เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2597025

รายละเอียด

คลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (73)

ความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมคนไทย และคนทั้งโลกรองรับการเปลี่ยนแปลงโลกยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
โลกยุคสังคมดิจิทัล เกิดการเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ประเทศไทยและสังคมโลกมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมความพร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงโลก ทางออกหนึ่งในการเตรียมความพร้อมคนไทย และคนทั้งโลกที่ผู้เขียนใคร่ขอนำเสนอก็คือ “การสร้างคนให้มีปัญญา” ที่เป็น “ผู้มีปัญญา มีความรู้ความสามารถ ถึงระดับที่สามารถสร้างทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรมที่ดี” ทั้งจำนวนและคุณภาพมากเพียงพอ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

เสนอจัดทำยุทธศาสตร์ “การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม” ที่มุ่งเกิดสังคมทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม และเสนอให้จัดทำโครงการพัฒนา “ยกระดับขีดความสามารถของมหาวิทยาลัยวิจัย ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม” ที่สามารถสร้างคนคุณภาพ ที่สามารถสร้างทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และ Startups เพื่อสร้างนักศึกษารุ่นแล้วรุ่นเล่าให้เป็นคนคุณภาพเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสรรค์สังคม

เสนอให้ปฏิวัติและปฏิรูปหลายอย่างหลายเรื่องจากที่ไม่ก้าวไม่ทันโลกยุคดิจิทัล ที่เคยปฏิบัติจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันทั้งประเทศทั้งโลก เช่น “การจัดการศึกษาในระบบการศึกษาของไทยและทั่วโลก” เสนอให้มีการเรียนการสอน “วิชาทรัพย์สินทางปัญญา” “วิชาสร้างทรัพย์สินทางปัญญา” ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับอาชีวศึกษา ไปจนถึงระดับอุดมศึกษา

แก้ปัญหาคนส่วนใหญ่ไม่รู้จัก ไม่เข้าใจ ไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้ใช้ประโยชน์เทคโนโลยีการผลิตสินค้าทันสมัยจากเอกสารสิทธิบัตรอย่างลึกซึ้งจริงจัง ให้พัฒนาถึงระดับที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ ได้เรียนรู้เทคนิคการสืบค้นและต่อยอดเทคโนโลยีจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ
 
การเรียนการสอนแม้ในระดับอุดมศึกษาส่วนใหญ่มุ่งสอนองค์ความรู้ในสาขาวิทยาการพื้นฐาน และ/หรือ ในสาขาวิทยาการเฉพาะทางเป็นหลัก ทำให้เป็นผู้มีปัญญา ได้ทำให้ผู้เรียนมีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิทยาการที่ตนร่ำเรียนมา เรียกได้ว่าเป็นผู้มีความรู้ มีปัญญา มีประสบการณ์จริง รู้จริงในสาขาวิทยาการของตน

สามารถนำปัญญาและความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมานั้น มาใช้ในการทำงาน มาใช้ประกอบอาชีพ สร้างรายได้เลี้ยงตนเอง เลี้ยงครอบครัว เป็นการสร้างรายได้แบบ active income คือต้องลงมือทำงานจึงจะมีรายได้มาเลี้ยงชีพ มักไม่สามารถก้าวถึงระดับที่สร้างทรัพย์สินทางปัญญา

เราจำเป็นต้องพัฒนาคนให้มีปัญญา ถึงระดับที่สามารถนำปัญญามาสร้างเป็นทรัพย์ ทรัพย์ที่เป็น “ทรัพย์สินทางปัญญา” และนวัตกรรม ที่สามารถสร้างรายได้แบบ passive income มีรายได้ที่เกิดจากทรัพย์สินทางปัญญาของตนอย่างต่อเนื่อง แม้หยุดทำงานก็มีรายได้เข้ามาไม่ขาดสาย

