เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2362921

รายละเอียด

การบรรยายเรื่อง “จุดประกายนวัตกรรุ่นใหม่: พัฒนางานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงพาณิชย์”
โดย น.สพ.กษิดิ์เดช ธีรนิตยาธาร
Chief Innovation Officer (CIO),
Green Innovative Biotechnology Co., Ltd.


ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม (Innovation product) สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกๆ ส่วนของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ เทคโนโลยี กระบวนการผลิต การตลาด และการทดสอบผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ดี งานวิจัยไม่สามารถสร้างให้เกิดนวัตกรรมได้ แต่งานวิจัยหลายๆ งานสามารถสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีคุณภาพได้
 
น.สพ.กษิดิ์เดช ธีรนิตยาธาร สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และระดับปริญญาโท วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต (วิจัยและพัฒนาการเกษตร) จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่นวัตกรรม (CIO) บริษัท กรีน อินโนเวทีฟ ไบโอเทคโนโลยี จำกัด (GIB) ได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานวิจัยและพัฒนากว่า 10 ปีในหน่วยงานภาคเอกชน เพื่อจุดประกายให้แก่นวัตกรรุ่นใหม่ในการพัฒนางานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงพาณิชย์


น.สพ.กษิดิ์เดชกล่าวว่า เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว การทำงานวิจัยและพัฒนาในภาคเอกชนเกิดขึ้นได้ยาก เพราะแนวคิดของผู้ประกอบการส่วนใหญ่เน้นการซื้อมาขายไป จนกระทั่งประสบปัญหาเรื่องความสามารถในการแข่งขันด้วยกลไกทางด้านราคา จึงทำให้เกิดความต้องการในการพัฒนาสินค้าและบริการโดยมีกลไกของนวัตกรรมเป็นตัวผลักดัน (Innovation-driven business) จุดเริ่มของการทำงานวิจัยของ GIB เริ่มมาจากการซื้อเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยแล้วพัฒนาต่อยอดโดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนวิจัยจากหน่วยงานภาครัฐ อาทิ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น โดยปัจจุบันทางบริษัทเป็นธุรกิจขนาดกลางและย่อม (SME) ที่มีนักวิจัยอยู่ 6 คน เพื่อทำงานวิจัยและพัฒนา มีโรงงานต้นแบบที่สามารถผลิตสินค้าที่สร้างรายได้ประมาณ 500 ล้านบาทต่อปี โดยเน้นทั้งงานวิจัยที่เกี่ยวกับสัตว์ ซึ่งเป็นความเชี่ยวชาญเดิมของตนเอง และงานที่เกี่ยวกับพืช เพื่อตอบโจทย์ของลูกค้ามากขึ้น ในอนาคตอันใกล้นี้กำลังจะเปิดห้องปฏิบัติการวิจัยที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

น.สพ.กษิดิ์เดชได้เชิญชวนให้นักวิจัยรุ่นใหม่ออกไปพบปะผู้ประกอบการภาคเอกชนมากขึ้น เพื่อให้ได้รับทราบถึงความต้องการและปัญหาที่แท้จริง ซึ่งจะเป็นที่มาของโจทย์วิจัยที่สร้างผลกระทบได้อย่างชัดเจนทั้งทางด้านองค์ความรู้ นวัตกรรม และผลกระทบเชิงเศรษฐศาสตร์ พร้อมกับเน้นย้ำว่า ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม (Innovation product) สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกๆ ส่วนของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ เทคโนโลยี กระบวนการผลิต การตลาด และการทดสอบผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ดี น.สพ.กษิดิ์เดชระบุว่า “งานวิจัยไม่สามารถสร้างให้เกิดนวัตกรรมได้ แต่งานวิจัยหลายๆ งานสามารถสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีคุณภาพได้” และกลไกสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้งานวิจัยใน SME ประสบความสำเร็จคือ เงินทุนสนับสนุนการวิจัยจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเงินที่รัฐบาลอุดหนุนจะก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์และรายได้แก่ผู้ประกอบการ และเม็ดเงินส่วนหนึ่งจะหมุนเวียนกลับไปให้ภาครัฐผ่านกลไกด้านภาษี นอกจากนี้การสนับสนุนทางด้านบุคลากรวิจัยจากหน่วยงานภาครัฐผ่านกลไกของ Talent mobility เป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะช่วยเสริมความเข้มแข็งในการทำงานวิจัยและพัฒนาในภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น
 
