เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2615088

รายละเอียด

รื้อร้างสร้างใหม่...ประวัติศาสตร์ไทยยุค ๔.๐
โดย ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร
เมธีวิจัยอาวุโส สกว.


เรียบเรียง : วรรณสม สีสังข์
งานสื่อสารสังคม
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
wansom@trf.or.th

 
ผมขอเริ่มต้นด้วยข้อสังเกตที่ว่า คนที่ชอบพูดถึงเรื่องประวัติศาสตร์มากที่สุดคือผู้ใหญ่ในบ้านในเมือง พวกเขามักบอกสังคมไทยว่า “เราจะต้องรู้ประวัติศาสตร์ เราต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่ท่านพูดอาจจะเป็นความรู้เมื่อ ๖๐ ปีที่แล้ว เพราะปัจจุบัน การศึกษาค้นคว้าเรื่องประวัติศาสตร์ไทยก้าวหน้าไปมาก” จริงๆ แล้ว ประวัติศาสตร์อยู่กับเราตั้งแต่เกิด เพราะพ่อแม่เราต้องไปรับสูติบัตร เอกสารประวัติศาสตร์ครอบครัวที่สำคัญสำหรับตัวเรา ถ้าเราทำหายจะพิสูจน์สัญชาติไม่ได้ ระดับที่กว้างกว่าประวัติศาสตร์ครอบครัว เป็นเรื่องของ “ประวัติศาสตร์ชุมชน” เราควรทำความรู้จักกับ “รากเหง้า – ภูมิลำเนา” ที่เราเกิด ในระดับที่สูงกว่านั้นเป็นเรื่องของ “ประวัติศาสตร์ชาติ” เพื่อสร้างสำนึกร่วมกันโดยเป็นแนวคิดครอบครัวชาติ ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ตอนปลาย หรือที่ตรงกับในสมัยรัชกาลที่ ๕ ชนชั้นผู้นำสยามพยายามสร้างชาติไทยที่เรียกว่า “รัฐชาติ” (รัด-ถะ-ชาด) หรือ “Unitary State” อันหมายถึง การมีรัฐเดียว มีผู้ปกครองสูงสุดคนเดียวแล้วส่งชนชั้นสูงไปปกครองเมืองต่างๆ ที่แต่เดิมมีเจ้าผู้ปกครองของตนเองหรืออยู่อย่างกึ่งอิสระ ดังพบจากหลักฐานที่บันทึกในประวัติศาสตร์แต่ละท้องถิ่น นอกจากเรื่องของประวัติศาสตร์ชาติแล้ว คนไทยยังเริ่มเรียนรู้เรื่องของ “ประวัติศาสตร์ระดับโลก” จากหนังสือพิมพ์ที่ฝรั่งออกที่กรุงเทพฯ เพราะเราคบค้าสมาคมกับคนอื่น

กลับมาที่เรื่องหนังสือ “อโยธยาศรีรามเทพนครบวรทวารวดี มรดกความทรงจำแห่งสยามประเทศ” หนังสือเล่มนี้บอกเล่าประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ที่เป็นเมืองใหญ่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจะกล่าวถึงเรื่องต่างๆ ที่คนรุ่นหลังไม่ใคร่ได้รู้ เช่น ด้านการเมืองก็กล่าวถึง ตำแหน่ง “เจ้าพระยามหาอุปราช” และเรื่องความสำคัญของ “กรมวัง” เพราะผมเห็นว่า ในประวัติศาสตร์ร่วมสมัยและเหตุการณ์ปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ยังแสดงร่องรอยของวัฒนธรรมสมัยอยุธยา
 
ถ้านับจากปัจจุบันย้อนหลังกลับไป ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ สังคมไทย นักประวัติศาสตร์ไทยกำลังกล่าวขวัญถึง “เอกสารคำให้การของขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม” ซึ่งลงพิมพ์เป็นตอนสั้นๆ ในวารสารของคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย โดยมีเวลาพิมพ์ไม่ต่อเนื่องกัน และใช้วิธีพิมพ์ต้นฉบับแบบโบราณที่ตั้งแต่ต้นจนจบไม่มีย่อหน้า จึงทำให้คนรุ่นใหม่อ่านยาก เอกสารนี้เป็นประโยชน์สำหรับ การรื้อฟื้นสร้างบ้านเมืองในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เนื่องจากรวบรวมผู้มีชีวิตทันเห็นอยุธยาครั้งบ้านเมืองดี มาให้ข้อมูลและบันทึกไว้เพื่อการสร้างภาพจำลอง(reconstruct) พระนครศรีอยุธยาเพื่อสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นมาตามแบบพระนครศรีอยุธยามากที่สุด ต้นฉบับคัดลอกมี ๓ ฉบับ ฉบับสุดท้ายคัดลอกในสมัยรัชกาลที่ ๔