นักวิจัย นักวิชาการ แม้รู้จริง มีความรู้ในสาขาวิทยาการที่ตนได้ร่ำเรียนมา และได้ทำงานจนมีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์ มีเชี่ยวชาญจริง แต่ส่วนใหญ่มักไม่สามารถนำปัญญา นำความรู้ ความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของตนมาสร้างเป็นทรัพย์ ทรัพย์ที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาได้ เหตุเพียงเพราะผู้คนส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนรู้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาดีพอ ไม่เข้าใจการประดิษฐ์ ไม่รู้จักวิธีการเขียนข้อถือสิทธิ จึงมักไม่สามารถนำปัญญา ไม่สามารถนำสิ่งที่ตนค้นพบใหม่เข้าสู่การคุ้มครองสิทธิ สูญเสียโอกาสที่จดสิทธิบัตร สร้างทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรมดีก็ยากที่จะเกิดขึ้น
4 เมกะเทรนด์เขยื้อนโลก เทคโนโลยีพัฒนาเร็ว-เข้าสู่สังคมสูงอายุ-การเกิดขึ้นของเมืองใหม่-มาตรฐานโลกไร้พรมแดน
ผู้ว่าแบงก์ชาติชี้ในยุค 4.0 ไทยเผชิญความท้าทายทั้ง 4 เมกะเทรนด์เขยื้อนโลก เทคโนโลยีพัฒนาเร็ว-เข้าสู่สังคมสูงอายุ-การเกิดขึ้นของเมืองใหม่-มาตรฐานโลกไร้พรมแดน และเผชิญ 5 ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศที่ฉุดรั้งให้ไทยยังวิ่งวนในกับดักรายได้ปานกลาง ระบุการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนของทุกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมเสนอ 3 แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในยุค 4.0 มุ่งยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปรับปรุงกลไกการทำงานภาครัฐ และพัฒนาศักยภาพคน (ดูสุนทรพจน์ฉบับเต็มของ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยที่ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “เศรษฐกิจการเงินไทยท่ามกลางความท้าทายในยุค 4.0” ในงานทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกับการขับเคลื่อนสู่แนวโน้มสำคัญของโลกในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 ที่https://medium.com/@waruth/การปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุค-4-0-ไม่ใช่ทางเลือก-แต่เป็นทางที่เลี่ยงไม่ได้-5567299ec867)
การเปลี่ยนแปลงในระดับโลก และระดับภูมิภาค (Global and Regional Trends)
การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี (1) เทคโนโลยีมีความซับซ้อนมากขึ้น (sophisticate) และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (2) ผู้บริโภคในปัจจุบันมีความต้องการในส่วนของ Application มากกว่า hardware (3) Higher Technology Accessibility จึงต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย (4) Global sourcing และจะมีการช่วงชิงการก้าวไปเป็นแหล่งกำเนิดเทคโนโลยี (ที่มา : เว็บไซต์สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ : รัฐบาลกับการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน ในปี พ.ศ. 2558 ที่http://www.nesdb.go.th/download/content/report2013/01NESDBYearend13Un1M001.pdf)
ปัญหาเศรษฐกิจสมองไหล ปัญหาใหญ่ที่รัฐบาล และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ต้องเร่งแก้ไข
เศรษฐกิจสมองไหล (Brain drain economy) เป็นคำศัพท์ที่ผู้เขียน นำมาเสนอให้คิด ให้กระทบความสนใจผู้อ่าน ผู้ฟัง คิดตาม สนใจติดตาม เป็นการเสนอแนะที่ให้ข้อคิดแก่สังคมให้ตระหนักว่า

“เศรษฐกิจสมองไหล” (Brain drain economy) เป็นเศรษฐกิจที่เกี่ยวกับองค์ความรู้ทางวิชาการ ทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม ที่ซึ่งปัจจุบันเป้าหมายหลักของงานวิจัยทางวิชาการ มุ่งสร้างผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เพื่อประโยชน์ต่อสังคมโลก และความก้าวหน้าในตำแหน่งทางวิชาการของผู้วิจัย

ผู้เขียนได้วิเคราะห์พบว่า จัดเป็นการนำสติปัญญาความรู้ความสามารถทางวิชาการของนักวิจัย อาจารย์ นักศึกษา ไปทุ่มเททำงานวิจัย เพื่อส่งออกผลงาน นำมันสมองคนเก่งระดับประเทศไปทำงานเพื่อสังคมโลก ซึ่งถ้ามองภาพรวมของสังคมโลกซึ่งนับเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ได้ทำให้เกิดสภาวะสมองไหลออกนอกประเทศ

ซึ่งถ้ามองในบริบทของประเทศกำลังพัฒนาที่ทรัพยากรมีจำกัด คน และทรัพยากรวิจัยมีน้อย ได้ทำให้เกิดการขาดแคลนบุคลากรที่มุ่งมั่นทำงานวิจัยพัฒนาที่ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาประเทศ ประเทศไม่พัฒนาก้าวหน้าเท่าที่ควร ประชาชนจำนวนมากยังคงยากจน มีหนี้สิน มีปัญหาสังคมที่ยากแก้ไขจำนวนมาก

เป้าหมายหลักที่มุ่งตีพิมพ์ผลงานในวารสารทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ได้ทำให้ผู้วิจัยไม่สนใจสร้างทรัพย์สินทางปัญญาจากการวิจัย ตลอดจนด้อยขีดสามารถสร้างทรัพย์สินทางปัญญาจากการวิจัย แผนวิจัยมีโอกาสค้นสิ่งใหม่น้อย หรือไม่ก็ไม่สามารถคุ้มครองผลงานวิจัยดี ๆ สิ่งใหม่ การประดิษฐ์ใหม่ที่ได้ค้นพบ ไม่สามารถใช้ประโยชน์สิ่งใหม่ที่สำคัญต่อการพัฒนาจากผลงานวิจัยและพัฒนาทางวิชาการเชิงลึกในแต่ละสาขาวิชาการนั้น ทำให้สูญเสียโอกาสการสร้างผลงานที่ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อการพัฒนาประเทศเป็นอันมาก

สิ่งที่ควรคำนึงคือ เรามีทรัพยากรบุคคลจำกัด หลาย ๆ มหาวิทยาลัยมุ่งเสริมสนับสนุน การสร้างผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการโดยลืมไปว่า “ผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการยิ่งเด่น ขีดความสามารถในการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมของคน ของนักวิจัย และของประเทศ กลับยิ่งด้อย”

