เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2660520

รายละเอียด

จากเมืองอกแตก สู่เมืองท่าแห่งลุ่มน้ำเอลเบ

 

 
ผมศึกษาอยู่ในหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก เพื่อน ๆ ที่เรียนในกรุงเทพฯ หลายคนมักถามผมว่า มหาวิทยาลัยนเรศวรอยู่ส่วนไหนของประเทศไทย ??? แต่ไม่เป็นไรครับ มหาวิทยาลัยของผม ตั้งอยู่ที่เมืองพระพิษณุโลก สองแคว เป็นเมืองอกแตก เพราะมีแม่น้ำน่านไหลผ่ากลางเมืองนะครับ และเมืองแห่งนี้ยังเป็นสถานที่พระราชสมภพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอีกด้วย แต่หลายคนก็คงยังไม่รู้ว่า อยู่ตรงไหนกัน ถ้าผมบอกว่า มหาวิทยาลัยของผมอยู่ในจังหวัดที่มีพระพุทธชินราช ทุกคนจะเข้าใจทันทีครับ
 
หลังจากที่ผมได้รับเงินทดรองจ่ายจากโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) แล้ว ผมเริ่มวางแผนเกี่ยวกับการทำวีซ่า เพราะผมเข้าไปอ่านในเว็บไซต์พันทิปดอทคอม เกี่ยวกับความโหดของเจ้าหน้าที่สถานทูตเยอรมนีประจำประเทศไทยแล้ว ขนลุกเลยครับ (อันนี้ผมไม่ได้พูดเองนะครับ แต่รีวิวเขาว่ากันแบบนั้นครับ) ผมเริ่มหนักใจกับประเภทของวีซ่าที่ผมจะต้องเลือก “หนักใจครับ !!!” เงื่อนไขของผมคือ จะต้องอยู่ให้ครบ 6 เดือน และอยู่ในสภาพของนักศึกษาด้วย ตามหนังสือเชิญที่อาจารย์ที่ปรึกษาต่างชาติเขียนระบุมา ผมเริ่มงงว่าจะเลือกวีซ่าแบบนักศึกษา หรือวีซ่าแบบพำนักระยะยาว ผมตัดสินใจหาข้อมูลจากทั้งยูทูบ และเว็บบล็อกต่าง ๆ ที่ได้แชร์ประสบการณ์เอาไว้ ผมหาทางออกไม่ได้ สุดท้ายผมส่งอีเมลไปขอรับคำปรึกษาจากสถานทูต และเจ้าหน้าที่จากสถานทูตก็ติดต่อกลับมา และให้ผมเลือกวีซ่าแบบพำนักระยะยาว ผมก็ต้องลงตามนั้นครับ
โหดจริงไหม??? วีซ่า ณ สถานทูตเยอรมนี
ก่อนวันที่ผมจะเดินทางไปที่สถานทูตเยอรมนี ผมได้เตรียมเอกสารมากมาย และใช้เวลาเตรียมเอกสารเกือบ 1 สัปดาห์ครับ เพราะการขอวีซ่าประเภทนี้สู้กันด้วยหลักฐานครับ ผมกลัวมาก ๆ ที่จะต้องเผชิญกับการทำกิจกรรมบางอย่างครั้งแรกแบบนี้ แต่การอ่านประสบการณ์ของคนอื่น มันช่วยให้ผมเบาใจลงมากครับ และแล้ววันที่รอคอยก็มาถึง...ก่อนถึงวันรอคอย ระเบียบของสถานทูตเยอรมนี จะต้องทำเรื่องจองวันเข้ายื่นเอกสารของวีซ่าล่วงหน้าก่อนครับ ผมก็ทำตามนั้น

