เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2744920

รายละเอียด

ฝ่าวิกฤติสังคม เปลี่ยนปัจจุบัน เพื่อฝันอนาคต

 
ผู้ดำเนินรายการกล่าวเปิดเวทีว่า ผู้ร่วมงานคงได้เห็นงานวิจัยจำนวนมากจากหลากหลายสาขาวิชา และเชื่อว่าทุกคนคงมีความเห็นตรงกันอย่างหนึ่งว่าในการจะพาประเทศของเราก้าวไปข้างหน้าได้นั้น องค์ความรู้และงานวิจัยเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งดังคำที่ว่า “knowledge driven country” ประเทศที่ผลักดันด้วยองค์ความรู้และเป็น research based society หรือสังคมที่ผลักดันไปข้างหน้าด้วยงานวิจัย ทว่าเรามีงานวิจัยจำนวนมาก แต่อาจจะยังก้าวไปไม่ถึงจุดนั้น ปัญหาเกิดจากอะไร งานวิจัยยังไม่หลากหลายเพียงพอ มีจำนวนไม่มากพอ หรือยังไม่ได้นำไปเป็นพื้นฐานของการพัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือกำลังคนของเรามีความสนใจในเรื่องนี้น้อยเกินไป เวทีนี้จะสามารถตอบโจทย์ได้ว่าการที่จะพาสังคมของเราไปเบื้องหน้า โดยมีองค์ความรู้จากงานวิจัยเป็นพื้นฐานของการพัฒนาต่าง ๆ นั้นจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
สังคมวิกฤติ คนไทยยังไม่ตื่น
ในจุดที่เป็นสังคมแห่งองค์ความรู้ การนำงานวิจัยไปต่อยอดธุรกิจและสิ่งต่าง ๆ นั้น ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นนักวิชาการมาทางวิจัย จุดสำคัญคือ เรื่องวิกฤติต้องคิดอย่างวิกฤติ นั่นคือ “critical thinking” วิกฤติจนไม่ไหว สภาพในปัจจุบันนี้คิดว่าเราน่าจะภาคภูมิใจในความเจริญของเรา แต่ถ้าไปดูจริง ๆ ประเทศไทยมีของต่าง ๆ มากมาย ทรัพยากรธรรมชาติอยู่ในตำแหน่งที่ดี มีวัฒนธรรม มีความเป็นอิสระมาเป็นเวลา 700-800 ปี มีสถาบันต่าง ๆ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แต่โดยรวมทั้งหมดแล้วเราควรจะดีกว่านี้ได้อีกมาก ดังนั้นในสภาพนี้จึงเป็นวิกฤติมากกว่าวิกฤติ จำเป็นที่ต้องมีการแก้ไข

ในฐานะที่เคยอยู่ในด้านสาธารณสุขและเห็นชัดว่าระบบสาธารณสุขไทยที่เรารู้สึกว่ายินดี การรักษาดี ๆ ทันโรค แต่คนที่อยู่ในอำเภอหรือตำบลยังตายอยู่เป็นจำนวนมาก ไม่ได้ประโยชน์จากความก้าวหน้า เมื่อมาดูเรื่องการปฏิรูปการศึกษาก็พบว่าเป็นสภาพการศึกษารับไม่ได้ คือ คุณภาพหย่อนมาก มีหลักฐานต่าง ๆ มากมาย เช่น การสอบ PISA เราได้คะแนนต่ำมาก พอสอบ O-NET ปรากฏว่าโรงเรียนที่เข้าเกิน 50% มีเพียงแค่ 20% เท่านั้น ถ้าดูในเชิงของประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็เป็นที่ทราบกันดีว่าเด็กของเราอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ หรืออ่านได้แต่ไม่รู้เรื่อง เรามีปัญหาทั้งเรื่องคุณภาพ ความเหลื่อมล้ำ มีโรงเรียนที่ดีแข่งกับที่ไหนก็ได้ แข่งโอลิมปิกก็ได้ แต่นั่นเป็นส่วนน้อยนิดเดียว ส่วนใหญ่ยังมีปัญหารุนแรงมาก

ใคร ๆ ก็บอกรัฐบาลใช้วงเงินการศึกษาสูงสุดแต่ทำไมได้ผลแค่นี้ ตอบได้เลยว่าประสิทธิภาพประสิทธิผลไม่เพียงพอ ระบบของเราเป็นระบบที่บริหารความเหมือน คิดว่าประเทศเหมือนแล้วเราก็ออกเกณฑ์มา ประเทศมีความหลากหลาย เมื่อเอาความเหมือนไปใช้บางแห่งอาจจะแข็ง บางแห่งอ่อนไป เราไม่ได้บริหารความหลากหลายประสิทธิภาพจึงต่ำ ทั้งหมดนี้เป็นพื้นฐานของปัญหา และเป็นตัวสภาพที่ทำให้ประเทศวิกฤติอย่างรุนแรง จำเป็นต้องแก้ไข ขณะนี้คนไทยยังไม่ตื่น ยังไม่รู้สึกว่าเรามีความแตกต่าง คุณภาพไม่ดี ยังอยู่ใน comfort zone รู้สึกสบาย ดีแล้ว ผมเคยไปดูการวางแผนอุดมศึกษาของมาเลเซีย ผู้บริหารเค้าโกรธว่าทำไมจึงแพ้สิงคโปร์ แล้วก็ไปแก้ไข แต่ไทยเราไม่โกรธเลย รู้สึกว่าเราได้ตำแหน่งแค่นี้ก็ดีแล้ว จะขยับก็ขยับไม่ออก ทั้งหมดนี้ทำให้วิกฤติกลายเป็นวิกฤติอย่างรุนแรงกว่าที่มีอยู่
คนรุ่นเก่าก้าวไม่ทันการเปลี่ยนแปลง
ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร ผู้เป็นแรงผลักดันหนึ่งที่ทำให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ยืนอยู่แถวหน้าของโลก ในฐานะองค์กรที่มีวิทยาศาสตร์อยู่เบื้องหลัง ให้ความสำคัญกับองค์ความรู้ การวิจัย รวมถึงการพัฒนาบุคลากร ได้วิเคราะห์ถึงต้นเหตุของปัญหาว่าจริง ๆ เป็นหลักตรัยรัตนที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” อนิจจังในที่นี้ก็คือการเปลี่ยนแปลง เมื่อสังคมและวิทยาศาสตร์เจริญขึ้น ถ้าเราไม่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้นได้ เราวิ่งตามปัญหาอยู่ตลอดเวลาเพราะปัญหาวิ่งเร็วกว่าเรา เราก็เกิดทุกข์ ต้องเข้าใจว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะไม่มีวันสิ้นสุดเพราะเป็นอนัตตา ยกตัวอย่าง แต่ก่อนชาวนาเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 ก็ปลูกข้าวได้ แต่ปัจจุบันชาวนาต้องรู้ว่าจะซ่อมเครื่องยนต์ 5 แรงม้าของรถแทร็กเตอร์ที่ซื้อมาอย่างไร รวมถึงเครื่องเกี่ยวข้าวที่ใหญ่มาก

ด้วยเหตุที่เราตามเทคโนโลยีไม่ทัน ระบบการศึกษาเราไปช้ากว่าเทคโนโลยีที่เข้ามา จึงเกิดความขัดแย้ง ในตะวันตกไม่ใช้คำว่า change แต่ใช้คำว่า “disruption” คือการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด และเมื่อเกิด disruption แล้ว สิ่งที่มีอยู่เดิมตั้งอยู่ไม่ได้ ใครเป็นคนที่มีทุกข์มากที่สุดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง เด็กรุ่นใหม่ Gen Y หรือ Gen Z ที่ถูกสอนมาให้เป็น child center เด็กรับรู้การเปลี่ยนแปลง สามารถตอบสนองได้ คนที่ไม่สามารถตอบสนองได้คือพวกเราที่นั่งอยู่บนเวทีนี้ เป็นพวก baby boomer ที่ไม่ได้ถูกสอนถูกฝึกให้รับการเปลี่ยนแปลง แต่เรากำลังบริหารประเทศอยู่ เรากำลังมองประเทศเรื่องการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นจริง ไม่ได้มองในสายตาเดียวกันกับมุมมองเด็กรุ่นใหม่ ปัญหาคือเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันกับการเปลี่ยนแปลง และมีช่องว่างเกิดขึ้นทุกขณะ นี่เป็นจุดที่เราจะต้องมาคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ยกตัวอย่างปัญหาโลกร้อนที่เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงทีละน้อย ทุกคนก็มองว่ามันไม่จริง มาตรการที่ออกมาก็ไม่เพียงพอ จากโลกร้อนมาจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความรุนแรงของสิ่งที่เกิดขึ้นเราตามไม่ทัน ไต้ฝุ่นที่เพิ่งเข้าสู่ฮ่องกงและจีนที่ผ่านมาเป็นไต้ฝุ่นลูกที่แรงที่สุด และเชื่อว่าต่อไปจะแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่เรายังมองเรื่องโลกร้อนเป็นปัญหาที่ยังพอทำได้ มาตรการที่ออกมายังไม่สุดโต่ง จริง ๆ วิกฤติมีอยู่และคาดเดาว่าถ้าเรายังไม่รู้สึกรับรู้ ไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง ความรุนแรง ความจำเป็นที่ต้องเข้าไปแก้ไข จะยิ่งรุนแรงยิ่งมีปัญหามากขึ้น
คนไทยไม่มี sense of urgency
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ มองเรื่องระดับของการพัฒนาหรือปัญหาที่เมืองไทยเราเผชิญอยู่ว่าเป็นปัญหาในทุกระดับ แต่ที่อยากย้ำคำพูดประโยคหนึ่งที่สำคัญของท่านอาจารย์จรัสในอีกภาษา นั่นคือ วิกฤติการณ์ที่เจอแล้วหนักหน่วงที่สุดก็คือ เกิดวิกฤติแล้วคนไทยยังไม่มี sense of urgency ยังทำทุกอย่างเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็น disruptive technology ซึ่งมีผลเปลี่ยนแปลงต่อธุรกิจมหาศาล ในประเทศไทยเราเห็นบริษัทสื่อ บริษัทเพลง และในอนาคตบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่าง ปตท. จะถูก disruption อย่างรุนแรงและใหญ่มาก ภาคส่วนวิจัยของมหาวิทยาลัยรู้สึกกับการเปลี่ยนแปลงอย่างไร จัดการเรียนการสอนและการวิจัยไปตามเปลี่ยนแปลงนั้น ๆ หรือไม่