ประเทศยิ่งล้าหลังบริษัทข้ามชาติ มหาวิทยาลัยไทยและมหาวิทยาลัยทั่วโลก จำเป็นต้องเร่งปรับตัวหันมามุ่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม เพื่อเป็นพลังปัญญาให้ประเทศ ให้ประชาชน ให้บริษัทเอกชนในประเทศมีความมั่งคั่ง สามารถแข่งขันกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของบริษัทข้ามชาติได้อย่างไม่ห่างชั้นกันมากนัก

ก่อนที่โลกจะขาดสมดุล เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติยึดครองเศรษฐกิจโลก เพราะมีรายได้ มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าเศรษฐกิจประเทศหลายสิบหรือหลายร้อยเท่าตัวในอนาคต หากประเทศ หากมหาวิทยาลัย ไม่มีการปรับตัว จากการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย มาเป็นมหาวิทยาลัยทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม สอนนักศึกษาให้เรียนจบออกมาเป็นมืออาชีพได้จริงๆ
การจัดอันดับของมหาวิทยาลัยระดับโลก
การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกที่มีชื่อเสียง ณ ปัจจุบันมาจาก 3 แหล่งด้วยกัน คือ (1) QS World University Rankings® (2)Times Higher Education World University Rankings® (3) Academic Ranking of World Universities®

การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกโดย QS World University Rankings® มีการจัดอันดับโดยใช้ตัวชี้วัด 5 ปัจจัย และมีน้ำหนักแตกต่างกันไป ดังนี้

1. Academic reputation (40%) ชื่อเสียงทางวิชาการ จากการสำรวจของ QS Global Academic Survey

2. Employer reputation (10%) ชื่อเสียงจากนายจ้าง จากการสำรวจผ่าน QS Global Employer Survey

3. Student-to-faculty ratio (20%) อัตราส่วนจำนวนนักศึกษาต่อจำนวนอาจารย์

4. Citations per faculty (20%) จำนวนงานวิจัยที่ถูกนำไปใช้อ้างถึง จากฐานข้อมูลของ Scopus

5. International faculty ratio (5%) อัตราส่วนจำนวนอาจารย์ต่างประเทศ/นานาชาติ

6. International student ratio (5%) อัตราส่วนจำนวนนักศึกษาต่างประเทศ/นานาชาติ

ที่มา :http://www.educatepark.com/อันดับมหาวิทยาลัยโลก/
การจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทย และมหาวิทยาลัยโลก ได้ทำให้มหาวิทยาลัยไทยและมหาวิทยาลัยทั่วโลกเดินผิดทาง ?
สังเกตได้ว่าน้ำหนักคะแนนใน “การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก” ไม่ได้ให้น้ำหนักกับ “นวัตกรรม” ซึ่งเกี่ยวพันกับทรัพย์สินทางปัญญาเป็นรากฐาน ขณะที่การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (http://www.nesdb.go.th/download/article/articleUn120160106141314.pdf) มีการให้ความสำคัญกับนวัตกรรม ได้เกิดมีช่องว่างลักษณะที่ว่า “เกณฑ์การจัดมหาวิทยาลัยโลก ไม่ได้เกื้อหนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ?”

เมื่อมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นแหล่งรวมของคณาจารย์ นักศึกษา แหล่งรวมคนมีปัญญาระดับมันสมองของชาติ ไม่ได้มุ่งทำงานเพื่อเกื้อหนุน “การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” เช่นนี้ ก็ยากยิ่งที่ประเทศไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่น ๆ จะสามารถก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังคงยากจน มีหนี้สิน มีปัญหาคุณภาพคน คุณภาพการศึกษา และปัญหาสังคมที่ยากแก้ไขอีกมากมาย ดังจะเห็นได้ว่า แทบทุกประเทศมีปัญหาภายในของตนเองแตกต่างกันไปตามบริบทของประเทศนั้น ๆ ในหลาย ๆ ประเทศ นักธุรกิจได้เข้ามาเล่นการเมืองหรือไม่ก็หนุนหลังพรรคการเมือง

ผู้เขียนจึงมองว่า “การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก มีส่วนทำให้มหาวิทยาลัยเดินผิดทาง” ไม่สร้างคนที่ “รู้จักปัญญา” ไม่สามารถทำให้ “ปัญญาเป็นทรัพย์สินได้” แทบทุกประเทศอ่อนด้อยด้านทรัพย์สินทางปัญญา มีสิทธิบัตรน้อยมาก ๆ ไม่สามารถแข่งกับบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ เพราะมัวมุ่งสร้างผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ ซึ่งธุรกิจสิ่งพิมพ์และธุรกิจขายฐานข้อมูลวิชาการได้ประโยชน์มหาศาล เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มาก การจัดแบ่งประโยชน์จากการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการไม่เป็นธรรมนัก ขณะที่ผู้วิจัย ประเทศผู้วิจัย ต้องการกำลังคน สถานที่ และงบประมาณวิจัย ส่งตีพิมพ์ฟรี บางครั้งยังต้องเสียค่าตีพิมพ์ ที่สำคัญคือ ได้ทำให้มหาวิทยาลัยไทยและมหาวิทยาลัยทั่วโลกหลงทาง ไม่ทำงานที่ก่อให้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ต่อประเทศ ต่อเศรษฐกิจประเทศของตนเอง จนปัจจุบันเศรษฐกิจบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติเติบโตรวดเร็วกว่าเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนา และประเทศพัฒนาแล้วหลายเท่าตัว

หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ไปอีกหลายสิบปี หลายร้อยปี อาจเป็นระเบิดลูกใหญ่ที่ประเทศและประชาชน ลุกฮือขึ้นต่อต้านบริษัทข้ามชาติ และในอนาคตเมื่อเศรษฐกิจประเทศและภาคประชาชนขาดสมดุลรุนแรงมากขึ้น อนาคตไม่ไกลนักปัญหาคนตกงาน คนงานว่างงาน มีโอกาสทวีรุนแรงขึ้นเพราะปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติเข้ามาทำงานทดแทนคน เมื่อคนตกงานไม่มีงานทำ ก็เป็นไปได้ว่าอาจเกิดเหตุการณ์คล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในอดีตที่เกิดระบอบคอมมิวนิสต์ต่อต้านระบอบนายทุน

เมื่อ “คน” ขาดความรู้เรื่อง “การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา” ซึ่ง “เป็นวิชาทำเงิน” ซึ่งเป็นหัวใจของ “วิชาสร้าง PASSIVE INCOME” ก็ยากที่จะมีงานทำในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ กำลังเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ และทดแทนแรงงานระดับมันสมอง บางวิชาชีพ เช่น หมอ ทนายความ

เสนอ ก.พ.อ. แก้หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ
หลักเกณฑ์และวิธีการพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ดูรายละเอียดที่https://www.kpru.ac.th/personnel/personnel01.html ได้ให้ความสำคัญกับน้ำหนักคะแนนสูงแก่ผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นงานอาสาสมัคร งานของมือสมัครเล่น ที่ทำให้ใช้ฟรี ๆ ทำงานวิจัยเพื่อมุ่งตีพิมพ์ผลงานให้ใครก็ได้นำไปใช้ได้ฟรี ๆ โดยเกณฑ์การพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการ ไม่ได้มีเกณฑ์กลางที่กำหนดชัดเจน ที่จะให้น้ำหนักคะแนนแก่ผลงานที่ได้รับจดสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร และผลงานตีพิมพ์เอกสารสิทธิบัตรเท่าที่ควร
เสนอสภามหาวิทยาลัยต่าง ๆ แก้หลักเกณฑ์การจบการศึกษา ให้สามารถนำผลงานทรัพย์สินทางปัญญาใช้ประกอบการจบการศึกษาได้ด้วย
ยังมีหลักเกณฑ์การจบการศึกษาของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ได้กำหนดให้นักศึกษาระดับปริญญาเอก และระดับปริญญาโท ต้องมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ

ซึ่งเกิดขึ้นจากหลักเกณฑ์ที่ธรรมเนียมปฏิบัติในมหาวิทยาลัย ในสถาบันอุดมศึกษาทั่วโลก มีการกำหนดหลักเกณฑ์และปฏิบัติต่อเนื่องตามกันมาทั่วโลก ตามอย่างประเทศพัฒนาแล้ว และไทยเราก็ได้นำมาใช้ปฏิบัติตามอย่าง
ต้นเหตุใหญ่ของปัญหาคือ ความไม่รู้ ไม่เข้าใจทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้ไม่สามารถสร้างทรัพย์สินทางปัญญาได้

โดยมีสาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ นักวิจัย อาจารย์ นักศึกษา ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนรู้ เข้าใจทรัพย์สินทางปัญญา ทั้งสิทธิบัตร งานอันมีลิขสิทธิ์ และอื่น ๆ โดยเฉพาะการไม่เข้าใจการประดิษฐ์ ทำให้ไม่สามารถสร้างทรัพย์สินทางปัญญาจากการวิจัย


นักวิจัยส่วนใหญ่จึงมักไม่สามารถดึงประเด็นการประดิษฐ์ออกมาจากผลงานวิจัยเพื่อขอรับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาได้ ไม่สามารถยกร่างข้อถือสิทธิหลักและข้อถือสิทธิรอง และไม่สามารถสืบค้นตรวจสอบความใหม่ของประเด็นการประดิษฐ์ได้ ก็เพราะไม่มีการเรียนการสอนเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ไม่มีหลักสูตรเทคนิคการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาในสถานศึกษาทุกระดับการศึกษา

ในการนี้ผู้เขียนเสนอแนะว่า อย่างน้อยควรมีการบริหารจัดการ ให้มีการจัดส่งผลงานวิจัยที่ดี ที่มีองค์ความรู้ใหม่ ๆ ดี ๆ ไปให้ผู้รู้ ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านทรัพย์สินทางปัญญาจับประเด็นและสืบค้นตรวจสอบดูว่ามีการประดิษฐ์ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์

เมื่อนักวิจัย อาจารย์ นักศึกษา ส่วนใหญ่ไม่ได้มุ่งวิจัย ศึกษา เรียนรู้ และทำงานแบบมืออาชีพ ไม่ได้มุ่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม ซึ่งมีศักยภาพก่อให้เกิดผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมสูงกว่าการตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการ

