เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2615087

รายละเอียด

คลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (74) : เสนอให้ทุกคน ทุกองค์กร มุ่งเป้าหมายหลักสำคัญที่แน่นอน
ปราโมทย์ ธรรมรัตน์
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
toryodpmt@outlook.comline : PramoteUn1toryod

เสนอรัฐบาลจัดทำ “ยุทธศาสตร์สร้างคนไทย สร้างชาติไทย” ด้วยกลยุทธ์ (1) การตั้งเป้าหมายหลักสำคัญสูงสุดของประเทศ (2) การสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดขึ้นกับคนไทยทุกคน (3) การวางแผนชีวิตคนไทยทั้งประเทศ (4) การสนับสนุนส่งเสริมให้มุ่งมั่นทำงานสู่เป้าหมายสูงสุดเดียวกันของคนทั้งประเทศ ทำให้คนไทยทั้งชาติเกิดแรงบันดาลใจ มุ่งมั่นทำงาน พัฒนาตนเอง พัฒนาชาติ สู่เป้าหมายหลักสำคัญของคนไทย ของประเทศไทย คือ เป้าหมาย “สร้างความสุขความเจริญของคนทั้งชาติ สร้างประเทศให้เจริญอย่างยั่งยืน (5) การจัดทำแผนงาน โครงการ ที่มุ่งสนับสนุน ส่งเสริม สร้างคน ยกระดับขีดความสามารถองค์กร ให้ทุกคน ทุกองค์กร มุ่งเป้าหมายหลักสำคัญที่แน่นอน พัฒนาตน สร้างคน ปฏิรูปองค์กร ปฏิรูปประเทศ รองรับการเปลี่ยนแปลงโลก

เสนอให้ทบทวนและปรับปรุงแผนกลยุทธ์ของทุกองค์กรภาครัฐ ให้เชื่อมโยงบูรณาการ (integration) สู่เป้าหมายใหญ่สำคัญสูงสุดเดียวกันของทั้งประเทศ (ultimate goal)” ไม่ให้เกิดปัญหาการทำงานแยกส่วนเฉพาะแต่ละองค์กรย่อย ๆไปคนละทิศคนละทาง โดยไม่มีจุดร่วม ไม่มีเป้าหมายสูงสุดร่วมกัน
ความสำคัญของการเตรียมความพร้อม สร้างคน สร้างชาติ ปฏิรูปองค์กร ปฏิรูปประเทศ รองรับการเปลี่ยนแปลงโลก
โลกและสังคมมนุษย์ก้าวสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องเร่งเตรียมความพร้อมประเทศเพื่อรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอก 5 ประการคือ (1) โลกาภิวัตน์ (2) การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีดิจิทอล (3) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (4) สังคมผู้สูงอายุ (5) การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของชุมชนเมือง ซึ่งกำลังจะก่อให้เกิดผลกระทบสูงและรุนแรง ทั้งในประเทศไทยและทั้งโลก ทุกชาติ ทุกประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงให้ได้ดีพอ

“ดังนั้นโจทย์ที่สำคัญยิ่งคือ ประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จะเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั่วโลกนี้อย่างไรจึงจะสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างชาญฉลาด สามารถพลิกวิกฤติเป็นโอกาสในการพัฒนาชาติ พัฒนาประเทศ สู่ความมั่งคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ร่มเย็น ประชาชนมีความสุขความเจริญ”
การค้าโลกหดตัว: ดีมานด์การบริโภคจากประเทศร่ำรวยหดตัวลง จากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้“ประเทศกำลังพัฒนา” อยู่ยากลำบากขึ้น
“มีงานวิจัยล่าสุดของธนาคารโลกชื่อ Trouble in the Making? The Future of Manufacturing-Led Development (ที่ https://openknowledge.worldbank.org/bitstream/handle/10986/27946/9781464811746.pdf) ซึ่งเมื่ออ่านรายงานของธนาคารโลกจะพบว่า การเป็น “ประเทศกำลังพัฒนา” ในยุคนี้ช่างยากลำบากนัก เพราะนับวันการพัฒนาอุตสาหกรรมยิ่งทำได้ยากขึ้นทุกที

ปัจจุบันประเทศร่ำรวยผลิตสินค้า 60% ของโลก และจีนผลิตอีก 25% แล้วยังจะเหลือช่องให้ประเทศอื่น ๆ พัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตอีกหรือ? การค้าโลกหดตัว: ดีมานด์การบริโภคจากประเทศร่ำรวยหดตัวลง จากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

นอกจากนั้น เทคโนโลยียุคใหม่ยังทำให้บริษัทในประเทศร่ำรวยสามารถผลิตสินค้าสำหรับบริโภคในประเทศตนเองด้วยต้นทุนที่ต่ำ ดังนั้น ยุทธศาสตร์การผลิตเพื่อส่งออกของประเทศกำลังพัฒนาจึงทำได้ยากขึ้นทุกที จากสถิติพบว่า อัตราการเติบโตของการค้าโลกลดลงจาก 12.5% ในปี ค.ศ. 2010 เหลือเพียง 2.5% ในปี ค.ศ. 2016

โรงงานยุคใหม่ไม่ใช้ “แรงงาน” ในอดีต เมื่อถ่ายโอนแรงงานจากภาคเกษตรเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม ย่อมทำให้แรงงานเหล่านั้นสามารถเพิ่มผลผลิตและรายได้ขึ้นมาอย่างชัดเจน แต่ด้วยเทคโนโลยีเครื่องจักรและหุ่นยนต์สมัยใหม่ จึงแทบไม่จำเป็นต้องใช้คนงานในโรงงานแล้ว การพัฒนาอุตสาหกรรมจึงไม่ทำให้เกิดการจ้างงานและการพัฒนาผลิตภาพแรงงาน”


ไทยเราจึงจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมประเทศ รองรับการเปลี่ยนแปลงโลก ให้เป็นไปในทิศทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ และเกิดผลกระทบทางลบให้น้อยที่สุด เพราะจะกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งประเทศต่อเนื่องยาวนานไปอีกหลายสิบปี

ในการนี้ จึงเสนอให้รัฐบาล จัดทำยุทธศาสตร์ “สร้างคนไทย สร้างชาติไทย : สร้างความสุขของคนทั้งชาติ สร้างประเทศให้เจริญอย่างยั่งยืน” มุ่งสนับสนุน ส่งเสริม สร้างคน และสร้างองค์กร ให้ทุกคน ทุกองค์กร มุ่งเป้าหมายหลักสำคัญที่แน่นอน พัฒนาตน สร้างคน สร้างชาติ ปฏิรูปประเทศ รองรับการเปลี่ยนแปลงโลก
ปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน
การบูรณาการสู่เป้าหมายหลักร่วมกัน เป็นทางออกในการแก้ปัญหาต่างคนต่างทำ ซึ่งมีรากฐานเกิดจากการกลัวว่าจะมีทำงานซ้ำซ้อนกัน การแบ่งงานของแทบทุกองค์กร แทบทุกงาน ต่างมีขอบเขตภาระหน้าที่ขององค์กร ของหน่วยงาน ของคนในองค์กรชัดเจนมาก ทำให้ไม่มีการทำงานเหลื่อมกัน ไม่มีการทำงานซ้อนทับกัน แต่ละองค์กร ทำงานอิสระออกจากกัน มักไม่ยอมให้มีการทำงานซ้ำซ้อนระหว่างกันเกิดขึ้นได้ เป็นปัญหาสำคัญที่ฝังลึกในระดับแผนกลยุทธ์องค์กร การจัดให้มีการทำงานเหลื่อมกันโดยมีการประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นทางออกที่ดีที่จะสร้างความสำเร็จตามเป้าหมายหลักสำคัญสูงสุดของประเทศร่วมกัน

“จึงเสนอว่า ควรมีการทบทวนแผนกลยุทธ์องค์กร โดยมีความจำเป็นต้อง “เติมเต็มแผนกลยุทธ์องค์กร ให้เปิดรองรับเป้าหมายใหญ่ที่เป็นเป้าหมายหลักสำคัญสูงสุดของหน่วยงานต้นสังกัด และเป้าหมายหลักสำคัญสูงสุดของประเทศด้วย”
องค์กร หน่วยงานภาครัฐ มักติดกรอบของวัตถุประสงค์การจัดตั้งองค์กร ทำให้มีมุมมองแคบ เกิดการทำงานแบบแยกส่วน
ผู้เขียนได้สังเกตเห็นว่า องค์กร หน่วยงานภาครัฐ มักติดกรอบของวัตถุประสงค์การจัดตั้งองค์กร ทำให้มองแคบ ขาดการคำนึงถึงมุมมองและภาระความรับผิดชอบที่กว้างกว่าของหน่วยงานใหญ่ที่เป็นต้นสังกัด ทำให้เกิดการทำงานแบบแยกส่วนกันค่อนข้างชัดเจน ซึ่งเมื่อรวมงานย่อยของทุกหน่วยงานในสังกัดเข้าด้วยกัน บ่อยครั้งไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์หลักขององค์กรใหญ่ที่หน่วยงานนั้น ๆ สังกัดอยู่ และเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศพัฒนาล่าช้ากว่าที่ควร ได้แก่ การพัฒนาประเทศด้านการศึกษา ด้านการวิจัยพัฒนา ด้านทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม เป็นต้น

“องค์กร หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ส่วนใหญ่ แทบจะเกือบทุกหน่วยงาน ติดกรอบ เป้าหมายย่อยของแต่หน่วยงาน ไม่มุ่งเป้าหมายใหญ่ของประเทศ ทำให้ไม่มีกำลัง ขาดพลัง ไม่สามารถบูรณาการพัฒนาคน พัฒนางาน พัฒนาประเทศร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพได้”

ขณะที่บริษัทเอกชนมีเป้าหมายสูงสุดชัดเจนเหมือนกันคือ “สร้างผลกำไรสูงสุด” การดำเนินงานทุกอย่างของบริษัทเอกชน “มีเป้าหมายผลกำไรสูงสุด” กำกับอยู่ตลอด ธุรกิจเอกชนจึงมักไม่ค่อยพลาดเป้าหมาย ต่างจากหน่วยงานภาครัฐ ทุกหน่วยงานยึดติดกับเป้าหมายองค์กรตนเอง จนแทบไม่ได้นึกถึงเป้าหมายสูงสุดประเทศ พฤติกรรมการทำงานจะแตกต่างกัน ถ้ามุ่งเป้าหมายเล็ก หรือใหญ่แตกต่างกัน ผู้มุ่งเป้าหมายใหญ่มักมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่า ผู้ที่มุ่งเป้าหมายย่อยเล็ก ๆ


การติดกรอบ หรือการยึดติดอยู่กับวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายหลักขององค์กร ตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งองค์กร ด้วยการทำ SWOT analysis (ดูที่ http://millionaire-academy.com/การวิเคราะห์-swot/) นับเป็นสิ่งที่ดี ตรงหลักวิชาการที่เป็นที่ยอมรับและใช้กันแพร่หลายทั่วโลก

แต่ถ้ามองลึก ๆ ในกระบวนการจัดทำแผนกลยุทธ์องค์กร ซึ่งปกตินิยมใช้กระบวนการ SWOT analysis วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค ในกระบวนการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายขององค์กร ของหน่วยงานภาครัฐ ผู้ร่วมระดมสมองกำหนดวิสัยทัศน์ แทบจะเกือบทั้งหมด มองโจทย์หลักที่วัตถุประสงค์การจัดตั้งหน่วยงาน และดูจากชื่อหน่วยงาน ใช้เป็นตัวตั้งในการวิเคราะห์ SWOT เป็นหลัก จึงติดกรอบเฉพาะในองค์กรนั้น ๆ