เช้าวันที่รอคอยก็มาถึง ผมตื่นนอนประมาณตีสี่ เพราะผมนอนบ้านที่พัทยาครับ และต้องรีบขึ้นรถเมล์ เพื่อเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งผมต้องไปให้ทันนัดหมายก่อนเวลา 09.30 น. แต่ด้วยอำนาจแห่งบารมีของพระเจ้าฟรีดริชที่ 2 แห่งปรัสเซีย ผมมาก่อนเวลาครับ ผมมาถึงหน้าสถานทูตเวลาประมาณ 07.45 น. ผมเจอผู้คนที่กำลังมายืนรอเข้าคิว เพื่อเข้าไปในสถานทูตเยอรมนีจำนวนมาก ตอนแรกผมไม่รู้ว่า เบื้องหน้าของผมมันเกิดอะไรขึ้น ผมจึงลองถามพี่ผู้ชายที่อยู่ทางด้านหน้าว่า “พี่ครับ เข้าแถวกันทำไมเหรอครับ ที่นี่ใช่สถานทูตเยอรมนี หรือเปล่าครับ” และคำตอบของพี่ผู้ชายท่านนั้นก็ชัดเจน และดังอยู่ในหัวของผมตลอดเวลา ผมก็ทำตามขนบแบบที่พวกเขาทำ จนกระทั่งเข้าไปในสถานทูตได้ครับ ผมนั่งรอนานเลยทีเดียว เพราะเวลาของผมคือ 09.30 น.ครับ ก่อนเวลานัดหมาย 15 นาที ผมเดินไปที่จุดตรวจรายชื่อนัดหมาย และกดบัตรคิวเข้าช่องเบอร์ 13 ผมกลัวและกังวลมาก ๆ ครับ ประสบการณ์ที่เคยอ่านมาจากในเว็บไซต์พันทิป เริ่มเป็นจริงขึ้นมาทันที เมื่อผมได้ยินเสียงดังมาจากเจ้าหน้าที่ช่องอื่น ๆ มันเริ่มทำให้กลัวขึ้นมาอีกครั้ง แต่เมื่อถึงคิวของผมปรากฏว่า เหมือนสวรรค์มาโปรดผมยื่นเอกสารทั้งหมดที่เตรียมไว้ สำเนา 2 ชุด รับรองสำเนาด้วยนะครับ และเอาตัวจริงไปทั้งหมด เผื่อเขาขอดูครับ เขาคุยกับผมสั้น ๆ และบอกกลับว่า “ขอไปคุยกับหัวหน้าก่อนนะคะ” และเขาก็เดินมาบอกว่า “เสร็จแล้วค่ะ”

หลังจากนั้นผมก็เดินทางกลับมหาวิทยาลัย และวันศุกร์ผมก็ได้รับวีซ่าจากทางสถานทูตรวมแล้ว 5 วันทำการครับ ผมยื่นเรื่องวันจันทร์ วันพุธอนุมัติ และวันศุกร์ได้รับวีซ่าครับ
วิถีชีวิตแบบคนเยอรมัน
ไม่ใช่เรื่องง่ายนักกับการมาอยู่ต่างประเทศครั้งแรกของผม โดยเฉพาะการมาเยือนถิ่นสิงห์เหนือ ฮัมบูร์ก สิ่งแรก ๆ ที่นักศึกษาไทยมักจะเจอ คือ “culture shock” แม้ว่าผมจะหาข้อมูลมาอย่างดีเกี่ยวกับประเทศเยอรมนี แต่ก็ยังไม่เชื่อว่าผมจะทำเรื่อง “โป๊ะ!!!” ขึ้น แน่นอนว่าเยอรมนีเป็นประเทศที่มีวินัยสูง ระเบียบแบบแผนสุดยอด แถมยังต้องซื่อสัตย์ด้วยนะครับ

อย่างแรกต้องซื้อถุงเอง เวลาที่เราไปซื้อของจะต้องเอาถุงไปเอง ถ้าไม่ได้เตรียมมาที่ร้านขายของหรือห้างสรรพสินค้าจะขายถุงให้นะครับเริ่มตั้งแต่ 0.50 ออย (คนที่นั่นจะเรียกยูโรว่า “ออยโร”) อย่างที่สอง ร้านค้าจะปิดหลัง 2 ทุ่ม และวันอาทิตย์ร้านค้าปิดเงียบนะครับ ต้องเตรียมและตุนของเอาไว้ดี ๆ อย่างที่สาม น้ำดื่มมีแก๊ส (น้ำซ่า คล้าย ๆ โซดา) และน้ำดื่มไม่มีแก๊ส ต้องดูดี ๆ ว่าชอบดื่มน้ำแบบไหนนะครับ แต่ถ้าจะประหยัดก็เตรียมขวดน้ำไปกดในมหาวิทยาลัยก็ดีนะครับ ไม่ต้องเสียเงินด้วย อย่างที่สี่ ขวดพลาสติกห้ามทิ้งครับ ข้างขวดมีสัญลักษณ์คืนขวด จะขายได้เงินคืนนะครับ