สำหรับเอกสารต้นทางนั้นอาจมาจากรัชสมัยขุนหลวงตาก (คำที่ชนชั้นปกครองระบอบเก่าใช้เรียกสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมาจนถึงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองไปแล้วราว ๒๐ ปี) เนื่องจากผมค้นพบว่า มีพระราชกำหนดซึ่งออกเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๗ แรม ๘ ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช ๑๑๔๒ ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๘ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๗๘๐ หรือ พ.ศ. ๒๓๒๓ ก่อนที่ท่านจะหมดวาสนาเพียง ๒ ปี ที่ได้แต่งตั้งเจ้าพระยาจักรี (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ) เป็นหัวหน้ากองในการชำระตำรับตำราขนบทำเนียมประเพณีของบ้านเมือง ข้อมูลส่วนนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า การรื้อฟื้นประเพณีของบ้านเมืองในสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่เป็นการรื้อฟื้นทางวัฒนธรรมนั้นเป็นเรื่องสืบเนื่อง คนที่เป็นต้นพระราชดำริจริงๆ คือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เอกสารจากหอหลวงถือเป็นเอกสารชั้นต้นร่วมชื่อว่า “พรรณนาภูมิสถานพระนครศรีอยุธยา” ข้อความในเอกสารบรรยายสภาพของพระนครศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ์ในช่วงที่รุ่งเรืองสูงสุด เอกสารตะวันตกกล่าวว่าเป็นเมืองที่ขวักไขว่ด้วยผู้คนประมาณราว ๒ แสนคน ที่อาศัยกันอย่างมีความสุข มีชีวิตแบบพอเพียง พึ่งพาตัวเอง ธุรกิจที่ทำกำไรได้ดีในยุคนั้นคือ การเปิดร้านขาย “อุปกรณ์ต่อเรือ” ในเอกสารยังระบุถึงร้านค้าที่น่าสนใจขายสิ่งอื่น อาทิ ป่าผ้าเหลือง หรือ จีวร เนื่องจากสมัยนั้นคนชอบไปทำบุญ สินค้าแต่ละชนิดมีอยู่มากมายตั้งร้านขายเป็นย่านๆ เรียกว่า ป่า มีขนมขายมากก็เรียกว่า “ป่าขนม” เป็นต้น ใครอยากซื้อของจากเมืองจีนก็ไปที่ถนนจีน ใกล้ศาลเจ้าปุ่งเถ้ากง หรืออยากได้สินค้าฟุ่มเฟือย ก็ไปซื้อได้จากถนนแขกมัวร์ ย่านผลิตสินค้าแยกไปอยู่นอกกำแพงเมืองทางด้านใต้ เช่น น้ำมันละหุ่ง และสินค้านานาชนิด อยุธยามีทั้งตลาดบกและตลาดน้ำหลายแห่งทุกมุมเมืองและมักอยู่ใกล้วัด เรียกว่าไปทำบุญก็ไปซื้อของด้วย
 
คราวนี้มาว่ากันด้วยเรื่องตำนานกำเนิดเมืองพระนครศรีอยุธยา จริงๆ แล้วมีคำบอกเล่า ๑๐ สำนวน แต่ที่เก่าที่สุดและไม่เคยมีใครพูดถึงก็คือ ข้อความที่อยู่ในจารึกวัดศรีชุมของพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามณี ที่ท่านเรียกว่า อโยธยาศรีรามเทพนคร ที่ตรงศรพิรุณนาศตกตรงบาดาล ข้อความอธิบายไว้เสร็จเรียบร้อย คำว่า “อโยธยาศรีรามเทพนคร” แยกเป็น “อโยธยา” ส่วน ศรีรามเทพนคร แปลว่า นครแห่งเทพศรีราม และ ที่ตรงศรพิรุณนาศตรงบาดาล คำว่า “บาดาล” ในภาษาเขมรโบราณ แปลว่า หนองน้ำ หรือ บ่อน้ำก็ได้ ในที่นี้หมายถึง หนองโสน ที่เป็นที่มาของชื่อ “เมืองหนองโสน” ตามที่ปรากฏอยู่ในเอกสารตะวันตกเก่าๆ โดยเฉพาะในแผนที่ของชาวอิตาเลียน หนองโสน นี้ในปัจจุบันเรียกกันว่า บึงพระราม อยู่กลางเมือง