“ทำให้แผนกลยุทธ์องค์กรมีโอกาสขาดความสมบูรณ์บางประการ มักมุ่งเป้าหมายหน่วยงานเองเป็นหลัก ไม่มีการกำกับทิศทางให้มีการมุ่งเป้าหมายใหญ่ของประเทศพร้อมกันไปด้วย โดยมากมักขาดการบูรณาการหลาย ๆหน่วยงานย่อย ให้เป็นหนึ่งเดียวสู่เป้าหมายหลักสูงสุดร่วมกัน”

โดยปกติในระดับบุคคล ประชาชน แต่ละคน ส่วนใหญ่มักมองแคบ มักมุ่งแต่เรื่องของตนเอง โดยเฉพาะปัจจัยสี่ของมนุษย์ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค คนส่วนใหญ่ ทุกวันคิดแต่เรื่องปากท้อง อาหาร การกินอยู่ ความเป็นอยู่ การพูดคุย เข้าสังคม การทำงาน การหาเงินเลี้ยงชีพ เพื่อยังชีพ เพื่อที่อยู่อาศัย และเพื่อสุขภาพ
การเปรียบเทียบที่ชี้ให้เห็นปัญหาของเป้าหมายย่อยที่ไปคนละทาง ท้ายสุดไม่เข้าเป้าหมายหลักสำคัญสูงสุดของประเทศ
ธรรมชาติของแต่ละหน่วยงาน มักมีกรอบขอบเขตเนื้องานของตนเองชัดเจน ถ้าเปรียบหน่วยงานนั้น ๆ เหมือนกับห่วงกลม หรือถ้ามองสามมิติ ก็เหมือนลูกบอลกลม ๆ แต่ละลูก ซี่งไม่อะไรส่วนใดยื่นออกมาด้านนอก เมื่อนำห่วงหลาย ๆ ห่วง หรือนำลูกบอลหลาย ๆ ลูกมาจัดต่อเรียงกัน ก็ได้เพียงแต่แตะกันเท่านั้น

เมื่อมีแรงกระแทกภายนอกเพียงเบา ๆ ก็หลุดออกจากกัน
หรือถ้าผลัก หรือกระทำให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าไปสู่เป้าหมายที่อยู่ตรงหน้า ลูกบอลก็จะหลุดออกจากกัน มีเพียงบางลูกวิ่งเข้าเป้า ลูกบอลส่วนใหญ่ก็จะกระจายออกจากกัน แม้จะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าตามแรงกระทำ แต่บ้างก็เฉียงไปทางขวา บ้างเฉียงไปทางซ้าย ในที่สุดลูกบอลส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าเป้าหมายที่เล็งไว้แต่แรก
 

 
แต่ถ้าเป็นห่วงหลาย ๆ ห่วงที่คล้องติดกันอยู่ เมื่อกระทำให้ไปข้างหน้า ได้ตรงเป้าหมาย ห่วงทั้งชุดก็เข้าเป้าหมายได้ทั้งหมด แต่ถ้าพลาด ตั้งเป้าหมายไม่ดี หรือกระทำไม่เข้าเป้า ก็พลาดเป้าหมายไปทั้งหมดได้เช่นกัน
“ในทำนองเดียวกัน ถ้าลูกบอลทุกลูกมีส่วนตะขอยื่นออกมาสำหรับเกี่ยว หรือเชื่อมโยงกันกับลูกบอลลูกอื่น ๆ ได้แน่นดีพอ เมื่อกระทำให้ชุดลูกบอลเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย ถ้าเข้าเป้า ลูกบอลทั้งชุดก็กระทบเป้าหมาย บังเกิดผลเต็มประสิทธิภาพเท่าที่ตั้งเป้าหมายไว้ได้”

ลองนึกถึงการยิงปืนลูกปราย ซึ่งเป็นลูกตะกั่วหรือลูกเหล็กเล็ก ๆ สำหรับยัดใส่ในลำกล้องปืนครั้งละหลายลูก เมื่อยิงไปครั้งหนึ่ง ๆ ลูกจะกระจายไป กระสุนปืนชนิดที่มีลูกตะกั่วหรือลูกเหล็กเล็ก ๆ หลาย ๆ ลูกผสมปนอยู่กับดินปืนในนัดเดียวกัน เวลายิงจะกระจายออก แม้เล็งยิงได้ตรงเป้า แต่เมื่อยิงออกไปกระสุนจำนวนมากก็ยังไม่เข้าเป้า เพราะกระจายออก เนื่องจากลูกเหล็กหรือลูกตะกั่วเล็ก ๆ ไม่ได้ยึดติดกัน จึงเหมาะสำหรับการยิงเป้าขนาดใหญ่ หรือยิ่งสุ่ม เพียงบางลูกเข้าเป้าก็ได้ผล
 

 
ในการบริหารประเทศ ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน คือ เมื่อแบ่งการปกครองออกเป็นกระทรวง กรม กอง ถ้าแต่ละกระทรวง กรม กอง มุ่งหน้าทำงานสู่เป้าหมายตนเอง โดยไม่มีการเชื่อมโยงที่มีประสิทธิภาพกับหน่วยงานอื่น ท้ายที่สุด มีเพียงบางหน่วยงานทำงานเข้าเป้า เกิดผลต่อความสุขความเจริญของประเทศ และมีหลาย ๆ หน่วยงานอาจพลาดเป้า ทำให้สูญเสียงบประมาณ บางหน่วยงานได้สัมฤทธิ์ผลตรงกับเป้าหมายขององค์กร ของหน่วยงานที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ แม้เกิดประโยชน์ แต่ก็อาจไม่เข้าเป้าหมายสำคัญหลักของประเทศเท่าที่ควร และไม่เกิดผลสำเร็จอย่างสูง

