เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2322874

รายละเอียด

การเสวนาพิเศษเรื่อง \"เปิดมุมมองการสร้างกำลังคนเพื่อสร้างความเข้มแข็งของประเทศ\"
โดย รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล
รองผู้อำนวยการด้านการวิจัยและยุทธศาสตร์ สกว.

คุณพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี
ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอุดมศึกษา
สำนักส่งเสริมและพัฒนาสมรรถนะบุคลากร สกอ.

ดำเนินการเสวนาโดย
ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว.

นักวิจัยทุกท่านมีบทบาทหน้าที่หลายบทบาทในชีวิต ดังนั้นควรทำทุกบทบาทหน้าที่อย่างเต็มที่ เริ่มตั้งแต่บทบาทหน้าที่ของพ่อ–แม่ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับลูกก่อนก้าวสู่สังคม และบทบาทหน้าที่ของอาจารย์ที่พัฒนาศักยภาพของลูกศิษย์ รวมทั้งสร้างจิตสำนึกต่อสังคมและประเทศ ซึ่งตรงกับคำกล่าวที่ว่า สร้างคน สร้างปัญญา สร้างชาติ และสร้างมาตรฐานสากล
 
รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล เริ่มต้นโดยการให้คำจำกัดความของคำว่ากำลังคน ในนิยามต่างๆ กล่าวโดยสรุปได้ 3 ความหมายคือ 1) กำลังแรงงาน (Labor Force) ในช่วงอายุ 15-65 ปี 2) ทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources) และ 3) ทุนมนุษย์ (Human Capital) เนื่องจากมนุษย์เป็นทุนที่จะเกิดประโยชน์ในระยะยาว จึงต้องมีการลงทุน โดยต้องลงทุนตั้งแต่อยู่ในครรภ์ทั้งด้านสุขภาพและการศึกษา ทั้งนี้ การพัฒนากำลังคนมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้กับบุคลากร 3 ด้าน ด้านแรกคือการสร้างสมรรถนะ เช่น การสร้างทักษะและความเชี่ยวชาญ ด้านที่สองคือการสร้างความเป็นพลเมืองที่พึงประสงค์ ได้แก่ การสร้างจิตสาธารณะ และสำนึกรู้ในวินัยและหน้าที่ของตนเอง และด้านที่สามคือการสร้างคุณธรรมจริยธรรมและการให้คุณค่า เช่น การเคารพตนเองและผู้อื่น และทัศนคติจริยธรรมในการทำงาน เป็นต้น จึงสามารถกล่าวได้ว่า การสร้างกำลังคนคือการสร้างรากฐานความเข้มแข็งของประเทศ ดังนั้นทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญกับการสร้างกำลังคน โดยเริ่มตั้งแต่สถาบันครอบครัว วัด สถานศึกษา และที่ทำงาน โดยต้องพัฒนาตามความต้องการของประเทศ ซึ่งเกิดจากความต้องการของสังคม ชุมชน และตลาดแรงงาน อย่างไรก็ตามแนวทางการพัฒนากำลังคนของประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการของทุกภาคส่วนได้เนื่องจากระบบการศึกษามีจุดอ่อนหลายจุด การละเลยบทบาทของภาคส่วนที่ไม่ใช่สถานศึกษา สัญญาณความต้องการของกำลังคนไม่ชัดเจนเนื่องจากไม่สามารถคาดการณ์อนาคตได้ และความสามารถในการลงทุนเพื่อการพัฒนากำลังคนมีความแตกต่างกันตามฐานะของครอบครัว ทั้งด้านสุขภาพและการศึกษา เป็นต้น ดังนั้นต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อร่วมแก้ปัญหาดังกล่าว โดยมีแนวทาง คือ การปฏิรูประบบการศึกษาทุกระดับ การให้ความสำคัญต่อบทบาทของครอบครัว สื่อ สิ่งแวดล้อม และสังคม ในแง่ของการพัฒนาศักยภาพของบุคคล การพัฒนาตลาดแรงงานที่สอดคล้องกับทศวรรษใหม่ การให้ความสำคัญต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
 