ผมยังเคยคิดว่า กลางคืนวันศุกร์ เสาร์ จะออกไปย่านโลกีย์ของเมืองฮัมบูร์ก คือ “Reeperbahn” มีผับบาร์มากมาย วัยรุ่นจะไปกินดื่มกันอย่างสนุก และพวกเขาจะทิ้งขวดไว้ข้างถนน ถ้าไปเก็บมาหยอดตู้ขวด คงได้เงินหลายออยครับ คริคริ อย่างที่ห้า เข้าห้องน้ำนอกบ้านเสียเงินนะครับ เสียเงินประมาณ 0.50-1.00 ออย ดังนั้นต้องเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยก่อนออกจากบ้าน หรือว่าเข้าห้องน้ำในมหาวิทยาลัยให้เรียบร้อยครับ อย่างที่หก ห้องน้ำผู้ชายบางบ้านหรือบางสถานที่ห้ามยืนปัสสาวะครับ ต้องนั่งนะครับ จะมีป้ายติดบอกไว้ อย่างที่เจ็ด หากถูกเชิญไปทานข้าวที่บ้านเพื่อนชาวเยอรมันในวันอาทิตย์ ควรซื้อดอกไม้ไปให้เจ้าภาพด้วยนะครับ แต่ห้ามดอกไม้สีขาวนะครับ ไม่ดีครับ และอย่างสุดท้าย จะไปที่ไหน เช่น บ้านเพื่อน สถานที่ราชการ ทุกอย่างจะต้องนัดล่วงหน้าครับ เพราะจะไม่มีการไปโดยไม่มีการนัดหมาย ผิดมารยาทของเขานะครับ
 
ชีวิตในมหาวิทยาลัยฮัมบูร์ก (Universität Hamburg: UHH) ของผมก็สนุกสนานครับ เจอทั้งเพื่อนคนไทย คนเยอรมัน คนเวียดนาม คนอินโดนีเซีย คนเกาหลี คนจีน คนญี่ปุ่น และคนตุรกี อาคารเรียนที่ผมเรียนอยู่เป็นกลุ่มภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมตะวันออกชื่อว่า “Asien-Afrika-Institut” ทำให้ภายในอาคารเรียนของผม สนทนากันด้วยภาษาอังกฤษเป็นหลัก แต่เมื่อพ้นจากอาคารเรียนผมไปแล้ว อาคารเรียนอื่น ๆ มักจะใช้ภาษาเยอรมันเป็นหลัก

ระยะเวลา 6 เดือนที่ผมไปศึกษาและวิจัยภาคสนามในเมืองฮัมบูร์ก ผมได้มีโอกาสเข้าเรียนในรายวิชา สัมมนาวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษาภาคฤดูหนาว โดยอาจารย์ที่ปรึกษาของผมคือ ศ.ดร.Volker Grabowsky ซึ่งถือเป็นโอกาสดีมาก ๆ ที่ผมได้นำเสนอความก้าวหน้าวิทยานิพนธ์ เพื่อให้อาจารย์และเพื่อน ๆ ได้ช่วยกันถกคิด แต่ไม่ได้สวยอย่างที่คิดไว้เลยนะครับ ด้วยความหายนะของผม ภาษาอังกฤษในระดับที่ผมใช้ในชีวิตประจำวัน ได้นำพาผมพบกับหุบเหวแล้วครับ การสื่อสารภาษาอังกฤษของผมที่ไม่ค่อยดีนั้น ทำให้ผมต้องสอบซ่อมนำเสนอวิทยานิพนธ์ถึง 2 ครั้งครับ...นี่คงเป็นครั้งแรกของหลักสูตรที่มีการซ่อมแบบนี้ครับ แต่ด้วยกำลังจากเพื่อน ๆ ในห้องสัมมนา ทำให้ผมกล้าที่จะเผชิญหน้ากับการนำเสนอวิทยานิพนธ์เป็นภาษาอังกฤษอีกครั้งด้วยความทุลักทุเล ครับ