“ดังนั้น การตั้งเป้าหมายของหน่วยงาน หากไม่รัดกุม รอบคอบเพียงพอ มองเฉพาะแต่ในขอบเขตงานความรับผิดชอบของหน่วยงานนั้น องค์กรนั้น ๆ ก็อาจไม่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความสุขของประชาชน และต่อการพัฒนาประเทศได้ดีเท่าที่ควร”

เมื่อมีการแบ่งงาน มีหน่วยงานย่อยหลาย ๆ หน่วย ก็จะเกิดการแตกแรง ดังนั้นในการวางแผนองค์กรต้องดูน้ำหนักความสำคัญ หรือน้ำหนักแรงด้วย ยิ่งถ้าเป็นองค์กรที่มีความสำคัญ ที่ดูแลเรื่องสำคัญ เช่น หน่วยงานด้านการศึกษา และด้านการวิจัยพัฒนานวัตกรรม โดยเฉพาะด้านการศึกษาเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก มีผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมสูง มีพลัง มีแรงพุ่งสู่เป้าหมายเยอะ ต้องกำกับทิศทางให้ตรงกับเป้าหมายหลักของการพัฒนาประเทศ ถ้ากำหนดทิศทางไม่ตรง พลาดเป้า จะก่อให้เกิดความเสียหายสูง เกิดความล่าช้าในการพัฒนาประเทศเป็นอันมาก
เสนอทางออกใน “การสร้างคน สร้างชาติ ปฏิรูปประเทศ รองรับการเปลี่ยนแปลงโลก”
ผู้เขียนขอเสนอทางออกในการสร้างคน สร้างชาติ ปฏิรูปประเทศ รองรับการเปลี่ยนแปลงโลก ด้วยการมุ่งเป้าหมายหลักสำคัญที่แน่นอน เสนอให้รัฐบาลจัดทำเป็นยุทธศาสตร์ “สร้างคนไทย สร้างชาติไทย” และเสนอให้ทบทวน แผนกลยุทธ์องค์กรของทุกหน่วยงานภาครัฐในทุกระดับ เติมเต็มให้สมบูรณ์รองรับยุทธศาสตร์และเป้าหมายหลักสำคัญของประเทศ

โดยควรมีพันธกิจ “สร้างคนไทย สร้างชาติไทย” เข้าไปเติมเต็มในพันธกิจเฉพาะทางขององค์กรทุกองค์กรในประเทศ จัดให้เป็นพันธกิจหลัก เพื่อป้องกันไม่ให้เป้าหมายของหน่วยงานย่อยต่าง ๆ พลาดไปจากเป้าหมายสำคัญหลักของประเทศ
เป็นการเติมเต็มให้ทุกองค์กร และบุคลากรในองค์กรทุกคนได้มีการบูรณาการ การพัฒนาคนสู่ความสำเร็จในชีวิต ในการสร้างคน สร้างคนดีที่มุ่งมั่น ประสบความสำเร็จในชีวิต ที่มีปณิธานสร้างสรรค์สังคม สร้างความสำเร็จขั้นสูงสุดให้เกิดแก่คน แก่ผู้บริหารทุกรระดับ แก่ประชาชน สร้างความสำเร็จขั้นสูงสุดให้เกิดขึ้นแก่หน่วยงาน แก่ประเทศ

โดยสรุปเสนอให้ทุกคน ทุกองค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และรัฐบาล มุ่งเป้าหมายหลักสำคัญที่แน่นอน พัฒนาตน สร้างคน สร้างชาติ ปฏิรูปประเทศ รองรับการเปลี่ยนแปลงโลก เพราะการมุ่งเป้าหมายหลักสำคัญที่แน่นอน เป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คน หน่วยงาน องค์กร ชาติ ประเทศ และโลกนี้ สามารถประสบความสำเร็จอย่างสูง
เป้าหมายสำคัญที่แน่นอน เป็นกุญแจหลักสู่ความสำเร็จ
การมีเป้าหมายหลักสำคัญที่แน่นอน และมุ่งมั่นปฏิบัติตน มุ่งมั่นทำงานสู่เป้าหมายใหญ่ ที่เป็นเป้าหมายหลักสำคัญของตนเอง ของคนทุกคน ของหน่วยงาน ของทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ของบริษัท ของรัฐบาล ของประเทศ และของทุกประเทศ ของสหประชาชาติ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้แต่ละคน ทุกคน แต่ละหน่วยงาน ทุกหน่วยงาน สามารถประสบความสำเร็จอย่างสูง
เป้าหมายหลักสำคัญของประเทศที่ทุกคน ทุกหน่วยงาน ควรยึดถือและปฏิบัติ สู่เป้าหมายใหญ่สำคัญนี้โดยตลอด
เป้าหมายหลักสำคัญของประเทศคือ ความสุขของประชาชนและความเจริญอย่างยั่งยืนของประเทศ ดังนั้นคนทุกคน ประชาชนทุกคน และหน่วยงานทุกหน่วยงาน ประเทศทุกประเทศ ควรมีเป้าหมาย สร้างความสุขของประชาชนและสร้างความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ

“รัฐบาลทุกรัฐบาลในทุกประเทศ มีความจำเป็นต้อง “มีเป้าหมายหลักชัดเจนแน่นอน” คือ “ความสุขของประชาชนและความเจริญอย่างยั่งยืนของประเทศ” ทั้งยังต้องสามารถทำให้ทุกคนในชาติ ทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน มีเป้าหมายหลักชัดเจนแน่นอน เดียวกันทั้งประเทศ”

“ต้องมุ่งมั่นทำให้คนทุกคน ประชาชนทุกคน หน่วยงานทุกหน่วยงาน องค์กรทุกองค์กร มีเป้าหมายหลักสำคัญแน่นอน และสนับสนุนส่งเสริมให้ทุกคน ทุกหน่วยงาน มุ่งมั่นปฏิบัติตน มุ่งมั่นทำงานสู่เป้าหมายหลักเดียวกัน”