นอกจากนี้ น.สพ.กษิดิ์เดชได้สรุปแนวทางในการพัฒนางานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ และยกตัวอย่างกรณีศึกษา ดังนี้

1. เราจะทำอะไร? เพื่ออะไร?
การคิดโจทย์วิจัยควรเริ่มจากสิ่งที่เป็นปัญหาจริง การที่พบว่าหลายแห่งมีปัญหาเหมือนๆ กัน แสดงให้เห็นถึงโอกาสในการขาย Innovation หรือ Technology ที่ตอบโจทย์ปัญหานั้นๆ (ความเป็นไปได้ทางการตลาด) ตัวอย่างเช่น การใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์ หรือการใช้สารเคมีในการปลูกพืช ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นการดื้อยาในคน หรือการสะสมของสารเคมีที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ทำให้เกิดกระแสสังคม เช่น กฎหมายในการต่อต้านการใช้ยาปฏิชีวนะและการใช้สารเคมี ซึ่งทาง GIB มองเห็นโอกาสในการพัฒนาสารกระตุ้นภูมิให้พืชทางชีวภาพ (Natural plant vaccine) ที่สามารถตอบโจทย์ของเกษตรกรผู้ปลูกพืชได้เป็นอย่างดี

2. เราจะทำอย่างไร?
แนวทางในการดำเนินงานวิจัยอาจจะ (1) เริ่มต้นจากแนวคิดของทีมนักวิจัยเอง หรือ (2) ต่อยอดงานวิจัยและเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิม สิ่งที่ควรทำคือ การพัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญและการนำไปใช้งานที่หลากหลาย

3. ทำอย่างไรให้เป็นที่ยอมรับ?
การนำผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมเข้าประกวดในเวทีระดับชาติหรือระดับนานาชาติเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ พัฒนาตนเอง และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในอนาคตระหว่างทีมนักวิจัยและผู้ลงทุน นอกจากนี้ การได้รับรางวัลยังช่วยสร้างความยอมรับ ความน่าเชื่อถือให้แก่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม สร้างความตระหนักรู้ให้แก่กลุ่มลูกค้า และเป็นเครื่องเตือนใจให้แก่นักวิจัยในการไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนางานวิจัย โดยยกตัวอย่างรางวัลที่ทาง GIB ได้รับจากเวทีต่างๆ และผลกระทบที่ได้รับจากการเข้าประกวดทำให้ได้พันธมิตรในการทำธุรกิจ ได้แนวคิดใหม่ในการนำนวัตกรรมที่มีเพื่อไปต่อยอด และได้รับข้อเสนอในการลงทุนจาก Venture capital (VC) ในต่างประเทศ

4. ทำตลาดอย่างไร?
ทีมนักวิจัยควรจะขาย Solution ไม่ใช่ขายสินค้า ส่วนใหญ่ถ้านำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ๆ ไปขายลูกค้าอาจจะได้รับการปฏิเสธ เพราะลูกค้าไม่เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ สิ่งที่ GIB ทำคือ ขอทำวิจัยร่วมกับลูกค้า (ผู้ใช้นวัตกรรม) เพื่อวัดประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ ส่วนใหญ่จะใช้เวลาในการทำวิจัยราว 1–2 ปี จึงจะเห็นผลเป็นที่ยอมรับและเกิดการซื้อขายจริง ตัวอย่างผลงานเช่น บริษัท CPRAM มีปัญหาเกี่ยวกับใบกะเพราซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตอาหารสำเร็จรูปมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการ และต้องการหาวิธีทดแทนการคัดแยกหนอนออกโดยคนหรือเครื่องจักร ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ จึงเกิดงานวิจัยร่วมกันพัฒนาสารกระตุ้นภูมิให้พืชทางชีวภาพ เพื่อใช้ลดหนอนในใบกะเพราและเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อไร่ เป็นต้น นอกจากการสร้างความร่วมมือในประเทศแล้ว ความร่วมมือกับต่างประเทศก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดนวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาได้ในวงกว้างมากขึ้น เพราะบริบทของปัญหาที่พบในประเทศและต่างประเทศอาจแตกต่างกัน

น.สพ.กษิดิ์เดชกล่าวทิ้งท้ายให้กับผู้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายว่า “ผลิตภัณฑ์ที่คิดว่าดีที่สุดในปัจจุบันอาจไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในอนาคต” ดังนั้นนักวิจัยจึงไม่ควรหยุดพัฒนางานวิจัย
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 15    หน้าที่ :      จำนวนคนเข้าชม : 84   คน