สิ่งเหล่านี้ ได้ทำให้ระดับขีดความสามารถทางวิชาการและเทคโนโลยีของสถาบันการศึกษา ของหน่วยงานภาครัฐและของสังคมโดยรวม จึงยังห่างและต่างชั้นกับบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติมืออาชีพที่มุ่งวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม ซึ่งสามารถสร้างผลกำไรแก่บริษัทได้มหาศาล
เผยมหาเศรษฐี 8 คนครอบครองทรัพย์สินเท่าคนจนครึ่งโลก
ได้เกิดกรณีที่เจ้าของกิจการทั่วโลกจำนวนไม่กี่คน ถือครองทรัพย์สินค่อนโลก ถือครองทรัพย์สินรวมกันมากกว่าทรัพย์สินของคนหลายพันล้านคนทั่วโลก ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูง เพราะถ้ามองอีกมุมเป็นการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ระบบควรจัดให้คนจนสามารถยังชีพได้โดยไม่มีการเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงมากเช่นนี้ และหากเป็นเช่นนี้ต่อไป อนาคตประชาชน อนาคตประเทศ อนาคตโลกจะเป็นอย่างไร

เผยมหาเศรษฐี 8 คนครอบครองทรัพย์สินเท่าคนจนครึ่งโลก องค์กรการกุศลออกซ์แฟม (Oxfam) เผยมหาเศรษฐีผู้ร่ำรวยที่สุดในโลก 8 คน มีทรัพย์สินรวมกันเป็นมูลค่าเท่ากับของคนยากจนที่สุด 3,600 ล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของประชากรโลก โดยสถิติล่าสุดนี้ชี้ว่า ช่องว่างระหว่างคนมั่งมีกับคนยากจนในปัจจุบันยิ่งถ่างกว้างออกไปกว่าที่คาดกันไว้ (ที่มา: http://www.bbc.com/thai/international-38633478)

ออกซ์แฟม องค์กรไม่แสวงผลกำไรในอังกฤษ เปิดเผยรายงาน \"เศรษฐกิจเพื่อ 99%\" วันนี้ระบุว่า อภิมหาเศรษฐี 8 คน ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน 6 คน ชาวสเปน 1 คน และชาวเม็กซิโก 1 คน มีทรัพย์สินรวมกันเท่ากับทรัพย์สินของคนจนที่สุดของโลก 3,600 ล้านคนรวมกัน เศรษฐีพันล้านทั้ง 8 คนนี้มีทั้ง บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์, มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊ก, วอร์เรน บัฟเฟตต์ มหาเศรษฐีนักลงทุน, คาร์ลอส สลิม เศรษฐีเบอร์หนึ่งของเม็กซิโก, เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งอเมซอน, และแลร์รี เอลลิสัน ซีอีโอ ออราเคิล ยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์ รายงานสะท้อนว่าความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนขยายกว้างมากกว่าครั้งใด ๆ และเรียกร้องให้ขึ้นภาษีกับคนรวยและธุรกิจ และหยุดแข่งกันลดภาษีให้ภาคธุรกิจ (ที่มา http://www.nationtv.tv/main/content/378531106/)
การสร้างผลงานตีพิมพ์ผลงานระดับนานาชาติ ประเทศตนเองได้รับประโยชน์น้อยกว่าที่ควรมาก
การมุ่งสร้างผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติเป็นหลัก ได้ส่งผลให้นักวิจัย อาจารย์ นักศึกษาเก่ง ๆ โดยเฉพาะคนที่มีความเก่งระดับนานาชาติ ไม่ได้มุ่งทำงานวิจัยพัฒนาในเรื่องที่เป็นบริบทของการพัฒนาภายในประเทศ และสูญเสียโอกาสที่จะนำความเก่งระดับนานาชาติ ระดับโลก ไปมุ่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตร งานมีลิขสิทธิ์ และนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศและต่อสังคมโลก

ที่สำคัญคือ เกิดสภาวะที่ประเทศไทย ประเทศกำลังพัฒนา และประเทศต่าง ๆ ใช้ความรู้ความสามารถของนักวิชาการ ใช้สมองคนเก่ง ๆ ไปสร้างผลงานที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศโดยตรง

เป็นการทำงานส่งออกสมองของคนในชาติ ส่งออกผลงานวิจัยทางวิชาการของคนระดับมันสมองของชาติออกไปภายนอกประเทศ ตีพิมพ์ผลงานระดับนานาชาติ ซึ่งประเทศตนเองได้รับประโยชน์น้อยมาก ในขณะที่ต้องลงทุนทรัพยากรสูงมาก ทั้งทรัพยากรคน สถานที่ เครื่องมือ และงบประมาณการวิจัย

จัดเป็นภาวะสมองไหล ที่สำคัญยิ่งกว่าการที่คนเก่ง ๆ ในประเทศออกไปทำงานในต่างประเทศ เพราะตัวคนเก่ง ๆ นักวิจัยเก่ง ๆ นักศึกษาเก่ง ๆ ยังทำงานอยู่ในประเทศไทย แต่ผลงานที่ทำได้ส่วนใหญ่แทบจะเกือบทั้งหมดนำมาใช้ประโยชน์ในประเทศไทย หรือในประเทศของตนเองเท่าที่ควร

