เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2629487

รายละเอียด

สัมภาษณ์พิเศษ : ปฏิรูปคน ปฏิรูปมหาวิทยาลัย ปฏิรูปวิจัยสู่‘ประเทศไทย4.0’

 
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าในยุคประเทศไทย 4.0 วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมบนฐานงานวิจัย เป็นสิ่งสำคัญที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามแผนยุทธศาสตร์พัฒนาชาติระยะยาวของรัฐบาล ผลงานวิจัยเด่น สกว. ที่ผ่านมา เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของนักวิจัยและผู้สนับสนุนทุนวิจัยได้หรือไม่ว่างานวิจัยนั้น ๆ มีศักยภาพและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศได้จริง
การพิจารณารางวัลผลงานวิจัยเด่น สกว.
นับตั้งแต่เข้าร่วมเป็นกรรมการพิจารณารางวัลผลงานวิจัยเด่น สกว. ในยุค ศ. นพ.วิจารณ์ พานิช เป็นประธานกรรมการ ต่อมาเป็น ศ. ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ ในสมัยที่ผมยังเป็นกรรมการในคณะกรรมการนโยบายกองทุนสนับสนุนการวิจัย รองผู้อำนวยการ สกว. สมัยนั้น ผศ.วุฒิพงศ์ เตชะดำรงสิน ซึ่งเป็นเพื่อนสมัยเรียนชักชวนให้มาช่วย จึงถามไปว่างานวิจัยดีเด่นมีไว้เพื่อให้กำลังใจแก่คนในหน่วยงาน หรือจะต้องเป็นงานวิจัยเด่นจริง ๆ เพราะถ้าเป็นอย่างแรกคงต้องมอบรางวัลทั่วหน้ากันทุกฝ่าย แต่สังคมอาจจะไม่ยอมรับว่าดีเด่นจริงหรือ เพราะบางงานคุณภาพอาจจะไม่ถึงเกณฑ์ แค่ให้กำลังใจ อ.วุฒิพงศ์บอกว่าไม่ใช่ ต้องเป็นงานวิจัยที่เด่นจริง ๆ เกณฑ์ตัดสินจึงต้องแตกต่างกัน งานวิจัยทางด้านวิชาการต้องเป็นงานที่เป็นความรู้ใหม่ แต่ถ้าเป็นงานวิจัยของหน่วยบูรณาการวิจัยและความร่วมมือเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-Based Collaborative Research: ABC) หรือฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น ต้องเป็นงานที่มีการขยายผลและนำไปใช้ในพื้นที่อื่น เป็นต้น ดังนั้นน้ำหนักการให้คะแนนแต่ละงานวิจัยจึงแตกต่างกัน อีกเรื่องที่สำคัญคือ บางงานเป็นงานวิจัยเล็ก ๆ ใช้งบวิจัยน้อย แต่ได้ผลมาก ก็ต้องยกย่องเชิดชูว่าเป็นงานที่ประหยัดงบแล้วยังได้ผลงานดี อ.วุฒิพงศ์ก็ยอมรับแนวคิดนี้ เราต้องการประกาศให้สังคมรับรู้ว่าเด่นจริง จะได้ไม่เสียหน้า สกว.

ระยะหลังพบบทเรียนหลายอย่างที่ได้สัมผัส เช่น งานวิจัยบางงานได้รับรางวัลไปแล้ว มีการเชิดชูผลงานกันมาก แต่ในภายหลังมีการประเมินผลงานกลับพบว่าไม่ได้ผลอย่างที่คิด จึงเสนอในที่ประชุมให้มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน บางงานที่เขียนส่งประกวดเขียนผิดเยอะมากหรือโฆษณาเกินจริง ต้องปรับปรุงการเขียนใหม่ ควรมีการคัดกรองอย่างดี
 
