เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2615080

รายละเอียด

สูงวัย อารมณ์ดี

สูงวัย ไม่ใช่ภาระสังคม
ณ เวลานี้ ประเทศไทยมีประชากรสูงอายุอยู่ร้อยละ 15 ของประชากรไทย 65 ล้านคน และในอีกประมาณ 6 ปีข้างหน้า จำนวนการเกิดของประชากรจะค่อย ๆ ลดลง และจะมีจำนวนประชากรสูงวัยสูงถึงร้อยละ 32 ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ฉะนั้น คนที่มีอายุ 40 ปีในขณะนี้ หากยังไม่ได้เตรียมดูแลเรื่องสุขภาพตัวเอง ยังไม่ได้เตรียมพร้อมเรื่องการออมที่ดีพอ ก็น่าจะเป็นปัญหาได้ในอนาคต จะเห็นได้จากข้อมูลธนาคารแห่งประเทศไทยที่ระบุว่าคนที่อายุต่ำกว่า 30 ปีของประเทศไทยในเวลานี้มีหนี้สินเยอะมาก รวมถึงข้อมูลจากงานวิจัยยังระบุว่า ตลอดช่วงชีวิตของประชากรไทย 1 คน ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเสียชีวิต จะติดลบคนละประมาณเกือบ 3 หมื่นบาท รวมจำนวนคนไทยทั้งประเทศแล้วจะติดลบรวม 1 ล้านล้านบาท และในอีก 30 ปีจะติดลบรวม 1.4 ล้านล้านบาท และยิ่งสังคมไทยกำลังเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” ยิ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่าจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ดังนั้นการจัดการด้านการเงินจึงเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมความพร้อมไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้มีชีวิตแบบผู้สูงวัยอย่างมีความสุข และไม่เป็นภาระสังคม เป็นสังคมแบบพุทธพลัง คือ มีสุขภาวะที่ดีด้านร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ เป็นสังคมแบบเอื้ออาทร มีสุขภาวะด้านสิ่งแวดล้อม ด้านจิตวิญญาณ ด้านการงาน ด้านปัญญา และด้านการรู้คิด

ศ. ดร.เกื้อ ผู้ศึกษาเรื่องเศรษฐกิจอายุวัฒน์ (Longevity economy) มองว่า ถ้าสังคมไทยเป็นสังคมเศรษฐกิจอายุวัฒน์ ไม่มองผู้สูงอายุเป็นภาระ ก็จะต้องเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดจากการมองว่าผู้สูงอายุเป็นภาระของสังคม เปลี่ยนเป็นมองว่าต้องสนับสนุน ส่งเสริมให้ประชากรในวัยตั้งแต่ 30 ปีเป็นต้นไป รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกาย กินอาหารดี ทำงานอย่างมีคุณภาพ เรียนรู้ตลอดชีวิต และต้องมีเงินออมที่เพียงพอ ซึ่งส่วนหนึ่งรัฐบาลต้องมีนโยบายส่งเสริมในด้านต่าง ๆ ด้วย
ดูแลสุขภาพการเงิน = ดูแลสุขภาพตัวเอง
เงินใช้จ่ายหลัง “เกษียณ”เริ่มเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ สำหรับสังคมไทยที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ จึงเกิดคำถามว่าจะมีวิธีการออมอย่างไร ควรเริ่มเมื่อไร และด้วยเม็ดเงินเท่าไรดี

โครงการ CSR โดย WealthMagik.com ในปี 2012 และโครงการต้านเกษียณจน ของบริษัท เว็ลธ์ แมแนจเม้นท์ ซิสเท็ม จำกัด ริเริ่มขึ้นเพื่อให้คนไทยรู้เรื่องการลงทุน โดยเป็นโครงการที่ต่อยอดจากงานวิจัยของ ศ. ดร.เกื้อ เพื่อให้คนไทยตระหนักถึงการวางแผนออมและลงทุนสำหรับเกษียณ