นอกจากการเรียนในห้องสัมมนาแล้ว ผมยังต้องลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามกับกลุ่มเป้าหมายในวิทยานิพนธ์ของผมด้วย ผมใช้พื้นที่เมืองฮัมบูร์ก และเมืองเบอร์ลิน เป็นพื้นที่หลักในการลงภาคสนาม และรวบรวมข้อมูลมาได้เกือบสมบูรณ์ตามที่ได้ตั้งใจไว้ แต่กว่าผมจะได้ข้อมูลทั้งหมดมาก็เกือบแย่เพราะ 3 เดือนแรก ผมต้องเข้าหากลุ่มเป้าหมายบ่อย ๆ จนพวกเรารู้สึกไว้ใจ และเก็บข้อมูลอื่น ๆ ต่อมาเรื่อย ๆ ครับ ผมคิดว่านี่เป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่ามาก ๆ ที่ได้มาศึกษาวิจัยในต่างประเทศครับ
 
สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากเพื่อนชาวเยอรมันหลาย ๆ อย่างคือ ความขยัน ความมุ่งมั่นเอาชนะความกลัว และจะต้องเรียนรู้ให้ถึงที่สุดครับ เพื่อน ๆ ชาวเยอรมันที่ผมรู้จัก เขาเรียนที่คณะวิทยาศาสตร์ ส่วนผมเรียนที่คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮัมบูร์กที่เดียวกัน พวกเรามักจะได้แลกเปลี่ยนทัศนคติกันบ่อย ๆ เกี่ยวกับเรื่องเรียน และวิถีชีวิตของวัยรุ่นที่แตกต่างกันระหว่างวัยรุ่นไทย และวัยรุ่นเยอรมัน แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ ความซื่อสัตย์ของพลเมืองเยอรมันครับ ผมแอบโหลดหนังสือเถื่อนมาอ่าน เมื่อเพื่อนเยอรมันเห็นผมทำแบบนั้น เขาบอกว่าทำแบบนี้ไม่ได้นะครับ มันผิดมาก ๆ ...ผมรู้สึกเสียใจมากๆ ครับ แม้ว่าการโหลดหนังสือเถื่อนจะไม่มีใครรู้เห็น แต่ใจเรารู้ คนเยอรมันเขาก็เครียดแล้วครับ ผมยอมรับว่าพวกเขาซื่อสัตย์มาก ๆ ขนาดพวกเขาไม่มีศาสนาและไม่ได้อยู่กับครอบครัว พวกเขาต้องแยกออกมาสร้างครอบครัวเองแล้วนะครับ แต่ผมยังขอเงินพ่อใช้อยู่เลยครับ สภาพสังคมไทยและเยอรมันแตกต่างกันมาก ๆ
วันที่ฟ้ามืดไปถึงเยอรมนี
ผมอดไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 แม้ว่าเวลาที่ประเทศไทย และประเทศเยอรมนีจะแตกต่างกัน 6 ชั่วโมง แต่ฟ้ามืดครึมจากประเทศไทย ได้ส่งมาถึงเยอรมนีด้วยเช่นกันครับ ความโศกเศร้า และเสียงร้องไห้ของพี่น้องประชาชนชาวไทย กับเหตุการณ์สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ยังดังก้องอยู่ในหัวของผม จากเสียงประกาศของโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ที่ผมฟังอยู่ที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนี “สำนักพระราชวังออกประกาศว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราชบรมนาถบพิตร สวรรคต” น้ำตาของผมไหลออกมาโดยไม่รู้ตัวครับ เป็นช่วงเวลาที่ช่างบีบหัวใจของคนไทยเหลือเกินครับ จากวันนั้นถึงวันที่ 100 แห่งการสวรรคต (20 มกราคม 2560) ผมได้เข้าร่วมกิจกรรมกับพี่น้องชาวไทยที่อาศัยอยู่ในเมืองฮัมบูร์ก ผมร่วมกิจกรรมจุดเทียน และบำเพ็ญกุศลถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 ณ ศาลาไทย Tierpark Hagenbeck เมืองฮัมบูร์ก
 
