เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2766368

รายละเอียด

เพื่ออนาคต : ยาก...แต่ดี! (3)
รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล
Kshaiwat4@gmail.com


(คุยกันก่อน : ในสองตอนที่แล้ว ได้เริ่มเรื่อง “ยาก...แต่ดี!” จากตัวอย่างบุคคลสำคัญของโลกสองคนคือ เนลสัน แมนเดลา และโทมัส แอลวา เอดิสัน แล้วก็เริ่มต้นเรื่อง “ยาก...แต่ดี!” สำหรับปุถุชนคนธรรมดาทั่วไปที่น่าสนใจเป็นพิเศษ 3 เรื่องคือ 1. ความร่ำรวย 2. การทำงาน และ 3. คู่ชีวิต มาตอนนี้ จะเริ่มจากเรื่องที่ 4. เพื่อน)
(4) เพื่อน
คนเราทุกคน ตั้งแต่เด็กถึงวัยคนแก่ ล้วนแต่ต้องมีเพื่อน

เพื่อนมีความสำคัญแค่ไหน จะเห็นได้ไม่ยากว่า เด็ก ๆ ส่วนใหญ่ จะให้ความสำคัญหรือเชื่อเพื่อน มากกว่าคนในครอบครัวเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีสิ่งหรือกิจกรรมที่อยากทำ หรือเมื่อมีเรื่องต้องการคำปรึกษา เด็ก ๆ ก็มักจะนึกถึงเพื่อนก่อน

ครั้นเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ถึงแม้จะมีครอบครัวของตนเอง มีสามี มีภรรยา คนส่วนใหญ่ ก็มักจะขาดเพื่อนไม่ได้ ยิ่งเมื่อทำงานแล้ว ก็จะยิ่งขาดเพื่อนร่วมงานไม่ได้

สิ่งดี ๆ ที่ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะได้จากเพื่อนก็มีมากมาย แต่สิ่งที่ไม่ดีก็เกิดขึ้นได้มากมาย

เรื่องที่ “ไม่ยาก” และมักจะมีเพื่อนมากมายคือ การตามใจเพื่อนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดี หรือไม่ดี ถูกต้อง หรือไม่ถูกต้อง

ในช่วงวัยเด็ก ก็ตามใจเพื่อนทุกอย่าง เห็นดีเห็นงามไปด้วยทุกอย่าง เกเร หนีโรงเรียน แกล้งเพื่อน แกล้งครู ลอกข้อสอบ ไม่ช่วยงานทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน เที่ยวเตร่เฮฮา สนุกสนาน ฯลฯ

ครั้นเป็นผู้ใหญ่ ก็ตามใจเพื่อนร่วมงาน ให้เกียรติเพื่อน (บ่อย ๆ ก็มากกว่าให้เกียรติ “ภรรยา” หรือ “สามี” หรือคนในครอบครัวเสียอีก) เห็นเพื่อนมีพฤติกรรมหรือการทำงานที่ไม่ถูกต้อง ก็ไม่ขัดใจ เพราะเกรงจะเสียเพื่อน เมื่อเพื่อนมาคุยมาปรึกษาในสิ่งที่อยากทำ ถึงแม้จะรู้ว่าผิด ก็ไม่ให้ความคิดเห็นที่เป็นจริง

เรื่อง “ยาก...แต่ดี!” ก็คือ การเป็นเพื่อนแท้ เป็นกัลยาณมิตร ที่ยินดีกับเพื่อนด้วยใจจริง เมื่อเพื่อนประสบความสำเร็จ เป็นกำลังใจในยามที่เพื่อนกำลังต้องการกำลังใจ ในการปฏิบัติภารกิจหรือการทำงานที่ไม่ง่าย

สำคัญที่สุด และ “ยากที่สุด” ของ “ยาก...แต่ดี!” สำหรับการมีหรือคบเพื่อน คือ การไม่เห็นดีเห็นงามกับเพื่อนในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ที่ไม่ดีงาม “กล้า” ที่จะเตือนสติเพื่อน เมื่อเพื่อนกำลังจะเดินผิดทาง ทั้งเรื่องทางโลกและทางธรรม

การเป็น “เพื่อนแท้” หรือ “กัลยาณมิตร” เป็นสิ่งที่ “ยาก...แต่ดี!” สำหรับใคร?