ในภาพรวม สกว. เป็นหน่วยงานที่มีคุณภาพ มีผลงานเป็นที่ยอมรับ ละเอียดรอบคอบดี เพราะโดยส่วนตัวผมค่อนข้างซีเรียสกับเรื่องนี้ ถ้าลดโทนในการโฆษณาตัวเองมากไป และงานที่ส่งมาประกวดมีการคัดกรอง ไม่ใช่เขียนตามอำเภอใจ ก็คงจะดีขึ้น กรรมการทำงานได้ง่ายขึ้น ไม่มี conflict of interest เป็นกรรมการจากนอกหน่วยงานเป็นหลัก ตรงไปตรงมา มีความหลากหลายในสาขาวิชา

ครั้งหนึ่งเคยมีกรรมการบอกให้แบ่งงานที่เข้าประกวดเป็นกลุ่ม ๆ แต่ผมไม่เห็นด้วย ควรให้กรรมการได้อ่านทุกงานแล้วนำมาถกกันในที่ประชุมได้ แม้จะไม่ตรงสาขาของตน ปัจจุบันในยุค ศ. ดร.สวัสดิ์ ตันตระรัตน์ เป็นประธานกรรมการ ระบุชัดเจนว่าต้องเขียนผลงานไม่เกินกี่หน้า ถ้าส่งเกินเวลาไม่รับพิจารณา เราต้องมีบรรทัดฐาน ดีที่สุดคือส่งมาทางอีเมล เพราะมีกำหนดเวลาแน่นอนว่าส่งเมื่อใด ทุกอย่างค่อยๆ ปรับปรุงมาเรื่อยๆ
เกณฑ์การตัดสินรางวัลของ สกว. มาถูกทางหรือไม่
เราไม่ได้ดูเฉพาะสิ่งตีพิมพ์ของงานวิจัยทางวิชาการ แต่มองที่การใช้ประโยชน์เป็นหลัก มิฉะนั้นสิ่งตีพิมพ์ในงานสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์จะเสียเปรียบ งานวิจัยด้านนี้จะเป็นประเพณีนิยมว่าให้ลูกศิษย์มีชื่ออยู่คนเดียว ต่างจากการตีพิมพ์ของกลุ่มวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อนักวิจัยและนักศึกษา นอกจากนี้วารสารวิชาการระดับเด่น ๆ ก็ค่อนข้างจำกัด งานกลุ่มนี้จึงเน้นการใช้ประโยชน์มากกว่าที่จะเป็นของเรื่องการค้นพบสิ่งใหม่สิ่งแรกในโลก มุมมองต่างกันค่อนข้างเยอะเวลาพิจารณารางวัล กรรมการจึงควรจะมีครบองค์หลายสาขา ขณะเดียวกันรางวัลทางวิทยาศาสตร์หรือวิศวะก็มีข้อสงสัยจากสายสังคมหรือมนุษย์ที่มาช่วยถกกัน

จริง ๆ อยากให้มีผลงานวิจัยดี ๆ ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ให้ส่งเข้ามาพิจารณารางวัลเพิ่มเติม เราคิดเสมอว่าต้องสนับสนุนงานวิจัยประเภทนี้ให้มากขึ้น นอกจากนี้ยังขึ้นกับพื้นฐานของผู้ส่งประกวดด้วย เพราะส่วนใหญ่ สกว.ถูกมองว่าให้ทุนด้านวิทยาศาสตร์มากกว่า การขอทุนค่อนข้างจำกัด มีจำนวนน้อยมาก ทั้งนี้เคยท้วงติงไปว่าถ้านักวิจัยทำงานไม่สำเร็จควร black list เพราะเสียโอกาสทำแล้วไม่จบ กรรมการท่านอื่นก็เห็นด้วย หน่วยงานภายในจะต้องมองผลงานอย่างเสมอภาค งานไหนดีก็ส่งเข้ามา และควรกำหนดผลงานแต่ละกลุ่มไม่เกินจำนวนเท่าใด เพื่อให้กรรมการมีโอกาสพิจารณาได้อย่างรอบคอบ
ในมุมมองของกรรมการจากภาคเอกชน คิดว่างานของ สกว. สามารถใช้ประโยชน์ได้จริงหรือไม่
โดยส่วนตัวรู้สึกรำคาญกับคำว่า 4.0 มาก เพราะจริง ๆ แล้วคนของเราคุณภาพไปไม่ถึง 4.0 ภาคเอกชนเข้าใจกระบวนการวิจัยดีพอสมควรว่าการวิจัยต้องมีองค์รวมทั้งหมดตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐาน แล้วเอาความรู้มาประยุกต์ซึ่งการประยุกต์ก็ไม่ใช่เดี่ยว ๆ แต่ต้องเป็นสหสาขาวิชาเพื่อให้ออกมาเป็นหน้าตาของสินค้าได้ แต่ถึงขั้นนั้นก็ไม่ได้รับประกันว่าจะประสบความสำเร็จ ท้ายที่สุดแล้วอยู่ที่ว่าคนซื้ออยากซื้อหรือไม่ ในราคาที่ตั้งไว้ และในประโยชน์การใช้งานที่มีอยู่ จะพบบ่อยว่าหลายตัวกว่าจะถึงขั้นสุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ คนที่ไม่รู้มักพูดว่าต้องมีงานวิจัยและพัฒนา ต่อมาก็นวัตกรรม มาถึงตอนนี้อะไร ๆ ก็ 4.0 บางคนไปถึง 5.0