ตัวอย่างที่สองที่คุณไพรินทร์พูดไว้ Global climate change เป็นการเปลี่ยนแปลงมากมายที่จะกระทบกับทุกภาคส่วนที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจทั้งหมด มหาวิทยาลัยและระบบวิจัยปรับตัวเปลี่ยนแปลงรองรับเรื่องพวกนี้หรือยัง สองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบทั่วโลก และตัวที่สาม คือ “สังคมสูงอายุ” ซึ่งเริ่มเห็นผลกันชัด ๆ ในปีสองนี้ ย้อนไปในอดีตสิบปีที่แล้วเรื่องประชากร พยากรณ์ เป็นศาสตร์ที่ค่อนข้างแม่นยำพอสมควร คือพยากรณ์ได้ว่าอัตราการเกิด อัตราการตายเท่าไร เพราะฉะนั้นโครงสร้างประชากรจะเปลี่ยนไปอย่างไรในอนาคต 30-40 ปี ทำนายไปก็คงไม่ผิดพลาดอะไร เราทราบกันดีว่าอีกสิบปีประเทศไทยจะเข้าสังคมสูงอายุโดยสมบูรณ์ แต่คนรู้ด้วยสมองซีกซ้าย คือ คิดและรู้ หรือรู้โดยมีคนบอกแล้วรู้ แต่ยังไม่รู้ด้วยสมองซีกขวา คือเจอแล้ว มีประสบการณ์จริง คุณพ่อคุณแม่สูงอายุเริ่มเจ็บป่วย ต้องลางานไปดูแล หรือมหาวิทยาลัยเอกชนชั้นนำแห่งหนึ่งของประเทศมีนักศึกษาหายไป 1,000 คน รายได้หายไป 70 ล้านบาท ภาคเอกชนตระหนักแล้ว แต่ภาครัฐตระหนักหรือยัง ยังทำอะไรทุกอย่างเหมือนเดิมหรือไม่

ตัวที่สี่ก็คือ ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทย แต่เดิมถ้าจะตัดสินคดีต่าง ๆ ก็จะเป็นอีก milestone หนึ่งในหลักหมุดเรื่องความขัดแย้งที่จะสืบทอดต่อไปในอนาคต และเชื่อแน่ว่าอย่างน้อยเป็นอีกสิบปีก็ยังไม่จบ เรื่องนี้เป็นวิกฤติของทุกเรื่อง แต่วิกฤติที่ใหญ่ที่สุดคือ ความไม่รู้หรือไม่รับรู้ ไม่รู้ร้อนรู้หนาว เป็นสิ่งที่น่าหนักอกหนักใจมากที่สุด ถ้าดูประเทศที่มีรายได้ปานกลางและพัฒนาไปเป็นประเทศที่มีรายได้สูงจะพบปัจจัยร่วมกัน สิงค์โปร์เป็นประเทศอิสระ มีเอกราชแยกมาจากมาเลเซีย ถ้ามาเลเซียตัดน้ำตั้งแต่สิงคโปร์แยกประเทศ คนสิงคโปร์ก็ไม่มีน้ำจืด ดังนั้นประเทศจะอยู่ในภาวะ ‘จะอยู่หรือจะไป’ ท่ามกลางความไม่แน่นอนตลอดเวลา ไต้หวันตั้งแต่แยกประเทศจากจีนมาก็ไม่แน่ใจว่าวันไหนจีนจะยกทัพมายึดกลับไป เกาหลีใต้ก็วิกฤติคล้าย ๆ กัน เกิดสงครามเกาหลี มีภัยคุกคามคือเกาหลีเหนือและจีนที่อยู่ข้าง ๆ อิสราเอลอยู่ท่ามกลางตะวันออกกลาง และประเทศที่ไม่เป็นมิตร ญี่ปุ่นฟื้นตัวหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทุกประเทศมี sense of urgency เหมือนกัน

ประเทศไทยไม่มีภัยคุกคามแรง ๆ ถึงมีภัยคอมมิวนิสต์แต่มาแล้วก็ไป ไม่คุกคามต่อความเป็นอยู่เป็นไปของประเทศ คนก็มี mentality แบบทำอะไรสบาย ๆ ตลอดเวลา จนวันนี้เมื่อวิกฤติมาจริง สัญชาตญาณในสังคม ดีเอ็นเอที่ฝังตัวอยู่ในประสบการณ์ของคนที่จำความได้ ก็ไม่คิดว่านี่คือภัยเร่งด่วน หรือวิกฤติที่จะต้อง react อย่างเร่งด่วนต่อปัญหาที่เกิดขึ้น
สกว.ต้องก้าวกระโดด
แน่นอนว่าการออกแบบอนาคตของแต่ละประเทศคงไม่เหมือนกัน เมื่อถามว่าประเทศของเราอยู่ในช่วงการปฏิรูป แล้วเป้าหมายในประเทศนั้นไปที่ใด มองจากวัตถุดิบที่เรามีอยู่ทั้งประเทศที่จะพัฒนาไปสู่อนาคตเป้าหมายที่อยากเห็น เริ่มจากเป้าหมายที่ใกล้ตัวก่อน คำตอบที่ได้จาก ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส คือ ทุกคนต้องตระหนกว่าตอนนี้มีปัญหา ต้องเอาความตระหนกเข้ามาใกล้ตัว รัฐบาล ฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายประชาชนมีความตั้งใจแล้ว อย่างรัฐบาลเห็นชัดว่ามี political view แต่ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายที่เป็นด้านเทคโนโลยีทั้งหลายยังปรับไม่ทัน ตรงนี้จึงเป็นการบ้านของ สกว. ว่าถ้าคุณเดินอยู่อย่างเก่า คุณไม่ทันแล้ว ต้องหาทางที่จะก้าวกระโดดเพื่อรองรับสิ่งที่เป็นปัญหาจริง พอลองเดินดูนิทรรศการก็ยังเป็นการแก้ปัญหาจุดเล็กจุดน้อย ยกตัวอย่างเพื่อให้เป็นภาพปฏิบัติจริง ขณะนี้เราบอกว่าขาดครูภาษาอังกฤษ มีโรงเรียนกว่า 3 หมื่นกว่าโรง จะเอาครูภาษาอังกฤษกระจายออกไปก็ไม่ได้ ถ้าจะแก้ให้เด็กได้รู้ภาษาอังกฤษความจริงทำได้เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนไปแล้ว เราสามารถจะเอาความรู้ไปให้กับเด็กได้

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีนิสิต 30,000 คน อาจารย์สถาบันภาษามี 100 คน แต่สอนนิสิตให้รู้ภาษาอังกฤษตามที่ต้องการไม่ได้ ต้องเรียนเอง ฝึกเอง จึงให้เปลี่ยนมาเป็นที่วัดความรู้ทางภาษา สร้างการสอบ CU-TEP ขึ้นมาเพื่อเป็นแรงกระตุ้น ถ้าขยายตรงนี้ออกมาประชาชนที่อยู่ในชั้นประถมและมัธยม 10 ล้านคนให้รู้ภาษาอังกฤษตามที่ประเทศควรจะต้องมี วิธีหนึ่งก็คือต้องนำความรู้ภาษาอังกฤษเข้าไปให้เด็กพวกนี้ฝึกตัวเองได้ สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นคือ ต้องศรัทธาต่อเด็กว่าเด็กต้องมีความตั้งใจที่จะทำ แต่ติดว่าเทคโนโลยีราคาแพง ตอนนี้สมาร์ทโฟนมีใช้ทุกอย่าง เป็นเครื่องมือที่สื่อเอาเข้าไปช่วย แม้แต่ time life ก็สามารถใส่ opportunity system เข้าไปเพื่อให้เด็กเรียนได้ ถามที่จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ มหิดล มีบทเรียนทั้งหลายอยู่ ทำได้หรือไม่ สร้างสมาร์ทโฟนราคาถูก ที่อินเดียราคาเพียงไม่กี่เหรียญ ที่นี่พอทำแล้วต้องขยายออกไปให้ประชาชนและเด็ก ๆ ใช้ประโยชน์ได้ อันนี้คือ disruptive innovation ไม่ต้องกลัว Samsung หรือ Apple เพราะตรงต่อความต้องการของประชาชน เข้าไปแก้ปัญหาเด็กที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษ แล้วเราก็ทำกับภาษาไทยได้ ความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์ วิทยาศาสตร์อะไรก็ได้ ระบบช่วยได้
 