สิ่งสำคัญต้องทำให้ได้ และเชื่อมั่นว่าทำได้คือ มั่นใจว่าทุกคน ทุกหน่วยงาน มีเป้าหมายหลักสำคัญแน่นอนที่ตรงกับเป้าหมายใหญ่ที่สำคัญของประเทศเหมือน ๆ กัน กล่าวคือ มีเป้าหมายเดียวกันทั้งประเทศ สร้างให้ประชาชนมีอุดมการณ์เดียวกัน

การมีเป้าหมายหลักสำคัญแน่นอน เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จในชีวิตของตนเอง สร้างความสำเร็จของครอบครัว สร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของหน่วยงาน สร้างความสำเร็จของประเทศชาติ และความสำเร็จในการสร้างสังคมโลกที่พลโลกมีความสุข ความเจริญ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ร่มเย็น
เป้าหมายหลักสำคัญของประเทศ ของหน่วยงาน องค์กรต่าง ๆ
มุ่งมั่นทำให้ประชาชนมีความสุข ความเจริญ ประเทศมั่งคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ต้องบริหารจัดการให้ประชาชนมีความสุข มีอาหาร มีทรัพย์ มีความมั่งคั่ง สุขภาพกายสุขใจแข็งแรง สุขภาพจิตดี ประเทศมีเศรษฐกิจและสังคมที่ดี มีความสงบสุข ร่มเย็น ประเทศมีความเจริญเติบโตอย่างมั่งคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

และเป้าหมายหลักสำคัญของผู้บริหารประเทศ ของรัฐมนตรี ของนักการเมือง ของปลัดกระทรวง ของอธิบดี ของผู้อำนวยการ ของหัวหน้าหน่วยงาน ของหัวหน้างาน ของข้าราชการ ของประชาชน ขององค์กรบริษัทเอกชน ของพนักงาน คือ ความสุขของประชาชน และความเจริญอย่างยั่งยืนของประเทศ
การจัดทำแผนกลยุทธ์องค์กรด้วย SWOT Analysis ไม่ครอบคลุมเพียงพอ ยังแยกส่วนเฉพาะเรื่องในหน่วยงานตนเอง
ผู้เขียนใคร่ขอชี้ให้เห็นว่า ในการวางแผนกลยุทธ์ของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่วนใหญ่ยังมีจุดอ่อน โดยกระบวนการวางแผนกลยุทธ์ “ถ้าใช้เพียงแต่เครื่องมือ SWOT analysis แผนกลยุทธ์ที่ได้ยังจะไม่สมบูรณ์ดีเพียงพอ กล่าวคือ ยังขาดเรื่องสำคัญที่ช่วยกำกับให้หน่วยงานยังเดินตรงตามเป้าหมายหลักของหน่วยงานต้นสังกัด รวมถึงเป้าหมายหลักสูงสุดของประเทศ อีกทั้งมักจะยังขาดกลยุทธ์การเชื่อมโยงภารกิจกับหน่วยงานอื่นที่ควรบูรณาการสู่เป้าหมายเดียวกัน” ขยายความดังนี้

1) ขาดการมองไปยังภาพที่ใหญ่กว่าที่หน่วยงานนั้น ๆ ต้องไปรองรับ ซึ่งภารกิจของหน่วยเหนือ หรือต้นสังกัดของหน่วยงานนั้น ๆ และมักไม่ได้มีการวิเคราะห์ภารกิจหลักของต้นสังกัด เพื่อนำใช้ประกอบเติมเต็ม สร้างความสมบูรณ์ของพันธกิจ และ/หรือ พิจารณาเติมเต็มส่วนงานสร้างความสมบูรณ์ของโครงสร้างภายในของหน่วยงานนั้น ๆ หรือนำมาเติมเต็มภารกิจของหน่วยงานให้สมบูรณ์ เพื่อกำกับไม่ให้ผิดพลาดไปจากเป้าหมายหลักของหน่วยงานต้นสังกัด

2) ยังขาดส่วนงาน กระบวนการ ที่เอื้อให้เกิดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ถ้าการวางแผนกลยุทธ์องค์กรยังขาดส่วนงาน และ/หรือ พันธกิจที่มีหน้าที่ในการเชื่อมตัวเนื้องานให้ประสานติดกันเป็นเนื้องานเดียวกับอีกหน่วยงานที่รับงานต่อ ๆ กันไป ก็ทำให้แทบทุกหน่วยงาน ทำงานแบบแยกส่วนออกจากกัน ต่างคนต่างทำ หลายฝ่ายจึงต้องพยายามหาทางออกที่จะแก้ปัญหานี้ด้วยการบูรณาการให้เกิดการเชื่อมโยง เกิดความร่วมมือในการดำเนินงาน ให้สามารถประสานงาน ส่งต่อเนื้องานระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีช่องว่างเกิดขึ้น และเมื่อนำผลงานหลาย ๆหน่วยงานย่อยมารวมกันก็จะประสบผลสำเร็จ
เสนอให้ต่อยอด เติมเต็มเครื่องมือ SWOT analysis ขึ้นเป็น SWOT-IUG (SWOT plus Integration to Ultimate Goal)
ในการจัดทำแผนกลยุทธ์องค์กร ผู้เขียนเสนอให้ต่อยอดเครื่องมือ SWOT analysis (Strengths, Weaknesses, Opportunities, Threats (http://millionaire-academy.com/การวิเคราะห์-swot/ ) โดยเติมเต็มปรับปรุงเป็น SWOT-IUG หรือ SWOT plus Integration to Ultimate Goal

โดยเสนอว่าในการจัดทำแผนกลยุทธ์องค์กร โดยใช้ SWOT ซี่งมีการวิเคราะห์ จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคนั้น ควรมีการเติมเต็มด้วยการบูรณาการเชื่อมโยงรวมเข้าด้วยกัน (Integration) สู่เป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal) “เหตุผลคือ ในระดับประเทศจำเป็นต้องมีหลาย ๆ หน่วยงานที่ต้องมีการเชื่อมโยงงานต่อเนื่องกัน มีรับและส่งต่อเนื้องาน ส่งต่อผลงานระหว่างกัน และทุกคน ทุกองค์การ ต้องมุ่งเป้าหมายสูงสุด กำกับทิศทางไปพร้อม ๆ กันด้วย จึงจะสามารถบรรลุผลสำเร็จสูงสุดขององค์การสูงสุด หรือประเทศ”