อย่างตรง ๆ คือ ดีสำหรับทั้งเพื่อนและตัวเราเอง
 
เพราะถ้าเราจะชี้ทางที่ถูกที่ดีงามให้กับเพื่อนได้ ขั้นต้น ตัวเราเองก็ต้อง “เชื่อ” และ “ยึดมั่น” ในสิ่งที่เราบอกเพื่อน

จริง ๆ แล้ว คนที่ได้ประโยชน์เต็ม ๆ จากการทำสิ่งที่ “ยาก...แต่ดี!” สำหรับเพื่อนนี้ก็คือ ตัวเราเอง ที่จะไม่หลงเดินผิดทางของชีวิตหรือตกหล่มติดกับสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้องง่าย ๆ

ส่วนเพื่อน จะได้ประโยชน์แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความเป็นเพื่อนว่า เพื่อนเชื่อเราแค่ไหน เห็นเราเป็นคนน่าเชื่อถือน่าฟังแค่ไหน แต่อย่างน้อย ๆ ก็จะได้ประโยชน์บ้าง ถึงแม้จะไม่ได้เต็มที่

แต่ถ้าเพื่อนเชื่อและปฏิบัติตามคำแนะนำของเพื่อนแท้ ซึ่งมักจะเป็นคำแนะนำที่ไม่ถูกใจ หรือ “ยาก” เพราะขัดกับ “ความอยากได้ อยากเป็น อยากมี” หรือ “กิเลสมนุษย์” แล้ววันหนึ่งในอนาคต เพื่อนแท้คนนี้ จะเป็นคนที่เพื่อนคิดถึงมากที่สุด ด้วยความรู้สึกเกิดมาโชคดี มีเพื่อนตายคนนี้!
(5) ความฝันของชีวิต
คนทุกคน ควรมีความฝัน เพราะความฝันจะเป็นพลังขับดันให้สามารถเดินไปข้างหน้าอยู่เสมอ

อย่ากลัวที่จะตั้งความฝันของตนเองให้สูงสุด แล้วก็พยายามเดินตามความฝันให้ได้มากที่สุด

สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนกับคนตั้งความฝันของตนไว้สูง คือ อาจจะไปไม่ถึงฝัน ไม่ถึงจุดหมาย แต่จะไปได้ไกลกว่าชีวิตที่ไม่ตั้งเป้าหมาย และก็เป็นไปได้อีกเช่น ที่ไปได้ไกลกว่าความฝันเสียอีก

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ “ยาก...แต่ดี!” ของการตั้งความฝันของชีวิตให้สูงสุดเอาไว้คือ การเดินทางตามความฝันโดยมี “ธง” นำทาง ที่แสดงเจตนารมณ์อย่างแน่วแน่ของผู้ถือธงว่า จะเดินตามวิถีสู่ความฝันอย่างถูกต้อง ถูกทาง อย่างสุจริต อย่างยึดมั่น ในวิถีแห่งเกียรติศักดิ์และคุณธรรม

การเดินตามความฝันอย่างมีปณิธานอันสุจริตเช่นนี้ คนเดินทางจะเหนื่อยและแต่ละย่างก้าว ก็จะได้มาอย่างไม่ง่าย แต่จะเป็นก้าวย่างที่มีพลัง ซึ่งจะดีทั้งสำหรับคนเดินทางและคนรอบข้างด้วย

ในทางตรงกันข้าม คนที่ตั้งความฝันไว้สูง แล้วก็มุ่งมั่นไขว่คว้าไล่ล่าความฝันให้มาอยู่ในมือให้ได้ โดยไม่คำนึงว่า จะได้มาด้วยวิธีการใด สุจริตหรือทุจริต ถูกหรือผิดกฎหมาย คำว่าคุณธรรม จริยธรรม ยุติธรรม ไม่มีในพจนานุกรมชีวิตของตน ก็มักจะพบว่า ได้ความฝันที่ต้องการอย่างไม่ยากเย็นเกินไปนัก แถมยิ่งก้าวเดินตามความฝันมากขึ้นเท่าไร ก็ยิ่งรู้สึกว่า ได้มากกว่าที่ฝันเอาไว้เสียอีกอย่างมากมายและรวดเร็ว