จารึกวัดศรีชุมทำขึ้นเมื่อรัชกาลพระยาลือไท (พระมหาธรรมราชาธิราชที่ ๑) เมื่อพระมหาเถรศรีศรัทธาราชจุฬามุณี เจ้านายของกรุงสุโขทัยหนีราชภัยไปบวชที่ศรีลังกา ๙ ปี แล้วท่านก็เดินทางกลับมา ตอนสุโขทัยตกเป็นประเทศราชของอโยธยา จากลังกามาที่มะริด ตะนาวศรี นครพระกริศ (นครพระกฤษณ์ หรือ นครชัยศรีโบราณ เมืองหลวงของอาณาจักรทวารวดีหลายร้อยปีก่อนหน้านั้น) แล้วก็มาที่ “อโยธยาศรีรามเทพนคร” หรือเมืองที่เทพศรีรามทรงแผงศรมาตกที่หนองโสน ตำนานเรื่องพระรามแผลงศร ยังเล่าต่ออีกประมาณ ๒๐๐ ปี จนกระทั่งถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง แล้วก็ไล่ลงมาจนถึงคำให้การชาวกรุงเก่า พวกเชลยศึกชาวกรุงเก่าที่ถูกกวาดต้อนไปพม่าก็ยังเล่าเรื่องนี้กันอยู่ เรื่องพระเจ้าอู่ทองทรงแผงศรเป็นตำนาน ที่เกิดขึ้นใหม่ในสยามประเทศ เพราะในคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์ ที่ชื่อ “วิษณุปุราณะ” เป็นตำนานที่เกิดขึ้นโดยความเชื่อของท้องถิ่นบวกเข้ากับปกรณัมฮินดู ความน่าสนใจอยู่ตรงที่เอาชื่อมาจากอินเดีย เมืองอโยธยาเป็นเมืองที่ในปัจจุบันเรียกว่า เมืองสาเกต เป็น ๑ ใน ๗ นครที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของอินเดียโบราณ เวลาที่จะไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมืองนี้ในปัจจุบันเปรียบเสมือน“Hotspot” หรือ “จุดระอุ” ของอินเดีย เพราะว่าในสมัย ที่มุสลิมมีอำนาจ จักพรรดิอัคบาทรงสร้างมัสยิดขนาดใหญ่ คร่อมจุดที่ชาวฮินดูเขาถือว่าเป็นที่ประสูติของพระราม

ในตำนานของอินเดีย ผู้สร้างอโยธยา ไม่ใช่เป็นพระราม แต่เป็นกษัตริย์องค์หนึ่งชื่อว่า “อิกะวาสุ” มีการสร้างตำนานขึ้นมาบอกเล่าถึงเมืองนั้น จนเป็นที่ถกเถียงกันว่าเป็นเมืองอโยธยาในนั้นจริงหรือไม่ จึงมีการเชิญนักประวัติศาสตร์ชั้นนำของอินเดีย ๑๖ ท่าน มาประชุมที่มหาวิทยาลัยศรียวาหระลาล มาคุยกันแล้วได้ข้อสรุปว่า ตำนานที่เล่าเรื่องการกำเนิดเมืองอโยธยาเป็นการแต่งขึ้นทีหลัง เนื่องจากไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ควรจะเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นอโยธยาของไทยจึงเป็นตำนานที่เราสร้างขึ้นเอง โดยไม่ได้ลอกมาจากอินเดีย ที่พราหมณ์รุ่นหลังของอินเดียก็ไปสร้างตำนานของตนเองเช่นกัน
 
เรื่องราวของพระนครศรีอยุธยาในหนังสือเล่มนี้ เน้นการชี้แจงแถลงไข ชุมชน ความเชื่อ สิ่งที่เป็นจุดเด่นก็คือ พระนครศรีอยุธยา เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม เป็นเมืองที่มีประชากรหลากหลาย คนที่มาตั้งถิ่นฐาน ค้าขายในพระนครศรีอยุธยามีกว่า ๔๐ ชนชาติ โดยทำหน้าที่ต่างๆ กัน มีเสนาบดีเป็นแขกมัวร์ (ชนมุสลิมที่อาศัยอยู่ที่คาบสมุทรไอบีเรียและแอฟริกาเหนือซึ่งเดิมเป็นชนอาหรับ หรือ เบอร์เบอร์ คำนี้ใช้เฉพาะในการอ้างอิงทางประวัติศาสตร์ ปัจจุบันคำนี้ไม่ใช้แล้ว) เจ้าเมืองมีหลายเชื้อชาติอย่างมฤต ทวาย ตะนาวศรี และบางกอกเป็นอิหร่าน มลายู เตอร์กี หรืออังกฤษ หัวเมืองทางตะวันออกบางแห่งมีเจ้าเมืองเป็นจีน เหตุที่ต้องแต่งตั้งชาวต่างชาติเป็นเจ้าเมือง เพราะชำนาญการค้าต่างประเทศ พระเจ้าแผ่นดินไว้ใจพวกแขกและจีนมากกว่าคนไทย ในการค้าเพื่อนำรายได้เข้าราชสำนัก ร้อยเอกเจมส์ โลว์ ถามข้าราชการไทยได้ความว่า จนถึงสมัยนั้น (รัชกาลที่ ๒ ตอนปลายต่อรัชกาลที่ ๓) ยังมีกฎหมายมรดกที่ระบุว่า ต้องแบ่งสมบัติข้าราชการผู้ใหญ่เป็น ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ แบ่งให้ภรรยา มีภรรยากี่คนก็ไปแบ่งกัน ส่วนที่ ๒ ลูก เพราะกลัวว่าถ้าแม่ (ภรรยาคนที่ ๑ เกิดไม่ชอบลูกของเมียคนที่ ๒ และคนที่ ๓ ลูกจะอดได้ส่วนแบ่ง และส่วนที่ ๓ เอาเข้าหลวง คำอธิบายคือพระเจ้าอยู่หัวไม่เชื่อว่า ข้าราชการผู้ใหญ่ซื่อสัตย์ มีการยักยอกฉ้อหลวงมาก

