เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2629458

รายละเอียด

Trip นี้มีเรื่องเล่า : งานวิจัยกินได้...โกอินเตอร์ที่เซี่ยงไฮ้
นิธิปรียา จันทวงษ์
เจ้าหน้าที่สื่อสารสังคม
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
nithipreeya@trf.or.th


เซี่ยงไฮ้... เมืองที่ใหญ่ที่สุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน และเป็นเมืองท่าการค้านานาชาติที่สำคัญ อีกทั้งมีอาคารและสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ได้รับอิทธิพลจากรูปแบบตะวันตก ลวดลายสวยงามตามแบบยุโรป จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “นครปารีสแห่งตะวันออก” เป็นอีกหนึ่งเมืองสำคัญที่ผู้คนจากทั่วโลกอยากจะไปเยือน
 
เมื่อกลางปีที่ผ่านมา หอการค้าฝรั่งเศส-ไทยได้ส่งหนังสือเชิญสำนักประสานงานชุดโครงการการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Innovative House ภายใต้การสนับสนุนของฝ่ายอุตสาหกรรม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เข้าร่วมงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่สุดในเอเชีย “SIAL CHINA 2017” ณ ศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาตินครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งถือเป็นงานแสดงสินค้าด้านอาหารและเครื่องดื่มที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก จัดขึ้นมากว่า 17 ปี มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 80,000 คนจาก 67 ประเทศทั่วโลก

ทันทีที่ไปถึงเซี่ยงไฮ้ มัคคุเทศก์ได้พาคณะของ สกว. ไปไหว้พระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดหลงหัว ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่สุดวัดหนึ่ง สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อน จากนั้นก็ขึ้นไปชมทิวทัศน์ที่ตึกเซี่ยงไฮ้ ทาวเวอร์ ซึ่งสูงถึง 118 ชั้น สร้างขึ้นเคียงคู่กับตึกระฟ้าที่เคยสูงที่สุดในจีนมาก่อนอย่างตึกจินเม่า ทาวเวอร์ และตึกเซี่ยงไฮ้ เวิดล์ ไฟแนนเชียล เซ็นเตอร์ ซึ่งปัจจุบันครองตำแหน่งตึกสูงที่สุดในจีนและสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก
 
หลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ คณะของ สกว. ก็เดินทางสู่ศูนย์ประชุมและนิทรรศการนานาชาตินครเซี่ยงไฮ้ งานนี้ทั้งผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และผู้ประกอบการ ต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือยกป้าย อุปกรณ์ในการจัดบู๊ธ และผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย ลากกระเป๋าเข้าไปในสถานที่จัดงาน SIAL CHINA 2017 ผู้คนมากหน้าหลายตาจากประเทศต่าง ๆ ที่เข้ามาในงานแต่ละวันเดินกันอย่างรีบเร่ง เพื่อไปต่อแถวเข้างาน

ความโกลาหลวุ่นวายบังเกิดเมื่อต้องผ่านด่านตรวจสัมภาระ ทุกคนโยนข้าวของกันแบบไม่กลัวว่าจะเสียหาย แล้วก็หยิบกระเป๋าและสัมภาระของตัวเองเดินเข้าไปในงาน ใครที่ยังไม่มีไอดีการ์ดก็ต้องลงทะเบียนก่อน แต่คณะของเราลงทะเบียนออนไลน์มาล่วงหน้า ได้บัตรเข้างานจากมัคคุเทศก์เป็นที่เรียบร้อย การเดินเท้าเข้าสู่ด้านในของศูนย์ประชุมแห่งนี้ ทุกคนจะต้องแตะไอดีการ์ดที่เครื่องสแกน เพื่อให้อ่าน QR code ก่อน ซึ่งวิธีนี้ทันสมัยเหมาะกับงานระดับโลก บ้านเราน่าจะนำวิธีนี้มาใช้บ้าง แต่ถึงแม้จะไฮเทคแค่ไหนแต่ผู้คนของเจ้าภาพก็ยังคงมีวัฒนธรรมแซงคิวหน้าตาเฉยกันประปราย
 