เป็นไปไม่ได้ที่จะบอกว่างานวิจัยต้องไม่ขึ้นหิ้ง ต้องยอมรับว่างานวิจัยยังมีขึ้นหิ้งบางส่วน ในที่สุดเมื่อถึงจุดหนึ่งเราก็หยิบออกจากหิ้งมาใช้ ต้องมีเวลาและจังหวะที่เหมาะสม เป็นเหมือน “ภาพจิ๊กซอว์” งานวิจัยแต่ละชิ้นอาจเป็นส่วนหนึ่งของจิ๊กซอว์ อยู่ที่คนจะมองภาพรวมออกหรือไม่ หยิบอันไหนมาประกอบกันจึงจะออกมาเป็นภาพของสินค้า นักการเมืองมักพูดเสมอว่าถ้าขึ้นหิ้งก็จะไม่ให้งบประมาณ ต้องมีสินค้า แม้แต่นโยบายล่าสุด spearhead ผมก็ไม่เห็นด้วยนักว่าต้องมีเอกชนมาร่วม และต้องทำออกมาเป็นสินค้า อยากทราบว่าเข้าใจกระบวนการวิจัยหรือไม่
 
ยกตัวอย่างบริษัท ดูปองท์ ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อเข้าไปจะเห็นภาพหนึ่งที่บอกว่า If we know what we are doing, it would not be called research ถ้ารู้ว่ากำลังทำอะไรก็คงไม่ใช่งานวิจัย งานวิจัยคือทำในสิ่งที่เราไม่รู้และพยายามไปถึงอะไรบางอย่างที่ได้ผลออกมามากหรือน้อยก็แล้วแต่ ถ้าอยู่ในเวลาที่เหมาะสมภาพประกอบเหล่านั้นก็สามารถออกมาเป็นสินค้าได้ และต้องยอมรับว่าบางครั้งก็ต้องตกยุคอย่างโทรทัศน์ขาวดำที่ตอนนี้หายไปหมดแล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาอย่างโกดักก็เจ๊งไปเรียบร้อย เทียบกันระหว่างฟูจิของญี่ปุ่นกับโกดักที่ทำฟิล์มเหมือนกัน จริง ๆ แล้วคุณภาพสีของโกดักดีกว่า สวยกว่า และไม่นิ่งนอนใจที่จะทำ digital camera แต่เพราะกลัวว่าถ้าออกมาเร็วจะฆ่าสินค้าของตัวเองเลยเก็บไว้ก่อน ขณะที่ฟูจิรีบทำออกขายทันที ตอนนี้ฟูจิทำฟิล์มและกล้อง ฟิล์มจะหมดยุคแล้ว รายได้ร้อยละ 60 มาจากการใช้เทคโนโลยีเคลือบฟิล์มมาทำเครื่องสำอางผู้หญิง ซึ่งฟูจิฟิล์มในอนาคตอาจจะมีรายได้มาจากเครื่องสำอางเกือบทั้งหมด เพราะมี value added สูงมาก ฟูจิไหวตัวเร็ว เรื่องนี้ญี่ปุ่นเก่งเมื่อเทียบกับไทย เขาไม่มีทรัพยากรจึงต้องทำอะไรที่ขายได้ ผิดกับบ้านเรามีทรัพย์ในดินมีสินในน้ำ คนจะสบาย ๆ อาจจะขี้เกียจหน่อย ไม่กระตือรือร้นเท่าใดนัก