ในด้านความมั่นคงปลอดภัย เนื่องจากมีระบบศักดินา สวามิภักดิ์ ไพร่สมกำลังขึ้นกับเจ้านายและขุนนางเป็นจำนวนมาก อาจโอนความจงรักภักดีไปให้กับบรรดาเจ้านายและขุนนางมากกว่าพระเจ้าแผ่นดิน เลยเห็นควรให้ใช้บรรดานายทหารต่างชาติเป็นทหารรับจ้าง ดังในบันทึกของชาวฝรั่งเศสระบุว่า สมัยอยุธยามีการว่าจ้างทหารราชปุตมาอยู่ที่ราชสำนัก จุดนี้ชี้ให้เห็นอย่างกระจ่างแจ่มชัดว่า เราเป็นสังคมนานาชาติ แม้กระทั่งการรักษาความปลอดภัยให้แก่สมเด็จประเจ้าอยู่หัวในสมัยก่อน

“เวลาอ่านพระราชพงศาวดาร นักประวัติศาสตร์จะใช้เอกสารชั้นต้นในการที่จะศึกษามากกว่าที่จะเอางานที่เขียนขึ้นในชั้นหลังมาเป็นที่ตั้ง แต่ปัญหาที่พบคือในปัจจุบัน ความรู้ที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์อยุธยาเป็นความรู้ที่มาจากความเชื่อผสมกับการแต่งใหม่ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นจำนวนมาก พวกเราที่ทำงานในระดับที่เป็นนักประวัติศาสตร์มืออาชีพ ไม่สนใจว่าพงศาวดารเขียนยังไง เราสนใจว่าเอกสารต้นฉบับเป็นอย่างไร”

“หลายคนมักเข้าใจผิดว่าประวัติศาสตร์พูดถึงแต่เรื่องอดีต ประวัติศาสตร์ไม่ได้สอนให้คนรู้เรื่องอดีต ประวัติศาสตร์สอนให้คนตระหนักนึกถึงความเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่อง เพื่อที่เอาประวัติศาสตร์มาอธิบายปรากฏการณ์ในปัจจุบัน ถ้าไม่เช่นนั้นประวัติศาสตร์ก็ไม่มีความหมาย เราจะเรียนประวัติศาสตร์ไปทำไมถ้าหากว่ามันไม่มีประโยชน์เลย”

 
ผมขอยกตัวอย่างเพื่อสนับสนุนเหตุผลว่า ทำไมเราถึงไม่ใช้หลักฐานประเภทพงศาวดารในการเขียนประวัติศาสตร์อยุธยาสำหรับนักประวัติศาสตร์อาชีพ อย่างเช่น ช่วงเวลาก่อนที่ประเทศไทย จะมีความสันพันธ์ทางการทูตกับฝรั่ง เราซึมซับวัฒนธรรมแบบจีน ตอนที่ทูตฝรั่งเศสเดินทางมา มีการจัดแสดงมหรสพงิ้วจีนให้ดู สิ่งที่น่าสนใจก็คือว่าในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีการชำระพระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) และฉบับอื่นๆ จะมีเหตุการณ์ที่เล่าไว้ในพระราชพงศาวดารอย่างประหลาดอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ในรัชกาลสมเด็จพระราเมศวร พระราชโอรสสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ อู่ทอง พระราชพงศาวดารที่แต่งชำระใหม่ได้พูดถึง การที่ท่านเสด็จขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ ซึ่งความจริงมันเป็นไปไม่ได้เลย เพราะว่าในสมัยนั้น มีอาณาจักรสุโขทัยคั่นอยู่ ข้อมูลมีความสับสนระหว่าง พระเจ้าราเมศวร ๒ พระองค์ คือ พระราเมศวรที่ยกกองทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่นั้นมีตัวตนจริง คือ พระราเมศวรองค์ที่เป็นพระอนุชาของสมเด็จพระนเรศวร แต่ในพระราชพงศาวดารที่แต่งในชั้นหลังเล่าว่า พระราเมศวรไปตีเจ้าเมืองเชียงใหม่ เจ้าเมืองเชียงใหม่กำลังน้อยกว่าเห็นว่าจะสู้ไม่ได้ จึงขึ้นไปบนกำแพงเมือง ทรงยืนโบกพัดทำทีไม่สบายใจไม่หวั่นเกรง ตอนนี้อ่านดูก็รู้ว่า หยิบยืม เรื่องมาจากตอนขงเบ้งดีดพิณในสามก๊ก