ความยิ่งใหญ่อลังการของศูนย์ประชุมและนิทรรศการแห่งชาติเซี่ยงไฮ้ ทำให้คณะของเรารู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เนื้อที่กว่า 200,000 ตารางเมตร สามารถรับบู๊ธแสดงสินค้ามากกว่า 2,000 บู๊ธ และผู้เข้าเยี่ยมชมกว่า 120,000 คน ประกอบกับจุดแข็งในด้านความสะดวกของการเดินทางขนส่งสินค้าและอุปกรณ์จัดแสดง ซึ่งรัฐบาลเซี่ยงไฮ้ได้เชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมหลายสายให้เข้าถึงศูนย์ประชุมแห่งนี้ จึงถือเป็นแม่เหล็กด้านการเป็นสถานที่ประชุมและจัดนิทรรศการแห่งใหม่ของจีน
 
การเดินทางของชาวคณะ สกว. และผู้ประกอบการในครั้งนี้ รศ. ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายอุตสาหกรรม สกว. บอกว่า สกว.พยายามที่จะสร้างโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการได้เจอตัวแทนจำหน่ายของประเทศต่าง ๆ ที่มาร่วมงาน ThaiFex ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่เมืองทองธานี และงานแสดงสินค้าในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตอนนี้เริ่มจับกระแสได้แล้วว่าตลาดไหนชอบอะไร แต่งานจะต้องมีนวัตกรรมเข้ามาเสริมโดยใช้วัตถุดิบซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดมาเพิ่มมูลค่าการส่งออกด้วย การที่ผู้ประกอบการแต่ละรายจะติดต่อมาออกบู๊ธในงานระดับนานาชาติเองได้นั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย สกว.จึงช่วยเหลือติดต่อให้ผู้ประกอบการได้ออกงานในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง และช่วยเจรจาต่อรองทางการค้า รวมถึงร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการส่งออกตามที่ผู้ประกอบการต้องการ
 
ตลอดระยะเวลา 3 วันของงานแสดงสินค้า ผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการจำนวน 5 บริษัทที่ผ่านการคัดเลือกจาก สกว.ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการและตัวแทนจำหน่ายเป็นอย่างดี โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพรออแกนิกเพื่อสุขภาพบรรจุซองพร้อมชง “เรวดี” จากบริษัท โกลเด้นเรย์ จำกัด ซึ่งสร้างความแตกต่างให้กับผู้บริโภคชาด้วยการพัฒนาชาใบหม่อนร่วมกับสมุนไพรไทยชนิดอื่น ๆ ในรูปของ “แผ่นชาละลายง่ายในน้ำ” มียอดจำหน่ายและการเจรจาธุรกิจค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งสูตรชาที่จำหน่ายในงานได้มากที่สุด คือ ชากุหลาบและกระเจี๊ยบ ที่มีสรรพคุณช่วยลดความดันและน้ำตาลในเส้นเลือด ด้วยเหตุผลว่ามีความใกล้เคียงกับชาของจีนมากที่สุด ดอกกุหลาบเป็นที่รู้จักของสากล ในขณะที่คนรุ่นใหม่จะให้ความสนใจชาลาเวนเดอร์และอัญชัน ที่ช่วยผ่อนคลายและนอนหลับง่ายขึ้น
 
นอกจากตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพในประเทศแล้ว ตัวแทนการตลาดของชาเรวดีบอกว่าบริษัทยังส่งออกไปจำหน่ายในประเทศตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย อังกฤษ และกลุ่มประเทศอาเซียนทั้งลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา ขณะนี้กำลังเจรจาผ่านตัวแทนจำหน่ายเพื่อขยายธุรกิจในประเทศบรูไน รวมถึงเจรจากับฟู้ดแลนด์ และคิง พาวเวอร์ เพื่อเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวในประเทศไทยด้วย
 
