เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2711014

รายละเอียด

คลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (72) : เตือนอันตราย หากมหาวิทยาลัยทั่วโลก มุ่งตีพิมพ์ ไม่มุ่งสร้างคนให้มีปัญญา ไม่มุ่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญา และนวัตกรรม
ปราโมทย์ ธรรมรัตน์
อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
toryodpmt@outlook.com
ID line : PramoteUn1toryod


“เตือนคนไทย เตือนคนทั้งโลก ให้เรียน “แก่น” ของทุกศิลปะวิทยาการที่ตนเรียนรู้ เตือนให้เรียน “วิชาสร้างทรัพย์สินทางปัญญา” ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จนอาชีวศึกษา จนอุดมศึกษา ไปจนตลอดชีวิต เตรียมความพร้อม คน “สร้างคนไทย 4.0” “สร้าง HUMAN 4.0” รองรับการเปลี่ยนแปลงโลกยุคดิจิทัล” เตือนอันตราย หากประเทศไทย หากระบบการศึกษาไทย หากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก หากมหาวิทยาลัยทั่วโลก “มุ่งตีพิมพ์ผลงานในวารสารทางวิชาการ” ไม่มุ่งสร้างคนให้มีปัญญา ไม่ปรับตัวหันมา “มุ่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม” ผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการยิ่งเด่น ขีดความสามารถในการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมกลับยิ่งด้อย ประเทศยิ่งล้าหลัง บริษัทข้ามชาติ มหาวิทยาลัยไทย มหาวิทยาลัยโลก ควรจะเลือกอย่างไหน จึงยั่งยืนและแข่งขันได้ ?
 
การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก มีส่วนทำให้มหาวิทยาลัยเดินผิดทาง? ไม่สร้างคนที่มี “รู้จักปัญญา” ไม่สามารถทำให้ “ปัญญาเป็นทรัพย์สินได้” แทบทุกประเทศอ่อนด้อยด้านทรัพย์สินทางปัญญา มีสิทธิบัตรน้อยมาก ๆ ไม่สามารถแข่งกับบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ เมื่อ “คน” ขาดความรู้เรื่อง “การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา” ซึ่ง “เป็นวิชาทำเงิน” ซึ่งเป็นหัวใจของ “วิชาสร้าง PASSIVE INCOME” ก็ยากที่จะมีงานทำในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ กำลังเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ และทดแทนแรงงานระดับมันสมอง บางวิชาชีพ เช่น หมอ ทนายความ”

 
พบปัญหาคอขวดสำคัญ ปัญหาใหญ่มาก ๆ น่าตกตลึง

ปัญหาเส้นผมบังภูเขา แก้ไม่ยาก หากแก้ได้สำเร็จ โลกจะเจริญรวดเร็วกว่าปัจจุบันหลายเท่าตัว

คนทั้งโลก ร่ำเรียน ศิลปวิทยาการ หลากหลายสาขา มีความรู้ความเชี่ยวชาญ มีสติปัญญา ในศาสตร์ ในสาขาวิชาของตนเองอย่างลึกซึ้ง (โดยเฉพาะนักวิทยาการในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)

แต่ \"คน\" ส่วนใหญ่ แม้แต่นักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์ นักศึกษา ในมหาวิทยาลัยทั่วโลก น่าจะไม่น้อยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ กลับไม่สามารถนำความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความสามารถ สติปัญญา ความคิดประดิษฐ์ ความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง มาแปลง \"ปัญญา\" ให้เป็น \"ปัญญาที่เป็นทรัพย์\" \"ปัญญาที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญา\" ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

เหตุเพราะคนส่วนเกือบทั้งโลก ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ทรัพย์สินทางปัญญาดีพอ แม้ค้นพบสิ่งใหม่ การประดิษฐ์ใหม่ ก็มักไม่สามารถที่จะนำความรู้ ปัญญา นำสิ่งที่ได้ค้นพบ ที่ได้ประดิษฐ์ขี้นมาจดสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร ขอการคุ้มครองตามกฏหมายได้ นวัตกรรมก็เกิดได้น้อย เกิดได้ยาก

สาเหตุสำคัญเพราะการจัดการศึกษาทุกระดับ แม้ในมหาวิทยาลัย ไม่มีการจัดการเรียนการสอนทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะเทคนิคการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา ที่เป็นสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร สู่นวัตกรรม

เพียงชี้แนะ เพียงจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ให้ท่านเหล่านี้ ได้เข้าใจตัวแก่นของทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะการสืบค้นเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติทันสมัยทั่วโลกทุกสาขาวิชาการ มาต่อยอดสร้างการประดิษฐ์ใหม่ที่แปลกแตกต่างดีกว่าเดิม เกิดนวัตกรรมที่ดี ที่มีศักยภาพก่อให้เกิดผลกระทบต่อการพัฒนาสูง

จะเกิด brake though เกิดการก้าวกระโดดของขีดความสามารถในการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาทั่วโลกอย่างมหาศาล เทคโนโลยีทั่วโลกจะก้าวไกลรวดเร็วกว่าปัจจุบันอีกหลายเท่าตัว
 