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ต้องมาทำอันนี้ให้ได้ เพื่อสนอง 6 ด้านของรัฐบาลที่กำหนดมาแล้ว แต่เราไม่ได้แปล 6 ด้านของท่านให้มาเป็นของจริงให้ได้ นี่คือสิ่งที่จะต้องปฏิบัติ ดูแล้วมี political view แต่กลไกในราชการเป็นปัญหาชนิดหนึ่ง เราต้องแก้กฎหมายและแก้ปัญหาด้านอื่น ๆ ด้วย แต่ช่องทางนั้น สกว.มีบทบาทหรือไม่ ฟังปาฐกถาของท่านรองนายกรัฐมนตรีแล้วรู้สึกว่าค่อนข้างจะมีความหวังกับ สกว. ยังคาดหวังว่า สกว. ทำไมไม่ทำให้ถูกต้อง สกว.จะต้องเปลี่ยน ต้องตื่นขึ้นมาทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์จริง เรามีคน ถ้าระดมคนได้จริง ๆ จะทำให้ประเทศก้าวกระโดดได้
ทุกอย่างเริ่มที่การศึกษา
ดร.ไพรินทร์กล่าวย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงต้องเปลี่ยนที่ “คน” ไทยแลนด์ 4.0 จะไปต่อไม่ได้ถ้าคนยังอยู่ที่ 1.0, 1.5 หรือ 2.5 จุดเริ่มต้นอยู่ที่การศึกษา ที่อเมริกาหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดความสามารถในการคิดระเบิดปรมาณูได้ แต่วันหนึ่งคนอเมริกันต้องตื่นเมื่อเห็นวัตถุสีเงินลอยข้ามท้องฟ้าไป นั่นคือ ดาวเทียมสปุตนิกของรัสเซีย อเมริกาแพ้แล้วในการแข่งขันอวกาศ เป็นที่มาของพระราชบัญญัติสนับสนุนการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์อย่างรุนแรง รวมทั้งการพัฒนาระบบมหาวิทยาลัยในอเมริกาและการก่อตั้งนาซา (NASA)
ที่เหมือนกันของประเทศไทยกับญี่ปุ่นคือ เราเปิดประเทศพร้อมกันเกือบจะเป็นปีเดียวกัน ประเทศไทยเปิดประเทศในช่วงล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับจักรพรรดิเมจิ ถูกบังคับให้เปิดประเทศโดยใช้เรือปืนของจอมพลเรือเบอร์รี่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มหาราชทั้งสองพระองค์อยู่ในราชสมบัติ 50 ปีเท่ากัน สิ่งที่จักรพรรดิเมจิทำหลังจากถูกอเมริกาบังคับให้เปิดประเทศก็คือ การปฏิรูปการศึกษาทันที ตั้งกระทรวงศึกษาธิการและมหาวิทยาลัยแห่งแรก คือ มหาวิทยาลัยโตเกียว แต่เราใช้เวลาหลีกเลี่ยงไปกับการเป็นเมืองขึ้น การเลิกทาส เราตั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรกคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในสมัยรัชกาลที่ 6 เราล่าช้าไปกว่าญี่ปุ่น 40-50 ปี เวลานั้นเป็นช่วงที่เทคโนโลยีต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาในเอเชีย รถไฟ ไฟฟ้า การแพทย์แผนตะวันตก ประปา แต่ของเราไม่มีระบบการศึกษาเข้ามารองรับ

ประเทศเกาหลีเมื่อ 40 ปีที่แล้วล้าหลังกว่าไทยมาก แต่นายพลปาร์ค จุงฮี เป็นมหาบุรุษที่เข้ามารับผิดชอบเรื่องกระทรวงศึกษาธิการเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนอย่างก้าวกระโดด แทนที่จะเปลี่ยนระบบมหาวิทยาลัยแต่กลับตั้งสถาบันพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเกาหลี (Korea Advanced Institute of Science and Technology; KAIST) เด็กผู้ชายที่เรียนที่นี่ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ซึ่งเมื่อ 40-50 ปีที่แล้วเป็นเรื่องใหญ่สำคัญมาก แม้แต่ในปัจจุบันก็ยังเป็นเรื่องใหญ่โตในเกาหลี

จะเห็นว่าประเทศที่ยกตัวอย่างมาทุกอย่างเริ่มที่การศึกษาทั้งนั้น ผมเองไม่ใช่นักวิชาการทางการศึกษา แต่เป็นวิศวกร ถ้าเราไม่เริ่มที่การศึกษาแรง ๆ เรื่องอื่นก็จะไปไม่ได้ ระบบการศึกษาเราจะสะท้อนปัญหาเรื่องเหล่านี้ได้อย่างไร ในเวลาที่รวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ด้วย ชาวนาจะต้องใช้โดรนเป็น เขาพร้อมแล้วหรือยัง การเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดที่เกิดขึ้นมา ถ้าเขาทำไม่ได้ นี่คือวิกฤติ อนิจจัง ทุกข์มาแล้ว ที่สำคัญเขาจะเป็นทุกข์ตลอดไป เพราะเป็นอนัตตา...
บทบาทของภาควิชาการในการปฏิรูปประเทศ
กับคำถามว่าเป้าหมายในการพัฒนาประเทศให้ดีขึ้นต้องมองมิติใดบ้าง ประธานทีดีอาร์ไอระบุว่าถ้าเอาเป้าหมาย เช่น เศรษฐกิจ รายได้สูง ลดความเหลื่อมล้ำ คนกินดีอยู่ดี ในมุมที่ว่ามีความสุข ไปดูในแผนใด ๆ ของรัฐบาลก็ไม่ได้มีความแตกต่างกัน ดังนั้นประเด็นเป้าหมายในที่นี้คงจะไม่แตกต่างกันมากมาย แต่วิธีการที่จะทำให้เป้าหมายนั้นสำเร็จเป็นผลขึ้นมาได้ภายใต้ชื่อคำว่า ‘ปฏิรูป’ ต้องมีองค์ประกอบ 3 อย่าง อย่างแรกคือ รู้ว่าการไปสู่เป้าหมายที่ดีนั้นต้องทำอะไรบ้าง นี่เป็นหน้าที่โดยตรงของฝ่ายวิชาการ คือทุกท่านที่นั่งอยู่ในที่นี้ต้องช่วยกันทำ รวมถึงพวกเราบนเวทีนี้ด้วย เรื่องที่ 2 คือ การสร้างฉันทามติ (concensus) ของคนในสังคม ซึ่งมาจากฐานวิชาการ ไม่ใช่การคุยกันแต่ในวงวิชาการ แต่ต้องสร้างความเห็นพ้องต้องกันว่านี่คือสิ่งที่เราจะเดินไปด้วยกัน เรื่องที่ 3 คือ political view ความมุ่งมั่นของฝ่ายการเมืองในการปฏิรูป อาจจะมองจาก political view ก่อนหรือเริ่มจากตัวอื่นก่อน แต่ตัวผมเองอยากจะให้เริ่มจากตัววิชาการหรือความรู้ก่อน

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส เห็นว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีคาดหวังกับ สกว. มากไปเล็กน้อย เนื่องจากท่านเคยเป็นประธานบอร์ด สกว. แต่ผมขอมองต่างเล็ก ๆ ว่าท่านคาดหวังกับฝ่ายการเมืองมากเกินไป ผมเองเคยเชื่ออย่างนั้น แต่เมื่อมีหลายเหตุการณ์ทำให้สงสัยว่าฝ่ายการเมืองมี political view มากมายขนาดไหน ยกตัวอย่างปัญหาง่าย ๆ เล็ก ๆ เรื่องเดียวที่ดูเป็นเรื่องใหญ่ในสายตาของผม คือ เรื่องที่กองตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เข้าเมืองออกเมืองต้องกรอกแบบฟอร์ม มีพาสปอร์ตอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว ยื่นเข้าไปก็ได้ข้อมูลครบทุกอย่าง ขาดอย่างหนึ่งคือเรื่องเที่ยวบิน สแกนตั๋วเข้าไปสุดท้ายได้ข้อมูลครบทุกอย่าง แต่ทุกวันนี้คนไทยปีหนึ่ง ๆ เดินทาง 6-7 ล้านคน ยังต้องกรอก ตม.6 กันอยู่ทุกวัน ถ้ากรอกชื่อคนอื่นเขาก็รับอยู่ดีเพราะไม่ได้ดู สุดท้ายไม่ได้ใช้อะไร เรื่องนี้น่าสนใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ทราบเรื่อง สั่งการให้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข แต่ทำไมกลายเป็นเปลี่ยนแบบฟอร์ม ตม.6 ไม่ได้สั่งเลิก เป็นกระดาษแบบเดิมแต่ขนาดเล็กลง และบอกว่าเราใช้กระดาษน้อยลงเป็น less paper ไม่ได้เป็น paperless นี่คือตัวอย่าง เรื่องที่ง่ายกว่านี้ไม่มีแล้วในการปฏิรูปในประเทศนี้

ถ้าเลิก ตม.6 ไม่ได้ ขออนุญาตตั้งคำถามว่ารัฐบาลมี political view มากขนาดนั้นจริงหรือ ถ้าแก้ไม่ได้เรื่องการปฏิรูปการศึกษาต้องผ่านภูเขาที่สูงกว่านั้นอีกหลายลูกมาก รัฐบาลโชว์เป็นตัวอย่างได้ไหมว่ารัฐบาลเป็นไทยแลนด์4.0 แต่เรื่อง ตม.6 กฎหมายคนเข้าเมือง มาตรา18 ที่เขียนไว้ว่า ใครเข้าเมืองออกเมืองต้องกรอกแบบฟอร์มตามที่ประกาศในกฎกระทรวง ตราบใดที่ยังใช้มาตรานี้อยู่แล้ว กฎกระทรวงยังมีข้อนี้อยู่ ต่อให้ไปเปลี่ยนฟอร์มใหม่เปลี่ยนกฎกระทรวงใหม่ก็ต้องกรอกอยู่ดี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทางวิชาการ straight forward มาก ไม่มีความเห็นแย้งใด ๆ หรือไม่เคยเห็นมีความเห็นแย้งของหน่วยงานใด ไม่กรอก ตม.6 แล้วเสียความมั่นคงอย่างไร เพราะมันไม่เสีย ข้อมูลที่มาถึง ตม. สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง สนามบินนานาชาติที่ไหนก็ดี ส่งมาแล้วจากประเทศขาขึ้นที่เราขึ้นเครื่องบินมาทราบหมดว่าใครอยู่ในแบล็คลิสต์ ทุกวันนี้เราต้องจ่ายคนละ 1 ดอลลาร์ เพื่อใช้งานระบบนี้ แต่ทำไมเราต้องมากรอกกันอยู่ อยากให้รัฐบาลส่งสัญญาณว่าเอาจริงกับไทยแลนด์ 4.0 หัวใจก็คือ less for more ทำเรื่องต่าง ๆ ออกแรงให้น้อยลง แต่ให้ได้ผลที่ใหญ่ขึ้น ตัวนี้เป็นตัวเล็ก ๆ ตัวเดียวแต่จะเป็นตัวที่ชี้ว่า รัฐบาลพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ จริง ๆ และเรื่องอื่น ๆ ทุกฝ่ายก็อยากจะช่วยทั้งเรื่องที่ขาดความรู้ ขาดฉันทามติ ก็ต้องช่วยกันสร้าง ช่วยกันทำ สุดท้ายถ้าทำแล้วรัฐบาลมี political view พร้อมที่จะช่วยแก้ไขปัญหาจริงหรือไม่
ย่อยงานวิจัยออกมาเป็นคำตอบในสภาพจริง
เมื่อคำว่า “ปฏิรูปการศึกษา”เห็นชัดที่สุดคือยุคนี้ หลายครั้งที่เราบอกว่าจะปฏิรูป แต่เริ่มต้นจับต้นชนปลายไม่ถูก มีทั้งครู โรงเรียน แม้กระทั่งครอบครัวหรือตัวนักเรียนเอง สมมติว่าเราจะเริ่มคิกออฟจริง ๆ ดร.วิทย์จึงถามว่าตรงไหนบ้างที่คิดว่าเป็นลิสต์ของ priority ของการปฏิรูปเพื่อให้มีความสำคัญของทรัพยากรบุคคลที่ดีที่จะวิ่งไล่ปัญหาได้ทัน ซึ่ง ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส ถามกลับว่าเราแก้ปัญหาความสลับซับซ้อนที่มีองค์ประกอบมากได้ด้วยอารมณ์ไหม สกว.จะต้องให้คำตอบเกี่ยวกับเรื่องข้อเท็จจริงทั้งหลายซึ่งมาจากการวิจัยที่มีอยู่เยอะพอสมควร ย่อยงานวิจัยทั้งหลายให้ออกเป็นข้อคำตอบในสภาพจริงแล้วเอาสภาพจริงนั้นไปใช้