ตัวอย่างที่ ๒ เรื่องอะแซหวุ่นกี้ แม่ทัพพม่า ขอดูตัวเจ้าพระยาจักรี เมื่อครั้งที่เจ้าพระยาจักรีขึ้นไปป้องกันเมืองพระพิษณุโลก ตอนสงครามในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี การขอดูตัวย่อมขัดแย้งกับธรรมเนียมปฏิบัติการรบของไทย แต่เป็นธรรมเนียมแบบจีนหรือญวน เพราะญวนรับวัฒนธรรมจีนมา แต่พงศาวดารไดเวียดสือกี้ของญวนบันทึกว่า ครั้งไทยรบกับญวนในกัมพูชาตะวันออก แม่ทัพญวน ทราบว่ากรุงธนบุรีกำลังวุ่นวาย ก็เลยเจรจาขอดูตัวแม่ทัพสยาม แล้วเอ่ยวาจาว่าท่านจะมารบกับเราอยู่ใย กลับไปเป็นพระมหากษัตริย์ที่กรุงสยามเถอะ ผู้ชำระพงศาวดารครั้งรัชกาลที่ ๑ ไม่พูดถึงรายละเอียดการรบกันญวน และย้ายฉาก (setting) จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เพื่อจะเพิ่มสิทธิธรรมให้แก่บุคคลสำคัญที่จะขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ต่อไป ในที่นี้ผมสันนิษฐานไปตามตรรกะของนักวิชาการ
 
ตัวอย่างที่ ๓ เมื่อครั้งโกษาเหล็กยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ฯ โดยอ้างว่าจะไปอัญเชิญเอาพระพุทธสิหิงค์ที่เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์มาพระนครศรีอยุธยา ถ้าดูบริบทของประวัติศาสตร์ความจริงไม่ได้ไปเช่นนั้น เพราะในช่วงเวลานั้นกองทัพราชวงศ์ชิงของจีน กำลังมาตีภาคเหนือของพม่าอยู่ ทำให้พม่าต้องถอนกำลังออกไปจากเชียงใหม่ สมเด็จพระนารายณ์ฯเรา น่าจะฉวยโอกาสนี้ขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ ตอนที่ไปตีก็ได้แม่ทัพคนสำคัญคือโกษาเหล็ก เป็นแม่ทัพใหญ่ ท่านได้สั่งให้นายทัพนายกองทั้งหลายชุมนุมทัพ สั่งให้ทำระเนียดค่าย โดยตอนปักระเนียดค่ายผิดกว่าที่เคยคุ้นเคยทำกันมา และสั่งว่าจะมาตรวจความเรียบร้อยตอนเช้า พอตอนเช้ามาดูปรากฏว่ามีบางคนดูถูกว่าเสนาบดีคลังอย่างท่าน จะมารู้เรื่องการรบได้อย่างไร ฉันก็ทำแบบที่นายทัพนายกองเขาทำกันมานาน บางคนไม่ทำตามสั่ง พอไปตรวจดูพบ ท่านก็เรียกตัวมา แล้วตัดหัวเสียบประจาน สถานการณ์ดังกล่าวไปคลับคล้ายคลับคลากับเรื่องราวของ “ซุนวู” ผู้เขียนตำราพิชัยสงครามซุนจื่อ ที่มาจากจีน “นี่คือตัวอย่างของพระราชพงศาวดารไม่ได้มีจุดประสงค์ที่บันทึกเรื่องราวความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์อย่างเดียว บางทีจะเป็นการแทรกเรื่องของบทเรียนในด้านของทัพ ในเรื่องของการปกครองด้วย”

