เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2710945

รายละเอียด

Trip นี้มีเรื่องเล่า : แลกเปลี่ยนประสบการณ์เครือข่ายนักวิจัยไทย-จีน
รศ. ดร. นพ. ฉัตรชัย เหมือนประสาท
วุฒิเมธีวิจัย สกว.
ภาควิชาสรีรวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
chatchai.mua@mahidol.ac.th


เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผมมีความภาคภูมิใจมากที่ได้รับรางวัล TRF-OHEC-Scopus Researcher Award สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ประจำปี 2560 จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักพิมพ์ Elsevier ในการประชุมวิชาการ “นักวิจัยรุ่นใหม่พบเมธีวิจัยอาวุโส สกว.” ซึ่งเป็นการเชิดชูเกียรติแก่นักวิจัยที่มีผลงานวิจัยดีเด่นจากโครงการวิจัยที่รับทุนจากฝ่ายวิชาการ สกว.
 
นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้มีโอกาสเข้ารับการพัฒนาตนเองด้านการวิจัยในโครงการสร้างความร่วมมือและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อสร้างเครือข่ายและพัฒนาศักยภาพของนักวิจัย ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 26 – 30 มีนาคม 2560 ภายใต้การสนับสนุนของ สกว. และ สกอ. ซึ่งการศึกษาดูงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักวิจัยที่ได้รับรางวัลมีโอกาสได้เรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการงานวิจัยของมหาวิทยาลัยที่มีการจัดอันดับติดอันดับโลก ซึ่งมีการพัฒนางานวิจัยของสถาบัน และสนับสนุนนักวิจัยในสถาบันให้ได้ทำวิจัยอย่างเข้มข้น ตลอดจนได้ศึกษาความก้าวหน้าในการพัฒนางานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และได้รับประสบการณ์ตรง เพื่อจะได้นำมาปรับใช้ในการพัฒนางานวิจัยของตัวเองและของสถาบันต้นสังกัดได้อย่างมีคุณภาพ นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีในการแสวงหาเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพสูงยิ่งขึ้น และมีส่วนร่วมในการผลักดันสถาบันวิจัยของประเทศไทยสู่การเป็นสถาบันการวิจัยระดับโลกต่อไป
 

 
การเดินทางในครั้งนี้มีผู้ร่วมเดินทางที่เป็นอาจารย์หรือนักวิจัยที่ได้รับรางวัลประจำปีนี้อีก 8 ท่าน เข้าศึกษาดูงานสถาบันการศึกษาชั้นนำ ณ นครเซี่ยงไฮ้ และมหานครปักกิ่ง จำนวน 3 สถาบัน ได้แก่ Shanghai Jiao Tong University และ Shanghai Institute of Materia Medica ในระหว่างวันที่ 27-28 มีนาคม และ Peking University ระหว่างวันที่ 29-30 มีนาคม

พวกเราออกเดินทางกันในวันที่ 26 มีนาคม จากสนามบินสุวรรณภูมิ โดยที่ส่วนใหญ่ไม่เคยได้รู้จักกันมาก่อน จึงถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ด้วย หลังจากเดินทางถึงนครเซี่ยงไฮ้ในตอนค่ำได้มีโอกาสชมความงามของทิวทัศน์ริมแม่น้ำหวงผู่และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเซี่ยงไฮ้ซึ่งมักจะออกมาพบปะเพื่อนฝูงและพักผ่อนหย่อนใจกันที่ริมแม่น้ำแห่งนี้
 