เราต้องหาจุดวิกฤติที่แก้ปัญหาในความสลับซับซ้อน กระทบแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง คณะกรรมการอิสระในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมาก็พยายามมองตรงนี้อยู่ ดร.ไพรินทร์ ซึ่งดูแลอนุกรรมการโครงสร้างก็เห็นชัดว่าเรื่องโครงสร้างเป็นตัวปัญหา เพราะมีนโยบายกับผู้กำกับดูแลและผู้ปฏิบัติอยู่ด้วยกันปนกันหมด โครงสร้างมีการบริหารจัดการเป็นหลัก ก็ไม่สามารถเกิดความหลากหลายได้ คำตอบคือจะต้องแยกฝ่ายแยกกิจการต่าง ๆ ออกจากกัน ทั้งหมดนี้เป็นความคิด ยังไม่ออกข้อสรุป กำลังถามประชาชนว่าจริง ๆ ปัญหาคืออะไร เป็นความเห็นของแต่ละคน กระบวนการวิจัยจะเป็นตัวบอกว่าจริง ๆ แล้วความเชื่อถือเป็นอย่างไรทั้งในเรื่องเทคโนโลยีและสังคม จุดวิกฤติคืออย่างไร

ตัวอย่างหนึ่งที่รู้สึกคือ political view ก็ดี ฝ่ายวิชาการก็ดี ตั้งใจอยากจะทำ ขณะนี้ไม่มีข้อมูลกลางเรื่องเลข 13 หลักของคน เรียนที่ไหนอย่างไร อยู่ในที่ต่าง ๆ และรวมกันไม่ได้ พอกระทรวงดิจิทัลเกิดจะมี big data แต่ข้อมูลด้านการศึกษาไม่เกิด อยู่โรงเรียนเอกชน โรงเรียนนานาชาติบ้าง ถ้าจะมีข้อมูลกลางได้จะแก้ปัญหาหลายอย่าง ความไม่มีประสิทธิภาพก็จะดีขึ้น ตรงนี้ทางกระทรวงเองก็อยากจะทำ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการอยากจะทำ แต่ทำไม่ได้ ที่ ดร.สมเกียรติ ว่าเรื่องข้อกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ถูกกั้นหมด เมื่อเป็นอย่างนั้นจะต้องมีกลไกพิเศษที่จะเสนอรัฐบาล ผมไม่ได้อยากโทษรัฐบาลเท่าไร กลไกที่อยู่ข้างล่างไม่เดิน วันประชุมกับกระทรวงศึกษาธิการว่าเรื่องการวางเลข 13 หลักของเด็กสิบล้านให้รู้ว่าใครอยู่ตรงไหน จะได้รู้ว่ามีช่วงโหว่หรือปัญหาที่ใด เขาก็พร้อมที่จะทำเพราะอยากจะทำอยู่แล้ว ความร่วมมือของฝ่ายต่าง ๆ ติดขัดเดินไม่ออก จะไปโทษรัฐบาลหรือฝ่ายข้าราชการเองก็มีปัญหา แต่ปัญหากลับไปอยู่ที่เดิมคือ comfort zone บางส่วนอาจจะเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนในที่ต่าง ๆ ด้วย ดังนั้นต้องแก้ที่ตัวระบบ

ขณะเดียวกันจุดวิกฤติที่ต้องแก้ อย่างกรณีที่บอกว่าไม่กระจายอำนาจ ต้องบอกว่าจุดสำคัญในเรื่องการศึกษาอยู่ที่นักเรียน ครู และโรงเรียน งานวิจัยของ ดร.สมเกียรติ ออกมาเองว่าไม่มีใครรับผิดชอบ ถ้าเด็กสอบตก เด็ก ครู โรงเรียน หรือกระทรวง ต่างก็ไม่รับผิดชอบ ถ้าเอาความรับผิดชอบไปไว้ที่โรงเรียน ให้อิสระ มีความคล่องตัวในการทำงานการจัดการ ระดับเหนือกว่านั้นก็เป็นตัวกำกับ แทนที่จะเป็นตัวที่ทำการจัดการ ตอนนี้กำลังฟังเสียงจากที่ต่าง ๆ ว่าทำได้ไหม ถูกต้องไหม ถ้าถูกต้องก็เป็นการปรับตัวระบบ เพราะระบบอย่างนี้ เราทำอย่างนั้นเรารู้ว่าใครรับผิดชอบ และที่สำคัญเราต้องศรัทธากับเด็กและครูที่มีอยู่ว่าเชาได้ตั้งใจทำดี ศรัทธากับพ่อแม่ที่อยากให้ลูกดี ถ้าเราเชื่อเขาโอกาสที่จะทำสำเร็จมันมี แต่ว่าไปแก้จุดเล็ก ๆ น้อย ๆ แก้ไม่ตก
ปัญหาใหญ่เรื่องการศึกษา
หากพูดถึงการพัฒนาทรัพยากรบุคคล เรามีเด็กจำนวนเยอะมากและอาจจะยังมีประชากรอีกหลายคนที่อยู่ในวัยทำงานซึ่งเป็นฮิวแมนแวร์ หลายคนยังวิ่งตามปัญหาไม่ทัน สมมติว่าต้องจัดลำดับความสำคัญ และโฟกัสอาจจะมีร่างต้นแบบสมมติว่าคนไทย 4.0 จะต้องมีหน้าตาเป็นอย่างไร และองคาอพยพที่พาขับเคลื่อนเพื่อให้ทันใช้น่าจะเริ่มจากตรงไหน

ดร.ไพรินทร์ ตอบว่าปัญหาใหญ่ที่ว่าคุณภาพเรื่องระบบการศึกษายังไม่ค่อยลึก อย่างที่ อ.จรัสพูดว่าเด็กที่สอบ O-NET ได้เกินครึ่งยังไม่ถึง 20% ของโรงเรียนทั้งหมด ซึ่งสะท้อนปัญหาบางอย่างของเรา เราต้องยกระดับเรื่องนี้ขึ้นมา อีกเรื่องถัดมาคือเรื่องที่ฝ่ายรัฐบาลยกขึ้นมา ประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศก้าวหน้า 4.0 ซึ่งเป็นสภาวะที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ฉะนั้นการนำคนทั้งหมดไปด้วย คุณภาพทั้งหมดโดยรวมยังไม่มี เราก็ต้องการคนชั้นยอดมารองรับไทยแลนด์ 4.0 ในเวลาอันใกล้นี้ จึงมีแนวคิดหนึ่งที่เมืองนอกใช้อยู่ เรียกว่า “ท็อป 5” คือถ้านำนักเรียนมานั่ง 100 คนตรงนี้ แล้ววัดความสามารถของเด็กตั้งแต่เกิด ซึ่งเป็นความสามารถด้านชีววิทยา จะพบว่ามีนักเรียน 3-5% ที่มีความสามารถพิเศษโดยประมาณเลย 2 ซิกม่าไป ถ้าบอกเราจะพัฒนาทั้งหมดไปด้วยกัน เอามาตรฐานรวมให้ดีได้ต้องใช้เวลา หรืออีกวิธีหนึ่งเอา 5% เด็กพิเศษมาเรียนรู้ในแบบพิเศษ จะเป็นการลงทุนที่คุ้มที่สุด

ถ้าไปเกาหลี เราจะได้ยินเรื่องท็อป 5 ซึ่งถ้าไม่ถามจะไม่รู้ว่าเขาพูดเรื่องอะไรอยู่ คือการลงทุนในส่วนที่คุ้มที่สุดของประเทศ แน่นอนเราไม่ได้ทิ้ง 95% ที่เหลือ สมมติว่าเราสอนเรื่องทฤษฏีบทในห้องเด็ก 5% จะรู้หมดว่าอาจารย์จะพูดว่าอะไร แต่เด็ก 95% เราต้องพูดให้หมดชั่วโมงซึ่งก็ยังไม่หมดด้วย ถามว่าประเทศที่เจริญเพราะทั้งประเทศเจริญหรือไม่ คำตอบคือไม่ใช่ เพราะ 5% ที่สำคัญที่สุดที่เป็นมันสมองได้รับการดูแล และสุดท้ายคนกลุ่มนี้จะกลายมาเป็นผู้ผลักดันผู้นำประเทศ คำถามคือระบบการศึกษารองรับ 5% นี้แล้วหรือยัง เรามีแนวคิดเรื่องเด็กที่มีพรสวรรค์ เป็นโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษมาสักระยะหนึ่งแล้ว ตัวเลขคือเรานำเด็กกลุ่มนี้ประมาณ 9,000 คน
 