การกำหนดความต้องการด้านการศึกษาและการวิจัยของประเทศในอนาคต สามารถทำได้โดยการศึกษาพัฒนาการของตลาดแรงงานไทยในยุคสมัยต่างๆ เพื่อเตรียมตัวรองรับปัญหาสังคมผู้สูงอายุ การเปิดประชาคมอาเซียน (AEC) และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ดังนั้นรัฐบาลต้องวางนโยบายเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากต้นทุนแรงงาน จึงทำให้บริษัทต่างๆ มีแนวโน้มในการลดแรงงานหรือใช้แรงงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยวิธีการต่างๆ อาทิ การยกระดับประสิทธิภาพการผลิตโดยใช้การวิจัยและพัฒนา ซึ่งกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถือเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องให้การสนับสนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนาในทิศทางดังกล่าว การนำเข้าแรงงานที่มีทักษะเพื่อลดต้นทุนการผลิต และการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นต้น อย่างไรก็ตามนโยบายการพัฒนาบุคลากรของประเทศไทยในปัจจุบันขาดการวางแผนระยะยาว จึงต้องดำเนินการวิเคราะห์ต่อเนื่องว่ากำลังคนในระดับปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรีร้อยละ 22.3 ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมหรือไม่

จากที่กล่าวมาแล้วสามารถสรุปได้ว่างานวิจัยถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือสร้างความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับการผลิต โดยอาศัยบุคลากรในกลุ่มต่างๆ รัฐบาลจึงมีความจำเป็นต้องส่งเสริมสมรรถนะของบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้ตรงกับบทบาทหน้าที่ อาทิ นักวิทยาศาสตร์ต้องดำเนินงานวิจัยเพื่อยกระดับและปรับสมรรถนะและองค์ความรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศในปัจจุบันและอนาคต ช่างเทคนิค หัวหน้างาน และแรงงานต้องได้รับการฝึกอบรมและพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้งานวิจัยมีความต่อเนื่อง สามารถใช้ประโยชน์ได้ตรงตามความต้องการของประเทศ และเกิดการเคลื่อนย้ายของทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพสูงขึ้นเพื่อรองรับการทำงานที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นจะมีอายุการใช้งานในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทนอยู่เสมอ ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องวางแผนการพัฒนาบุคลากรควบคู่ไปกับเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม

การเรียนการสอนด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์เป็นศาสตร์ที่สำคัญในการสร้างคน ซึ่งในปัจจุบันยังคงมีความล้มเหลวด้านการเรียนการสอนด้านนี้อยู่ เนื่องจากครูผู้สอนไม่ได้เข้าใจเนื้อหาที่สอนอย่างลึกซึ้งมากพอ ครูอธิบายเหตุและผลไม่ได้ ส่งผลให้คนไทยไม่เข้าใจสังคมไทย ขาดการคิดวิเคราะห์ และปรากฏในพฤติกรรม เช่น การถูกชักจูงง่ายผ่านสื่อ และไม่สามารถออกแบบนวัตกรรมสังคมที่เหมาะสมได้ ดังนั้น สกว. จึงเริ่มเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างกำลังคนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศผ่านการส่งเสริมงานวิจัยด้วยความเชื่อที่ว่า งานวิจัยที่ดีจะช่วยให้เกิดการตั้งคำถามและการคิดวิเคราะห์ ผ่านกลไกต่างๆ เช่น การสร้างกำลังคนสายวิชาการ การสร้างกำลังคนสายอุตสาหกรรม การสร้างกำลังคนเพื่อชุมชนและสังคมผ่านงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น และ Strategic Research Issues (SRI) โดย SRI ของ สกว. มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพของประเทศโดยการวิเคราะห์โจทย์ด้านความต้องการแรงงานและการพัฒนาบุคลากรของประเทศจนกระทั่งนำไปสู่การสร้างนโยบายที่เหมาะสม โดยผนวกรวมหลายศาสตร์ในการวิเคราะห์แนวทางการแก้ปัญหาของประเทศ เพื่อความเข้มแข็งของประเทศอย่างแท้จริง
 
รศ.ดร.ปัทมาวดีกล่าวทิ้งท้ายให้กับผู้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายว่า นักวิจัยทุกท่านมีบทบาทหน้าที่หลายบทบาทในชีวิต ดังนั้นควรทำทุกบทบาทหน้าที่อย่างเต็มที่ เริ่มตั้งแต่บทบาทหน้าที่ของพ่อ–แม่ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับลูกก่อนก้าวสู่สังคม และบทบาทหน้าที่ของอาจารย์ที่พัฒนาศักยภาพของลูกศิษย์ รวมทั้งสร้างจิตสำนึกต่อสังคมและประเทศ ซึ่งตรงกับคำกล่าวที่ว่า สร้างคน สร้างปัญญา สร้างชาติ และสร้างมาตรฐานสากล