ฉะนั้นอย่าคิดว่าบริษัทใหญ่ ๆ จะอยู่ยงคงกระพัน หลายแห่งถูกเทคโอเวอร์หรือเจ๊งไปแล้ว ไม่มีอะไรแน่นอนในวัฏจักรของโลกใบนี้แม้แต่อเมริกา ไทยเราทรัพยากรมนุษย์เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ส่วนรวม-ส่วนตัว แยกแยะกันได้หรือไม่ คอร์รัปชันรุนแรงเหลือเกินในทุกวงการ อาชีพแพทย์เดี๋ยวนี้ก็เหนื่อย มีโอกาสทำพลาดแล้วเครียด คนที่จะพูดว่าวิจัยขึ้นหิ้งไม่ขึ้นหิ้งควรเป็นคนที่เข้าใจกระบวนการทำงานวิจัยต่าง ๆ

หลักการทำวิจัยอย่างหนึ่งต้องทำซ้ำจนมั่นใจ อัพสเกลให้ใหญ่ขึ้น ลองถูกลองผิดในห้องแล็บจนไปถึงภาคอุตสาหกรรม ต้องใช้เครื่องจักรอะไรบ้าง ลดต้นทุนวัตถุดิบแต่ละตัว ต้องใช้เวลาในแต่ละขั้นตอน บางอย่างก็หลายปี งานวิจัยที่ใช้งบเยอะที่สุดคงเป็นบริษัทยา บางครั้งก็ออกมาทำให้สังคมหลงเชื่อว่าดี เคยมีงานวิจัยของโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก สกว. พบวิธีการรักษาโรคหัวใจวายเฉียบพลัน แต่ถูกบริษัทยาของต่างชาติแห่งหนึ่งซื้อสิทธิบัตรไปดองจนหมดเวลา เพราะไม่ต้องการให้ทำขายออกมาฆ่าหรือแข่งกับสินค้าของตัวเองที่ขายดีอยู่แล้ว แนวคิดจะคล้าย ๆ กับของโกดัก เราเลยอดได้ จอดอยู่แค่ตรงนั้น เพราะถ้าผลิตเป็นตัวยาออกมาเราจะได้ค่าสิทธิบัตรมหาศาล เรื่องนี้เป็นธรรมชาติของบริษัทเอกชน เขาจะมี port folio เลยว่ามีสินค้าใดเป็นพระเอก ตัวไหนเป็น star หรือ cash cow ที่ผลิตขายได้เรื่อยๆ
ความสำคัญของการจดสิทธิบัตร
จากประสบการณ์ที่เคยเป็นประธานกรรมการด้านทรัพย์สินทางปัญญาของ สกว. ระยะหนึ่ง รวมทั้งเคยเป็นหัวหน้างานวิจัยและพัฒนาของ SCG เอกชนตั้งหน่วยงานวิจัยเพื่อที่จะขอส่งเสริมการลงทุนได้ บริษัทที่จ้างทำก็สามารถนำไปหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2-3 เท่าตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่บริษัทที่ทำวิจัยต้องไปจดทะเบียนกับกระทรวงการคลังว่าทำจริง ๆ สิทธิบัตรเป็นการเปิดเผยสิ่งที่เราทำ แลกเปลี่ยนว่ารัฐต้องปกป้องเราไม่ให้คนอื่นเลียนแบบในสิ่งที่เราประดิษฐ์และเปิดเผยให้สาธารณะรับรู้ ช่วยปกป้องผลประโยชน์ให้เราในเวลาที่กำหนด