ในการนี้ จึงเสนอว่ารัฐบาลและหน่วยงานต่าง ๆ ควรมีการทบทวนการออกแบบโครงสร้างภายในองค์กร หรือ การจัดทำแผนกลยุทธ์องค์กร หรือการกำหนดพันธกิจขององค์กร โดยเสนอให้มีการพิจารณาเพิ่มเติม เติมเต็ม ในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่


1) การจัดการให้มี “ส่วนงาน หรือพันธกิจ หรือแผนงาน หรือเนื้องาน” ที่เอื้อต่อการบูรณาการ การเชื่อมโยงเนื้องาน และ/หรือ รับและส่งต่องานระหว่างองค์กร ให้สามารถประสานเชื่อมเข้ากันเป็นหนึ่งเดียวกันให้ได้มากที่สุด เติมเต็มช่องว่างที่มี และเปิดโอกาสให้มีการซ้อนทับของงานระหว่างกันได้ เพื่อจะได้ประสานงานกันได้อย่างกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันให้ได้มากที่สุด

2) การพิจารณาเพิ่มเติมพันธกิจหลักข้อที่สำคัญที่สุดของหน่วยงานที่เหนือกว่า และ/หรือ ของประเทศ ไว้ในพันธกิจหลักขององค์กร เพื่อว่าทิศทางหลักขององค์กรย่อย (ไม่พลาดเป้าหมายสำคัญหลักของประเทศ) จะได้ถูกกำกับไว้ด้วยพันธกิจหลักของหน่วยเหนือที่เป้าหมายสุดท้าย คือเป้าหมายหลักของประเทศ

3) ทบทวนว่าในการดำเนินงานในทุก ๆ พันธกิจของหน่วยงาน ผู้บริหารและบุคลากรได้คำนึงถึงประโยชน์สำคัญหลักของประเทศ และเปิดโอกาสให้บุคลากรได้ใช้ความรู้ความสามารถเต็มกำลัง ไม่ถูกจำกัดอยู่กับกรอบงานของหน่วยงานย่อย สามารถปฏิบัติงานที่รองรับภารกิจของหน่วยเหนือได้ โดยผู้บังคับบัญชาเห็นชอบ โดยเฉพาะงานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์ ต้องใช้ความรู้ความสามารถทางวิชาการ เช่น ด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรม

4) การเปิดโอกาสให้บุคลากรได้ทำงาน ได้แสดงความสามารถเต็มที่ ไม่ถูกจำกัดศักยภาพ หน่วยงานต่าง ๆ มีบุคลากรจำนวนมากที่มีความรู้ความสามารถ แต่ถูกจำกัดความรู้ความสามารถนั้น ๆ เพราะกรอบภารกิจย่อยของหน่วยงาน ทั้ง ๆ ที่สามารถทำงานตอบสนองภารกิจหลักของหน่วยเหนือได้ดี แต่ไม่มีโอกาสได้ทำ หากหน่วยงานย่อยเพิ่มพันธกิจหลักของหน่วยเหนือไว้ในพันธกิจของหน่วยงานย่อยด้วย ก็เปิดโอกาสให้บุคลากรจำนวนมากสามารถใช้ความรู้ความสามารถได้เต็มกำลัง เป็นประโยชน์ทั้งต่อองค์กร และต่อความก้าวหน้าของบุคลากร บุคลากรมีขวัญกำลังใจ หน่วยงานมีประสิทธิภาพ มีผลงานมากขึ้นด้วยทรัพยากรเท่าเดิม เป็นการใช้ทรัพยากรบุคคลอย่างคุ้มค่า
ระวังติดกับเป้าหมายย่อย ๆ จนชีวิตขาดพลัง ขาดความมุ่งมั่น ขาดแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่
คนส่วนใหญ่ หน่วยงานส่วนใหญ่ มักติดกับเป้าหมายย่อย ๆ เป้าหมายกิจกรรมประจำวัน เป้าหมายของหน่วยงาน(ย่อย) จนลืมเป้าหมายใหญ่สำคัญหลัก ทุกคน ทุกหน่วยงาน ต้องคอยระวัง ไม่หลงไปติดกับเป้าหมายย่อย ๆ ในการดำเนินชีวิต ในการดำเนินงาน จนลืมเป้าหมายหลักสำคัญ ไม่ได้นึกถึงเป้าหมายหลักสำคัญ ขณะทำงาน ทำกิจกรรมต่าง ๆ เพราะการยึดติดอยู่กับเป้าหมายย่อย ๆ จะทำให้ขาดพลัง ขาดความมุ่งมั่น ขาดแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ ที่ช่วยให้มีกำลังใจ มีพลัง มีความขยัน มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

ต้องทำให้ทุกคนคำนึงถึงเป้าหมายหลักสำคัญนี้ไว้ตลอด ในการปฏิบัติตน ในการทำงานทุกภารกิจ ไม่ให้พลาดไปจากเป้าหมายหลักที่เป็นเป้าหมายใหญ่เดียวกันของคนทั้งประเทศ คือ “ความสุขของประชาชนและความเจริญอย่างยั่งยืนของประเทศ
 

 

ตัวอย่างต้นแบบความสำเร็จของการมีเป้าหมายใหญ่สำคัญแน่นอนของบุคคล ของประชาชน
หนังสือคิดแล้วรวย (Think and Grow Rich) ได้ชี้ให้เห็นตัวอย่าง “ต้นแบบความสำเร็จของการมีเป้าหมายสำคัญที่แน่นอนของมหาเศรษฐีที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงทั่วโลก” ผู้ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงต้องมีคุณลักษณะแห่งความสำเร็จ ที่สำคัญยิ่งคือ \"การมีเป้าหมายสำคัญแน่นอน\"

