เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2744844

รายละเอียด

เพื่ออนาคต : ยาก...แต่ดี! (4: จบ)
รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล
Kshaiwat4@gmail.com

(คุยกันก่อน : ในสามตอนที่แล้ว ได้เริ่มเรื่อง “ยาก…แต่ดี!” จากตัวอย่างบุคคลสำคัญของโลกสองคนคือ เนลสัน แมนเดลา และโทมัส แอลวา เอดิสัน แล้วจึงมาเป็นเรื่อง “ยาก...แต่ดี!” สำหรับปุถุชนคนธรรมดาทั่วไปที่น่าสนใจเป็นพิเศษ 6 เรื่องคือ (1) ความร่ำรวย (2) การทำงาน (3) คู่ชีวิต (4) เพื่อน (5) ความฝันของชีวิต และ (6) ของขวัญจากชาวกรีก มาตอนนี้จะเป็น 3 เรื่อง “ยาก...แต่ดี” สุดท้าย เริ่มจากเรื่องที่ (7) อภัยให้คนคิดร้าย)

(7) อภัยให้คนคิดร้าย
มนุษย์ทุกคนมีเลือดเนื้อและจิตใจ การถูกทำร้ายทางร่างกาย ย่อมทำให้ผู้ถูกทำร้ายเกิดความเจ็บปวด แต่ถ้าเป็นการถูกทำร้ายทางร่างกายที่ไม่รุนแรงเกินไป ความเจ็บปวดทางร่างกายย่อมหายไป และร่องรอยการถูกทำร้ายอาจเหลืออยู่บ้าง แต่ก็จะดีขึ้นเป็นลำดับ ตามสภาพการเจ็บปวดทางร่างการที่เกิดขึ้น

ผิดกับการถูกทำร้ายทางจิตใจ หรือถูกคิดร้าย ย่อมทำให้ผู้ถูกทำร้ายเจ็บปวดที่หัวใจ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการถูกทำร้ายทางร่างกายแล้ว อาจรู้สึกว่า ไม่ใช่เรื่องราวใหญ่โตอะไร เพราะไม่ได้ทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างเป็นรูปธรรมคือร่างกาย และก็มีบทกวีสอนใจของสุนทรภู่อยู่ในจิตใจคนไทยทั้งประเทศมานาน จากเรื่องพระอภัยมณี ว่า :

“อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ
ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมาขีดหิน
แม้แต่พระปฏิมายังราคิน
คนเดินดินหรือจะสิ้นคนนินทา”


แต่อย่างแน่นอน เรื่อง “ยาก...แต่ดี!” ของเรา เป็นเรื่องของมนุษย์ธรรมดาเดินดินทุกคนที่ยังไม่บรรลุโสดาบัน ซึ่งทำให้เรื่องของการถูกทำร้ายหรือคิดร้ายทางจิตใจ เป็นเรื่องที่ทั้งง่ายและยาก ขึ้นอยู่กับหลักคิดของแต่ละคน

จริง ๆ แล้ว ในเชิงกฎหมายทุกประเทศทั่วโลก ล้วนแต่มีเจตจำนงค์ให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนทุกคน ให้ปลอดภัยจากการถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจ

แต่ปัญหาในทางปฏิบัติคือ การคุ้มครองทางจิตใจ ที่กฎหมายจะต้องมีการพิสูจน์ด้วยหลักฐานอย่างเป็นประจักษ์ว่า มีการทำร้ายจิตใจเกิดขึ้น และทำให้ผู้ถูกทำร้ายได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานทางจิตใจ
 
นี่เองคือ จุดที่มาของการที่ผู้เขียนยกเรื่องการอภัยให้คนคิดร้ายเป็นหนึ่งในเก้าเรื่อง “ยาก...แต่ดี!” ของเรา

โดยปรกติตามหลักกฎหมายทั่วไป เมื่อมีเรื่องการทำร้ายทางร่างกายหรือจิตใจเกิดขึ้น กฎหมายจะดู “เจตนา” เป็นสำคัญ