นอกจากนี้ ช่วงเวลาแห่งการสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9 ผมได้มีโอกาสร่วมกับพี่ ๆ และเพื่อน ๆ ที่เรียนในหลักสูตรไทยศึกษา สถาบันเอเชียแอฟริกาศึกษา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮัมบูร์ก จัดนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจที่สำคัญของในหลวง รัชกาลที่ 9 หลาย ๆ ภาพเหตุการณ์เป็นภาพที่พระองค์เสด็จเยือนยุโรป โดยเฉพาะภาพในหลวง รัชกาลที่ 9 เสด็จเยือนศาลว่าการเมืองฮัมบูร์ก (Rathaus) สถานีรถไฟ Dammtor และสระน้ำกลางเมือง (Alster) เมืองฮัมบูร์ก ผมประทับใจเมื่อดูภาพเหล่านั้น และแอบน้ำตาคลอ
เทศกาลคริสต์มาส กับเหตุการณ์รถบรรทุกพุ่งชนตลาดคริสต์มาสในเบอร์ลิน
ว้าว ว้าว !!! หิมะแรกตกแล้วครับ ผมดีใจมาก ๆ ที่ได้ยินเสียงดังจากนอกบ้านว่า หิมะตกแล้ว ผมรีบใส่เสื้อคลุม และหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาบันทึกภาพประทับใจไว้เลยครับ มันสวยงามมาก ๆ ครับ หิมะแรกมันจะขาวหน่อย ๆ เมื่อหิมะตกแน่นอนว่าอุณหภูมิที่หนาวเย็น ก็อุ่นตามไปด้วยนะครับ ผมเชื่อว่าหลายคนคงคิดเห็นเหมือนผม อากาศช่วงฤดูหนาวที่เยอรมนีมันช่างโหดร้ายเหลือเกินครับ เป็นความหนาวที่หอบเอาสายฝนมาด้วย...แย่ครับ ผมบอกเลยว่า เลือดกำเดาผมมักจะไหลออกมาให้ขายหน้าประชาชนเยอรมันอยู่บ่อย ๆ ครับ เพราะอากาศมันหนาวติดลบ แบบนิ่ง ๆ เหมือนอยู่ในตู้เย็น แต่ถ้าหิมะตก ความสนใจไปอยู่ที่หิมะก็ทำให้ความหนาวกลายเป็นความอบอุ่นได้นะครับ
 
ก่อนเทศกาลคริสต์มาส 2 สัปดาห์ ทุกหัวอำเภอ หัวเมือง หรือทุกวิหารของคริสตจักร จะต้องเปิดตลาดคริสต์มาส ซึ่งตลาดคริสต์มาสเป็นอะไรที่วัยรุ่นเยอรมันรวมถึงผมสนใจที่จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เพราะเป็นเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง ในตลาดคริสต์มาสจะมีของสองสิ่งที่จะต้องซื้อดื่มและรับประทานกัน อย่างแรกคือ ไวน์ร้อน แก้วละประมาณ 3-5 ออยครับ และไส้กรอกเยอรมันราดซอสเครื่องแกง ผมคิดว่าไส้กรอกเยอรมันเค็มมาก ๆ ครับ ไม่รู้ว่าใครที่เคยมาเที่ยวตลาดคริสต์มาสแล้วคิดแบบผมบ้าง แต่ถ้าไม่ลองสองอย่างนี้ จะถือว่าไม่ประสบความสำเร็จในการเดินเที่ยวตลาดคริสต์มาสนะครับ

คนเยอรมันค่อนข้างให้ความสำคัญกับเทศกาลคริสต์มาสมาก ๆ ครับ ผมต้องตุนอาหารไว้หลายวัน เนื่องจากช่วงคริสต์มาส ร้านค้าจะปิด พวกเขาจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ประดับต้นคริสต์มาส ซื้อของขวัญเตรียมให้กัน เตรียมอาหารเลี้ยง และนัดเพื่อนฉลองปาร์ตี้ โดยคืนวันที่ 24 ธันวาคม 2559 นับว่าเป็นวันสุกดิบ เป็นวันที่จะต้องเริ่มต้นการมอบของขวัญ ทานอาหารร่วมกันกับคนในครอบครัว ผมถูกเชิญให้ไปฉลองคริสต์มาสกับครอบครัวของอาจารย์ที่ปรึกษาครับ มื้ออาหารเย็นวันนั้น เมนูเป็นสลัดมันบด และไส้กรอกเยอรมัน ระหว่างที่รอเวลาข้ามผ่านไปวันที่ 25 ธันวาคม 2559 พวกเราก็นั่งเล่นบอร์ดเกม และก่อกองไฟ ส่วนผู้ใหญ่ที่หัวอนุรักษ์นิยมก็จะเดินทางไปสวดมนต์ รอวันแห่งการประสูติของพระเยซูที่วิหารใกล้บ้านครับ
 