วันที่ 27 มีนาคม เราออกเดินทางกันแต่เช้าตรู่เพื่อศึกษาดูงาน ณ Shanghai Center for Systems Biomedicine, Shanghai Jiao Tong University ได้เห็นว่าการจัดรูปแบบการปฏิบัติงาน ณ สถาบันแห่งนี้มุ่งเน้นในการศึกษาเพื่อการเข้าใจการเกิดโรคเชิงระบบ (Systems approach) ด้วยเทคนิค genomics, proteomics และ metabolomics นอกจากนี้ยังมี platform ของ translational research ที่สำคัญอันได้แก่ การพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยที่ใช้กับตัวอย่างจำนวนมาก และการวิจัยด้านการคิดค้นยาด้วยการใช้ high-throughput screening เป็นต้น โดยที่พวกเราได้มีโอกาสสังเกตการณ์ห้องปฏิบัติการทดสอบสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยคือ high-throughput screening และ high-content imaging อีกทั้งยังได้ชมศูนย์วิจัย precision medicine ซึ่งมีเครื่องมือที่ทันสมัยมากมายสำหรับเก็บและวิเคราะห์เนื้อเยื่อตัวอย่างที่เก็บได้จากผู้ป่วย เช่น next-generation sequencing และ proteomics and metabolomics core facility ซึ่งจะมีผู้เชี่ยวชาญดูแลและสามารถเข้าถึงได้ง่ายโดยมีระบบบริหารจัดการเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ยังได้ทราบว่าสถาบันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของ National Center for Translational Medicine ซึ่งจะประกอบไปด้วยศูนย์วิจัย Systems Biomedicine นี้และศูนย์วิจัยทางคลินิกที่จะเป็นเลิศด้านการดูแลรักษาผู้ป่วยและวิจัยทางคลินิกในเวลาเดียวกัน สถาบันแห่งใหม่นี้สร้างขึ้นมาเพื่อให้มีการนำโจทย์จากผู้ป่วยจริงไปวิจัยในห้องปฏิบัติการและมีการนำผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การประยุกต์ใช้จริงในผู้ป่วยด้วย นอกจากนี้ยังได้เข้าศึกษาดูงานที่ School of Chemistry and Chemical Engineering อีกด้วย โดยได้เห็นแนวทางการวิจัยที่สามารถนำไปใช้ในการประยุกต์ใช้ทางอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมาย ได้แก่ การวิจัยเพื่อพลังงานทางเลือกและวัสดุศาสตร์ เป็นต้น
 
วันที่สามของการเดินทาง คณะของเราได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมการบริหารและดำเนินการวิจัย ณ Shanghai Institute of Materia Medica (SIMM) โดยได้เข้าพบ Professor Yang Ye ซึ่งเป็นรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแห่งนี้ สถาบัน SIMM เป็นสถาบันที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยและพัฒนายา จนได้ยาใหม่ออกมาและมียาหลายตัวกำลังอยู่ในขั้นการทดสอบในมนุษย์ โรคที่มุ่งเป้าศึกษาวิจัยคือโรคในผู้สูงอายุ อันได้แก่ โรคอัลไซเมอร์และโรคเบาหวาน รวมถึงโรคติดเชื้อไวรัสหลายตัวที่มีโอกาสระบาด เช่น โรคไวรัส SARS เป็นต้น

การบริหารจัดการที่สถาบันวิจัยแห่งนี้จะเป็นในลักษณะ technology platform ที่จำเป็นสำหรับการคิดค้นพัฒนายาตั้งแต่การค้นหาโมเลกุลยา จนกระทั่งการทดสอบความปลอดภัยของยาในระดับปรีคลินิก โดย Professor Yang Ye ได้เล่าให้ฟังว่า เพื่อเป็นการขยายพื้นที่การวิจัยและส่งเสริมให้งานวิจัยสู่การประยุกต์ใช้และส่งเสริม entrepreneurship ของนักวิจัย จึงได้จัดตั้ง campus ใหม่ที่ชานเมือง โดยที่นักวิจัยสามารถใช้เครื่องมือและความเชี่ยวชาญของตนบริการให้แก่ภาคเอกชนได้

หลังจากนั้นพวกเราได้เข้าศึกษาดูงาน ณ National Compound Library ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยระดับชาติเพื่อการค้นพบ lead compound สำหรับการค้นพบยาใหม่ โดยศูนย์การวิจัยนี้มีสารเคมีมากกว่า 1 ล้านสาร ซึ่งจะเก็บอย่างเป็นระบบในตู้เย็นที่ควบคุมอุณหภูมิที่ -20 องศาเซลเซียส และมีระบบการทดสอบสารอัตโนมัติ (high-throughput screening) รวมถึงมีส่วนของนักเคมีที่จะสังเคราะห์สารที่แสดงฤทธิ์จากการ screening และมีห้องสัตว์ทดลองที่จะทดสอบฤทธิ์ของสารในสัตว์ทดลอง