ตัวอย่างที่ ๔ เรื่องท้าวอู่ทองตั้งพระนครศรีอยุธยา สังคีติยวงศ์ เอกสารของฝ่ายวัด เล่าว่าในแผ่นดินจีนมีเจ้าชายองค์หนึ่งเป็นลูกของกษัตริย์ที่ปกครองเมืองหนึ่งในจีน มีพระนามว่า “เจาอู่” เจาอู่มีนิสัยแย่ เป็นมกุฎราชกุมารที่มักมากในกาม ชอบไปข่มขู่ ฉุดคร่าลูกสาวชาวบ้านมาเป็นเมียตัวเอง วันหนึ่งเกิดไปฉุดลูกขุนนางเข้า เข้าข่ายผิดกฎมณเฑียรบาล ทำร้ายจิตใจขุนนางและประชาชน พระราชบิดาสั่งให้เอาตัวไปฆ่า แต่พระราชมารดาทรงรักพระราชโอรสมาก จึงขอพระราชานุญาตให้ทรงลดโทษเหลือเป็นเพียงเนรเทศ เจาอู่จึงเดินทางล่องเรือไปกับพี่ชายที่อาณาจักรลังกาสุกะ (ตั้งอยู่ทางใต้ บริเวณมัสยิดแห่งกรือเซะ ในบริเวณที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างอำเภอเมืองปัตตานีกับอำเภอยะหริ่งและบริเวณอำเภอยะรัง ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปัตตานีในปัจจุบัน)
 
ที่มาของเรื่องเจาอู่หรือพระเจ้าอู่ทองนั้นมาจาก คัมภีร์มหาวงศ์ ของลังกา ซึ่งพูดถึงเรื่องของ เจ้าสีหพาหุ พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้มีโอรสพระนามว่าเจ้าชายวิชัย เจ้าชายวิชัยมีพฤติกรรมหยาบช้ามักฉุดคร่าลูกชาวบ้านลูกขุนนางมาโดยพลการ พระเจ้าแผ่นดินทรงคุณธรรมสั่งตัดสินประหารชีวิต ผู้เป็นแม่ด้วยความรักลูก จึงขอให้ลดโทษเหลือเพียงเนรเทศ จึงทำให้ทราบว่า ๒ สำนวนนี้เหมือนกัน จึงสรุปได้ว่าเรื่องราวจริงๆ ของพระเจ้าอู่ทองเป็นอย่างไรไม่มีใครทราบ จึงแต่งตำนานหรือหยิบยืมโครงเรื่องจากหนังสืออื่นมา ซึ่งในที่นี้ คัมภีร์มหาวงศ์เป็นเสมือนไบเบิ้ลของพุทธศาสนา พระสงฆ์รู้จักกันดีจึงหาที่มาได้ง่าย

“นักประวัติศาสตร์ จึงทำหน้าที่ถอดรหัสว่าเรื่องใดในพระราชพงศาวดารมีเค้าความจริงเรื่องใดเป็นเรื่องแต่ง”

ผมยังมีเรื่องเล่าให้ฟังอีก ๒ เรื่อง เรื่องแรกตอนกรุงศรีอยุธยาใกล้แตก พระราชพงศาวดารระบุว่า พระเจ้ากรุงธนบุรีรวบรวมไพร่พล ๕๐๐ คน ตีฝ่าวงล้อมของพม่าออกมา แต่เมื่อไปดูในจดหมายที่พระยาพิพัฒน์โกษา ส่งศุภสารไปถึงข้าหลวงใหญ่ดัตช์ที่ปัตตาเวียบนเกาะชะวา เพื่อขอให้ทางการปัตตาเวียส่งเรือเข้ามาค้าขายที่บางกอก ซึ่งรุ่งเรืองเหมือนเดิมแล้ว ทำให้ได้ข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อครั้งก่อนพระนครศรีอยุธยาแตก พระยาตาก ได้รับมอบหมายให้ถือพระราชโองการไปกะเกณฑ์ไพร่พลจากหัวเมืองชายฝั่งตะวันออกเข้ามาช่วยป้องกันเมืองหลวง ข้อมูลจากเอกสารร่วมสมัยนี้แสดงว่า การตีฝ่าวงล้อมพม่าออกไปพร้อมพล ๕๐๐ นายนั้นอาจมาแต่งเสริมพระบารมีในภายหลัง