“เราเชื่อว่าหากนำ ระบบวิจัยและพัฒนา ของ Bonanza ซึ่งเป็นระบบจัดการลงทุนที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด ใช้บริหารเม็ดเงินกว่า 3.7 ล้านล้านบาทในบริษัทจัดการกองทุน และสถาบันการเงินชั้นนำทั้งไทยและต่างประเทศ มาย่อส่วนให้เหมาะสมกับคนทั่วไป จะทำให้ความมั่งคั่งส่วนบุคคล (Private Wealth) ไม่ใช่เอกสิทธิ์ของคนรวยอีกต่อไป” คุณสมเกียรติ ซีอีโอ บริษัท เว็ลธ์ แมแนจเม้นท์ ซิสเท็ม จำกัด กล่าว
 

 
การดูแลสุขภาพการเงิน ก็คล้ายๆ กับการดูแลสุขภาพตัวเอง คือ หากเราลงทุนตั้งแต่เนิ่น ๆ เราจะได้ดอกเบี้ยทบต้น และความเสี่ยงจะลดลง ยกตัวอย่างที่สหรัฐอเมริกา มีกองทุนหนึ่งทำวิจัยและได้ข้อสรุปเป็นตัวเลขว่า ถ้าลงทุนกองทุนหุ้นตัวหนึ่ง ความเสี่ยงที่โอกาสขาดทุนมีประมาณร้อยละ 27 แต่ถ้าถือครองยาว 5 ปี ความเสี่ยงจะลดจากร้อยละ 27 เหลือร้อยละ 11 และถ้าถือครองจนครบ 20 ปี ความเสี่ยงขาดทุนจะเท่ากับ 0

สำหรับคนที่ยังอายุน้อย ๆ การใช้โปรแกรม WealthMagik ก็เหมือนกับการขับรถถอยเข้า-ออกจนกว่าจะได้ระดับเป้าหมายการลงทุนและความเสี่ยงที่เหมาะสม และสามารถยึดเป็นแผนดูแลสุขภาพการเงินในระยะยาวของตนได้ สำหรับคนที่อายุมากแล้ว ถ้ามีเงินลงทุนไม่พอตามเป้าหมายที่โปรแกรมระบุ ในโปรแกรมจะแนะนำวิธีเพิ่มเงินออมในแต่ละปี หรือวิธีหาผลตอบแทนด้วยวิธีอื่น
ยิ่งสูงวัย ยิ่งเก๋า ยิ่งเจ๋ง ถ้ารู้จักวางแผน
ผลงานวิจัยในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และเยอรมนี ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีจำนวนประชากรสูงวัยมากขึ้น และมีประชากรวัยทำงานเป็นคนสูงวัยโดยนับคนทำงานที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ล้วนทำงานมีประสิทธิผลมากกว่า เพราะผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ยกตัวอย่างคนอายุ 60-65 ปีขึ้นไปในสหรัฐอเมริกาจำนวน 17% ของจำนวนประชากรในประเทศเปิดธุรกิจเอง และประสบความสำเร็จมากมายในธุรกิจด้านเทคโนโลยี ไม่ใช่พออายุมากแล้วจะเป็นคนล้าหลัง เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวเลยว่าเราจะไม่มีคุณค่า...ยิ่งสูงวัย ยิ่งเก๋า ยิ่งเจ๋ง ถ้าเรารู้จักวางแผน และจากงานวิจัยเรื่องวัฒนธรรมในหลายประเทศทั่วโลก นอกจากคนไทยแล้ว ยังมีคนในอีกหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ที่ยังไม่รู้จักการออม ....รศ. ดร.ศิริยุพา ให้ความเห็นว่า ”ศาสตร์ง่ายที่สุดสำหรับเริ่มต้นการออม คือ การหัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ส่วนคนที่มีทักษะหรือคนทำงานต้องฝึกวิธีคิด วิธีการมองโลก ปรับทัศนคติให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning)”
รับมือ “สังคมอายุวัฒน์”
เป็นโจทย์ที่สังคมไทยต้องแก้ให้ได้ว่า จะทำอย่างไรให้คนที่อยู่ในวัยทำงานจำนวน 40 ล้านคนในปัจจุบันมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และมีเงินออมเมื่อสูงวัยด้วย โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม สิงคโปร์ เกาหลี ไต้หวัน มาเลเซีย ซึ่งร้อยละ 70 จะเรียนทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 30 เรียนทางด้านสังคมศาสตร์ และมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต รู้จักการเตรียมเรื่องสุขภาพที่ดีพอ มีความตื่นตัวกับสังคมสูงวัย รู้ว่าเงินประกันสังคม เงินประกันเมื่อชราภาพในอนาคตจะมีไม่เพียงพอสำหรับพวกเขา เนื่องจากจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นทุกปีในขณะที่อัตราการเกิดลดลง รัฐบาลช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุตั้งแต่ตอนต้น ครอบคลุมทั้งเรื่องการพัฒนาระบบสาธารณสุขแบบบูรณาการทุกด้าน สนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีงานทำและมีเงินออมในวัยหลังเกษียณ และสุดท้ายคือการต่อยอดส่งเสริมพัฒนาชุมชนผู้สูงอายุให้มีสังคมร่วมกันอย่างไม่โดดเดี่ยวในบั้นปลายชีวิต

