เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2284318

รายละเอียด

การปาฐกถานำเรื่อง “การขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทยด้วยงานวิจัย”
โดย พลอากาศเอก ดร.ประจิน จั่นตอง
รองนายกรัฐมนตรี

การวิจัยเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศให้อยู่ในฐานะที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยใช้งานวิจัยเป็นองค์ความรู้พื้นฐานในการสร้างชาติ ดังนั้นบุคลากรวิจัยจึงมีส่วนสำคัญยิ่งในการผลักดันให้เกิดการยกระดับคุณภาพสังคม คุณภาพคนในชาติ ตลอดจนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ นำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้เกิดผลสำเร็จได้ในระดับสากล
 
พลอากาศเอก ดร.ประจิน ได้กล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง สกว. และ สกอ. ในการจัดประชุมวิชาการประจำปี ซึ่งประกอบไปด้วยกิจกรรมทางวิชาการต่างๆ ทั้งการบรรยายทางวิชาการ การเสวนา นำเสนอผลงาน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้น เป็นการเปิดเวทีให้กับนักวิจัยหลากหลายสาขามารวมตัวกันเกิดการสร้างเครือข่ายบูรณาการงานวิจัย ถือได้ว่าเป็นประโยชน์และมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อภาครัฐ เอกชน และประชาชน เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างความเข้มแข็งด้านการวิจัย และสร้างโอกาสอันดีให้นักวิจัยได้แลกเปลี่ยนความรู้ สำหรับการประชุมในครั้งนี้เป็นการประชุมที่ก่อประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากประเด็นที่นำมาเสวนานั้นอยู่ในกระแสที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน

การวิจัยเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศให้อยู่ในฐานะที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดยใช้งานวิจัยเป็นองค์ความรู้พื้นฐานในการสร้างชาติ ดังนั้นบุคลากรวิจัยจึงมีส่วนสำคัญยิ่งในการผลักดันให้เกิดการยกระดับคุณภาพสังคม คุณภาพคนในชาติ ตลอดจนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ นำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้เกิดผลสำเร็จได้ในระดับสากล รัฐบาลมีเจตนาแน่วแน่ในการสนับสนุนการวิจัยในทุกระดับ เช่น งานวิจัยพื้นฐานจะได้รับการส่งเสริมให้มีผลงานตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ หรืองานวิจัยที่สามารถต่อยอดได้ก็จะได้รับการผลักดันไปสู่ผลงานเชิงนวัตกรรม ตลอดจนขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไปสู่เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับเวทีโลก ซึ่งนวัตกรรมจากงานวิจัยพื้นฐานที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาในประเทศ สามารถพัฒนาประเทศชาติให้แข็งแกร่ง โดยยกตัวอย่างนวัตกรรมจากการวิจัยที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนประเทศดังนี้
 
• นวัตกรรมทางเทคโนโลยีการเกษตร เช่น การแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร การแปรรูปอาหาร การออกแบบบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น

• นวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก พลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ปัจจุบันประเทศไทยใช้พลังงานทางเลือกเพียงร้อยละ 10–15 เท่านั้น ซึ่งรัฐบาลต้องการสนับสนุนให้มีปริมาณการใช้พลังงานทางเลือกเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ลดการนำเข้าพลังงาน ลดปัญหาการขาดแคลนพลังงาน ลดมลพิษจากการใช้พลังงาน และลดความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางด้านพลังงาน

• นวัตกรรมเพื่อความมั่นคง เช่น เครื่องเก็บกู้ระเบิด เกราะกันกระสุน

• นวัตกรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น การนำมาประยุกต์ใช้เป็นสื่อการสอนให้กับนักศึกษา
 
นอกจากนี้รัฐบาลยังมุ่งมั่นสนับสนุนให้หน่วยงานภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านการบริหารงานวิจัยระดับชาติ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบาย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) รวมถึงหน่วยงานวิจัยที่อยู่ภายในองค์กรภาคเอกชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการร่างนโยบาย เพื่อกำหนดกรอบการดำเนินงานและแผนกลยุทธ์ด้านการวิจัยของประเทศให้สอดคล้องดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน และก้าวทันต่อสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังมีจำนวนบุคลากรวิจัยค่อนข้างจำกัด จึงควรเร่งสร้างและพัฒนาบุคลากรที่มีประสบการณ์ด้านการวิจัยให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยการปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานให้มีกระบวนการสร้างนักวิจัยอย่างเป็นระบบ เพิ่มขีดความสามารถของการสร้างบุคลากรวิจัย ด้วยการสร้างแม่พิมพ์ของชาติด้านการวิจัยให้มีอย่างเพียงพอ เพื่อสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่และขยายเครือข่ายงานวิจัยให้มากขึ้น สามารถเชื่อมโยงงานวิจัยไปสู่ระดับนานาชาติ จนกระทั่งเป็นนักวิจัยมืออาชีพได้ ในแง่ของการสร้างบุคลากรวิจัยนั้น สกว. ได้สนับสนุนทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ซึ่งสร้างนักวิจัยระดับปริญญาเอกออกสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง จึงถือเป็นทุนที่มีความสำคัญต่อวงการวิจัยอย่างยิ่งและควรได้รับการสนับสนุนให้ดำเนินการต่อไป เพื่อการพัฒนาประเทศบนรากฐานของการวิจัย ซึ่งจะนำพาประเทศไทยสู่ความมั่นคงอย่างยั่งยืน
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 15    หน้าที่ :      จำนวนคนเข้าชม : 49   คน