เรื่องที่ ๒ ผมจะขอพูดถึงเรื่องสนุกๆ เกี่ยวกับเรื่องของประวัติศาสตร์ไทย มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระเจ้ากรุงธนบุรี เมื่อครั้งที่ท่านก็ยกกองทัพไปทางตะวันออกเพื่อรบกับพวกกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย พอจะตีเมืองจันทบูรก็ทุบหม้อข้าวบอกเช้าจะต้องไปกินข้าวที่เมืองจันทบูร อันนี้ถือเป็นเกียรติประวัติอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้ากรุงธนบุรี เผอิญความที่ผมชอบประวัติศาสตร์จีน ผมอ่าน “History of the Former Han Dynasty” หรือ “ไซ่ฮั่น” มันมีตอนหนึ่งก่อนที่ปีสุดท้ายๆของราชวงศ์ฉินมีการรบกัน ประมุขของรัฐเจ้า มีนายทหารที่ต่อมาจะรุ่งเรืองมากชื่อว่า “เซียงหยู” เป็นนายทัพที่เด็ดขาด รบชนะมาหลายครั้ง ในการที่จะเข้าโจมตีที่มั่นของขุนพล ที่มีชื่อเสียงมากคนสุดท้ายของราชวงศ์ฉินที่แม่น้ำแห่งหนึ่ง ท่านบอกว่ากองทัพของเราน้อยกว่าเขา มีแต่ใจเท่านั้นที่จะสู้ เพราะฉะนั้นเลยประกาศกับไพร่พลว่า กินข้าวเสร็จก็ยกกองทัพข้ามสะพาน ข้ามแม่น้ำไป ไปถึงแล้วก็สั่งให้เผาสะพาน แล้วก็ คว่ำเรือให้หมด ไม่ต้องกลับ ถ้าตีไม่ได้ก็ตายให้หมดเลย มันน่าแปลกที่เรื่องราวของพระเจ้ากรุงธนบุรีที่ไปตีเมืองจันทบูร กับเซียงหยูที่ไปตีแม่ทัพของฉินชิวังตี่องค์สุดท้าย มันละม้ายกันมาก ถ้าจะถามว่านอกจาก Romance of the Three Kingdoms หรือสามก๊กแล้ว เรื่องใดที่คนไทยชอบมากที่สุด ก็คือไซ่ฮั่นนะครับ ประวัติศาสตร์จีนไม่มีคำวิพากษ์วิจารณ์ ให้คิดเอาเองว่าเรื่องราวของพระราชพงศาวดาร และการบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเรา ทำไมนักประวัติศาสตร์จะต้องทำการศึกษา จากเอกสารชั้นต้นเป็นหลัก
 
ที่เราค้นพบในตอนนี้คือว่า ในกรณีของประวัติศาสตร์อยุธยาตอนต้น เอกสารจีนหมิงสือลู่ และชิงสือลู่ ในนั้นทำให้เราสงสัยว่าพระราชพงศาวดารของไทยจดลำดับและเพิ่มจำนวนพระมหากษัตริย์เข้าไป เกินกว่าที่เป็นจริง ๒ พระองค์ เพราะว่าชื่อพระยาราม กับ ราเมศวรใกล้กันมาก เหตุการณ์เหมือนกันเลย คนที่ถอดเจ้าพระยารามออก ก็มาจากสุพรรณบุรี คนที่ถอดพระราเมศวรลูกพระเจ้าอู่ทองออก ก็คือกษัตริย์ที่มาจากสุพรรณบุรีเช่นกัน มันเป็นดับเบิ้ลแอคเค้าท์ (Double Account) ที่เหมือนกันทุกอย่าง ตามเอกสาร ราชสำนักหมิงของจีน สมเด็จพระบรมพระราชาธิราชที่ ๑ ทรงครองราชย์ราบรื่นมาโดยตลอด และสมเด็จพระนครอินทราธิราชเสด็จขึ้นครองราชย์ต่อมา โดยไม่มีเหตุการณ์วุ่นวายใดๆ เมื่อตอนที่ผมวิจัยเรื่องเอกสารจีน ก็ได้ทราบว่าตอนที่จะส่งทูตไปเมืองจีนแต่ละครั้งในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ฝ่ายพระคลังของเราจะต้องเตรียมของไปให้แก่ผู้ว่าราชการหรือข้าหลวงมณฑลกวางตุ้งเสมอ พูดอย่างภาษาชาวบ้านก็คือ “สินบน” เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อกับราชสำนักที่ปักกิ่ง ในสมัยกรุงธนบุรีกว่าจะได้รับอนุญาตให้ใช้ตราตั้งเป็นเรื่องยากในระดับหนึ่ง คือถ้าไม่ได้ตราตั้งจะค้าขายไม่ได้ แต่พอมาถึงจนสิ้นรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรี รัชกาลที่ ๑ ส่งทูตไปบอกเขาว่ารัชกาลที่ ๑ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากรุงธนบุรี เรื่องนี้คลาดเคลื่อนอย่างเห็นได้ชัด แต่มันก็ผ่านเรื่องจากกวางตุ้งไปถึงปักกิ่ง ไปถึง “จุนจีต้าเฉิง” หรือเสนาบดีสภาของจีน ก็ได้แค่รับทราบเรื่อง เพราะว่าต้นทางที่มีอำนาจมากคือ เจ้าเมืองกวางตุ้งเขียนจดหมายไปบอกว่านี่เป็นการสืบราชสมบัติที่ถูกต้อง สินบนก้อนนั้นที่บันทึกไว้ในประชุมจดหมายเหตุความสัมพันธ์ไทยจีนจึงมีความน่าสนใจ