นโปเลียน ฮิลล์ ได้ศึกษาชีวิตของมหาเศรษฐีทั่วโลกกว่า 500 คน พบว่า \"การมีเป้าหมายสำคัญแน่นอน\" เป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุดประการแรกของผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยเขาได้เขียนหนังสือสร้างแรงบันดาลใจที่มีชื่อเสียง ซึ่งได้สร้างเศรษฐีมาแล้วจำนวนมากทั่วโลกคือหนังสือ \"Think and Grow Rich\" ซึ่งได้มีการแปลเป็นภาษาไทยชื่อว่าหนังสือ \"คิดแล้วรวย\" (ดูที่ https://www.asiabooks.com/think-and-grow-rich-163388.html)
ความต้องการที่ชัดเจน (Desire) ในหนังสือ นโปเลียน ฮิลล์ “ลำดับความต้องการที่ชัดเจนเป็นลำดับแรก” ของ กฎแห่งความสำเร็จทั้ง 13 ข้อ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตั้งเป้าหมาย รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร ฉะนั้น “ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างสูง ต้องมีเป้าหมายสำคัญแน่นอน เป็นประการแรก”

นอกจากนี้เขายังพยายามเน้นย้ำการสร้างความต้องการให้ไปถึงจุดที่เรียกว่า Burning Desire อันเป็นความต้องการที่แท้จริง แบบทุกลมหายใจเข้าออกก็นึกถึงเป้าหมายนี้ ถ้าไม่มีความต้องการระดับสูงสุดแล้ว คงไม่สามารถฟันฝ่าอุปสรรคอะไรไปสู่ความสำเร็จได้ (ที่มา Think and grow rich กฎที่ซ่อนอยู่ (https://www.leaderwings.co/book/think-and-grow-rich/)
หลักสูตรท้องถิ่น “รายวิชาการพัฒนาชีวิตสู่ความสำเร็จ” ต้นแบบการโค้ชชีวิต สร้างนักเรียนให้เป็นคนดี
ผู้เขียนขณะเป็นผู้ประสานงาน “หน่วยสร้างสำนึกและพัฒนาสิทธิบัตรเพื่อการวิจัยและพัฒนา” (สสวพ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลกเขต 1 (ชื่อ ณ ขณะนั้น) ได้จัดทำหลักสูตรรายวิชา“การพัฒนาชีวิตสู่ความสำเร็จ” โดยได้ระดมสมองจัดทำ ทดลองใช้ และปรับปรุงพัฒนาต่อเนื่องกันนาน 6 ปี และสำนักเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลกเขต 1 ได้ประกาศใช้รายวิชาการพัฒนาชีวิตสู่ความสำเร็จ เป็นหลักสูตรท้องถิ่น ซึ่งได้นำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนจำนวน 37 โรงเรียน มีครูและนักเรียนร่วมกิจกรรมกว่า 1,500 คน ปรากฏว่าประสบความสำเร็จ สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนักเรียน นักเรียนแสดงออกถึงความเป็นคนดีมากขึ้น (ดูเพิ่มเติมในคลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (28) คนดี คนเก่ง มีความสุข ประสบความสำเร็จในชีวิตขั้นสูงสุด สร้างได้ด้วยนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน รายวิชา การพัฒนาชีวิตสู่ความสำเร็จ ที่ http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2366และในคลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (57) : เสนอวางรากฐานปฏิรูปประเทศไทยให้ยั่งยืนด้วยการปฏิรูปคน ใช้กระบวนการโค้ชชีวิต การพัฒนาชีวิตสู่ความสำเร็จ พัฒนาคนไทยและปฏิรูปการศึกษา ที่ http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=3171)
การศึกษาของฟินแลนด์ ดีที่สุดในโลก เป็นตัวอย่างความสำเร็จของ “มีเป้าหมายสำคัญแน่นอน” สู่เป้าหมายใหญ่สูงสุดเดียวกันของทุกคนทั้งประเทศ
“ระบบการศึกษาของฟินแลนด์ ประสบความสำเร็จเป็นอันดับหนึ่งของโลก เพราะ “มีเป้าหมายสำคัญแน่นอน” มุ่งเป้าหมายหลัก สอนให้เด็กเรียนรู้จากชีวิตจริง นำไปใช้ได้จริง มองเป้าหมายใหญ่ที่พัฒนาเด็ก ไม่แยกส่วน ไปตามเป้าหมายย่อย ๆ ที่ตนเองรับผิดชอบเท่านั้น”

ครูฟินแลนด์ ทุกคนมุ่งพัฒนานักเรียนให้เรียนรู้จากชีวิตจริง มากกว่าการเรียน จัดการเรียนการสอนที่ตรงกับการใช้ชีวิตจริงของนักเรียน
เช่น ครูสอนคณิตศาสตร์ ร่วมกับครูวิชาอื่น ๆ มุ่งสอนเด็กให้เรียนรู้ ได้พัฒนาตนเองไปพร้อม ๆ กับการสอนคณิตศาสตร์และวิชาอื่น ๆ เน้นการสอนตามเนื้องานที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตจริงได้ เช่น ฝึกให้เด็กไปทำงานในร้านอาหาร เด็กได้เรียนรู้การใช้งานคณิตศาสตร์ จากการคิดเงินลูกค้า คิดบัญชีร้านค้า เกิดความรับผิดชอบในงาน ได้ฝึกการทำงานเป็นทีม ได้เรียนรู้ การบริหารงาน บริหารคน ได้มีประสบการณ์ด้านมนุษยสัมพันธ์ ได้เรียนรู้ลูกค้า รู้จักคน ได้ฝึกความอดทน ได้ค้นพบตัวเอง ได้ลองค้นหาตัวเอง หาสิ่งที่ตนรักตนชอบ ได้เกิดแรงบันดาลใจที่จะก้าวหน้า มีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต หน้าที่การงาน อาชีพ เป็นบุคคลที่ทำคุณประโยชน์แก่สังคม เป็นต้น (ดูเพิ่มเติมใน “โลก 360 องศา ซีรีส์การศึกษาในฟินแลนด์ ตอน ดูรูปแบบการศึกษาต้องมาที่ฟินแลนด์” ที่https://www.youtube.com/watch?v=EhOIseze5AU)
ระบบการศึกษาของประเทศฟินแลนด์
(ที่มา : “รอบโลกกับ กรุณา” ที่ https://youtu.be/0XhS5NiStv0)