ประเด็นใหญ่ที่ผู้เขียนพยายามบอกผ่านผู้อ่านคือ เมื่อถูกทำร้ายหรือคิดร้าย ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกายหรือจิตใจ ในขั้นต้นก็ต้องพยายามปกป้องตนเอง โดยอาศัยกฎหมายบ้านเมือง สำหรับกรณีการทำร้ายร่างกาย แต่ให้พยายาม “อภัย” ให้กับคนทำร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนคิดร้ายทั้งอย่างมีเจตนาชัดเจน และไม่มีสาเหตุชัดเจน

การอภัย มิใช่เป็นการอภัยอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่ในขั้นต้น ควรพยายามหาสาเหตุที่ถูกคิดร้ายว่า เกิดจากการอิจฉาริษยา เกิดจากการปัดแข้งปัดขา เกิดจากความคิด ความเชื่อที่ขัดแย้งกัน หรือเกิดจากตัวเราเองที่อาจไปทำร้ายหรือทำลายจิตใจของคนคิดร้ายต่อเราก่อน อย่างที่ตัวเราไม่ตั้งใจ หรือเกิดจากความเข้าใจผิด

เมื่อค้นพบสาเหตุ ก็ควรไตร่ตรอง...ทบทวน...ว่า เป็นสาเหตุแบบไหน แล้วก็พยายามแก้ไขปัญหาสาเหตุให้ถูกจุดเสียก่อน ถ้าได้พยายามแก้ไขสาเหตุแล้ว อย่าง “ยุติธรรม” กับทั้งตัวคนคิดร้ายและตัวเราเองแล้ว คือ ไม่คิดเข้าข้างตนเองแต่เพียงฝ่ายเดียว ถ้ายังไม่ได้ผล ก็จึงมาถึงเรื่องของการให้อภัย

สำหรับการถูกคิดร้าย โดยที่หาสาเหตุไม่พบเลยล่ะ?

ก็ไม่ควรเสียเวลาต่อไป ให้เข้าสู่เรื่องของการให้อภัยโดยเร็วที่สุด

แล้วจะพบกับความมหัศจรรย์อย่างคาดไม่ถึง!

ความมหัศจรรย์อย่างไร?


จิตใจจะผ่องใส่ สุขภาพจิตจะดี และสามารถจะใช้พลังสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างไม่น่าเชื่อ
เพราะอะไร?

เพราะคนที่ “เจ้าคิดเจ้าแค้น” คนที่ไม่ลืมสิ่งที่เคยถูกกระทำ และพยายามจะ “เอาคืน” ยิ่งถ้าไปยึดติดกับเรื่องมีแค้นก็จะต้องชำระคือ “สิบปีก็ยังไม่สายที่จะแก้แค้น” ก็เหมือนกับคนที่มี “ยาพิษ” อยู่ในสมอง ที่จะกัดกร่อนจิตใจของตนอยู่ตลอดเวลา

เรื่อง “อภัยให้คนคิดร้าย” นี้ ดีสำหรับใคร?

ชัดเจนที่สุด คือ ดีสำหรับตัวเราเองและคนที่เป็น “คู่กรณี” ของเรา แล้วก็สังคมด้วย ที่ไม่ต้อง “เคราะห์ร้าย” กลายเป็นเหยื่อของความแค้น-การแก้แค้น อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวไปด้วย
(8) ผิดเป็นครู
มนุษย์ทุกคน ตั้งแต่เกิดจนตายไม่มีใครที่ไม่เคยทำอะไรผิด!

จะมียกเว้นก็เฉพาะคนที่เกิดมา แล้วก็ลาโลกไป ก่อนจะเติบโตพอที่จะทำอะไรต่ออะไรทั้งที่ดีและไม่ดี

แล้ว “ยาก...แต่ดี!” ของเรื่อง “ผิดเป็นครู” เป็นอย่างไร?

อย่างตรง ๆ “ผิดเป็นครู” คือการที่คน ๆ หนึ่ง ได้หรือเคยกระทำในสิ่งที่ผิด แล้วก็รู้สึกเสียใจ และตั้งใจจะไม่ทำสิ่งที่ผิด ๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผิดต่อคนอื่นหรือผิดต่อตนเอง

ผิดต่อคนอื่น คือ การได้ทำให้คนอื่นเดือดร้อน เสียใจ

ส่วนผิดต่อตนเอง ก็คือ การได้มีหรือใช้ชีวิตที่ผิด ๆ อย่างไม่รู้ตัว โดยที่คนอื่นอาจไม่รับรู้โดยตรง หรือเดือดร้อนโดยตรง แต่สิ่งที่ได้ทำอย่างเป็นการผิดต่อตนเอง มีผลต่อตนเองทั้งร่ายกายและจิตใจ

ตัวอย่างคือ คนที่เห็นแก่ตัว เจ้าอารมณ์ วู่วาม จะคิดจะทำอะไรก็จะยืดตนเองเป็นใหญ่ หรือถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวคนอื่นไม่เกี่ยว

“ผิดเป็นครู” เป็นเรื่อง “ยาก...แต่ดี!” อย่างไร?