ส่วนผลิตภัณฑ์ขนมขบเคี้ยวอบแห้งเพื่อสุขภาพ เวล-บี ที่มีวัตถุดิบหลัก ได้แก่ ถั่วเหลือง งาดำ ฟักทอง แครอท และกล้วยน้ำว้า ที่มีกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คือ ผู้สูงอายุ ผู้มีปัญหาสุขภาพ และผู้รักสุขภาพทั่วไป มีผู้สนใจติดต่อธุรกิจด้วยเกือบ 50 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจจีน นอกจากนี้ยังมีเทรดเดอร์จากสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์และฮ่องกงให้ความสนใจเช่นกัน
 
สินค้าที่คนนิยมมากที่สุด คือ ขนมอบแห้งรสทุเรียนและสตรอว์เบอร์รี ด้วยรสชาติที่อร่อย บรรจุภัณฑ์แบบซองขนาดเล็กสะดวกต่อการพกพาและรับประทานง่าย เช่นเดียวกับทองม้วนสอดไส้ช็อกโกแลตขาวผสมกลิ่นรสทุเรียน ของวิสาหกิจชุมชนแก้วเจ้าจอม ที่มีจุดเด่นคือการสอดไส้ช็อกโกแลตกลิ่นรสทุเรียนกับความกรอบของทองม้วนให้เข้ากันและคงความกรอบของทองม้วนไว้ได้นาน รวมถึงข้าวต้มมัดไส้ทุเรียนสเตอริไรส์บรรจุถุงรีทอร์ทเพาช์ โดยบริษัท โรสอารยา จำกัด เพราะทุเรียนเป็นผลไม้ที่คนจีนชื่นชอบเป็นอย่างมาก
 
ขึ้นชื่อว่า “ราชาแห่งผลไม้” ทุเรียนจึงเป็นผลิตภัณฑ์ยอดนิยมของงานในปีนี้ จากการเดินสำรวจสินค้าอาหารและเครื่องดื่มในงาน จะพบว่ามีหลายประเทศจากเอเชียที่นำทุเรียนมาแปรรูป โดยเฉพาะบริษัท Foods Wise Network SDN BHD จากประเทศมาเลเซีย ที่นำขนมแปรรูปจากทุเรียนสารพัดชนิดมาร่วมทดสอบตลาด ไม่ว่าจะเป็น ซาลาเปา กาแฟ ไอศกรีม บัวลอย โมจิ แพนเค้ก ทุเรียนอบแห้ง โดยไม่แต่งสีแต่งกลิ่น ทำให้ชาวจีนแวะเวียนเข้ามาชิมกันไม่ขาดสาย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ สกว. ที่อยากรู้ว่ามีผลิตภัณฑ์อะไรจากทุเรียนบ้าง เพราะบู๊ธนี้ใหญ่โต มีผลทุเรียนเป็นกิมมิคเรียกลูกค้าโดดเด่นมาก ซึ่งเราได้มีโอกาสทดลองชิมโมจิสอดไส้ทุเรียนด้วย ขนมมีกลิ่นทุเรียนเล็กน้อย ส่วนรสชาติก็อร่อยไม่หวานมาก ถูกลิ้นชาวจีนที่ไม่ชอบรสหวานจัดเป็นยิ่งนัก ใครเดินผ่านบู๊ธเป็นต้องชะโงกหน้าดูตู้แช่และขอชิม แต่ในใจลึก ๆ เราเชื่อมั่นว่าคนไทยสามารถทำได้อร่อยกว่านี้แน่นอน