ในสมัยก่อนต้องเขียนรายละเอียดถูกต้องทุกอย่าง แต่ปัจจุบันเขียนแบบเบลอ ๆ ไม่ให้คนอ่านอ่านแล้วไปเลียนแบบได้ง่าย การจดสิทธิบัตรต้องใช้เงิน และมีข้อสมมติฐานว่าช่วงแรกอาจจะยังไม่ได้ผลิตสินค้า ต่อมามีการผลิตสินค้า ค่าคุ้มครองสิทธิบัตรจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ บางฉบับจบแล้วก็ยังไม่มีผลงาน บริษัทใหญ่ ๆ จึงจะดำเนินการได้ดีกว่านักวิจัยหรือนักคิดอิสระ สิทธิบัตรเป็นเรื่องที่ดี แต่สิ่งที่เปิดเผยมาคนอ่านก็เบลอไม่ทราบว่าเป็นอะไร

ที่สำคัญคือศาลทรัพย์สินทางปัญญาของบ้านเราเป็นศาลระบบกล่าวหา ไม่ใช่ระบบไต่สวน คือระบบกล่าวหาต้องแสดงหลักฐานต่าง ๆ ให้ศาลดูว่าไม่ได้ทำผิด แต่การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาคนที่ฟ้องบางครั้งเข้าไปในโรงงานของคนถูกกล่าวหาไม่ได้ หลักฐานก็จะอ่อน ผิดกับระบบไต่สวน เช่น ศาลปกครอง หรือสภาวิศวกรที่เกี่ยวกับจรรยาบรรณ คนรับฟ้องสามารถไปสืบหาหลักฐานเพิ่มเติมได้ ไม่ได้ขึ้นกับสิ่งที่ถูกฟ้องเพียงอย่างเดียว
 
เราต้องยอมรับว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ ค่าจดสิทธิบัตรแพง กำลังทรัพย์ของคนที่คิดออกมีจำกัด จดแล้วไม่แน่ใจว่าจะได้ประโยชน์หรือเสียเงินเปล่า ถ้าถึงจุดที่ต้องฟ้องร้อง ความลำบากในการฟ้องร้องก็มีเยอะ ถ้าไม่ใช่บริษัทใหญ่เรื่องสิทธิบัตรก็เป็นเรื่องลำบาก อย่างเพื่อนวิศวะสมัยเรียนด้วยกัน จริง ๆ เป็นคนแรกในโลกที่คิดประดิษฐ์ระบบแอร์แยกส่วน นำคอยล์เย็นกับคอมเพรสเซอร์แยกเป็นสองที่ แต่เค้าไม่รอบรู้เรื่องการจดสิทธิบัตร ถ้ารู้ว่าสิ่งนี้ทำได้และมีประโยชน์ จดอย่างไรและจดความคุ้มครองต่างประเทศด้วยซึ่งต้องใช้เงินมาก คงเป็นมหาเศรษฐีระดับโลกไปแล้ว ...ก็ไม่รู้ว่าบ้านเราจะไปถึงไหนในที่สุด
การผลักดันงานวิจัยจากหน่วยงานภาครัฐ
งานวิจัยด้านยา กว่าจะออกมาเป็นยาให้คนกินต้องผ่านการพิสูจน์จากสัตว์ จากคนที่เป็นอาสาสมัครมาทดสอบ เปรียบเทียบยาหลอกกับยาจริง ต้องใช้เวลายาวนาน เรื่องที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์และนำเข้าไปในร่างกายต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของบ้านเราก็ทำแต่ยาพื้นฐาน นักวิจัยต้องหันไปพึ่งบริษัทยาใหญ่ ๆ ของเมืองนอก แต่ก็เจอบริษัทเหล่านี้ซื้อสิทธิบัตรไปดองเก็บไว้อีก ปีหนึ่ง ๆ บริษัทยามีงบวิจัยเยอะมาก ยาแต่ละตัวกำไรมหาศาลอาจจะร้อยละ 80-90 ของบริษัท

สำหรับการผลักดันของรัฐบาลเพื่อสนับสนุนงานวิจัยนั้น ส่วนตัวมองว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ก็มักซื้อเสียง เป็นรัฐบาลประชานิยม ส่วนรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติก็ล้มกระดานแล้วดึงพรรคพวกที่ไว้วางใจได้เข้ามาทำงาน จะมีสักกี่คนที่จริงใจกับการแก้ปัญหาบ้านเมือง แล้วก็รักประชาชนเหมือนในหลวงรัชกาลที่ 9 ก็ไม่มี ดูแล้วน่าผิดหวังหลายอย่าง