ในอดีตเรามีคนที่เกิด peak year ประมาณ 1.1 ล้านคน เมื่อปีที่แล้วมีคนไทยเกิด 7 แสนคน น้อยลงเรื่อย ๆ ประมาณ 70% ของที่พีค ในอนาคตแนวโน้มจะเหลือแค่ 4 แสนคน ญี่ปุ่นมีเด็กเกิด 4 แสนคนจากที่พีค 40% ของพีคฉะนั้นเราเดินตามญี่ปุ่นก็จะมีเกิดเพียง 4 แสนคน ส่วน 7 แสนคนที่ ดร.สมเกียรติ ว่ามหาวิทยาลัยเริ่มแย่แล้ว เราบอกว่า 7 แสนคน 7x5 = 35 เราต้องเอาเด็กพิเศษมาสอน 3,000-5,000 คน เพื่อเป็นกำลังของประเทศในอีก 20-30 ปีข้างหน้า เด็ก 7 แสนคนเมื่อปีที่แล้วเข้าสู่ตลาดมหาวิทยาลัยตั้งแต่อายุ 22-23 ปี เราต้องดูแลหลายปี เราเอาเด็กเก่งในประเทศไทยมาสอนได้แค่ 9,000 คน เด็กที่เหลือ average ไปแล้วทั้งนั้น การพัฒนาประเทศในแบบก้าวกระโดดในหลายเรื่องจะต้อง prioritize แล้วดูว่าสิ่งไหนสำคัญที่สุด โดยต้องมีแนวคิด กรอบทฤษฎีรองรับ เป็นไปตามหลักพระพุทธศาสนา เราต้องมียานลำใหญ่มหายาน ยานลำเล็กหินยาน แล้วทั้งศาสนาถึงจะไปด้วย

เรากำลังพูดถึงปัญหาที่ใหญ่มากในเรื่องของการศึกษา ตัวผมเองก็พยายามจะเสนอแนวคิดเรื่องท็อป 5 แต่ตอนนี้เราท็อป 1 อยู่ ทิ้งอีก 2% ซึ่งตัวเลข PISA ที่ออกมาทางธนาคารโลกได้วิเคราะห์ว่าเด็กที่มีความสามารถสูงแต่ไม่มีความสามารถทางเศรษฐศาสตร์ พูดง่าย ๆ ว่าจน มีร้อยละ 25 ที่ไม่ได้รับการดูแล ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากลัวมาก ธนาคารโลกกับกระทรวงการศึกษาเพิ่งประกาศตัวเลข เป็นปัญหาที่เราจะต้องดูแลต่อไป มิฉะนั้นจะไม่สามารถดันประเทศไทยเข้าสู่ประเทศไทย 4.0 ได้

เด็กที่เก่งวิทยาศาสตร์จะเก่งเรื่องอื่นด้วย แต่คนที่จะมีความเข้าใจในการแก้ไขปัญหา คิดวิเคราะห์ในเชิงที่มีความสลับซับซ้อนได้ที่เราเรียกว่า “เด็กกลุ่มพิเศษ” จะมีกลุ่มอยู่ประมาณนี้ พวกนี้คือทนายที่ดี นักบัญชีที่เก่ง แพทย์ที่ดี จะเป็นคนที่มีโครงสร้างทางสมองที่สามารถเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ ความเป็นไปได้ดีกว่าเด็กกลุ่มอื่น ๆ มีเซนเซอร์มากกว่า
การลงทุนกับเด็กประถมวัยคุ้มค่าที่สุด
ดร.สมเกียรติ ระบุว่าระบบการศึกษาได้ดูเรื่อง rate of retain ได้ผลตอบแทนสูงที่สุด คำตอบที่ Prof. Hegmann ให้คำตอบกับเราตั้งแต่การติดตามเด็กไปจนเป็นผู้ใหญ่ พบว่าถ้าลงทุนในช่วงเด็กประถมวัยจะได้ผลการตอบแทนทางสังคมสูงที่สุดเฉลี่ย 7-10% ต่อปี ถ้าคิดว่าต้นทุนทางการเงินของเราทุกวันนี้ต่ำมากเพราะดอกเบี้ยต่ำมาก การลงทุนในเด็กประถมวัยจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากที่สุด และสุดท้ายจะช่วยตอบโจทย์ทั้งการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คุณไพรินทร์อยากได้ ในเวลาเดียวกันก็จะตอบเรื่องความเท่าเทียมกันทางสังคมได้ด้วย การที่เด็กไทยในช่วงประถมวัยส่วนหนึ่งถูกทอดทิ้งไม่ได้รับการดูแล ไม่ได้รับการพัฒนาทางสมอง ร่างกาย อุปนิสัย โตขึ้นมาจะมีปัญหาทางสังคมเยอะมาก ซึ่งประถมวัยจะนับตั้งแต่เกิดจนถึงก่อนเข้าประถมศึกษาปีที่ 1 หรือก่อนถึงอนุบาล จุดหมายของทุกคนไม่ตรงกัน แต่โดยรวมแล้วทฤษฎีการลงทุนกับมนุษย์ ทฤษฎีจะคล้าย ๆ กันคือ ยิ่งลงทุนกับคนที่อายุน้อยเท่าไร ผลตอบแทนจะยิ่งคุ้มมากที่สุดเท่านั้น และสุดท้ายลงทุนที่พูล 5% ที่คุณไพรินทร์อยากจะได้ก็จะเป็นพูลที่ใหญ่ขึ้น และความเท่าเทียมจะมีมากกว่าการลงทุนที่มีในเด็กพิเศษ 9,000 คนอีกด้วย
มองการเปลี่ยนแปลงให้เป็นโอกาส
disruption ทางสังคม กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคม (socialization) ไม่ได้มาจากโลกที่เราได้พูดคุยเจอหน้ากัน แต่ยังมีเรื่องของสังคมด้วย เรื่องนี้ ดร.สมเกียรติ มองว่าภาคธุรกิจที่มีความสามารถจะมองการเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาสทั้งสิ้น เช่น การเปลี่ยนจากสังคมสูงอายุที่แม้คนทั่วไปจะมองว่าขาดแรงงาน ขาดคน หาคนยากขึ้น แต่ธุรกิจที่ตีโจทย์แตกจะมองเป็นโอกาสได้ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ กลุ่มวัสดุก่อสร้างของเอสซีจี มองว่าต่อไปคนสูงอายุจะเยอะขึ้น ประเทศไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงภายใน 10 ปีหน้า วิธีการใช้ห้องน้ำของคนจะต้องเปลี่ยนไป ใช้ห้องน้ำแบบนั่งยอง ๆ ไม่ไหว อันตรายมากสำหรับผู้สูงอายุ ต้องเปลี่ยนไปเป็นห้องน้ำแบบชักโครก ให้ผู้สูงอายุนั่งสบาย ๆ ประมาณ 7 ล้านโถ นี่คือ business opportunity ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ คนที่มีอายุสูงขึ้น เห็นโอกาสไปหมด

disruption เรื่องการเงิน เราเห็นคนทำฟินเทค Big data กันเยอะแยะ หรือแม้แต่โจทย์ระดับโลกเรื่องสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบเยอะ ก็มีคนคิด green business ต่าง ๆ มากมาย ตัวอย่างที่น่าสนใจมากคือ บริษัท วงษ์พาณิชย์ ที่รับรีไซเคิลขยะ ซึ่งมี ดร.สมไทย วงษ์เจริญ เป็นผู้ก่อตั้ง ตอนที่คิดธุรกิจนี้ขึ้นมาใหม่ ๆ พ่อแม่ไม่ให้เข้าบ้านเพราะเป็นลูกไม่รักดี ไปทำมาค้าขายขยะซึ่งคนมองว่าสกปรก แต่ตอนนี้เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เดินไปเดินมามองทุกอย่างเป็นขยะไปหมด เพราะฉะนั้นโอกาสมาพร้อมการเปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่ใช่เฉพาะตัววิกฤติ

ย้อนกลับมาประเด็นโจทย์เพื่อให้เกี่ยวกับภาคการศึกษาและการวิจัย ต้องเปลี่ยนมุมมอง เห็นโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และเรารู้ว่ามาแน่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น technical disruption, สังคมสูงวัย, global dimension เราได้ปรับโจทย์ของเรา ปรับการใช้ประโยชน์ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ได้มากน้อยแค่ไหน ผู้ที่จะอยู่ในโลกนี้ต่อไประหว่างผู้แพ้กับผู้ชนะ ผู้ชนะจะมองการเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาส ผู้แพ้จะมองการเปลี่ยนแปลงเป็นความเสี่ยง เป็นภัยคุกคามตลอดเวลา
การวิจัยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
ดร.วิทย์ กล่าวว่า สิ่งที่วิทยากรทั้ง 3 ท่านมีคือ งานวิจัย องค์ความรู้ที่มีเยอะแยะมากมาย เหมือนกับว่าสิ่งที่เราคิดและพูดไม่ได้ถูกจูนเข้าสู่ภาคส่วนของสังคมที่จะมีการผลักดันให้สังคมและประเทศดี ประเด็นการศึกษาจะสามารถวัดได้อย่างไรเมื่อเรามีการปฏิรูปการศึกษา จะใช้ benchmark ใดวัดว่าดีขึ้นและเหมาะสม หลายคนอ้างอิงถึง PISA บางประเทศแนวโน้มเด็กที่เป็นอันดับ 1 เอาข้อสอบ PISA มาให้สอบกวาดคะแนนได้เป็นอันดับ 1 เป็นที่ 1 ของเอเชีย เพราะเป็นเด็กคำนวณ แต่คุณภาพการศึกษาในฟินแลนด์ยังได้รับยกย่องว่าดีที่สุด ตรงนี้ในการวัดผลผลิตภัณฑ์หรือผลิตภาพมนุษย์ที่เราฟูมฟักอยู่ตอนนี้ให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ควรจะเป็นตัวแปรใด