ลำดับต่อมาเป็นการบรรยายโดย คุณพันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายการพัฒนาทรัพยากรบุคคลอุดมศึกษา สำนักส่งเสริมและพัฒนาสมรรถนะบุคลากร สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) เริ่มต้นการบรรยายโดยการกล่าวถึงนโยบายทางการอุดมศึกษาของ สกอ. กล่าวคือจากการรวบรวมข้อมูลด้านกำลังคนทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศพบว่า จำนวนบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา มีทั้งสิ้น 180,000 คนโดยประมาณ แบ่งออกเป็นผู้ที่ทำงานสายวิชาการประมาณ 60,000 คน และผู้ดำเนินงานสายสนับสนุนประมาณ 120,000 คน ซึ่งร้อยละ 80–90 ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ สกอ. มีบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากรโดยตรง โดยอาศัยเครื่องมือและกลไกต่างๆ เช่น ตำแหน่งทางวิชาการ ซึ่งกลไกดังกล่าวก่อให้เกิดการพัฒนางานวิจัย ซึ่งสัมพันธ์กับจำนวนบุคลากรวิจัยที่ดำรงตำแหน่งทางวิชาการต่างๆ ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สกอ. ได้กำหนดบทบาทของสถาบันอุดมศึกษาทั้งสิ้น 4 ประการคือ 1) การสนับสนุนการศึกษาในระดับอื่น อาทิ การผลิตและพัฒนาครู การร่วมพัฒนาหลักสูตรตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ การเป็นพี่เลี้ยงให้โรงเรียนในท้องถิ่น และการพัฒนาสื่อการสอนที่ทันสมัย เป็นต้น 2) การศึกษาระดับนานาชาติ การอุดมศึกษามีบทบาทในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของการอุดมศึกษาไทย ผ่านการวิจัยและผลิตงานทางวิชาการ การพัฒนาความเป็นสากลของการอุดมศึกษาไทย และการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานคุณวุฒิการศึกษาไทย 3) ภาคสังคม การมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสังคม การอุดมศึกษามีบทบาทในการวิเคราะห์ศักยภาพและพัฒนาความเข้มแข็งให้แก่จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการแก้ไขปัญหาในเขตสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4) ภาคการผลิต การอุดมศึกษามีบทบาทในการตอบสนองความต้องการและการขยายตัวของตลาดแรงงาน ความต้องการงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ และดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงมีนโยบายเพื่อตอบสนองบทบาทหน้าที่ดังกล่าวคือ การอุดมศึกษาต้องกำหนดบทบาทการผลิตนักศึกษาให้ชัดเจน ตามความถนัดและความเป็นเลิศของแต่ละสถาบัน รวมทั้งกำหนดผลลัพธ์และผลผลิตที่สถาบันอุดมศึกษาควรมี อาทิ การวิจัยพัฒนาจนเกิดเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากทรัพยากรท้องถิ่น เพิ่มมูลค่าการส่งออก และสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้แก่โรงเรียนในการพัฒนาท้องถิ่น
 