ที่ว่ายาก ก็เพราะคนเราส่วนใหญ่ มักจะมองไม่เห็นสิ่งไม่ดีจากพฤติกรรมของตนต่อคนอื่น และคนที่รู้ ๆ อยู่ว่า สิ่งที่ได้กระทำหรือแสดงออกไปนั้น “ไม่ดี!” ต่อคนอื่น ก็มักจะมีข้อแก้ตัวว่า ก็เพราะถูกคนอื่น “ทำกับตน” มาก่อน หรือคิดว่า สิ่งที่ได้แสดงออกไปนั้น “มันสมควรแล้วสำหรับคนอย่างนั้น” หรือ “คนพวกนั้น”

แล้วก็มีส่วนที่น่าจะ “ยากที่สุด” คือ การรู้ตัวขึ้นมาว่า ตนเองนั่นแหละเป็นคนที่ไม่น่าคบ เพราะมีพฤติกรรมและนิสัยไม่ดี เสมือนหนึ่งได้ “กระจกวิเศษ” ส่องเห็น “ตัวตนที่ชั่วร้าย” ของตนเอง

กระจกวิเศษเช่นนี้ จะหามาได้อย่างไร?

ตัวอย่างหนึ่งของกระจกวิเศษคือ “การทบทวนตนเอง” ซึ่งก็จะเห็นกันทันทีว่า กระจกวิเศษนี้ ทุกคนหาได้ แต่มักจะไม่ต้องการกัน เพราะจะเห็นอีกตัวตนหนึ่งของตนเองที่ไม่ดีไม่งดงาม

แล้วส่วน “แต่ดี” ของ “ผิดเป็นครู” คือ?

แรกสุด ก็คือ ตนเอง ที่อย่างน้อยจะมั่นใจในการก้าวเดินต่อไปของชีวิตว่า จะไม่เป็นอันตราย ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อคนอื่น แล้วก็ต่อตนเองด้วย

ส่วนสังคมนั้น อย่างแน่นอน ก็จะได้สมาชิกคนใหม่ที่ดีขึ้นมาคนหนึ่ง แทนคนเก่าที่ฉุดรั้งสังคมให้เดินถอยหลังลงคลองชื่อ “เดือดร้อน” เป็นประจำ
(9) เตรียมตัวตาย
การเตรียมตัวตายในที่นี้ มิได้หมายถึงการไปจองวัด จองโลงศพล่วงหน้าก่อนถึงเวลาตามประเพณี หากหมายถึง การเตรียมตัวคิดถึงวันที่กำลังจะหมดลมหายใจสุดท้าย ก่อนจากโลกไป เพื่อจะได้ลาโลกไปอย่างสงบ อย่างมีสันติทั้งตนเองและคนอื่น ๆ

คนเราโดยทั่วไป ไม่อยากตายอยู่แล้ว แต่คนที่กลัวตายมากที่สุดคือ คนประเภทรู้แก่ใจตนเองว่า เมื่อใกล้ถึงเวลาสุดท้ายของชีวิต จะไม่อยากหลับตา เพราะเมื่อหลับตา ก็กลัวจะฝันร้าย เห็นแต่เลือด เห็นแต่ความชั่วร้ายหรือการกระทำที่เลวร้าย ผิดกฎหมาย คือผิดทางโลก แล้วก็รู้แก่ใจตนเองว่า ผิดทางธรรมด้วย

ช่วงเวลาสุดท้าย ก่อนจะจากโลกไป ก็ไม่อยากหรือกล้าคิดถึงอดีต เพราะอดีตมีแต่ความเลวร้าย

ยิ่งไปกว่านั้น คนกล้าตายลักษณะนี้ สิ่งที่จะหลอกหลอนหรือกลัวมากที่สุด ก็คือ ชีวิตหลังความตาย เพราะกล้าจะต้องตกนรกหมกไหม้ ชดใช้บาปกรรมที่ก่อเอาไว้ในชาติหน้า

แล้วการเตรียมตัวตาย จะมีอย่างไร?

