เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2435942

รายละเอียด

การเสวนาเรื่อง “กว่าจะเป็นนักวิจัยแนวหน้า”
โดย ศ.ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ
เมธีวิจัยอาวุโส สกว.

ศ.ดร.สุทธิชัย อัสสะบำรุงรัตน์
เมธีวิจัยอาวุโส สกว. และศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น

ศ.ดร.พิมพ์ใจ ใจเย็น
เมธีวิจัยอาวุโส สกว. และนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น

ดร.ศิวนนท์ จิรวัฒโนทัย
เมธีวิจัย สกว.

ดำเนินการเสวนาโดย
ศ.ดร.นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว.

เริ่มต้นการบรรยายโดย ศ.ดร.ณัชชา พันธุ์เจริญ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ประจำปี 2556 สาขาดุริยางคศิลป์ ซึ่งได้รับทุนของรัฐบาลไทยศึกษาที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ระดับปริญญาตรีจนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านทฤษฎีดนตรี ปัจจุบัน ศ.ดร.ณัชชาเป็นอาจารย์ในสาขาวิชาดุริยางคศิลป์ตะวันตก คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังเป็นภาคีสมาชิกแห่งราชบัณฑิตยสถาน กรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ มีผลงานทางวิชาการทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติจำนวนมาก และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีของประเทศ
 
ศ.ดร.ณัชชามีแนวคิดและมุมมองว่า ในสายศิลป์นั้นการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะมีลักษณะเทียบเท่ากับการทำงานวิจัย ซึ่งเป็นเรื่องยากที่นักวิจัยสายศิลป์จะมีผลงานทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ เนื่องจากการสร้างผลงานต้องอาศัยทั้งความอดทน ความพิถีพิถันในการทำงานและใช้ระยะเวลา เพื่อให้ได้ผลงานที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณมากจนนำไปสู่การประสบความสำเร็จ ศ.ดร.ณัชชาได้ให้คำแนะนำและแนวทางการปฏิบัติตนในการจะเป็นนักวิจัยแนวหน้าในหลายประเด็น ดังนี้

1) การแบ่งเวลา นักวิจัยควรออกแบบและบริหารจัดการชีวิตในทุกมิติ บริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับตนเอง เพื่อให้ได้งานที่มีประสิทธิผล ควรใช้เวลาให้น้อยที่สุดอย่างมีคุณค่าในการสร้างสรรค์ผลงานในแต่ละชิ้น และต้องสามารถทำงานได้ตลอดเวลา จึงจะประสบผลสำเร็จได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว

2) การมีวินัย เป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยยกตัวอย่างกรณีของตนเองซึ่งเป็นนักดนตรี จำเป็นต้องมีวินัยในการฝึกซ้อมให้มีความพร้อมอยู่ตลอดเวลา เพราะมีโอกาสแสดงเพียงครั้งเดียว ดังนั้นจึงต้องมีสติ ตระหนักรู้ และมีวินัยในการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งล้วนสามารถนำมาปรับใช้ได้กับการทำงานวิจัยในทุกสาขาวิชา

3) ความมุ่งมั่นและทุ่มเทในการทำงาน นักวิจัยควรมุ่งมั่นและทุ่มเทกับงานที่ตนเองทำ เลือกทำงานในโจทย์ที่ยาก เพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพตนเองอยู่เสมอ ต้องหัดคิดนอกกรอบและมีแนวทางเป็นของตนเอง หากพบเจออุปสรรคในการทำงานควรแก้ไขทันที ไม่ควรปล่อยให้ปัญหานั้นล่วงเลยจนเกินแก้ไข ทั้งนี้อาจารย์ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตเรื่องหนึ่งว่า เครื่องมือสำคัญในการเขียนหนังสือ คือ คอมพิวเตอร์กับภาษา ซึ่งในเวลานั้นอาจารย์มีความชำนาญในการใช้คอมพิวเตอร์ไม่มาก จึงได้พยายามเรียนรู้การใช้คอมพิวเตอร์และการพิมพ์สัมผัสจนสามารถใช้งานได้คล่อง เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน

4) การสนับสนุนของครอบครัว การมีครอบครัวหรือการมีบุตรไม่เป็นอุปสรรคหรือบั่นทอนเวลาในการทำงาน แต่ข้อสำคัญคือคนในครอบครัวต้องมีความเข้าใจและมองเห็นความสำคัญของงานที่นักวิจัยกำลังทำ และช่วยแบ่งเบาภาระบางส่วนได้ จึงจะทำให้นักวิจัยมีเวลาในการทำงานเพิ่มขึ้น

5) การดูแลสุขภาพ ควรใส่ใจในการดูแลสุขภาพ โดยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและเหมาะสมกับอายุ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หากต้องการรับประทานขนมหรือของขบเคี้ยวก็สามารถทำได้ แต่รับประทานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่สำคัญคือ ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการพักผ่อนนอกจากเป็นการเพิ่มพลังในการทำงานแล้ว ยังช่วยชะลอการทรุดโทรมของร่างกายด้วย

6) การควบคุมอารมณ์ ควรฝึกให้เป็นคนใจเย็น มองโลกในแง่ดี มีความมั่นใจในตนเองและรู้จักตนเอง สามารถแก้ไขข้อบกพร่องของตนเองได้
 
ศ.ดร.ณัชชากล่าวทิ้งท้ายให้กับผู้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายว่า นักวิจัยทุกท่านควรออกแบบการดำเนินชีวิตของตนเอง โดยเริ่มต้นจากการเห็นคุณค่าของงานที่ตนเองทำ ทำงานด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเท แล้วเส้นทางสู่ความสำเร็จก็จะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม

ลำดับต่อมาเป็นการบรรยายโดย ศ.ดร.สุทธิชัย อัสสะบํารุงรัตน์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. และศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น ประจำปี 2558 ศ.ดร.สุทธิชัยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับปริญญาโทและปริญญาเอกจาก Imperial College London สหราชอาณาจักร ขณะนี้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมี และเป็นรองคณบดีฝ่ายวิจัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จากประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีในปี พ.ศ. 2535 จนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกได้เข้าร่วมทีมวิจัยของ ศ.ดร.ปิยะสาร ประเสริฐธรรม ในปี พ.ศ. 2540 ซึ่งเป็นนักวิจัยที่ได้รับทุนเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ทำให้ได้สัมผัสวงการวิชาการอย่างแท้จริง ศ.ดร.สุทธิชัยเน้นว่าการมีทีมวิจัยนั้นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อการทำงานวิจัย ทั้งเป็นการสร้างโอกาส ความก้าวหน้า และการต่อยอดงานวิจัยให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอันสูงสุด เมื่อครั้งได้รับทุน Japan Society for the Promotion of Science (JSPS) นั้น ทำให้ได้เรียนรู้และบ่มเพาะตนเอง จนเกิดมุมมอง วิธีคิดและวิธีการนำเสนอผลงานในหลายมิติมากยิ่งขึ้น จากนั้นได้มีโอกาสรับทุนวิจัยจาก สกว. อย่างต่อเนื่อง ได้รับทุนเมธีวิจัยอาวุโส สกว. 2 ครั้ง และได้รับทุนศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น สกว. ในลำดับถัดมา
 
ศ.ดร.สุทธิชัยกล่าวสรุปและให้แง่คิดสำหรับการจะเป็นนักวิจัยแนวหน้า ดังนี้

1) มีเป้าหมายที่ชัดเจน นักวิจัยควรกำหนดเป้าหมายของชีวิตที่ชัดเจน และค้นหาเหตุผลของการไปถึงเป้าหมายนั้นว่าทำเพื่ออะไร โดยยกตัวอย่างเรื่องของผู้พิการทางสายตาคนหนึ่งชื่อ อิริค ที่ต้องการปีนยอดเขาเอเวอเรสต์ แล้วเพื่อนร่วมทีมช่วยจนประสบความสำเร็จ เพื่อพิสูจน์ว่าผู้พิการทางสายตาสามารถทำสิ่งที่ยากได้ และเป็นแรงบันดาลใจให้คนทั่วไป เมื่อพบเจอกับอุปสรรคต้องสู้ไม่ท้อแท้