เป็นภาวะสมองไหลที่ได้เกิดขึ้น ทั้ง ๆ คนที่ทำงานอยู่ในประเทศ และเกิดขึ้นอย่างเป็นระบบกับคนหมู่มาก ทั้งนักวิจัย อาจารย์ที่มีตำแหน่งทางวิชาการนับหมื่นคน และเกิดขึ้นกับนักศึกษาอีกหลายแสนคนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกำลังมันสมองสำคัญของประเทศ ระดับของผลกระทบจึงมีความรุนแรงมากกว่า รุนแรงยิ่งกว่า การที่คนเก่งออกไปทำงานต่างประเทศ ที่นิยมเรียกกันว่า ภาวะสมองไหลโดยทั่วไปหลายสิบเท่าตัว
 
จึงเป็นสภาวะสมองไหลที่สำคัญ ที่รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ควรให้ความสำคัญ แก้ไขปรับเป้าหมายทางการวิจัย ปรับชนิดผลงานวิจัยหลักเป็นมุ่งวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม

ควรจัดยุทธศาสตร์ แผนงาน โครงการ ยกระดับขีดความสามารถในการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม เป็นโครงการขนาดใหญ่ เป็นโครงการสำคัญของประเทศ ขององค์กร ของหน่วยงานนั้น ๆ


โดยเฉพาะแหล่งทุนสนับสนุนการวิจัย และมหาวิทยาลัย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมจากการวิจัย และการสร้างคน สร้างนักศึกษารุ่นใหม่ ๆ หลาย ๆ รุ่นให้จบออกมาทำงานแบบมืออาชีพ สามารถสร้างทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และสร้าง Startups สร้างธุรกิจนวัตกรรม ที่สามารถแข่งขันได้ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

สภาวะเช่นนี้ วัฒนธรรมการวิจัยในวงการวิชาการเช่นนี้ ได้ทำให้เราสูญเสียโอกาสที่จะสร้างนักศึกษารุ่นใหม่ ๆ หลาย ๆ รุ่นให้เป็นนักวิจัยมีออาชีพที่มุ่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญา นวัตกรรม และสร้างธุรกิจ Startups ที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัยในการขับเคลื่อนธุรกิจ นักศึกษาได้เรียนรู้แต่การวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ เพื่อตีพิมพ์เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ ซึ่งเป็นเพียงระดับมืออาสาสมัคร หรือมือสมัครเล่น ไม่ได้เรียนรู้การทำงานแบบมืออาชีพ

จัดเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง ที่ทำให้ประเทศไทยยากที่จะก้าวข้ามกับดักประเทศกำลังพัฒนา หากไม่มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เตรียมความพร้อมประเทศรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งปัญญาประดิษฐ์ และระบบอัตโนมัติ กำลังเข้ามาทดแทนแรงงานคน แม้กระทั่งแรงงานระดับมันสมอง เช่น หมอ ทนายความ ยังมีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทดแทน

จุดแข็งสำคัญประการหนึ่งของรัฐบาลปัจจุบัน คือ สนับสนุนนวัตกรรมอย่างจริงจัง จนอันดับขีดความสามารถด้านนวัตกรรมของประเทศดีขึ้น (ดูที่https://news.voicetv.co.th/thailand/453759.html) แต่จุดอ่อนสำคัญ ยังขาดการสนับสนุน “ด้านการยกระดับขีดความสามารถในการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา” ที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ทำให้เกิดนวัตกรรมได้น้อย คุณภาพนวัตกรรมไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้ดีเท่าที่ควร
ผู้เขียนขอเสนอทางออกสำคัญ ในการแก้ปัญหา ดังนี้
1) เสนอให้พิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการ โดยเฉพาะประเภทของผลงานทางวิชาการ ดึงอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษาทั่วประเทศ จากมุ่งวิจัยตีพิมพ์ขึ้นหิ้งเป็นหลัก ให้หันเป้าหมายมาวิจัยขึ้นห้างเป็นหลัก ดึงอาจารย์ นักวิจัย นักศึกษาหลายแสนคน วิจัย-ทำงาน-เรียนเพื่อชาติ

2) เสนอให้จัดทำยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ แผนงาน โครงการ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาขีดความสามารถด้านทรัพย์สินทางปัญญา การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตร และงานอันมีลิขสิทธิ์ มาขับเคลื่อนประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามแนวทางประชารัฐ บรรจุไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และบรรจุในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

3) เสนอยุทธศาสตร์การจัดการเรียนการสอน การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา ในทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา

เป็นการปฏิรูปการศึกษาด้วยเนื้อหาการเรียนรู้ ด้วยแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีทันสมัยที่สุดของโลก สร้างการเรียนรู้ด้วยตนเอง ด้วยแหล่งเรียนรู้เอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ และพัฒนาขีดความสามารถในการสร้างงานอันมีลิขสิทธิ์สู่เศรษฐกิจฐานความรู้ที่เข้มแข็ง กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน นักศึกษา ทุกระดับการศึกษาทั่วประเทศ
 