ศ.เกียรติคุณ นพ.จรัส ตอบว่าถ้าเอากระบวนการวิจัยมาจับ ก็ค่อนข้างชัดว่าถ้าปฏิรูปครั้งนี้สำเร็จหรือไม่ต้องอีก 10 ปีข้างหน้า แล้วหันกลับมาบอกว่าครั้งนี้สำเร็จ สำเร็จด้วยอะไร มี 2 ส่วน คือ การววัดเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ หมายความว่าประชาชนทั่วไปรู้สึกว่าดีขึ้น คุณภาพดีขึ้น ความเหลื่อมล้ำลดลง ประสิทธิภาพดีขึ้น สามารถทำอะไรต่าง ๆ ดีขึ้นได้ อีกส่วนหนึ่งคือตัววัด วิธีวัดก็มีอยู่ยกตัวอย่างถ้าการศึกษาดี สังคมต้องการอะไร ในรัฐธรรมนูญก็ออกมาชัดเลยว่าอยากได้คนดี มีคุณสมบัติอย่างนี้ มีคุณธรรม จริยธรรม เพราะฉะนั้นถ้าเราวัดแล้วไม่มีคุณธรรมจริยธรรมก็ไม่เกิดคำตอบเชิงคุณภาพนำมาวัดคุณธรรมจริยธรรมได้หรือไม่ นี่คือคำถาม ในขณะที่การวิจัยบอกว่ามีเทคโนโลยีที่วัดได้ ถ้าจะวัดความมีวินัย ความซื่อสัตย์สุจริต จิตสาธารณะ ของแบบนี้เป็นทัศนคติที่สามารถวัดได้แล้ว
กลับมาที่ สกว. ต้องไปพัฒนาตรงนี้ให้วัดอย่างไร จะจัดการอย่างไร วัดแล้วดูแนวโน้มที่เกิดขึ้นว่าดีขึ้นหรือไม่ ส่วนที่สองที่จำเป็นต้องมี แทนที่จะวัดเนื้อหาควรไปวัดสมรรถนะ (competency) ทั้งสมรรถนะทางภาษา คอมพิวเตอร์ การมีชีวิต การสื่อสาร ถ้าวัดแล้วสมรรถนะเหล่านี้ดีขึ้น ก็ยืนยันว่าการพัฒนาทางการศึกษาดีขึ้น เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ตอบได้จากกระบวนการวิจัย เอาการวิจัยเข้ามาจับ ถ้าใช้เพียงแค่คนรู้สึก ก็ไม่ใช่คำตอบจริง

ยกตัวอย่างที่ ดร.ไพรินทร์ พูดถึงเราอยากได้ท็อป 5 ท็อป 3% อันนี้เป็นทิศทางที่เราจะต้องไปเพื่อให้ประเทศแพ้ พอทำอย่างนั้นเข้าก็เกิดความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้น ความจริงแล้วที่ ดร.สมเกียรติ พูดถึงการศึกษาเด็กเล็กตั้งแต่เกิดจากปฏิสนธิไปจนอายุ 2 ขวบ อยู่ในความดูแลของกระทรวงสาธารณสุข เพราะเป็นเรื่องสุขภาพ อาหาร ตั้งแต่อายุ 2-4 ขวบเป็นเรื่องที่บ้าน เรื่องของสังคมไทย ตั้งแต่ 4 ขวบเป็นต้นไปเป็นเรื่องของการเข้าโรงเรียนอนุบาล นั่นก็เป็นระบบการศึกษา สังคมไทยในปัจจุบันจะมีเด็กอยู่กับปู่ย่าตายาย พ่อแม่ทำงานในเมือง ตายายจะข้ามรุ่นมาดูเด็กเล็กได้อย่างไร นี่คือปัญหา แม่ที่ยังเป็นนักเรียนอยู่จะทำอย่างไร ดังนั้นไม่ใช่แค่จะบอกว่าดูแลเด็กเล็กให้ดี แต่กลายเป็นว่าจะทำอย่างไรถึงจะดูแลเด็กเล็กให้ดีในความหลากหลายที่มีอยู่ อันนี้ต้องการการวิจัยทั้งสิ้นเพื่อที่จะไปแก้ปัญหานั้น

political view ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดให้ไปแก้เด็กเล็ก ตั้งคณะกรรมการอิสระมาเพื่อจะเข้าไปดูของจริงว่าเด็กเล็กต้องแก้อย่างไร ถ้าเด็กอยู่ในครอบครัวที่ดีแล้วก็เป็นอย่างหนึ่ง แต่ถ้าไม่ดูแลให้ดี เด็กก็มาเป็นท็อป 5% ไม่ได้แล้วคนจนในชนบทจะเจริญขึ้นได้อย่างไร พ้นวงโคจรนี้ได้อย่างไร มีสอบคอมพิวเตอร์โอลิมปิก มีสามเณรท่านแข่งชนะตั้งแต่ฟิสิกส์แห่งชาติ ถามว่าท่านเรียนที่ไหน เรียนโรงเรียนปริยัติ เรียนเองหมด อ่านตำราเองจนสามารถแข่งฟิสิกส์ได้ เพราะฉะนั้นช้างเผือกมีอยู่ในป่าต้องให้โอกาสเขาด้วย แต่โอกาสตอนนี้มันไม่มี มีเหลือเกินจริง ๆ ที่กว่าจะผ่านโอกาสได้ เอาไปเข้าโรงเรียนแล้วไม่มีความรู้ตรงนั้นที่จะสอนให้เขาดีได้ เพราะฉะนั้นความเหลื่อมล้ำต้องไปคิดถึง 5% จริง ๆ ไม่ใช่ 5% ของคนที่มีฐานะดี ตรงนี้ทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วจะวัดได้อย่างไรต้องไปตีความเรื่องการวัด และวัดด้วยทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ
การศึกษาเป็นหน้าที่ของบิดามารดา
ดร.ไพรินทร์ พยายามสร้างความเข้าใจก่อนว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศรัฐสวัสดิการ เราจ่ายรายได้ภาษี 35% ก็บ่นว่าสูง แต่หลายประเทศจ่ายกัน 50-60% ได้เรียนฟรี ที่นี่เราอยู่ในกับดักประชานิยม ยกตัวอย่างประเทศเกาหลี ผลของการศึกษาระดับประถมวัย กระทรวงศึกษาเกาหลีรับผิดชอบ 100% ขึ้นมาประถมศึกษารัฐทำ 80% มัธยมศึกษารัฐทำเพียง 50% ระดับมหาวิทยาลัยทำแค่มหาวิทยาลัยดี ๆ 25% เท่านั้น จะเห็นว่าเกาหลีจับจุดที่ ดร.สมเกียรติพูด เพื่อไม่ให้มีเด็กหลุดรอดระบบ ไม่ให้มีช้างเผือกหลุดรอดไป ถ้าบนภูเขามีนักเรียน 13 คน ครู 2 คน เราต้องเอามารวมกันเพื่อให้เกิดแมส เราก็ต้องตามไปสอนและต้องเป็นครูที่ดีที่สุดด้วย

เกาหลีบอกว่าการศึกษาระดับสูงเป็นหน้าที่ของผู้ปกครอง รัฐทำแค่ส่วนเดียวโดยที่เงินอยู่ในส่วนข้างล่าง ในขณะที่ประเทศกำลังรีบเร่งพัฒนา อาจจะต้อง adopt concept ท็อป 5 แต่เมื่อประเทศดีขึ้นอาจจะต้องเลิกแล้วทุกคนไปด้วยกัน ไม่มีทางเลือก จริง ๆ แล้วที่เกาหลีการแข่งขันเรื่องท็อป 5 รุนแรงมาก เด็กต้องเรียนหนังสือ อาจารย์มหาวิทยาลัยยังฆ่าตัวตายเลย ระบบที่บีบคั้นเช่นนี้คุณยอมรับได้อย่างไร มีอาจารย์ท่านหนึ่งตอบว่า เราเป็นประเทศกำลังพัฒนา จำเป็นจะต้องมี generation หนึ่งที่ต้องเสียสละเพื่อพัฒนาให้ประเทศเจริญ ซึ่งประเทศญี่ปุ่นก็มี generation ที่ทำงานหนักเพื่อให้ประเทศเจริญมาแล้ว เกาหลีเลียนแบบประเทศญี่ปุ่น ยอมแบกภาระนั้นเอาไว้ เครียด ฆ่าตัวตาย การแข่งขันสูงมาก มิฉะนั้นประเทศจะก้าวกระโดดไม่ได้ แต่ถ้าทำได้แล้วเราก็คงทำเหมือนฟินแลนด์เอาทุกคนเฉลี่ยเท่า ๆ กัน เพราะมาตรฐานถูกยกขึ้นไปแล้ว

ดร.ไพรินทร์ ย้ำว่าในเรื่องนี้ไม่มีคำตอบจริง ๆ แต่เราสามารถเลียนแบบหรือเรียนรู้จากเรื่องราวตรงนี้ได้ และที่สำคัญที่สุดเราต้องไม่อยู่ในกับดักของประชานิยม คำว่า “เรียนฟรี 15 ปี นี่คืออะไร” เราไม่ได้ดูคุณภาพของ 15 ปีนี้ และเถียงกันว่าจะอยู่ตรงไหน เราก็รู้ว่าไม่มีการเรียนฟรีในประเทศไทย ให้เงิน 3,000-5,000 บาท ไปซื้อกระโปรงตัวหนึ่ง อย่างนั้นเรียกเรียนฟรีหรือเปล่า เราปล่อยให้ตัวเราหลอกตัวเราเอง ฉะนั้นตัวของการศึกษาก็เลยติดอยู่ในกับดักที่ เราไม่กล้าที่จะพูดและกล้าที่จะออกมา เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ไปเขียนในรัฐธรรมนูญด้วย คำพูดที่น่าจะถูกต้องที่ต้องเขียนในรัฐธรรมนูญคือ เด็กทุกคนจะต้องได้รับโอกาสในการเรียน และเจตนาที่จะต้องบอกว่าหน้าที่การให้การศึกษาเป็นหน้าที่ของบิดามารดา ท่านไม่สามารถผลักให้รัฐได้ รัฐเป็นผู้ช่วยสนับสนุน เพราะฉะนั้นการเรียนฟรี15 ปี เรียนโรงเรียนของรัฐแล้วทุกอย่างจบปัญหา รัฐมีหน้าที่ทำให้สำเร็จที่สุด ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นหน้าที่ของผู้ปกครอง เป็นความรับผิดชอบร่วมกัน มาพูดตอนนี้ก็อาจจะสายไปเสียแล้ว เพราะบันทึกอยู่ในรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้ว
สิ่งสำคัญที่สุดคือ พลังทางสังคม
องค์ความรู้ที่มีอยู่รวมถึงงานวิจัยของไทยไม่น่าด้อยกว่าใคร แต่หลายครั้งไม่เคยถูกนำไปใช้ ระบบการศึกษามีปัญหาต้องแก้อะไร อย่างไร
ดร.สมเกียรติ ตอบว่าจากการทำวิจัยเรื่องการปฏิรูปการศึกษามา 3-4 ปีก่อนนี้ มีทีมงานช่วยคิดโจทย์หลาย ๆ เรื่อง แต่ตัวเองก็ไม่ทราบจะตอบว่าอะไร ยังต้องค้นคว้าวิจัยกันอีกพอสมควร โดยเฉพาะความรู้ที่จะต้องเอาความรู้เรื่องวิชาการมาฟิตกับโลกความเป็นจริง เช่น เรารู้แล้วว่าครูเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการปฏิรูปการศึกษาได้ การที่จะฝึกครูดี ๆ ในสเกลใหญ่ในเวลาที่สั้น ๆ จะทำอย่างไร ผมไม่มีคำตอบ และคิดว่าเพื่อนร่วมงานร่วมคิดกันมาก็ยังไม่มีคำตอบ ถ้าเป็นเวลา 10-20 ปี คงมีคำตอบทางออกของมันได้

