเชิงนโยบายที่เปรียบเทียบความสามารถในการออกแบบนโยบายเพื่อความยั่งยืนในการพัฒนางานวิจัย (Sustainable technology-based design) ของประเทศฟินแลนด์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสิงคโปร์ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีขนาดเล็ก และมีพัฒนาการของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product; GDP) ค่อนข้างสูงในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และมีความต้องการที่จะพัฒนาเศรษฐกิจโดยอาศัยฐานความรู้ (Knowledge-based economy) โดยพิจารณาถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา (Research and Development; R&D) จะเห็นได้ว่าภาคเอกชนลงทุนวิจัยกว่าร้อยละ 60 ของการลงทุนวิจัยทั้งประเทศ ซึ่งในปีค.ศ. 2010 มีการลงทุนในงาน R&D ของประเทศเหล่านี้ถึง 2 เท่าของ GDP นอกจากนี้อีกหนึ่งดัชนีชี้วัดที่สำคัญเกี่ยวกับความสามารถในการทำงาน R&D ของประเทศคือ ผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการและสิทธิบัตร ซึ่งแต่ละประเทศมุ่งเน้นในประเด็นที่ต่างกัน เช่น สิงคโปร์นิยมตีพิมพ์เพื่อสร้างองค์ความรู้ ในขณะที่เกาหลีใต้นิยมจดสิทธิบัตรเพื่อประโยชน์ทางการค้า เป็นต้น ดัชนีชี้วัดเหล่านี้สามารถนำมาสรุปเป็นข้อเด่นและข้อด้อยของแต่ละประเทศในการพัฒนาการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แต่ละประเทศ สำหรับประเทศสิงคโปร์ซึ่งทราบว่าจุดอ่อนของประเทศตนเองคือ ปริมาณเงินลงทุนวิจัยที่น้อยเกินไป จึงมีการปรับนโยบายในการพัฒนาประเทศ โดยมุ่งเน้นให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการใช้ผลงานด้านการออกแบบและการสร้างนวัตกรรมเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และวางมาตรการการลงทุน ต่างๆ ให้สอดรับกับเป้าหมายที่กำหนดขึ้น

จากการเสวนาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าการทำงานวิจัยพื้นฐานนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการสร้างเสริมให้เกิดงานนวัตกรรม ความเข้าใจถึงความต้องการของแต่ละภาคส่วนและการทำความตกลงกันให้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มโครงการจะนำมาซึ่งความสำเร็จของความร่วมมือ นอกจากนั้นนักวิจัยต้องมีความสามารถในปรับตัว เรียนรู้สิ่งใหม่ และสร้างทีมงาน ผสมผสานศาสตร์ด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ผลงานนวัตกรรมที่มีความหมายและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งในเชิงพาณิชย์ สร้างผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน ความสงบสุขและความมั่นคงในชาติได้
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 15    หน้าที่ :      จำนวนคนเข้าชม : 102   คน