“การปฏิรูปเนื้อหาการเรียนรู้โดยให้เรียนรู้จากแหล่งความรู้ที่ทันสมัย ด้วยการสืบค้นเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ ทำให้เกิดความรู้ใหม่ เกิดความคิดสร้างสรรค์ คิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ได้ และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นปัจจัยหลักสำคัญต่อความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษา”
 
4) เสนอให้จัดทำยุทธศาสตร์แผนงาน โครงการ “ยกระดับขีดความสามารถของมหาวิทยาลัยวิจัย ขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม” (ดูเพิ่มเติมที่ ประชาคมวิจัย ฉบับที่ : 131 คลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (71) : “เสนอยุทธศาสตร์การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม” เพื่อการขับเคลื่อนประเทศ ดึงคนเก่ง ๆ หลายแสนคน วิจัย-ทำงาน-เรียนเพื่อชาติ)
โมเดลต้นไม้เศรษฐกิจโลก ด้านองค์ความรู้ทางวิชาการ ทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม
(World Economy Tree Model on Academic Knowledge, Intellectual Property and Innovation)

ถ้าเราเปรียบเทียบโลกทั้งใบเหมือนกับต้นไม้ผลต้นใหญ่หนึ่งต้น เปรียบเทียบประเทศแต่ละประเทศ เหมือนกับกิ่งไม้ใหญ่หนึ่งกิ่ง และเปรียบเทียบงานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการ เพื่อสร้างทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม สร้างประโยชน์จากการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศ กับต้นไม้ใหญ่นี้

โดยเปรียบเทียบ “ใบไม้” เป็นองค์ความรู้ทางวิชาการ เปรียบเทียบการ “ออกดอกของดอกไม้” เหมือนกับการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา เช่นสิทธิบัตรและงานอันมีลิขสิทธิ์ และเปรียบเทียบการออกผลของ “ผลไม้” เป็นผลงานนวัตกรรม หรือเป็นตัวผลประโยชน์ ผลกำไร เป็นรายได้ทางเศรษฐกิจ เปรียบเทียบแต่ละประเทศกับกิ่งไม้ใหญ่หนึ่งกิ่ง ใบมีหน้าที่สังเคราะห์แสง ปรุงอาหาร ส่งอาหารไปเลี้ยงราก ลำต้น กิ่ง ใบ ดอก ผล

ถ้านักวิจัย อาจารย์ นักศึกษา ทำการวิจัยได้ผลผลิตเป็นองค์ความรู้ทางวิชาการ เปรียบเหมือนกับ “ใบสังเคราะห์แสง ส่งอาหารไปบำรุงใบตนเอง บำรุงใบอื่นในกิ่งตนเอง บำรุงกิ่งตนเอง กิ่งของตนเองก็เติบใหญ่ ใบก็สมบูรณ์ เปรียบได้เหมือนงานวิจัยตีพิมพ์องค์ความรู้ทางวิชาการ ในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศตนเอง

และยิ่งถ้าใบส่งอาหารไปสร้างดอกไม้ และสร้างผลไม้ ภายในกิ่งตนเองด้วย ก็เปรียบเหมือนผลงานวิจัยนั้น ๆ ได้เกิดทรัพย์สินทางปัญญา และเกิดนวัตกรรม สร้างรายได้ สร้างผลกำไร เกิดผลประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ


ถ้าสามารถสร้างดอกไม้ และสร้างผลไม้ให้เกิดขึ้นในกิ่งตนเอง แสดงว่า ได้มีการนำผลงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ในประเทศ เกิดดอก เกิดผลในกิ่งตนเอง ประเทศของตนเอง ก็งอกงาม เจริญเติบโต คนในประเทศมีทรัพย์สินทางปัญญามาก เกิดนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศสูงจำนวนมาก ประเทศก็มั่งคง มั่งคั่ง ยั่งยืน กิ่งนั้นก็เติบใหญ่ อุดมสมบูรณ์ พร้อมทั้งกิ่ง ใบ ดอก และผล

แต่ถ้านักวิจัยทำงานวิจัยในประเทศในเรื่องที่ก้าวหน้าทันสมัยระดับโลก และมุ่งตีพิมพ์ผลงานในวารสารทางวิชาการต่างประเทศ ในเรื่องที่คนไทย เมืองไทยนำมาใช้ประโยชน์ได้ยาก ผลงานวิจัยตีพิมพ์นั้น ๆ ก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ เป็นผลงานวิจัยขึ้นหิ้ง ผลงานส่วนใหญ่มักยากที่จะมีผู้นำไปใช้ประโยชน์ ไม่นานก็ล้าสมัยไป ผลงานที่ได้นำมาใช้ประโยชน์ก่อให้เกิดนวัตกรรมผลิตสินค้าให้ผู้คนใช้ ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีในเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติเป็นหลัก ดังนั้นหากจะวิจัยพัฒนาก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ ควรมุ่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญาจากการวิจัยมากกว่า
ถ้าองค์ความรู้ทางวิชาการนั้นเป็นประโยชน์ต่อประเทศอื่น เป็นประโยชน์ต่อโลก ก็เปรียบเหมือน ใบในกิ่งนั้น ๆ สังเคราะห์แสงแล้วไม่ได้นำอาหารมาบำรุงกิ่งตนเอง กลับมุ่งที่จะส่งอาหารจากใบ จากกิ่งตนเองออกไปเลี้ยงกิ่งอื่น เลี้ยงลำต้น เลี้ยงราก ลำต้นและรากก็อุดมสมบูรณ์ ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือ กิ่งตนเองก็แคระแกรน ไม่อุดมสมบูรณ์ ประเทศของตนเองก็ไม่พัฒนา ไม่อุดมสมบูรณ์เท่าที่ควร ประชาชนยังคงยากจน มีหนี้สิน เกิดปัญหาสังคมตามมามากมาย