ศูนย์วิจัยแห่งนี้มี Professor 4 ท่าน และมีนักศึกษา เจ้าหน้าที่จำนวน 30 คน สิ่งที่น่าประทับใจของสถาบันการวิจัยแห่งนี้คือ ระบบการจัดการสารเคมีที่เป็นระบบ และบรรยากาศการวิจัยที่เป็นนานาชาติ โดยจะเห็นได้จากการที่มีนักศึกษาต่างชาติหลายคนมาทำวิจัย ณ สถาบันการวิจัยแห่งนี้ โดยใช้สารเคมีจากสมุนไพรจีนหรือเทคโนโลยีการทดสอบฤทธิ์ที่ทันสมัย แสดงให้เห็นถึงการเป็นสถาบันการวิจัยระดับโลกอย่างแท้จริง นอกจากนี้สถาบันแห่งนี้ยังได้มีการจัดพื้นที่ให้นักศึกษาเพื่อการเรียนรู้และพักผ่อนของนักศึกษาเป็นอย่างดี เช่น มีมุมอ่านหนังสือ มุมกาแฟเพื่อการพบปะแลกเปลี่ยน และอุปกรณ์การออกกำลังกาย เช่น ลู่วิ่ง เป็นต้น นับเป็นสิ่งที่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง โดยเฉพาะในยุคสมัยที่มีการแย่งชิงนักศึกษาบัณฑิตที่มีคุณภาพในยุคนี้ หลังจากนั้นในตอนเย็นได้เดินทางโดยเครื่องบินสู่มหานครปักกิ่ง ซึ่งเป็นเมืองหลวงของจีน
 
ในวันที่ 4 ของการเดินทางได้มีโอกาสเยี่ยมชมสถาบันการวิจัยจำนวน 3 สถาบันของ Peking University ได้แก่ College of Chemistry and Molecular Engineering, National Key Nano/Micro Fabrication Technology และ Institute of Cardiovascular Science, Peking University Health Science Center โดยที่ College of Chemistry and Molecular Engineering ได้เข้าหารือการวิจัยกับ Professor Peng Zou ศาสตราจารย์รุ่นใหม่ไฟแรงจากภาควิชาเคมีชีวภาพ (Chemical Biology) ซึ่งได้เล่าให้ฟังว่างานวิจัยส่วนใหญ่ที่สถาบันแห่งนี้จะเป็นงานวิจัยที่บูรณาการข้ามสาขาวิชา เช่น ระหว่างเคมีและชีววิทยา ชีววิทยาและฟิสิกส์ และเคมีหรือชีววิทยากับวิศวกรรมศาสตร์ โดยมุ่งเน้นวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางการวิจัยพื้นฐานและประยุกต์ มหาวิทยาลัยจะมีเงินทุนวิจัยจำนวนมากเพื่อให้นักวิจัยสามารถตั้งตัวได้และก้าวสู่การเป็นนักวิจัยชั้นนำ โดยสนับสนุนพื้นที่ ครุภัณฑ์วิจัย ทุนการศึกษา และ postdoctoral researcher

หลังจากนั้น Professor Zou ได้พาเยี่ยมชมภาควิชาและห้องปฏิบัติการของท่าน ซึ่งมีนักศึกษาปริญญาเอกชาวจีน 3-4 คน กำลังทำงานวิจัยกันอย่างขยันขันแข็ง โดยพื้นที่ในห้องปฏิบัติการไม่ได้ใหญ่มากแต่ได้จัดสรรพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน ได้แก่ พื้นที่วิจัยสำหรับเทคนิคชีวโมเลกุล พื้นที่สำหรับเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และพื้นที่สำหรับเตรียมสารเคมี เป็นต้น
 
ต่อมาได้เข้าศึกษาดูงานที่ Institute of Cardiovascular Science, Peking University Health Science Center ศูนย์วิจัยแห่งนี้อยู่ภายในโรงพยาบาลแห่งที่ 3 จากทั้งหมด 6 แห่งของ Peking University สถาบันการวิจัยแห่งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยเชิง Basic และ Translational Research ของโรคหัวใจและหลอดเลือด ศูนย์วิจัยนี้มี Principal Investigator จาก clinic และ basic sciences บริหารงานวิจัยร่วมกันเพื่อให้งานวิจัยสามารถ translate ไปและกลับระหว่าง bed และ bench ระหว่างทางเดินเข้าไปยังสถาบันวิจัยนี้ เราเดินผ่านอาคารเรียนรวมสูง 8 ชั้น อาคารหอสมุดขนาดใหญ่ อาคารสรีรวิทยา และอาคารใหม่ที่กำลังสร้างเพื่อการวิจัยทางเภสัชวิทยา พื้นที่โดยรอบในมหาวิทยาลัยนี้มีความสวยงามและร่มรื่นเป็นอย่างมาก อดไม่ได้ที่พวกเราจะหยุดแวะถ่ายรูปกัน
 
ในศูนย์วิจัยนี้ประกอบไปด้วย molecular biology platform, animal operation platform และ systems platform (proteomics and metabolomics) ซึ่งสามารถศึกษาหัวใจและหลอดเลือดได้ทั้งในระดับเซลล์ เนื้อเยื่อ อวัยวะ และร่างกาย ปัจจุบันมุ่งเน้นศึกษาพยาธิสรีรวิทยาของการเกิดพังผืดในกล้ามเนื้อหัวใจ (cardiac fibrosis) โดยพยายามหาวิธีที่จะยับยั้ง pathway ที่ทำให้เกิด cardiac fibrosis คือ tumor growth factor beta (TGF-) ซึ่งได้ค้นพบว่า metformin สามารถลดการเกิด cardiac fibrosis ได้โดยการกระตุ้นโปรตีน AMP-activated protein kinase (AMPK)