ท้ายนี้ น่าจะมีคนสงสัยว่าทำไมผมสนใจการแบ่งประวัติศาสตร์ไทยใหม่ คือเราจะคุ้นกับอยุธยาตอนต้น ตอนกลาง ตอนปลาย ซึ่งมันไม่บอกความรู้ ข้อเท็จจริงอะไรให้เราได้เลย แล้วประวัติศาสตร์ไทยก็ไม่มีโครงสร้างจวบจนถึงทุกวันนี้ เราก็คิดว่า ต้น ค.ศ. ๑๓๕๑หรือ พ.ศ. ๑๘๙๔ (นับอย่างปัจจุบัน) ตั้งอยุธยาตอนต้น มันสอดคล้องกัน เพราะว่าเอกสารทางด้านวรรณกรรมที่เก่าที่สุดของไทยที่รู้จักกันอยู่คือ “โองการแช่งน้ำ” เขียนเป็นภาษาไทย ซึ่งถือเป็นฉบับที่สำคัญที่สุด อาจจะมีฉบับที่เป็นภาษาเขมร แล้วยังนับถือภาษาเขมรเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ แต่การที่โองการแช่งน้ำใช้ภาษาไทยนั้น ยืนยันว่าชนชั้นปกครองเป็นคนไทยมากแล้ว ทำให้มีความรู้สึกว่า พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ไทยกับประวัติศาสตร์อังกฤษใกล้กันมาก ภาษาก็เช่นกัน การรุกรานเข้ามาของอาณาจักรโรมันในเกาะอังกฤษหลัง ค.ศ.๔๓ และการรุกรานและครอบครองอังกฤษของพวกนอร์แมนหลัง ค.ศ. ๑๐๖๖ ทำให้ภาษาอังกฤษเจือด้วยคำเก่าของชนพื้นเมือง คำกรีกและละติน กับคำฝรั่งเศสเป็นอันมาก ในขณะที่ผืนแผ่นดินไทยปัจจุบัน ก็เคยรับอิทธิพลภารตวัตน์ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑ มาจนถึงการแผ่อิทธิพลของพระเจ้าสูรยวรมันที่ ๑ เข้ามาราว ค.ศ. ๑๐๕๐ ทำให้ภาษาไทยปัจจุบันมีคำเก่าของเราที่เจือเข้าด้วยภาษาบาลีสันสกฤต
 
ในการศึกษาประวัติศาสตร์อโยธยา หนังสือของเราทำได้แค่แนะนำให้คนรู้จักอโยธยาอย่างที่ควรจะเป็น หรือชี้แจงแถลงไขเรื่องการใช้ภาษาไทยในบางประเด็น เพราะเราสับสนเรื่องการใช้ศัพท์แสง อย่างเช่น คำว่า “ศรีรัตนธาตุ” หรือ “ศรีรัตนมหาธาตุ” ใช้กับศาสนสถานสำคัญทรงปรางค์ครับ ถ้าหากว่าเป็นรูปทรงเจดีย์ก็จะเรียกว่า “พระมหาเจดีย์” เวลาไปชมโบราณสถานที่พระนครศรีอยุธยาแล้ว ตรงนี้เป็นข้อมูลสำคัญมาก เอกสาร พรรณนาภูมิสถานพระนครศรีอยุธยา จึงมีคุณค่าที่ทำให้เราเข้าใจการใช้คำตามวาระต่างๆ การที่เราเรียกศาสนสถานสำคัญที่นครศรีธรรมราชว่า พระบรมธาตุนั้นเป็นข้อผิดพลาดตามที่รัชกาลที่ ๖ ทรงเรียก เจดีย์ที่นครศรีธรรมราชที่ควรจะเป็นมหาเจดีย์ เพียงแต่ท่านไปเรียกใหม่ว่าวัดพระบรมธาตุ ที่เมืองไชยาก็เฃ่นกัน ทั้งๆ ที่เป็นทรงเจดีย์ไม่ได้เป็นทรงปรางค์ สุดท้ายนี้ ผมควรจบเสียที เพราะตามประสานักประวัติศาสตร์พูดได้ 7 วัน 7 คืน ไม่บอกให้จบเป็นไม่จบ จึงต้องบอกตนเองว่าควรจบลงเพียงนี้ ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ตั้งใจฟังและยังสนใจประวัติศาสตร์ไทยอยู่
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 135    หน้าที่ : 16    จำนวนคนเข้าชม : 42   คน