อย่างไรก็ตาม เพื่อตอบสนองกับนโยบายของประเทศในการสร้างความเข้มแข็งของประเทศโดยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จึงริเริ่มโครงการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไทยสู่มหาวิทยาลัยระดับโลก และโครงการ Talent Mobility เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งการบูรณาการและดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาหลักเกณฑ์ในการใช้ผลงานวิชาการรับใช้สังคม และ Applied Research เข้าสู่ตำแหน่งวิชาการ การวิจัยร่วมกับภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการสังคม และการพัฒนานักวิจัยรุ่นใหม่ ผ่านโครงการทุนพัฒนาศักยภาพในการทำงานวิจัยของอาจารย์รุ่นใหม่ โดย สกอ. ได้ดำเนินการโครงการฯ ร่วมกับ สกว. โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนศักยภาพในการทำงานวิจัยของอาจารย์รุ่นใหม่กลุ่มที่มีศักยภาพและความพร้อมที่จะได้รับการพัฒนาในการก้าวไปสู่การทำงานวิจัยในระดับที่สูงขึ้น อีกทั้งยังส่งผลถึงการสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบการวิจัยของประเทศ ซึ่งผลการดำเนินงานในระยะที่ 1 (ปีพ.ศ. 2545–2556) ด้วยงบประมาณรวม 1,347,798,741 บาท พบว่ามีผลงานตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ จำนวน 3,088 เรื่อง ผลงานวิจัยที่ได้รับการจดสิทธิบัตร จำนวน 39 ผลงาน และผลงานวิจัยเฉพาะโครงการสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่เป็น Proceeding จำนวน 66 เรื่อง และวารสารระดับชาติ จำนวน 55 เรื่อง รวมทั้งผู้รับทุนสามารถนำผลงานวิจัยจากโครงการนี้ไปใช้ในการขอตำแหน่งทางวิชาการได้ ส่งผลให้ปัจจุบันมีผู้ได้รับทุนดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ร้อยละ 0.60 ตำแหน่งรองศาสตราจารย์ ร้อยละ 14.68 และตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ร้อยละ 39.68 และภายหลังจากดำเนินการโครงการนี้เสร็จสิ้นแล้ว พบว่า มีผู้รับทุนที่ได้รับทุนและมีทุนวิจัยต่อเนื่องราวร้อยละ 70 และผู้รับทุนที่ไม่ได้รับทุนและไม่มีผลงานวิจัยต่อเนื่องราวร้อยละ 30

จากความสำเร็จที่กล่าวในเบื้องต้น สกอ. และ สกว. จึงได้กำหนดแนวทางความร่วมมืออย่างต่อเนื่องเป็นระยะที่ 2 ในปีพ.ศ. 2560-2569 โครงการทุนพัฒนาศักยภาพในการทำงานวิจัยของอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์ของโครงการคือ 1) เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการวิจัยของอาจารย์รุ่นใหม่ รุ่นกลาง และรุ่นอาวุโส ในสถาบันอุดมศึกษา ให้มีโอกาสทำวิจัยอย่างต่อเนื่องและพัฒนางานวิจัยในระดับที่สูงขึ้นเพื่อเป็นผู้นำในทางวิชาการระดับนานาชาติ 2) เพื่อพัฒนาวิชาชีพอาจารย์ให้มีความสามารถด้านการวิจัยมากขึ้น ตลอดจนมีศักยภาพในการผลิตนักศึกษาระดับปริญญาเอกได้ 3) เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาประเทศ 4) เพื่อผลิตผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติหรือการจดทะเบียนสิทธิบัตร หรือทรัพย์สินทางปัญญาในรูปแบบอื่น เพื่อรองรับความต้องการของประเทศ และมีโอกาสนำผลงานไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เชิงสาธารณะ หรือเชิงนโยบาย และ 5) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมถึงแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยการพัฒนานักวิจัยในสาขาที่ขาดแคลนหรือในสาขาวิชาที่เป็นที่ต้องการของภาคอุตสาหกรรมและชุมชนท้องถิ่น ผ่านกลไกการสนับสนุนทุนพัฒนาศักยภาพในการทำงานวิจัยของอาจารย์รุ่นใหม่ โดย สกอ. ได้สนับสนุนงบประมาณสองส่วน และ สกว. สนับสนุนงบประมาณหนึ่งส่วน รวมทั้งการให้งบประมาณสนับสนุนในทุนวิจัยอื่น เช่น การสนับสนุนทุนเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยของอาจารย์รุ่นกลางในสถาบันอุดมศึกษา การสนับสนุนทุนองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นพื้นฐานต่อการพัฒนา (วุฒิเมธีวิจัย สกว.) การสนับสนุนทุนส่งเสริมกลุ่มวิจัย (เมธีวิจัยอาวุโส สกว.) และการสนับสนุนทุนศาสตราจารย์วิจัยดีเด่น เป็นต้น

คุณพันธุ์เพิ่มศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายให้กับผู้เข้าร่วมรับฟังการบรรยายว่า ผลงานวิจัยไม่สามารถใช้ในการแก้ไขและพัฒนาประเทศได้ทันที แต่ต้องอาศัยระยะเวลาและความร่วมมือของหลายภาคส่วนในการพัฒนาผลงานวิจัยสู่การนำไปใช้อย่างแท้จริง
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 15    หน้าที่ :      จำนวนคนเข้าชม : 49   คน