เรากำลังจะเปลี่ยน generation ของครูประมาณ 2 แสนกว่าคนในอีกสิบปีข้างหน้านี้ ครูต้องเกษียณออกจากราชการและต้องมีครูใหม่ แต่ละปีจะรับเฉลี่ย 2 หมื่นคนต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ 10 ปี เราจะหาครูป้อนต่อเนื่องไปได้อย่างไร เราตั้งคำถามหนึ่งว่ามีปัญหา political view หรือไม่ แต่อีกส่วนหนึ่งภาควิจัย ภาคการศึกษาเราก็ยังมีจุดอ่อนอยู่ด้วยเช่นเดียวกัน ก็ต้องคิดกันต่อ ทำกันต่อ แต่บางเรื่องจะเห็นว่าถ้าทำไปถึงจุดหนึ่งแล้ว political view ที่ ศ. นพ.จรัส ให้ความสำคัญนั้นมีความสำคัญมาก ๆ ยกตัวอย่างประเทศที่การศึกษาดี ๆ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ฟินแลนด์ สิงคโปร์ แคนาดา แต่ละที่จะไม่ใช่ที่ที่จะฝึกครูด้วยสถาบันแห่งใดก็ได้ เช่น ฟินแลนด์มีสถาบันที่ฝึกครูอยู่เพียง 8 แห่งที่มีคุณภาพสูง ในขณะที่ประเทศไทยมีอยู่ 80 แห่ง ถ้าเหลือ 7-8 แห่ง political view จะสำคัญมาก เพราะว่าจะกระทบกับผลประโยชน์ ไม่ใช่เพราะประโยชน์ของครูโดยตรง กระทบต่อครุศาสตร์ที่เปิดสอนโดยตรงที่เปิดสอนกันมีคุณภาพบ้างไม่มีคุณภาพบ้าง เหล่านี้คือเรื่องของ political view แต่สมมติถ้าเรามีโอกาสได้คุยกับนายกรัฐมนตรีหรือท่านรองนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.ประจิน ท่านถามว่าให้ทำอะไร ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายวิจัยบอกได้หรือไม่ ถ้าบอกไม่ได้ก็เป็นจุดอ่อนของเราเองที่ต้องทำความรู้ให้แตกฉาน เมื่อได้ความรู้แล้วก็อย่าหวังว่ารัฐบาลจะทำได้ทุกเรื่อง หรือสามารถสั่งได้ทุกเรื่อง เพราะแต่ละเรื่องมีเศรษฐศาสตร์ทางการเมืองของมัน การที่รัฐบาลจะเอาชนะได้ก็คือความมุ่นมั่นทางการเมืองที่สำคัญ แต่ตัวที่สำคัญที่สุดคือพลังทางสังคม
 
การปฏิรูปที่จะสำเร็จได้จะต้องมี 3 เรื่อง หนึ่งคือความรู้ที่ถูกต้อง ความรู้ที่เป็นที่แปลไปสู่การปฏิบัติได้ สองคือ ความเห็นชอบของคนในสังคม นี่คือทางที่ถูกไม่ใช่สิ่งที่นักวิชาการคิดกันเอง แปลว่างานวิจัยจะต้องมีความเชื่อมต่อคนในสังคม จะต้องมีการสื่อสารกันสองทาง มีการปรึกษาสาธารณะ เรียนรู้ซึ่งกันและกันจากตัวอย่างจริง และสามคือ ไปสู่ political view ถ้าใช้ศัพท์ ศ. นพ.ประเวศ วะสี คือ “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ที่ท่านคิดมานานแล้ว และใช้ในการปฏิบัติมาหลายเรื่อง แต่ต้องคิดกันต่ออีกเยอะเพราะสภาพการเมืองของประเทศไทยไม่ใช่เรื่องง่าย งานที่ ศ. นพ.จรัส ดร.ไพรินทร์ ทำอยู่ 20 ปีที่ผ่านมาเรามีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 21 คน แปลว่าแต่ละท่านเฉลี่ยอยู่ไม่ถึง 1 ปี เมื่อเข้ามาท่านจะรู้ว่าอายุในตำแหน่งท่านจะยืนยาวขนาดไหน ในขณะที่ท่านมีตัวอย่างมาก่อนหน้า ถ้าเฉลี่ยอยู่ 1 ปี แต่ต้องทำงานแบบ 10 ปีถึงจะเห็นผลแบบที่ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าว จึงไม่แปลกใจว่ารัฐบาลแต่ละรัฐบาลเลือกทำโปรเจ็ก improve เรื่องบางเรื่องเพื่อให้ได้ quick win ผลสำเร็จในระยะเวลาสั้น ๆ ไม่มีใครคิดถึงเรื่องการปฏิรูปที่แท้จริง เพราะมีความเสี่ยงทางการเมืองกว่าจะเห็นผล ผู้แพ้นั้นรู้สึกทันที ผู้ชนะคือพ่อแม่คือเด็ก กว่าจะเห็นผลคือกว่า 10 ปีขึ้นไป เพราะฉะนั้นพลังสังคมจึงสำคัญมาก ๆ ที่จะต้องช่วยกันด้วย
“ครู” ปัญหาใหญ่ที่ต้องรีบแก้ไข
กลไกสำคัญทางการศึกษา การสร้างคนคือ “ครู” ซึ่ง ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส กล่าวว่าขณะนี้มีการพิจารณาเรื่องครูอยู่เยอะ ปัญหาสลับซับซ้อน แต่ปัญหาที่ค่อนข้างชัดคือ เรายังไม่เคารพครู ครูเป็นเครื่องมือเท่านั้น แต่ระบบของเราเวลาพูดถึงครู ไม่ได้พูดถึงใจของครู คุณภาพของครู ของการศึกษา เพราะฉะนั้นจริง ๆ ทำอย่างไรครูถึงจะมีศักดิ์ศรี ครูเคารพตัวเอง คนอื่นเคารพครู

ถ้าดูในประเทศต่าง ๆ ตัวอย่างชัดเจนว่าครูอยู่ในฐานะที่เคารพ หมายถึงเงินเดือนไหม ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ขณะนี้กลายเป็นว่าผู้บริหารหรือผู้จัดการในระดับสูงเป็นคนสั่งครู และระบบทำให้ครูต้องกลายเป็นคนต้องประจบสอพลอ ความเป็นครูหายไป จะต้องทำอย่างไรถึงต้องเอาคนที่คุณภาพดี เป็นคนดีคนเก่งเข้ามาเรียนครู อันนั้นคือคำถามใหญ่ว่าต้องทำอย่างไร ตรงนั้นคือส่วนที่ต้องแก้ไข ไม่ใช่แก้ด้วยเรื่องของนอกกาย แต่ต้องแก้ด้วยใจ
องค์กรต้องรับระบบภายในเพื่อรองรับ GEN Y-Z
หลายคนบอกว่าการลงทุนกับเด็กนั้นสำคัญ เพราะเป็นรากฐานของประเทศ แต่บางครั้งกว่าจะได้ใช้มันสมองเหล่านี้ก็ใช้เวลานาน บริษัทใหญ่ของไทยที่เก่ง ๆ อยู่ในระดับโลกเหมือนกับจะสามารถพัฒนาบุคลากรให้เทียบเท่ากับนานาอารยประเทศทั่วโลกได้ บทบาทของบริษัทที่จะมีต่อการพัฒนาประเทศในการสร้างคน และขยายคนคุณภาพไปสู่งคุณภาพของสังคม ดร.ไพรินทร์ อยากให้วิเคราะห์เกี่ยวกับตัวผู้ฝึกอบรมก่อน พวกเราในที่นี้อายุเกิน 50 ปี คือ baby boomer ต่ำลงไปจนถึงอายุ 30 ปีกว่า คือพวก Gen X ในสมัยก่อนก็ถือว่าเป็นเจนใหม่ แต่ตอนนี้ในโรงเรียนน่าจะเป็น Gen Y เกิดอยู่ในช่วงประถมศึกษาน่าจะเป็น Gen Z ซึ่ง Gen Y-Z เกิดมาพร้อมกับการมีอินเทอร์เน็ต เด็กพวกนี้ถ้าลองสังเกตก่อนที่เขาจะเข้าเรียนอนุบาล เขาเล่นอินเทอร์เน็ตได้แล้ว

ลักษณะพิเศษของเด็ก Gen Y อายุ 20 ปี อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง อายุ 25 ปีอยากมีเงินล้าน อายุ 35 ปีอยากเกษียณตัวเองไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีใครสร้างโมเดลนี้ให้เขาดูแล้วเด็กจะเชื่อว่าทุกคนเป็นสตาร์ทอัพได้หมด สตีฟ จ๊อบ ทำได้ เราก็ทำได้ อยากชวนให้ทุกคนคิดเรื่องนี้ว่าในองค์กรของพวกเราซึ่งมีผู้บริหารที่ผ่านอุปสรรคปัญหามามากมาย เราคือกลุ่มบุคคลที่ถูกสอนให้เปลี่ยนแปลงอะไรต่าง ๆ ได้ยากมาก เพราะไม่ชินกับการเปลี่ยนแปลง แต่เด็กใหม่ ๆ ที่เข้ามา เป็นพวก child center ที่ระบบการเรียนการสอนเปลี่ยนไปแล้ว ฉะนั้นถ้าองค์กรมีการบริหารแบบบุคคลเดียว ท่านก็เตรียมตัวเจ๊งได้เพราะเด็กที่รับเข้ามาเขาก็จะอยู่แค่ 3-4 ปีก็ไปแล้ว ถ้าทนทำงานไปเรื่อย ๆ 5 ปีจะได้ขึ้นเป็นส่วนเป็นฝ่าย เขาไม่อยู่กับเราเพราะเด็กเชื่อมั่นในตัวเอง มีแรงผลักดันสูง