ฟินแลนด์ จะปรับการเรียนการสอนจากเรียนตามวิชา ไปเป็นเรียนตามหัวข้อ ไม่ต้องเรียนสังคม คณิตศาสตร์ อย่างละชั่วโมงแล้ว แต่จะเป็นการเรียนรู้ชีวิต เช่น ชั่วโมงนี้ไปเรียนด้านการบริการในห้องอาหาร เด็กก็จะได้ใช้ความสามารถแบบผสมผสาน ทั้งการคิดเงิน การสื่อสารกับลูกค้า และการจัดการอารมณ์ เรียกว่า งานเดียว หัวข้อเดียว เรียนได้ทุกวิชาเลย
 

 
มีนักการศึกษาจากทั่วโลก ไปดูความสำเร็จของการศึกษาฟินแลนด์ รวมทั้ง โซเซีย โซเลติ จากสหรัฐอเมริกาเข้าไป และได้ตั้งข้อสังเกตไว้ 13 ข้อ ว่า ทำไมการศึกษาของฟินแลนด์จึงประสบความสำเร็จ เป็นอันดับหนึ่งของโลก ดังนี้

1. การเรียน เน้นไปที่การเล่น เพราะเด็กสามารถเรียนรู้ได้ดีผ่านเล่น และการค้นพบตัวเองผ่านการเล่น ครูก็เลยอนุญาตให้ให้เล่นได้แบบไม่มีข้อจำกัด จึงไม่แปลกที่เด็กที่อยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาแล้ว ยังจะเห็นเด็กโตนั่งเล่นวีดิโอเกมส์ที่ student center

2. การสอบไม่ได้เน้นที่คะแนน การสอบไม่ได้เป็นแบบเอาเป็นเอาตาย โรงเรียนที่นั่นเชื่อว่า หากต้องเตรียมตัวอ่านหนังสือจนไม่มีเวลา จะทำให้ไม่มีเวลาคิดอย่างเป็นอิสระ

3. ความเชื่อใจเป็นสิ่งสำคัญ ที่นั่นแตกต่างที่สุดจากประเทศอื่น เพราะว่ารัฐบาลของฟินแลนด์เชื่อมั่นในเขตปกครองย่อย ๆ ของตนเอง และหน่วยปกครองก็เชื่อมั่นในโรงเรียนและเชื่อมั่นในครู ครูก็ไว้ใจนักเรียน

4. แต่ละโรงเรียนไม่แข่งกันเอง ที่สำคัญคือ ทุกโรงเรียนไม่แข่งกันเอง ไม่มีการจัดลำดับโรงเรียน เพราะเชื่อมั่นว่าทุกโรงเรียนดีเท่ากัน

5. ระบบการคัดเลือกครูที่เข้มงวด เป็นจุดเด่นของฟินแลนด์ คือการคัดเลือกก่อนที่จะเป็นครูนั้นมีความเข้มงวดมาก เพราะต้องเป็นระดับหัวกะทิเท่านั้น ไม่ใช่แค่ว่าได้คะแนนสูง แต่ว่าต้องผ่านสัมภาษณ์ด่านศีลธรรม รวมถึงแรงบันดาลใจเพื่อไปสอนเด็กด้วย

6. เวลาส่วนตัวของเด็กสำคัญนั้นมาก ทุก ๆ 45 นาที เด็กจะมีสิทธิพักส่วนตัว 15 นาทีตามกฎหมาย

7. น้อยแต่ดี เด็กไม่ต้องเข้าโรงเรียนจนถึงอายุ 7 ขวบ การเตรียมความพร้อมก่อนถึงวัยเรียน การกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจพร้อมเรียนรู้ก่อนเริ่มเรียน และระยะเวลาเรียนระหว่างวันยังสั้นด้วย เช่น เรียนประมาณ 4-5 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น

8. เน้นที่คุณภาพชีวิตเท่านั้น ระบบการศึกษาที่นั่นเชื่อว่า ครูที่มีความสุขคือ ครูที่ดี และครูที่ทำงานหนักเกิน ไปจะไม่ใช่ครูที่ดี

9. เรียนสายไหนก็ได้รับการยอมรับ ไม่ว่าจะเป็นสายวิทย์ สายศิลป์ ทั้งสองสายได้รับการยอมรับสูงจากสังคมที่นั่น

10. ระบบการศึกษามีมาตรฐานเดียวกัน ครูจะเป็นผู้สอนตามหลักสูตร แล้วแต่ครูจะสร้างสรรค์ แต่ว่าอยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ

11. จะไม่มีการตัดสินเกรดจนถึงประถมสี่ เพราะว่าเขาเน้นการเรียนรู้มากกว่า

12. จริยธรรมจะถูกสอนตั้งแต่เด็ก ๆ แม้ว่าเด็กบางส่วนที่ไม่นับถือศาสนาก็ต้องเข้าเรียนวิชาจริยธรรมด้วย

13. มีสิ่งแวดล้อมที่สนับสนุนความร่วมมือกัน ครูจะร่วมกันเป็นที่ปรึกษาให้กับเด็ก ๆ เด็ก ๆ ก็จะได้ร่วมเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 135    หน้าที่ : 40    จำนวนคนเข้าชม : 98   คน