ที่สำคัญ “โมจิสอดไส้ทุเรียน” ของบริษัทนี้ยังได้รับเลือกให้เป็น “SIAL INNOVATION CHINA 2017” (based on durian recipe) ซึ่งตัวแทนจำหน่ายของ Foods Wise Network SDN BHD สารภาพว่าจริง ๆ แล้วผู้บริโภคนิยมทุเรียนไทยมากกว่า เพราะรสชาติดีกว่า แต่ก็น่าเสียดายที่ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียนของไทยยังมีอยู่น้อยมาก เท่าที่เห็นบู๊ธอื่นของไทยนอกจากผลิตภัณฑ์ของ สกว.แล้ว ก็มีแต่ทุเรียนอบแห้ง ถือว่ายังมีช่องว่างอีกมากสำหรับผู้ประกอบการไทยในการคิดค้นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เพราะตลาดชาวจีนทั่วโลกที่นิยมชมชอบผลไม้ชนิดนี้ยังมีอยู่อีกมาก
 
นอกจากผลิตภัณฑ์แปรรูปจากทุเรียนแล้ว มาเลเซียยังมีกาแฟขาวนำเมล็ดกาแฟมาคั่วกับมาการีน ซึ่งมีมานานกว่า 50 ปี ปัจจุบันกาแฟขาวของมาเลเซียได้รับการยอมรับจากตลาดต่างประเทศในหลาย ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็น อเมริกา จีน ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับเป็นกาแฟเทรนด์ใหม่ที่มาแรงและเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้หลงใหลการดื่มกาแฟ นอกจากนี้ยังมีชาเย็นและช็อคโกแลตบรรจุซอง เครื่องแกงสำเร็จรูป

ขณะที่ผลิตภัณฑ์ของประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มอาเซียนจากการสำรวจของผู้บริหาร สกว. ในงานนี้ ไม่มีความโดดเด่นไปกว่าประเทศไทยสักเท่าใดนัก ทั้งในเรื่องนวัตกรรมและรสชาติของผลิตภัณฑ์ ฟิลิปปินส์เน้นผลิตภัณฑ์อบแห้ง เช่น เห็ดต่าง ๆ ซอสจากน้ำส้มสายชูหมักและเครื่องเทศสมุนไพร ไม่มีนวัตกรรมมากนักและเน้นวัตถุดิบที่ใกล้เคียงบ้านเรา อินโดนีเซียมีบะหมี่อบแห้งและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรสชาติจัดจ้านด้วยเครื่องเทศตามแบบฉบับ แครกเกอร์ บิสกิต คุกกี้ และน้ำผลไม้ ส่วนสิงคโปร์มีผลิตภัณฑ์จากเมล็ดอัลมอนด์และช็อคโกแลต
 
ดูเหมือนว่าผลิตภัณฑ์จากไทยเราจะมีความทันสมัย รสชาติถูกใจมากกว่า ที่สำคัญคือผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยและนวัตกรรมที่มาสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ เรามีมากกว่าที่อื่น ๆ ในอาเซียน เพราะแม้แต่ผู้ประกอบการไทยด้วยกันเอง ยังมาเลียบ ๆ เคียง ๆ สอบถามข้อมูล เผื่อว่าจะมารับทุนและพัฒนาโจทย์วิจัยกับ สกว.บ้าง

ในส่วนของบรรยากาศทั่วไปในงาน จะแบ่งโซนแสดงสินค้าออกเป็นกลุ่ม ๆ เช่น ส่วนผสมของอาหาร ผลิตภัณฑ์ออแกนิก ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพสำหรับเด็ก เป็นต้น ซึ่งจะมีการตกแต่งบู๊ธและผู้นำเสนอสินค้าเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู้ประกอบการและเทรดเดอร์มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป ที่โดดเด่นมีเกาหลีใต้ซึ่งขนนักแสดงในชุดประจำชาติมาร้องรำทำเพลง และยืนแจกผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง ดึงดูดความสนใจได้มาก ขณะที่ญี่ปุ่นมีการตกแต่งบู๊ธคิขุอาโนเนะตามสไตล์ มีตัวการ์ตูนและมาสคอตเป็นสีสัน สองชาตินี้บู๊ธค่อนข้างใหญ่ มีผลิตภัณฑ์เยอะมาก