แทนที่กิ่งประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งเป็นกิ่งเล็ก ๆ มีกำลังน้อย ทรัพยากรน้อย จะต้องรับภาระวิจัยสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการตีพิมพ์เผยแพร่ หรือส่งอาหารจากใบออกไปเลี้ยงกิ่งอื่น ทำให้กิ่งตนเองแคระแกรน ยากที่จะช่วยเหลือตัวเองได้ ทำไมไม่ปล่อยให้กิ่งที่ใหญ่กว่าอุดมสมบูรณ์กว่า หรือกิ่งประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ข้ามชาติเป็นผู้ทำการวิจัยสร้างองค์ความรู้พื้นฐานเหล่านี้ ซึ่งมีโอกาสเกิดนวัตกรรมได้มากกว่า ดีกว่าการสร้างผลงานวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่ซึ่งยากที่จะนำมาใช้ประโยชน์โดยตรง
ลักษณะของโมเดลต้นไม้เศรษฐกิจโลก ด้านองค์ความรู้ทางวิชาการ ทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม อธิบายได้ดังนี้
1) สถานภาพปัจจุบัน ใบในกิ่งประเทศกำลังพัฒนา กิ่งล่างๆ สังเคราะห์แสง ส่งอาหารออกไปเลี้ยงลำต้นและกิ่งอื่น ทำให้กิ่งตนเองแคระแกรน มีดอกน้อย ดอกเล็ก มีผลน้อย ผลเล็ก ประเทศมีทรัพย์สินทางปัญญาน้อย มีนวัตกรรมน้อย ประเทศไม่มั่งคั่ง ประชาชนส่วนใหญ่ยากจน มีปัญหาสังคมมาก

2) สถานภาพปัจจุบัน บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติมุ่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม สร้างผลกำไรมหาศาลให้เจ้าของกิจการ เหมือนเจ้าของต้นไม้มุ่งแต่บำรุงดอก สร้างดอก ผล แล้วเก็บเกี่ยวผลกำไรไปจากต้น ประเทศและประชาชนได้ประโยชน์แต่ส่วนน้อย รัฐได้ภาษีจากบริษัทแต่ก็ยังไม่สูงพอที่จะนำมาจัดสวัสดิการดีๆ แก่สังคม ผลกำไรส่วนใหญ่ตกอยู่กับเจ้าของกิจการ ทำให้มหาเศรษฐีเพียง 8 คน ถือครองทรัพย์สินเท่าคนจน 3,500 ล้านคนทั่วโลก อนาคตของคนหลายพันล้านคนในอีกหลายสิบปีจะเป็นอย่างไร

3) สถานภาพปัจจุบัน นักวิจัย อาจารย์ นักศึกษา เปรียบเหมือนใบ สังเคราะห์แสง ปรุงอาหาร มุ่งส่งไปเลี้ยงใบ เลี้ยงกิ่ง ลำต้น ราก แต่แทบไม่สร้างดอก และสร้างผลได้น้อย ผลเล็ก เหมือนภาครัฐและประชาชน วิจัยพื้นฐานไม่สร้างดอกและผล ทำให้ประเทศไม่ได้รับประโยชน์ ไม่ได้ดอกและผล ประเทศไม่ร่ำรวย

4) โอกาสสร้างอนาคตที่ดี ทางออกที่ผู้เขียนเสนอ ก็คือ การสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของประเทศและของประชาชนด้วยการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม เหมือนใบสังเคราะห์แสง แล้วส่งอาหารไปสร้างดอกและสร้างผลกำไรสะพรั่งเต็มต้น

ดังนั้น รัฐบาล นักวิจัย อาจารย์ นักศึกษา ครู นักเรียน ประชาชน และเอกชนในประเทศ ควรมุ่งทำงานวิจัยให้ประเทศเจริญก้าวหน้า มั่งคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เศรษฐกิจดี ประชาชนมีความสุข ดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ ทิศทางการวิจัยพัฒนาหลัก ๆ ของประเทศ ควรเป็นการวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ เพื่อความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อความอยู่ดีกินดี เพื่อปากท้องของประชาชนในประเทศเป็นหลักด้วย “ยุทธศาสตร์การพัฒนาคน” และ “ยุทธศาสตร์การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม”
 

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 134    หน้าที่ : 28    จำนวนคนเข้าชม : 236   คน