ทำอย่างไรให้ประเทศอยู่รอด ควรเตรียมความพร้อม “คนไทย และ มหาวิทยาลัย” อย่างไร
เพื่อให้ประเทศอยู่รอดสามารถแข่งขันกับบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ งานวิจัยพื้นฐานระดับนานาชาติ ที่เป็นงานอาสาสมัคร ทำฟรี ไม่สร้างรายได้ เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อย ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศไทยโดยตรง ควรแบ่งให้บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติทำเองบ้าง

เสนอให้รัฐบาลและ/หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์พิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการ จูงใจให้อาจารย์เก่ง ๆ นักศึกษาที่เก่ง ๆ มีความสามารถระดับนานาชาติเปลี่ยนเป้าหมายการวิจัยมามุ่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น


มิฉะนั้นอีก 20-50 ปีข้างหน้า รายได้บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติจะมากกว่างบประมาณประเทศหลาย ๆประเทศหลายสิบเท่าตัว และมีจะเข้ามีอิทธิพลสูงยิ่งต่อการบริหารประเทศต่าง ๆ เป็นอันมาก หากยังคงไม่มีการเรียนการสอนวิชาการทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังในทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา

เราส่งคนไปเรียนปริญญาเอกต่างประเทศกลับมาจำนวนมาก ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เรียนรู้ทรัพย์สินทางปัญญา ส่วนใหญ่ไม่เข้าใจสิทธิบัตร ไม่สามารถเขียนข้อถือของสิทธิบัตรซึ่งเป็นแก่นของเทคโนโลยี ไม่เข้าใจลำดับชั้นของเทคโนโลยี (ดูเพิ่มเติมใน ประชาคมวิจัย สกว. ฉบับที่ 122 ระดับชั้นขององค์ความรู้เทคโนโลยีจากงานวิจัยและเคล็ดลับในการต่อยอดจดสิทธิบัตร กับการวางระบบพี่เลี้ยงวิจัย ที่ http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=3303)

“เตือนคนไทย เตือนคนทั้งโลก ให้เรียน “แก่น” ของทุกศิลปะวิทยาการที่ตนเรียนรู้ เตือนให้เรียน “วิชาสร้างทรัพย์สินทางปัญญา” ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จนอาชีวศึกษา จนอุดมศึกษา ไปจนตลอดชีวิต เตรียมความพร้อมคน “สร้างคนไทย 4.0” “สร้าง HUMAN 4.0” รองรับการเปลี่ยนแปลงโลกยุคดิจิทัล”

“การศึกษาทุกระดับทั่วโลก สอนทุกวิชา สอนทุกแขนง ทุกสาขาวิทยาการ แต่ไม่น่าเชื่อว่า การศึกษาทุกระดับการศึกษา แทบไม่ได้สอนเรื่องสำคัญที่สุดที่เป็น “แก่น” ของทุก ๆ วิชา คือ ไม่ได้สอน วิชาปัญญา ไม่ได้สอน “วิชาการสร้างปัญญา” ไม่ได้สอนวิชาการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา” นิสิตปริญญาตรี โท เอก อาจารย์มหาวิทยาลัย จำนวนมาก น่าจะกว่าครึ่งจนถึงกว่าค่อน แทบไม่รู้จักทรัพย์สินทางปัญญาดีพอที่จะเข้าใจได้กระจ่าง ทั้ง ๆ ที่ความรู้ที่เรียน ที่สอน อยู่ในโรงเรียน ในวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัย ล้วนเกี่ยวพันกับทรัพย์สินทางปัญญาแทบทั้งสิ้น

เหมือนกับยิงไม่ตรงเป้า หรือยิงโดยไม่เล็งเป้า ผู้เขียนเปรียบเหมือน ๆ กับว่า “การศึกษาแทบทั้งโลกสอนอ้อมไปอ้อมมา ไม่สอนตรงให้เข้าเป้า ไม่สอนให้เข้าใจ”แก่น” ของทุกวิชา ที่ให้เอาวิชาไปทำเงินได้ ไม่สามารถสร้าง “ตัวแก่น ตัวหัวใจ” ของ PASSIVE INCOME ได้

เปรียบเหมือนกับสอนวิชา “การใช้อาวุธปืน” มัวแต่ไปสอนชนิดของปืน ส่วนประกอบของปืน กระสุนปืน ไกปืน จนรู้ทุกอย่างทั้งหมดของปืน แต่ขาดตรงที่ไม่สอนให้ยิงปืนให้เข้าเป้า มัวแต่ให้ความรู้เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องจนครบถ้วน แต่ขาดหัวใจของวิชานั้น ๆ
 
เมื่อไม่มีการเรียนการสอนวิชาทรัพย์สินทางปัญญา วิชาการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา ในแทบทุกระดับการศึกษา ทั่วโลก อาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา ประชาชน ก็ไม่เข้าใจทรัพย์สินทางปัญญาได้กระจ่าง ก็สร้างทรัพย์สินทางปัญญาไม่เป็น มีคนจำนวนมากมายทั่วโลกที่ไม่รู้ว่าสิทธิบัตรแตกต่างจากงานอันมีลิขสิทธิ์อย่างไร ไม่เข้าใจ แยกไม่ออก