จากสถิติพบว่าประชากรไทยในกลุ่มเยาวชนวัยรุ่นช่วงอายุ 15-24 ปี ส่วนใหญ่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ กลุ่มอายุ 30-34 ปี ส่วนใหญ่เสียชีวิตเนื่องจากการติดเชื้อโรคเอดส์ และอายุประมาณ 50 ปีขึ้นไปส่วนใหญ่จะเป็นโรคในกลุ่มไม่ติดต่อ (Non-communicable diseases; NCDs) ซึ่งเกิดจากการเตรียมตัวเรื่องสุขภาพที่ไม่ดีพอ เช่น ขาดการออกกำลังกาย รับประทานอาหารหวานจัด เค็มจัด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และความเครียดซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคนี้ได้...จะทำอย่างไรให้เหมือนกับประเทศในแถบสแกนดิเนเวียที่มีความตระหนักในเรื่องการตรวจสุขภาพประจำปี คือ ถ้าปีนี้ตรวจร่างกายแล้วผลตรวจอยู่ในเกณฑ์ที่ดี พวกเขาก็จะจ่ายเงินประกันสังคมลดลง เหมือนการประกันรถ จะทำให้มีเงินออมมากขึ้น

วิธีที่ดีที่สุดอีกวิธีคือ ต้องรู้จักพึ่งตนเอง ก่อนที่จะให้ภาครัฐมาช่วยเหลือ จากผลสำรวจแรงงานในกลุ่มประเทศอาเซียนพบว่า แรงงานไทยมีแนวโน้มที่จะเป็นแรงงานระดับล่าง เพราะจะถูกแทนที่ด้วยหุ่นยนต์ และ AI (Artificial Intelligence) เช่น นักวิเคราะห์ด้านการเงิน AI ก็มาทำงานแทนได้ หรือนักลงทุนก็สามารถใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทำแทนได้ หุ่นยนต์มีความสามารถคล้ายมนุษย์หรือเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ซึ่งจะยิ่งตอกย้ำให้คนไทยกลายเป็นคนสูงวัยที่ไม่ค่อยมีความรู้และไม่มีเงินเลี้ยงชีพในวัยเกษียณ

คนไทยต้องทำอย่างไรที่จะเตรียมตัวเอง พัฒนาตนเอง พัฒนาความรู้ของตัวเองให้มีความสามารถที่จะทำในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ได้... ยกตัวอย่างสิ่งหนึ่งที่ประเทศไทยทำได้ดีคือเรื่องเกี่ยวกับอาหาร การท่องเที่ยว และด้านการแพทย์ ในเรื่องการท่องเที่ยวและการแพทย์เป็นเรื่องที่ต้องเข้าถึงด้านจิตใจ ซึ่งหุ่นยนต์ไม่มีความรู้สึกแบบนี้...

“ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” เราทุกคนทำได้ด้วยการวางแผนชีวิตกันเสียแต่เนิ่น ๆ ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และสุขภาพการเงิน เพื่อให้พวกเราก้าวสู่การเป็นผู้สูงวัยที่มีความสุข และอารมณ์ดี
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 135    หน้าที่ : 23    จำนวนคนเข้าชม : 84   คน