อย่างตรง ๆ คนที่เตรียมตัวตาย จะไม่กลัวตาย เพราะจะเห็นว่า ความตายเป็นปรกติธรรมดาของชีวิตมนุษย์ แต่ที่สำคัญกว่าก็คือ การจะได้มีเวลาอย่างสันติ อย่างสงบ ก่อนถึงวันสิ้นลมหายใจจริง ๆ สามารถนึกถึงเรื่องเก่า ๆ ในอดีต มีความทรงจำที่ดีในอดีต...

เมื่อหลับ ก็ไม่ฝันร้าย อีกทั้งไม่มีห่วงกังวลเรื่องชาติหน้าว่า จะมีจริงหรือไม่ เพราะถ้ามีจริง ก็มั่นใจว่าบุญกุศลหรือชีวิตที่ได้กำเนิดมาก่อนถึงวาระสุดท้าย ก็จะส่งให้เกิดกุศลกรรมต่อชีวิตในชาติหน้า

การเตรียมตัวของเราในที่นี้ จึงมิใช่การเตรียมตัวช่วงเวลาใกล้ลมหายใจสุดท้ายของชีวิตจริง ๆ หากหมายถึงการเตรียมตัวไว้ล่วงหน้า ยิ่งล่วงหน้าได้มากแค่ไหนก็ยิ่งดี
 
ยิ่งถ้าทำหรือเตรียมตัวตายตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มเป็นสาว เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวใหม่ ๆ ได้เร็วแค่ไหน ก็จะยิ่งดีเท่านั้น!

จริง ๆ แล้ว การเตรียมตัวตายที่ดีจริง ๆ มิใช่เพียงเรื่องการพยายามทำในสิ่งที่ถูกต้อง ที่ดีงาม ให้ได้มากที่สุดเท่านั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก และเป็นส่วนของการเตรียมตัวตายที่ดีคือ การสร้างฐานชีวิตของตนให้มั่นคง อย่างตรง ๆ ก็คือ ต้องมีความมั่นคงในทางเศรษฐกิจด้วย

เพราะถึงแม้ตลอดชีวิต จะพยายามทำแต่สิ่งที่ดี ที่ถูกต้อง แต่ขั้นปลายของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลาก่อนถึงลมหายใจสุดท้ายไม่มีฐานทางเศรษฐกิจที่มั่นคงพอ กล่าวง่าย ๆ ก็คือ ถึงช่วงเวลาบั้นปลายของชีวิต ก็ไม่มีทรัพย์สินเงินทองที่เพียงพอ จะพึ่งตนเองได้ ก็ไม่สามารถจะมีชีวิตช่วงเวลาก่อนลาโลกไปอย่างสงบ อย่างมีสันติได้

นี่เองคือส่วนที่ “ยาก...แต่ดี” ของการเตรียมตัวตาย ที่ยิ่งเกิดความมุ่งมั่นตั้งใจเร็วเท่าใด ก็จะได้สั่งสมทั้งส่วนเป็นฐานของการดำรงชีวิตพื้นฐานคือ พึ่งตนเองได้ และก็จะมีเวลามากขึ้น ในการเดินทางของชีวิตที่พยายามเดินในทางที่ดี ที่สุจริต

แล้วการ “เตรียมตัวตาย” ดีสำหรับใคร?

ตรง ๆ ที่สุดคือ ดีสำหรับตนเอง เพราะจะพยายามดำเนินชีวิตที่สุจริต และเป้นที่พึ่งของตนเองในช่วงเวลาบั้นปลายของชีวิตได้...

และก็ดีสำหรับสังคม เพราะอย่างน้อยก็จะเพิ่มจำนวนคนในสังคมที่ดี ที่เป็นประโยชน์ หรือลดจำนวนคนที่เป็นปัญหา เป็นภาระของสังคม!
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 135    หน้าที่ : 52    จำนวนคนเข้าชม : 169   คน