ผมย้อนเล่ากลับไปในวันที่ 19 ธันวาคม 2559 เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี มีรถบรรทุกตั้งใจขับพุ่งชนตลาดคริสต์มาสกลางกรุงเบอร์ลิน ทำให้มีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บหลายรายครับ (ความจริงก่อนหน้านั้น 1 สัปดาห์ ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวตลาดคริสต์มาสที่นั่นด้วยเช่นกัน เก็บค่าเข้าตลาดตั้ง 1 ออยครับ) จากเหตุการณ์ ณ ช่วงเวลานั้น กำลังตำรวจทั่วเมืองฮัมบูร์กที่ผมอาศัยอยู่ก็เปิดสัญญาณเตือน และเคลื่อนกำลังพลไปยังจุดสำคัญที่มีตลาดคริสต์มาส เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เทศกาลคริสต์มาสหมดความสนุกไป พอรุ่งเช้าวันที่ 20 ธันวาคม 2559 มีความเข้มงวดในการตรวจขบวนรถไฟในสถานีสำคัญ ๆ และทุกหัวมุมถนนในเมืองฮัมบูร์ก ตำรวจยืนลาดตะเวน และถือปืนยืนเยอะมากมายครับ แต่ผมรู้สึกว่า ปลอดภัยมากกว่า คนเยอรมันเป็นคนที่ค่อนข้างใส่ใจในรายละเอียด และให้ความสำคัญกับทุกสิ่งทุกอย่าง ผมชอบวัฒนธรรมที่เคร่งครัดและใส่ใจทุกคนแบบนี้มากครับ
Mensa (ชื่อนี้มีแต่ของอร่อย ???) ศูนย์อาหารเลี้ยงชีพชีวิตนักศึกษา
ด้วยความที่พื้นที่มีจำกัด หัวเรื่องนี้อาจเป็นหัวเรื่องสุดท้ายที่ผมจะได้เขียนถึงประสบการณ์ในเยอรมนีครับ แน่นอนว่า “อาหารการกิน” เป็นอะไรที่สร้างความปวดหัวให้ผมไม่แพ้กับเรื่องของการใช้ภาษาอังกฤษเลยครับ ทันทีที่รู้ว่าอาหารของคนเยอรมันจะเค็ม ๆ จืด ๆ ผมแทบหยุดหายใจครับ ยิ่งใช้ชีวิตอยู่นานเท่าไร มันรู้สึกว่า “ไม่ไหวแล้ว” แต่ต้องอดทนและประหยัดครับ เพราะค่าครองชีพในเมืองฮัมบูร์กข้างค่อนสูง

อาหารหลักตอนเช้า ผมจะซื้อมาจากร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้า แล้วนำมาปรุงเองที่บ้านพัก แต่ก็ไม่เชิงได้ปรุงครับ เพราะเป็นขนมปัง แยม เนย นม อะไรทำนองนี้ ส่วนมื้อกลางวัน ผมจะมาฝากท้องไว้กับโรงอาหารของมหาวิทยาลัย เพราะราคาไม่แพง แถมจะได้กินอาหารแบบเยอรมัน ๆ สถานที่แห่งนี้นักศึกษาชอบเรียกว่า “Mensa”

ความจริงแล้ว นักศึกษาที่เรียนที่ฮัมบูร์ก พอได้ยินชื่อว่า “Mensa” มักจะส่ายหน้า เพราะอาหารที่นี่ รสชาติค่อนข้างไม่อร่อยถ้าเทียบกับร้านอาหาร แต่ผมว่ามันก็ใช้ได้ครับ ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่พวกเขากลัวกัน ผมถือว่าโรงอาหารมหาวิทยาลัยช่วยชีวิตผมไว้ ผมได้ค้นพบเมนูใหม่ตลอดเวลา รวมทั้งผมต้องเอาพริกป่น น้ำพริก และน้ำปลา พกเข้าไปในโรงอาหารด้วย เพราะบางทีก็จะขาดใจเหมือนกันครับ ส่วนมื้อเย็น ผมฝากท้องไว้กับ “โอปา” (หรือคุณตา ชาวตุรกี) ผมอยู่บ้านเดียวกับท่าน ท่านจะทำอาหารตุรกีให้ผมทานเกือบทุกมื้อ แล้วผมเองก็ทานไม่ไหวจริง ๆ ครับ เป็นอะไรที่ผมไม่คุ้นชินจริง ๆ แต่โอปา โอม่า หรือคุณตาคุณยายของผม ก็ขยันทำอาหารไว้ให้หลังกลับมาจากมหาวิทยาลัยทุกวัน ผมเกรงใจมาก ๆ และกราบขอบพระคุณทั้งสองท่านมาก ๆ ครับ