ระบบเอนทรานซ์สมัยก่อนก็ดีคุณภาพคนดีกว่าสมัยนี้ น้ำดีซึ่งมีส่วนน้อยถูกกลืนไปหมด ลามไปถึงเรื่องการเรียนไม่ให้ตก สอบตกก็ทำรายงานหรือทำความสะอาดห้อง แล้วคนจะมีคุณภาพได้อย่างไร ศาสตราจารย์สมัยนี้หนุ่มสาวมีเยอะ ระบบการพิจารณาตำแหน่งศาสตราจารย์ไม่ศักดิ์สิทธิ์เหมือนเมื่อก่อน การส่งผลงานให้พิจารณาพบว่าคุณภาพไม่ดีเหมือนเมื่อก่อน ไม่ได้มาตรฐาน หละหลวมมาก
การต่อยอดงานวิจัยสู่ประเทศไทย 4.0
สมัยแรกในยุค 1.0 เจมส์ วัตต์ ประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำ ต่อมา 2.0 เฮนรี่ ฟอร์ด ทำ mass production line ยุค 3.0 ทำ computerize ตอนนี้เป็น 4.0 ยุคไซเบอร์ เราสบายขึ้น ไม่ต้องเดินทาง อย่างไรก็ตามคนของเราไม่พร้อมที่จะก้าวไปสู่ 4.0 ผมว่าการศึกษาของบ้านเราต้องมีการปฏิรูปอย่างรุนแรง บางอย่างเราอาจจะทำได้แต่ก็เป็นส่วนน้อย เรายังเป็นแค่ 3.0 หรือมากกว่านั้นนิดหน่อย ยังเป็น mass production เป็นหลักมากกว่าที่จะไป high end เราอยู่ในจุดที่เสียเปรียบมาก สินค้าจากจีนที่เข้ามาราคาถูกมากแม้คุณภาพจะไม่ดี แต่ก็น่ากลัวกว่าญี่ปุ่น หลังสงครามโลกญี่ปุ่นปรับปรุงเร็วมากจนตีตลาดโลกได้ แต่จำนวนพลเมืองกับกำลังซื้อในประเทศค่อนข้างจำกัด ต่างจากจีนที่มีบางส่วนผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดี ราคาสูง เศรษฐีก็มีเยอะ ต่อไปเฝ้ามองให้ดี จีนจะเป็นประเทศที่น่ากลัวในอนาคต จะฆ่าสินค้าต่าง ๆ ของเราได้หลายตัว เช่น กระดาษพิมพ์ กระดาษขาว ตอนนี้ SCG ก็เลิกผลิตไปแล้ว เราต้องมุ่งไปที่สินค้า high end แต่คนที่จะสามารถไปถึงจุดนั้นได้ก็ยังมีจำนวนจำกัด

บริษัทบางแห่งอย่างมิตรผล ผมชื่นชมมาก ทำสินค้าได้หลากหลายและแทบไม่มี waste เหลือ เราต้องพยายาม integrate ทั้งระบบ ไม่ปล่อยมลภาวะสู่ข้างนอก สนับสนุนหลักคิด entrepreneur ที่เก่งจริง ๆ อาจจะหายากแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี คนไทยมันสมองไม่แพ้ชาติอื่นเพียงแต่เราต้องมีโอกาส เศรษฐีระดับโลกอย่างสตีฟ จ๊อบ หรือบิล เกตส์ ล้วนเป็น entrepreneur ที่เก่ง เราคงไปไม่ถึง 4.0 แต่ก็ไม่อยากขัดใจต้องว่าไปตามเพลง
คุณภาพนักวิจัยไทยสู่อุตสาหกรรม
จริง ๆ แล้วคุณภาพมันสมองนักวิจัยไทยไม่แพ้ชาติอื่น โดยเฉพาะคนที่ไปทำวิจัยต่างประเทศซึ่งมีความพร้อมมาก แต่กลับมาแล้วก็น่าผิดหวัง บ้านเราต้อง reuse วัสดุกึ่งสิ้นเปลือง เครื่องไม้เครื่องมือก็ไม่พร้อมเหมือนต่างประเทศ คนที่จบนอกจะมี connection ดีกว่า สารทดสอบหาไม่ได้ในไทย แค่อีเมลไปบอกเพื่อนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในทวีปอื่น เขาก็รีบส่งมา นักวิจัยไทยเครื่องมือหายาก ศูนย์ที่ให้บริการบางแห่งก็ตั้งกฎเหล็กว่าต้องมีชื่อเป็นคณะวิจัยด้วยหากมาขอยืมใช้เครื่องมือในห้องปฏิบัติการ ศูนย์นั้นอาจถูกบังคับหรือเป็นนโยบายของหน่วยงานก็แล้วแต่