เมื่อเราเดินเข้าไปในศูนย์วิจัยก็ได้ตื่นตาตื่นใจกับบอร์ดแสดงผลงานวิจัยจำนวนมากมายที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการชั้นนำ และเราได้มีโอกาสสังเกตการณ์ห้องปฏิบัติการพบว่ามีการแบ่งห้องปฏิบัติการย่อยเพื่อวัตถุประสงค์การวิจัยที่แตกต่างกันไป เช่น ห้องเก็บเนื้อเยื่อจากผู้ป่วย ห้องทำการวิจัยด้วยเทคนิคชีวโมเลกุล ห้องเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และห้องทำการวิจัยในสัตว์ทดลอง เป็นต้น ได้เห็นนักวิจัยอันได้แก่ นักศึกษาปริญญาเอก นักศึกษาแพทย์ postdoc และแพทย์ ทำการวิจัยตั้งแต่ระบบโมเลกุลจนถึงสัตว์ทดลองและผู้ป่วยจริงอย่างเข้มแข็งเป็นที่น่าประทับใจเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังได้หารือกับนักวิจัยในศูนย์วิจัยนี้ และพบว่ามีหลายหัวข้องานวิจัยที่จะทำความร่วมมือกันได้ต่อไปในอนาคต
 
การเดินทางในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่มีคุณค่ายิ่งที่ทำให้ได้เรียนรู้วิธีการบริหารหน่วยงานวิจัยให้เกิดงานวิจัยที่สามารถก่อให้เกิดนวัตกรรมและการประยุกต์ใช้ (translational research) โดยการส่งเสริมหรือจัดให้มีหน่วยวิจัยที่มีนักวิจัยสหสาขาวิชา เช่น นักวิจัยวิทยาศาสตร์พื้นฐานและแพทย์ผู้ดูแลรักษาผู้ป่วย หรือวิจัยทางคลินิกซึ่งพบปัญหาจริงและเป็น end users ของผลงานวิจัย รวมถึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดให้มี technology platform ที่จำเป็นสำหรับการวิจัย และการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ให้ครบวงจรและเข้าถึงได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้สามารถทำงานวิจัยร่วมกันกับนักวิจัยในประเทศจีนได้อีกด้วย เช่นสามารถร่วมวิจัยกับ Shanghai Center for Systems Biomedicine Shanghai Jiao Tong University เพื่อการค้นหาเป้าหมายใหม่ในการรักษาโรคโดยใช้ตัวอย่างจากผู้ป่วยไทย เพื่อการดูแลรักษาโรคที่เป็น personalized สำหรับคนไทย

นอกจากนี้เรายังสามารถร่วมวิจัยกับ SIMM โดยการนำ assays ที่มีในห้องปฏิบัติวิจัยไปทดสอบฤทธิ์กับสารที่เก็บอยู่ใน National Compound Library ของ SIMM หรือการนำสารสมุนไพรไทยไปทดสอบกับ assay ของ National Compound Library ของ SIMM เพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นพบยาจากทรัพยากรของไทย และสามารถร่วมวิจัยกับ SIMM เพื่อศึกษา pharmacokinetics, pharmacodynamics และ safety ของสารที่ค้นพบจากการทดสอบฤทธิ์จากประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยยังขาด facility เหล่านี้ เป็นต้น
 
โดยสรุปกิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์มาก เนื่องจากส่งเสริมให้นักวิจัยไทยได้มีโอกาสรู้จักกับนักวิจัยชั้นนำของจีน ซึ่งมีโอกาสที่จะร่วมมือกันทำวิจัยกันต่อไปได้สูง เนื่องจากความใกล้ชิดทางเชื้อชาติ ระยะทาง และวัฒนธรรม นอกจากนี้ยังทำให้นักวิจัยไทยจากต่างสาขาวิชาได้ทำความรู้จักและสานสัมพันธ์กัน อันจะก่อให้เกิดการทำงานวิจัยข้ามสาขาวิชา ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไป ผมจึงถือโอกาสนี้ขอบพระคุณทาง สกว. และ สกอ. ที่สนับสนุนให้เกิดกิจกรรมนี้
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 133    หน้าที่ : 54    จำนวนคนเข้าชม : 166   คน