ส่วนจีนเจ้าภาพแน่นอนว่าพื้นที่และผลิตภัณฑ์มีจำนวนมากที่สุด รวมทั้งมีน้ำผักผลไม้ที่ได้รับรางวัล SIAL INNOVATION CHINA 2017 (vegetable and fruit recipe) เสียดายที่ไม่ได้ชิมว่ารสชาติอร่อยแค่ไหน เห็นโชว์อยู่ในขวดสีดำทรงสูงที่มองไกล ๆ คล้ายขวดไวน์ มีรูปผักผลไม้สีฉูดฉาดเป็นจุดเด่น ด้านบู๊ธแปรรูปเนื้อสัตว์ของสหรัฐอเมริกาก็นำเนื้อหมูเนื้อวัวมาตกแต่งเป็นชุดตุ๊กตาผู้หญิงดูน่ารักฟรุ้งฟริ้ง ใครเดินผ่านก็อดถ่ายรูปไม่ได้

บู๊ธที่สร้างความฮือฮาให้กับคณะของเราคือ กลามัวร์ค็อกเทล สัญชาติออสเตรเลีย ซึ่งตกแต่งร้านหวือหวามีบาร์เทนเดอร์และบาร์เทนดี้ยืนบริการค็อกเทลสารพัดสีที่รินใส่ในถ้วยใสแบ่งกลาง ด้านหนึ่งเป็นค็อกเทล อีกด้านหนึ่งเป็นผลไม้ที่มีสีใกล้เคียงกัน เมื่อเทเข้าปากรสชาติของสองสิ่งนี้จะผสมกัน ดื่มแล้วซู่ซ่าไปตาม ๆ กัน อีกบู๊ธหนึ่งที่ร้องว้าวคือ สุรางาดำ (แอลกอฮอล์ 25%) ของฮังการีที่บรรจุอยู่ในขวดแบน สร้างความฉงนให้กับพวกเราว่าเอางามาทำสุราได้อย่างไร เมล็ดงาเพื่อสุขภาพดูขัดกับของมึนเมา แต่กลับได้รางวัล SIAL INNOVATION CHINA 2017 (sesame recipe)
 
การเดินทางมาในครั้งนี้นับเป็นโชคดีของ สกว. ที่ ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร เลขาธิการหอการค้าไทยในจีน ได้เดินทางมาเยี่ยมชมผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการไทย และแวะชม-ชิมผลิตภัณฑ์จากงานวิจัยของ สกว. ด้วย ซึ่งท่านได้กล่าวชื่นชมการวิจัยและพัฒนาเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ตลอดจนการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยงามมากกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไปในตลาดส่งออกปัจจุบัน โดยย้ำว่าการทำงานของ สกว.มาถูกทางแล้ว จึงอยากเป็นกำลังใจในการทำงานต่อไป ทั้งนี้ได้แนะนำเพิ่มเติมว่าอยากให้ สกว.ศึกษาทิศทางการพัฒนาของประเทศต่าง ๆ เพื่อนำมาปรับใช้กับสินค้าไทย และเพิ่มการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศให้กับผู้ประกอบการ นอกเหนือจากการจดสิทธิบัตรแต่เพียงอย่างเดียว เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบสินค้า รวมถึงต้องใจป้ำ ลงทุนเรื่องสินค้าตัวอย่าง เพื่อให้ผู้บริโภคได้ชิมและทดสอบรสชาติ ตลอดจนความพึงพอใจต่าง ๆ

“เราต้องให้ชาวจีนได้เรียนรู้ผลิตภัณฑ์ เนื่องจากเป็นของใหม่สำหรับตลาดต่างประเทศ เราจะต้องสอบถามให้ได้ข้อมูลที่แท้จริงจากผู้บริโภคและผู้ประกอบการ ที่สำคัญคือจะต้องตั้งราคาให้สามารถจำหน่ายได้จริง ทั้งนี้อยากให้ สกว.ขยายกรอบโครงการให้กว้างขึ้น ซึ่งผมยินดีให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการและทีมงาน สกว. ในการฝึกอบรมและการทำตลาดในประเทศจีนด้วย” เลขาธิการหอการค้าไทยในจีนกล่าวทิ้งท้าย ก่อนจะร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกับผู้ประกอบการและคณะของ สกว.
 