ทว่า ในความเป็นจริง การตามล่าหาความฝันอย่างไม่ถูกทาง ในที่สุด ไม่ช้าก็เร็ว ความจริงก็จะปรากฏ ความฝันที่ได้มา จะเป็นเพียงความฝันที่ไม่ยั่งยืน เป็นวิมานทราย เป็นมงกุฏอาบยาพิษ ที่ผู้สวมจะถอดไม่ออก และต้องทุกข์ทรมานจากการเป็นนักโทษติดคุกตามกฎหมาย หรือที่หนีไม่พ้นอย่างแน่นอนคือ การต้องโทษติดคุกในใจของตนเองตลอดชีวิต
 
การตั้งความฝันให้สูงสุดเอาไว้ แล้วก็มุ่งมั่นเดินตามความฝันด้วยย่างก้าวที่ถูกต้อง ถูกทาง ทั้งทางโลกและทางธรรมเป็นเรื่องยาก แต่ดีมิใช่เฉพาะกับคนเดินทาง แต่ดีสำหรับคนอื่นรอบตัวและสังคมส่วนรวมด้วย

มีประเด็นเรื่องความฝันของชีวิตน่าสนใจว่า เมื่อตั้งความฝันเอาไว้แล้ว จะเปลี่ยนเป้าหมายได้หรือไม่?

เคยตั้งความฝันอยากเป็นนักธุรกิจพันล้าน อยากเป็นเศรษฐีที่ดิน อยากเป็นศิลปินมีผลงานระดับโลก อยากเป็นนักเขียนมีผลงานอมตะ อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างไอน์สไตน์ อยากเป็นนักบิน อยากเป็นมนุษย์อวกาศ อยากเป็นมนุษย์คนแรกหรือคนแรก ๆ ที่เดินทางไปย่างเหยียบบนดาวอังคาร แต่ต่อ ๆ มาพบว่า สิ่งที่ตั้งความฝันเอาไว้นั้น มันไม่ใช่ หรือเป็นไปไม่ได้ หรือพบสิ่งอื่นที่ “ใช่” มากกว่า แล้วจะเปลี่ยนใจ เปลี่ยนความฝันได้หรือไม่?

คำตอบตรง ๆ คือ ได้! และเป็นเรื่องปรกติธรรมดา ที่คนเราควรจะทบทวนและสำรวจตนเอง เพื่อค้นหาตัวตนและความเป็นไปได้ที่แท้จริงว่า อยากได้ อยากเป็นอะไร มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน จากนั้นจึงเปลี่ยนเป้าหมายความฝันเสียใหม่ได้ ซึ่งก็ยังอยู่ในกรอบหลักคิดเรื่อง คนเราควรมีความฝันวันยิ่งใหญ่ของตนเอง

แต่ที่เปลี่ยนไม่ได้ ก็คือ วิถีสู่ความฝัน ที่จะต้องยึดมั่นอย่างมั่นคงว่า จะต้องเป็นวิถีที่สุจริต ที่ถูกทาง
(6) ของขวัญจากชาวกรีก
ใคร ๆ ก็ชอบของขวัญ แต่...ระวังของขวัญที่เรียกกันว่า “ของขวัญจากชาวกรีก”

คำกล่าว “ของขวัญจากชาวกรีก” มีที่มาจากมหากาพย์สองเรื่องแรกของโลก คือ THE ILIAD (มหากาพย์สงครามกรุงทรอย) และ THE ODYSSEY (การผจญภัยของโอดิสซีอุส เป็นเวลาสิบปีหลังการล่มสลายของกรุงทรอย) ของกวีกรีกโฮเมอร์ (HOMER)