สรุปคือมันสมองเรามี แต่เครือข่ายจำกัด เครื่องมือไม่มี ที่มีก็ใช้ยาก ล้วนเป็นอุปสรรคทั้งสิ้น หน่วยงานให้ทุนก็เรียกกลับทันทีหลังจบปริญญาเอก บางมหาวิทยาลัยสั่งซื้อเคมีภัณฑ์หรือครุภัณฑ์จากต่างประเทศ กว่าจะเก็บเงินได้ก็นานหลายเดือนจนไม่อยากส่งให้มหาวิทยาลัยนั้น มองไปที่ระบบมหาวิทยาลัยก็ได้แต่ทอดถอนใจ ทำให้คนที่เก่งมีฝีมือส่วนหนึ่งอยากไปทำวิจัยอยู่กับเอกชนหรือมหาวิยาลัยต่างประเทศ ดูอย่างสิงคโปร์ที่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลกไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษาและเรื่องอื่นๆ ทั้งที่ไม่มีทรัพยากรอะไร แต่คนของเราทรัพยากรหดหายไปมากทั้งที่มีทรัพยากรอยู่เยอะ
งานวิจัยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
ต้องยอมรับว่ากำลังของเรามีจำกัด ตราบใดที่องคาพยพของประเทศไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน คงจะเห็นผลงานค่อนข้างยาก ที่ผ่านมาเราทำอะไรเต็มความสามารถอยู่แล้ว แต่เรามีพลังงานจำกัด เทียบกับหน่วยงานอื่น เช่น ความมั่นคง เขามีกำลังเยอะกว่า ประเทศเราไม่มีวัฒนธรรมเรื่องวิจัยและพัฒนาตั้งแต่ต้น แม้กระทั่งบางมหาวิทยาลัยที่เดิมได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ ปัจจุบันก็มีวัฒนธรรมไทย ๆ กันหมด นักวิจัยที่สนใจทำงานวิจัยค้นคว้าที่ได้เรื่องก็มีไม่มาก

เราต้อง “ปฏิรูปคนก่อนปฏิรูปมหาวิทยาลัย” ข่าวที่เป็นชิ้นโบว์แดงที่อยากให้รับรู้ ต้องมีการจุดประกายให้สังคมรับรู้ในวงกว้างมากกว่าข่าวประกวดนางงามหรือเล่นหวย เรามีข้อจำกัดเยอะมาก จริง ๆ นักวิจัย สกว. ก็คือนักวิจัยทั้งประเทศที่มารับทุนและผลิตผลงานวิจัยออกมา บางเรื่องก็ดี บางเรื่องยังมีข้อจำกัด ความสำเร็จของเราส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับผู้นำขององค์กร ควรเน้นการประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัยที่ดีมีการใช้ประโยชน์ให้มากขึ้น ตัวอย่างผลงานวิจัยที่ทำได้ดีและเป็นประโยชน์มาก เช่น งานปุ๋ยสั่งตัด กล้วยตากพลังงานแสงอาทิตย์ (บานาน่าโซไซตี้) สารลองกานอยด์จากเมล็ดลำไย ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบทางการเกษตร
 