2) การวางแผนที่ดี จะเป็นหนทางสู่ความสำเร็จ

3) การทำงานเป็นทีม การช่วยเหลือกันจะสร้างทีมวิจัยที่มีความเข้มแข็ง และเมื่อเราประสบความสำเร็จแล้ว ต้องส่งเสริมให้ผู้ร่วมทีมประสบความสำเร็จด้วยเช่นกัน

ลำดับต่อมาเป็นการบรรยายโดย ศ.ดร.พิมพ์ใจ ใจเย็น เมธีวิจัยอาวุโส สกว. ปี 2556 ศ.ดร.พิมพ์ใจสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) สาขาเคมี จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และปริญญาเอก สาขาชีวเคมี จาก University of Michigan, Ann Arbor, สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ประจำภาควิชาชีวเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผลงานวิจัยของ ศ.ดร.พิมพ์ใจเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการระดับนานาชาติ และมีผลงานตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการชั้นนำ เช่น วารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences of the United States of America (PNAS), Journal of Biological Chemistry เป็นต้น นอกจากนี้ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2555 ได้รับทุนเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ประจำปี 2556 และได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น สกว. ประจำปี 2558
 
ศ.ดร.พิมพ์ใจบรรยายในหัวข้อ “Life as a Researcher in Thailand” โดยให้มุมมองของปัจจัยในการก้าวขึ้นมาเป็นนักวิจัยแนวหน้า อันดับแรกคือ สถานที่ทำงานหรือต้นสังกัดมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างบรรยากาศทางวิชาการ การได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนร่วมงานเรื่องวิทยาการที่ทันสมัยตลอดเวลา ทำให้เกิดความกระตือรือร้นและได้เรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา และได้รับทุนสนับสนุนทั้งจาก สกว. และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มาโดยตลอด สิ่งสำคัญต่อมาคือ ต้องค้นหาสิ่งที่ตนเองชอบให้เจอ ซึ่งควรค้นหาตั้งแต่เด็ก ทั้งเรื่องที่อยากศึกษาหรืออยากเรียนรู้ และต้องพิสูจน์ตนเองว่าเราสามารถทำได้ หากประสบปัญหาจะก้าวผ่านพ้นไปได้ และเมื่อประสบผลสำเร็จแล้วไม่ควรหยุดค้นหาแม้อายุเพิ่มมากขึ้นก็ตาม

จากประสบการณ์การทำวิจัยพบว่า ปัญหาของการทำวิจัยเป็นเรื่องท้าทายและมีความรู้สึกสนุกกับงานเป็นอย่างยิ่ง โดยอาจารย์ที่ปรึกษาขณะศึกษาระดับปริญญาเอกมีส่วนสำคัญอย่างมากในการสร้างแรงบันดาลใจให้รักในการทำวิจัย ซึ่งขณะเรียนนั้นต้องรายงานผลการปฏิบัติงานทุก 2 สัปดาห์ โดยชี้แจงที่มา คำถามวิจัย ผลการทดลองและสิ่งที่ต้องการจากการทดลอง ทำให้ได้ประสบการณ์ที่ดีทั้งแนวทางการเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่ดี หรือการถ่ายทอดความรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริง

ศ.ดร.พิมพ์ใจกล่าวสรุปในตอนท้ายว่า คุณภาพของผลงานวิจัยมีความสำคัญยิ่งกว่าปริมาณ ดังนั้นถึงแม้งานวิจัยจะดำเนินการภายในประเทศ แต่ควรพิสูจน์และผลักดันจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล หากมีโอกาสได้รับเชิญเป็นวิทยากรในงานประชุมวิชาการในต่างประเทศ เสมือนเราเป็นตัวแทนของนักวิทยาศาสตร์ไทยไปเผยแพร่ความรู้ของวงการวิทยาศาสตร์ของประเทศ ซึ่งถือเป็นประสบการณ์ที่ดียิ่ง นอกจากการสร้างบุคลากรวิจัยแล้ว ควรสร้างเครือข่ายงานวิจัยทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อขยายฐานความรู้และโอกาสของการเรียนรู้ให้มากยิ่งขึ้น
 