ที่ผ่านมาในหลายองค์กรที่เคยบริหาร สิ่งที่เรากำจัดออกไปนั้นก็คือ หน่วยฝึกอบรม เราจะฝึกอบรมได้อย่างไรเมื่อเด็กพวกนี้มีความรู้มากกว่าเรา เขาสามารถหาความรู้ได้ตัวเอง ฉะนั้นเราเปลี่ยนจากคำว่า ‘ฝึกอบรม’ เป็น ‘เรียนรู้’ แล้วจัดหลักสูตรให้เด็กเลือกเรียนของเขาเอง เขาเข้ามาในองค์กรเหมือนเข้ามาในมหาวิทยาลัย มีหลักสูตรให้เลือกว่าปีนี้อยากจะเรียนอะไร มีกี่หน่วยกิต เป็นหลักสูตรขั้นพื้นฐาน ขั้นกลาง ขั้นสูง คนที่จบวิศวะมาอาจจะเลือกการเงิน เมื่อเด็กเรียนจบมาแล้วสามารถรวมกลุ่มกันได้แล้วเสนอโปรเจคมาได้เงินก้อนหนึ่ง สามารถทดสอบสิ่งที่คุณเรียนมาได้ ถ้าเขาไม่ได้ทำ เขาไม่อยู่กับเรา ยื่นใบลาออกภายใน 2-3 ปีแล้วไปหาที่ที่เปิดโอกาสให้เป็นสตาท์อัพ ซึ่งในแง่ของโลกความเป็นจริง สตาท์อัพที่ประสบความสำเร็จมีไม่ถึง 10%

สตาท์อัพมีปัญหามาก เพราะที่ไม่ประสบความสำเร็จก็มีจำนวนมาก ทุ่มทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเจ๊งก็จบ กลุ่มเด็กจบใหม่เป็นกลุ่มที่มีหนี้มากที่สุด ดังนั้นองค์กรธุรกิจต้องปรับ เราไม่สามารถใช้ระบบกลุ่มบุคคลเมื่อ 30 ปีที่แล้วกับเด็กจบใหม่ที่ไม่สามารถทำงานใช้แรงงานได้ เพราะเขาถูกสอนมาให้ทำงานโดยใช้สมอง ไม่สามารถทำงานได้เกินกว่าวันละ 8-9 ชั่วโมงได้ เพราะจำเป็นจะต้องมีชีวิตส่วนตัว ซึ่งไม่ใช่ความผิดของเขาด้วย สิ่งที่เราต้องทำคือต้องปรับระบบภายใน เพื่อให้รองรับคนกลุ่มนี้ เด็กเกิดใหม่น้อยลง และเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจ้างแรงงานต่างด้าว สุดท้ายปัญหาของการศึกษาไทยอาจจะเป็นว่า เราจะสอนแรงงานเหล่านั้นที่อยู่ในไทยให้เก่งพอที่จะแก้ปัญหาขาดเด็กไทยขึ้นมาด้วยหรือไม่ ไม่ใช่แค่การปฏิรูปการศึกษาในประเทศไทย เพื่อให้ประเทศไทย 4.0 ประสบความสำเร็จ
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
ดร.สมเกียรติ พูดถึงเรื่องทัศนคติ และแนะนำหนังสือที่อยากให้ทุกคนได้อ่านเพราะพูดถึงการเลี้ยงลูกอย่างไรให้รุ่งชื่อว่าหนังสือ “How children succeed” หนังสือนี้มีแปลเป็นภาษาไทย สรุปง่าย ๆ คือเด็กที่ประสบความสำเร็จหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ไอคิว อยู่ที่อุปนิสัย คาแร็คเตอร์ที่สำคัญสิ่งแรกคือ “ความอดทน” การทดลองก็คือ ให้มาร์ชเมลโลชิ้นหนึ่งแก่เด็ก 4-5 ขวบ บอกว่าถ้ายังไม่รับประทานตอนนี้ ภายใน 15 นาทีนี้ สามารถอดทนได้ จะได้มาร์ชเมลโลเพิ่มเป็น 2 ชิ้น เมี่อคนทดลองเดินออกจากห้องไป แต่ห้องเป็นกระจกด้านเดียว มองเห็นเด็กได้ แล้วติดตามเด็กเป็นเวลา 30-40 ปี เด็กที่ติดยาน้อย ไม่ตั้งครรภ์ก่อนอายุที่เหมาะสม เรียนจบมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้ มีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับเด็กที่ไม่ทานมาร์ชเมลโลทันที นี่คือหัวใจของการคิดเรื่องคนในยุคต่อไป แม้ไอคิวจะสำคัญ แต่คาแร็คเตอร์สำคัญมากกว่า คาแร็คเตอร์จะช่วยให้อยู่รอดได้และมากับสิ่งที่เรียกว่า “ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21”

ความรู้เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ตัวอื่นก็สำคัญด้วย ทัศนคติและทักษะ ไม่ว่าจะเป็น creativity หรือ corporate เรื่องนี้เป็นจุดตั้งต้นในการปฏิรูปเรื่องการศึกษา เพราะ paradigm ที่เราคุยกันในเรื่องการศึกษานั้นก็คือ ในมุมของพ่อแม่เลี้ยงลูกยังไงให้เก่งกว่าลูกของเพื่อน เพื่อจะได้สอบเข้ามหาวิทยาลัย ได้ชนะลูกของชาวบ้าน นี่คือทัศนคติที่วัดกันจากผลการเรียน แต่ถ้าดูกันยาว ๆ ว่าเด็กแต่ละคนสำเร็จได้อย่างไร จะพบว่าการที่ลูกเราประสบความสำเร็จหรือไม่นั้นไม่ใช่ว่าเด็กจะชนะเกมมาแล้ว แต่ทุกคนเติบโตมาได้ถ้ามีเป้าหมาย นี่คือจุดสำคัญ
อยากจบประเด็นที่ว่ารัฐบาลจับเรามาปรับทัศนคติ 3 ปีกว่าแล้ว ถึงเวลาแล้วที่เราจะจับรัฐบาลและสังคมมาปรับทัศนคติต่อเรื่องการศึกษา เช่น ปรับทัศนคติพ่อแม่ว่าการที่ลูกจะอยู่ได้ต่อไปนั้นไม่ต้องการทักษะแบบเดิม คือเหนือกว่าเพื่อน เก่งกว่าเพื่อน แต่ต้องมีทักษะที่ทำให้เด็กเรียนรู้และอยู่รอดด้วยตัวเองได้ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงมหาศาล ถ้าทัศนคติแบบนี้การเรียนการสอนก็จะเปลี่ยนไป

โรงเรียนทางเลือกส่วนมากอยากจัดการเรียนการสอนแบบนี้ แต่พ่อแม่ไม่เอาด้วยเพราะคิดว่าลูกจะไม่ได้เข้าเรียนในที่ที่คิดว่าดีได้ สังคมเองก็มีทัศนคติต่อการศึกษาว่าการปฏิรูปเป็นไปไม่ได้ในชั่วชีวิตนี้ นี่คือทัศนคติลึก ๆ เพราะไม่เคยเห็นตัวอย่างการปฏิรูปการศึกษาในประเทศไทยที่ทำแล้วประสบความสำเร็จ งานของ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส และ ดร.ไพรินทร์ เป็นงานสำคัญและยากยิ่ง เพราะสังคมไทยดูเหมือนนอกจากจะเฉื่อยชาแล้วยังอ่อนล้ากับการปฏิรูป ยกตัวอย่างเพียงรัฐบาลนี้เพียงรัฐบาลเดียวตั้งคณะกรรมการปฏิรูปของ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส เป็นคณะกรรมการชุดที่ 5 ชุดแรกคือชุดสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ส่วนสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็มีกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษา มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเอง คือ ซุปเปอร์บอร์ดการศึกษา และมีประชารัฐอีก 2 ชุด

สังคมไทยผ่านกระแสที่รัฐบาลอยากจะปฏิรูป แต่การปฏิรูปดูเหมือนไม่คืบหน้า มีความท้าทายเยอะ สังคมดูเหมือนจะสิ้นหวัง ไม่เชื่อแล้วว่าการปฏิรูปนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วชีวิตนี้ เพราะฉะนั้นสังคมจะต้องปรับทัศนคติให้เกิดขึ้น และสุดท้ายต้องปรับทัศนคติรัฐบาล ไม่ใช่เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่วางโครงการเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปเรื่อย ๆ รัฐบาลต่อไปถ้า commit กับการศึกษา จะต้องเลือกรัฐมนตรีที่เกรดดีเพื่อดูแลกระทรวงนี้ แล้วให้เขาได้ทำงานกับสังคม ให้นโยบายต่อเนื่องไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาโดยไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปเพื่ออะไร ตัวอย่างง่าย ๆ คือ เปลี่ยนระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งไม่เข้าใจจนวันนี้ว่าเปลี่ยนแต่ละครั้งมุ่งหวังว่าจะได้อะไร บทเรียนจากการเปลี่ยนในอดีตสอนอะไร จึงมาเปลี่ยนในวันนี้แบบนี้ ผมอยากเห็นการเปลี่ยนทัศนคติของคนในสังคม ถ้าเปลี่ยนได้...ประเทศไทยจะมีอนาคต

ทรัพยากรมนุษย์และการศึกษาเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ ดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงควรให้ความสำคัญเกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ รวมถึงการปรับเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่เหนือสิ่งอื่นใด ขอทุกท่านได้อย่าเหนื่อยล้า อย่าท้อแท้ เพราะนี่คือประเทศของเรา
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 135    หน้าที่ : 04    จำนวนคนเข้าชม : 164   คน