ครั้งหนึ่งมีโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์เคยตรัสถามว่าเหตุใดคนไทยทำวิจัยได้แล้วต้องให้บริษัทต่างชาติทำสินค้ามาขายเรา แสดงให้เห็นว่าเราก็มีความสามารถในการคิดค้น แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งเจอจุดบอดไปไม่รอด ต้องให้คนอื่นทำ ทำให้คิดถึงหญ้าเปล้าน้อยสมุนไพรไทยที่ญี่ปุ่นนำไปทำยาแก้ปวดท้องมาขายคนไทย จริงๆ แล้วเรายังมีสรรพคุณอีกหลายอย่างจากสมุนไพรไทยหรือสัตว์มาทำสินค้า ยา และเครื่องสำอางได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ การทำวิจัยยาที่จะประสบความสำเร็จ บริษัทยาส่วนใหญ่สนใจยาลดคอเลสเตอรอล มะเร็ง หรือโรคที่เป็นกันมาก ผู้ป่วยมีกำลังซื้อ คิดเรื่องการค้าเป็นหลัก ถ้า volume การขายไม่เยอะ ไม่มีกำลังซื้อก็จะไม่สนใจ ไม่มี priority เท่าใด ความเสมอภาคไม่มี ยกเว้นถ้ามีคนเสียชีวิตจำนวนมาก ระบาดทั่วโลกหรือในประเทศที่มีอำนาจ

ในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีการหารือกันว่าเราสามารถทำระบบทรัพย์สินทางปัญญาเหมือนเช่นในสหรัฐอเมริกา นั่นคือ งานวิจัยใดๆ ที่เกิดจากผู้วิจัยและใช้งบวิจัยจากรัฐบาล (federal funds) เมื่อทำเสร็จแล้วก็ยกให้เลย สกว. เราก็เริ่มเดินเรื่องนี้ แต่มหาวิทยาลัยในไทยยังไม่ค่อยมีความพร้อม สมัยนั้นเราตั้งเรื่องว่าจะทำเรื่องนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป มีบางมหาวิทยาลัยของรัฐ 5-6 แห่งที่มีความพร้อมในระดับหนึ่ง ช่วงแรกให้ไปบริหารก่อนเมื่อถึงจุดที่เข้าที่แล้วเราก็จะยกให้เป็นสมบัติของมหาวิทยาลัยแล้วไปแบ่งผลประโยชน์ให้กับนักวิจัย ในมหาวิทยาลัยของสหรัฐอเมริกา มหาวิทยาลัยเอกชนที่ดัง ๆ มีเงินเหลือมากกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐ ของเรามีมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบส่วนหนึ่ง มหาวิทยาลัยเอกชนอีกส่วนหนึ่ง วันหนึ่งก็อาจทำได้เช่นกัน
 
ผมคิดว่า สกว.ค่อนข้างเป็นหน่วยงานหัวก้าวหน้า ถ้ามีคนคิดและมีแรงผลักดันที่จะออกสินค้าได้เราก็ไม่ควรเก็บเอาไว้ เงินทองที่ได้รับก็เป็นภาษี แต่ถ้าเราเก็บไว้ก็จะขึ้นหิ้ง หรือเข้าลิ้นชักใส่กุญแจไว้ด้วยซ้ำ ไม่ได้เอาออกมาใช้ประโยชน์อะไร

แม้ฟังดูจะเป็นเรื่องยากที่งานวิจัยไทยจะไปถึง 4.0 แต่ในฐานะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนการวิจัย ก็ขอเป็นกำลังใจให้นักวิจัยทุกคนตั้งใจทำงานและผลิตผลงานวิจัยดี ๆ ที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป

...นับว่าเป็นโจทย์ใหญ่และความท้ายทายของ สกว. และนักวิจัยทั้งหลาย ที่จะต้องหันกลับมาทบทวนตัวเองว่าก่อนจะไปถึงประเทศไทย 4.0 ร่วมกันขับเคลื่อนพัฒนาประเทศสู่ “ความมั่งคง มั่นคั่ง ยั่งยืน” ก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศพัฒนาแล้ว เราต้องทำอะไรบ้างเพื่อไปสู่เป้าหมายที่วางไว้...
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 134    หน้าที่ : 20    จำนวนคนเข้าชม : 201   คน