แต่อาหารการกินของผมก็ไม่ได้มาถึงจุดพังครับ เพราะระยะเวลา 3 เดือนหลังจากที่ผมสนิทกับกลุ่มเป้าหมายที่ผมลงพื้นที่ภาคสนามเก็บข้อมูล พวกเขาเป็นคนไทยและมักจะชวนผมไปวัดพุทธบารมี ฮัมบูร์ก ผมคิดในใจว่า “รอดแล้ว” เพราะทีมคนไทยที่ดูแลผม ผมเรียกพวกท่านว่า “ทีมแม่นางฟ้าทูนหัว” ทุกวันอังคาร และวันพฤหัสบดี ผมจะได้รับอาหารไทยมาจากวัดที่พวกท่านไปทำบุญ และแบ่งอาหารไว้ให้ผม หรือบางครั้ง แทบจะหลาย ๆ ครั้ง พวกท่านทำอาหารไทยมาจากบ้าน เอามาฝากให้ผมเป็นประจำครับ ผมเรียกเหตุการณ์เอาอาหารมาฝากว่า “ตกปิ่นโต” เพราะแทบไม่เคยอดอาหารไทยเลยครับ ถ้าไม่ได้พวกท่าน “ทีมแม่นางฟ้าทูนหัว” ผมคงต้องเฉาตายแน่ ๆ
 
ผมขอกราบขอบพระคุณทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนภิเษก และพี่ ๆ ผู้ดูแลนักศึกษาสังคมศาสตร์ รุ่นที่ 15 ครับ กราบขอบพระคุณ ศ. ดร.Volker Grabowsky และครอบครัว Grabowsky ที่ดูแลและเอาใจใส่ตลอดระยะเวลา 6 เดือน กราบขอบพระคุณทีมแม่นางฟ้าทูนหัวแห่งฮัมบูร์ก (หลายท่านคงสงสัยว่า แม่นางฟ้าทูนหัวคือใคร ท่านคือ กะเทยอาวุโสรุ่นแม่ ที่เคยประกอบอาชีพนักแสดงคาบาเรต์โชว์ที่ทิฟฟานี่โชว์ ไซม่อนคาบาเรต์ และอัลคาซ่าส์โชว์ พัทยา ปัจจุบันอาศัยอยู่ในประเทศเยอรมนี) กราบขอบพระคุณ โอปา โอม่า ชาวตุรกี ที่สร้างสรรค์เมนูแปลก ๆ ให้ผมตลอด ขอขอบคุณมิตรภาพและความทรงจำที่ดีในมหาวิทยาลัยฮัมบูร์ก ตลอดจนขอขอบคุณพี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่ค่อยช่วยเหลือในยามที่ท้อแท้และหมดกำลังใจครับ ท้ายนี้ ขอกราบขอบพระคุณ คุณพ่อ คุณแม่ และน้องชาย ที่สนับสนุนงบประมาณบางส่วน และกำลังใจตลอดเวลาที่อาศัยในต่างแดน

ผมขอแนะนำอีกนิดครับ คนเยอรมันไม่ใช้ภาษาอังกฤษ ผมว่ามี 5 คำที่ท่านจะได้ยินบ่อยๆ ครับ อาทิ คำว่า Hallo (สวัสดี) Danke (ขอบคุณ) Bitte (ด้วยความยินดี) Entschuldigung (ขออภัย) และ Tschüss! (ลาก่อน) รับรองว่าหากท่านได้ไปเยอรมนีแล้วจะได้ยินคำเหล่านี้บ่อย ๆ ครับ... “Bis später”
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 134    หน้าที่ : 74    จำนวนคนเข้าชม : 195   คน