วิทยากรท่านสุดท้ายคือ ดร.ศิวนนท์ จิรวัฒโนทัย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เภสัชศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากมหาวิทยาลัยศิลปากร และระดับปริญญาเอก สาขา Molecular Genetics จากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา จากนั้นได้เป็นนักวิจัยหลังปริญญาเอกด้านกลไกของการเกิดโรคมะเร็ง ณ สถาบันมะเร็งดานา–ฟาร์เบอร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ต่อมาเป็นอาจารย์และนักวิจัยในสถาบันเดียวกัน ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และมีผลงานวิจัยตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการชั้นนำอย่างต่อเนื่อง เช่น วารสาร Nature, Endocrinology เป็นต้น ส่วนรางวัลด้านการวิจัย คือ TRF–CHE–Scopus Young Researcher Awards สาขา Health Sciences ประจำปี 2556

ดร.ศิวนนท์บรรยายในหัวข้อ “การทำงานวิทยาศาสตร์ ในแบบของผม” แรกเริ่มอาจารย์มีความใฝ่ฝันเป็นผู้พิทักษ์ป่า แต่ในปีสุดท้ายของการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้มีโอกาสทำงานวิจัยกับอาจารย์ที่ปรึกษาและทำให้เข้าใจในงานวิจัยดียิ่งขึ้น จึงเกิดความชื่นชอบในการทำวิจัย ต่อมาเมื่อได้ทุนไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ ได้ร่วมงานกับอาจารย์ที่ปรึกษาที่มีความเข้มงวดในการทำงานอย่างมาก ประกอบกับส่วนตัวมีความชอบในโจทย์วิจัยที่ยากและท้าทาย จึงมีความมุ่งมั่นที่จะบ่มเพาะตนเองให้มีการพัฒนามากขึ้น

ความสำเร็จของการทำวิจัยในมุมมองของแต่ละคนนั้นอาจแตกต่างกันได้ เช่น ตีพิมพ์ในวารสารที่มีผลกระทบสูง ได้รับตำแหน่งวิชาการ สร้างงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ สร้างนวัตกรรม มีลูกศิษย์ที่ประสบความสำเร็จ เป็นต้น ทั้งนักวิจัยไม่สามารถทำทุกอย่างได้ในเวลาเดียวกัน จึงต้องมีระเบียบวินัยในการบริหารจัดการเวลา รักในการทำงานและตระหนักรู้ถึงความสำคัญของงานที่กำลังทำเสมอ จึงจะทำให้มีความทุ่มเทกับงานอย่างสม่ำเสมอจนบรรลุเป้าหมายนั้นได้
 
ดร.ศิวนนท์ ได้กล่าวสรุปถึงแนวทางในการทำงาน ดังนี้

1) ต้องรักและเข้าใจธรรมชาติของงานที่ทำ จะส่งผลให้มีความมุ่งมั่นในการทำงานอยู่เสมอ เนื่องจากมีความสุขในการทำงาน

2) สร้างสรรค์ผลงานอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ควรตั้งคำถามในทุกมิติ และตอบโจทย์วิจัยได้ทุกด้าน เพื่อให้ได้ผลงานที่มีคุณภาพมากที่สุด ซึ่งจะส่งผลให้งานวิจัยนั้นได้รับความสนใจและได้รับการอ้างอิงอยู่เสมอ

3) มีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นอย่างจริงใจและเต็มใจ

4) มีสังคมหรือเพื่อนมิตรเพื่อสร้างความสุขในการทำงาน

5) มีความอดทน หนักแน่น เชื่อมั่นในการทำงาน ไม่ย่อท้อกับอุปสรรค

ดร.ศิวนนท์กล่าวทิ้งท้ายว่า นักวิทยาศาสตร์ไทยต้องช่วยกันสร้างความตระหนักรู้ให้กับสังคมเห็นความสำคัญของวิทยาศาสตร์ และเชื่อว่าวิทยาศาสตร์สามารถช่วยแก้ปัญหาและขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 15    หน้าที่ :      จำนวนคนเข้าชม : 127   คน