หลังการทำสงครามประชิดกรุงทรอยเป็นเวลาสิบปี กองทัพกรีกก็ไม่สามารถเอาชนะกรุงทรอยได้ จนกระทั่งในปีที่สิบ โอดิสซีอุส ก็ออกอุบายให้สร้างม้าไม้ขนาดใหญ่ สามารถซ่อนทหารกรีกจำนวนหนึ่งไว้ภายในได้ แล้วกองทัพเรือกรีกก็ถอยออกไปจากน่านน้ำของทรอย โดยปล่อยชาวกรีกคนหนึ่งไว้กับม้าไม้ เพื่อหลอกชาวกรุงทรอยให้หลงเชื่อว่า กองทัพเรือกรีกได้ถอยทัพกลับไปแล้วจริงๆ แต่ที่ได้ทิ้งม้าไม้ขนาดใหญ่เอาไว้ ก็เพื่อเป็นการบูชาเทพเจ้า ให้ช่วยปกป้อยกองทัพเรือกรีกให้เดินทางกลับถึงบ้านเมืองโดยปลอดภัย

ชาวกรุงทรอยก็หลงเชื่อกลศึกม้าไม้ ถือเป็น “ของขวัญจากชาวกรีก” ที่ยอมคารวะในความแข็งแกร่งของกองทัพทรอย แล้วก็ช่วยกันลากม้าไม้เข้ากรุงทรอย

คืนนั้น โอดิสซีอุสและทหารกรีกก็ออกมาจากม้าไม้ ในขณะที่ชาวกรุงทรอยกำลังหลับเมามายจากการฉลอง และกรุงทรอยก็ถึงกาลล่มสลาย

ชาวกรีกในคำกล่าว “ของขวัญจากชาวกรีก” จึงมิใช่ชนชาวกรีกแห่งประเทศกรีซในปัจจุบัน และของขวัญจากชาวกรีก ก็หมายถึงของขวัญที่เป็นอันตราย ที่นำความเดือดร้อนมาให้แก่ผู้รับ

แล้วจะทราบได้อย่างไรว่า ของขวัญที่คน ๆ หนึ่งได้รับ หรือมีคนนำมาให้เป็น “ของขวัญจากชาวกรีก” ?

อย่างตรง ๆ ก็ให้คิดให้พิจารณาอย่างมีสติว่า เป็นของขวัญที่สมควรจะได้รับหรือไม่? เหมาะสมหรือไม่? ดีเกินไปหรือไม่?

แล้วของขวัญจากชาวกรีก “ยาก...แต่ดี!” อย่างไร?

ก็เป็นดังที่ผู้เขียนได้เกริ่นนำในเรื่อง “ของขวัญจากชาวกรีก” ว่า ใคร ๆ ก็ชอบของขวัญโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ของขวัญที่หายาก หรือมูลค่าสูง และจึงมีคนตกเป็นเหยื่อ “ของขวัญจากชาวกรีก” มากมาย ทั้งโดยไม่รู้ตัวและรู้ตัว แต่ก็ยังอยากได้ สิ่งที่จะเกิดตามมา ก็เป็นดังเช่นชะตากรรมของกรุงทรอยคือ ความล่มสลายของชีวิต หรือตกนรกทั้งเป็นตลอดชีวิต

อย่างแน่นอน เฉพาะของขวัญจากชาวกรีกเท่านั้นที่ไม่ควรรับ และจริง ๆ แล้ว คนเราควรจะเป็นทั้ง “ผู้ให้” และ “ผู้รับ” ที่ดี ดังนั้น ถึงแม้การให้จะดีกว่าการรับ แต่การรับสิ่งที่สมควรจะได้รับ ก็เป็นเรื่องที่นำมาแต่ความสุข ความเบิกบานของทั้งผู้ให้และผู้รับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้และการรับด้วยใจอย่างสุจริต ไม่มีวาระแอบแฝงซ่อนเร้น!


(โปรดติดตาม “ยาก...แต่ดี!” ต่อฉบับหน้า)
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 134    หน้าที่ : 40    จำนวนคนเข้าชม : 312   คน