ในวันสุดท้ายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการจัดแสดงแสดงสินค้า เจ้าหน้าที่สื่อสารสังคมพร้อมด้วยคณะ Innovative House และเจ้าหน้าที่โครงการฝ่ายอุตสาหกรรม ได้เดินทางไปเข้าพบ น.ส.บุณิกา แจ่มใส กงสุลพาณิชย์ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นโชคดีของชาวคณะ สกว. ที่ท่านกงสุลเมตตาทดลองชิมผลิตภัณฑ์จากงานวิจัย สกว. ทุกชนิด พร้อมกับคณะทำงาน และได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ว่าผลิตภัณฑ์ของไทยจะต้องเร่งจดเครื่องหมายการค้า รวมถึงลงทุนสร้างแบรนด์และประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่รู้จักผ่านการประชาสัมพันธ์ เช่น เว็บอี้เฮ้าเตี้ยน ซึ่งเป็นตลาดออนไลน์ที่โด่งดังที่สุดในเซี่ยงไฮ้ หรือผ่านบริษัทตัวแทนนำเข้าของไทยที่ได้รับการยอมรับในจีน อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวจะต้องจัดตั้งบริษัทของตัวเองให้เข้มแข็ง นอกจากนี้ควรจะต้องดึงจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ที่จีนไม่มี รสชาติก็ต้องไม่หวานมากเพราะคนจีนไม่ชอบหวาน และต้องวางตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ เพราะคนที่เซี่ยงไฮ้มีฐานะค่อนข้างดี บรรจุภัณฑ์ก็ต้องมีความสวยงาม

“ถึงแม้จีนจะมีของนำเข้าจำนวนมากแต่ก็ยังมีช่องว่าง เราจะต้องสร้างรูปแบบการจำหน่ายทั้งในห้างสรรพสินค้าหรือตลาดออนไลน์ ปัจจุบันตลาดอาหารและเครื่องดื่มของไทยมีศักยภาพสูงมาก ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคชาวจีน ซึ่งมีรสนิยมและชื่นชอบอาหารไทยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเนื่องจากมีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน นอกจากรสชาติดีแล้วอาหารไทยยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ผลไม้ไทยที่นำเข้ามาในตลาดจีนมีทั้งของสดและแปรรูป โดยทุเรียนเป็นที่นิยมมากที่สุด รองลงมาคือมะพร้าวซึ่งมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก ใช้ประโยชน์ได้แทบทุกส่วน ส่วนกระแสในอนาคตนั้นนครเซี่ยงไฮ้ถือเป็นเมืองใหญ่ จึงต้องเน้นเรื่องคุณภาพเป็นอันดับแรก ในขณะที่ราคาก็ต้องสามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้”

นับเป็นโอกาสดีอีกครั้งของผู้ประกอบการไทยและ สกว. ที่ได้นำผลิตภัณฑ์ที่มีความพร้อมและต้องการส่งออกสินค้าไปจีน เพื่อทดลองตลาดกับกลุ่มผู้บริโภคต่างประเทศ รวมถึงแนะนำผลิตภัณฑ์อาหารไทยให้กับต่างชาติรู้จัก นอกจากนี้ยังได้ศึกษาดูนวัตกรรมผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และร่วมเวทีจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับเทรดเดอร์ เพื่อสร้างโอกาสในการส่งออกสินค้าในอนาคตอีกด้วย
 

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 134    หน้าที่ : 44    จำนวนคนเข้าชม : 216   คน