หลายท่านมีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิทยาการที่อาจารย์ท่านนั้น ๆ เก่งและเชี่ยวชาญ แต่ก็ไม่สามารถถอดความรู้ความเชี่ยวชาญออกมาเป็นปัญญา ออกมาเป็นทรัพย์สินทางปัญญาได้ อาจารย์ทำวิจัยเก่ง ๆ รู้ลึกซึ้งทุกอย่างเกี่ยวกับงานวิจัยของท่านอย่างทะลุปรุโปร่ง ท่านวิจัยค้นพบสิ่งใหม่และเข้าใจสิ่งที่ท่านค้นพบนั้นดี แต่ไม่สามารถเขียน ไม่สามารถดึงปัญญา ดึงส่วนที่จะเป็นทรัพย์สินทางปัญญาออกมาจากผลการวิจัยนั้น ๆ ได้ เพราะไม่เข้าใจตัวของทรัพย์สินทางปัญญาในเรื่องนั้น ๆ ว่าคืออะไร อยู่ตรงไหน ต้องเอาความรู้อะไรมาประกอบเข้ากันบ้างจึงจะได้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาในเรื่องนั้น ๆ

เสนอรัฐบาลจัดทำ “โครงการยกระดับศักยภาพ ยกระดับขีดความสามารถในการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม” ของผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ ศ. รศ. ผศ. ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ของนักศึกษา ปริญญาเอก โท ตรี ของครู ของนักเรียน ทั่วประเทศ

ไทยเราจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดให้มีการเรียนการสอน การอบรมเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา สอนวิชาการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา ในทุกระดับการศึกษา โดยเฉพาะอาจารย์ที่มีตำแหน่งทางวิชาการ มีผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการจำนวนมาก มีลูกศิษย์จำนวนมาก ยิ่งต้องอบรม ต้องเรียนรู้ให้เข้าใจ เพื่อสามารถแปรผลการทดลองวิจัยออกมาเป็นการประดิษฐ์ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ ยื่นขอรับสิทธิบัตรสร้างทรัพย์สินทางปัญญาสู่นวัตกรรมที่ดี คนเก่ง ๆ เหล่านี้มีขีดความสามารถเฉพาะทางสูง เพียงอธิบายให้ท่านเข้าใจทรัพย์สินทางปัญญา เข้าใจเทคนิคการต่อยอดเอกสารสิทธิบัตรนานานาชาติ ได้รู้จักเครื่องมือการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา โปรแกรมซอฟแวร์ด้านทรัพย์สินทางปัญญา ก็จะเป็นกลุ่มพลังมันสมอง กลุ่มแกนนำ นำคนไทย นักศึกษาไทยสร้างทรัพย์สินทางปัญญาดี ๆ สิทธิบัตร งานอันมีลิขสิทธิ์ และนวัตกรรม ได้จำนวนมาก ก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมได้มหาศาล
เตือนอันตราย หากประเทศ-หากระบบการศึกษา-หากมหาวิทยาลัย ไม่ปรับตัวหันมามุ่งสร้างคนให้มีปัญญา ไม่มุ่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม
การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกให้ความสำคัญกับการสร้างผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติได้มีส่วนทำให้แทบทุกประเทศอ่อนด้อยด้านทรัพย์สินทางปัญญา? ไม่สามารถแข่งกับบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ

เมื่อประชาชนในชาติขาดความรู้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเป็นวิชาทำเงิน ก็ยากที่จะมีงานทำในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ กำลังเข้ามาทดแทนแรงงานมนุษย์ และทดแทนแรงงานระดับมันสมอง บางวิชาชีพ เช่น หมอ ทนายความ

ผู้เขียนเชื่อว่า ต่อไปอนาคต 20-50 ปี บริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติซึ่งปัจจุบัน มีรายได้มีงบประมาณมากกว่างบประมาณของบางประเทศ จะมีงบประมาณมากกว่า ร่ำรวยมากกว่าประเทศต่าง ๆ มีรายได้มีงบประมาณบริษัทมากกว่ารายได้ประเทศหลาย ๆ ประเทศ หลายสิบเท่าตัว และอาจถึงหนึ่งร้อยเท่าของประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศ

ซึ่งเป็นภาวการณ์ที่น่าเป็นห่วงยิ่ง ประเทศชาติจึงต้องเล่นบทบาทแบบเดียวกับบริษัทยักษ์ใหญ่ สนับสนุนส่งเสริมคนไทยทั้งประเทศอย่างเต็มกำลัง ตั้งแต่ระดับนักเรียนจนวัยทำงาน ที่จะยกระดับขีดความสามารถของคนในชาติให้สามารถสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมที่มีคุณภาพจำนวนมาก ให้คนไทย ประเทศไทย ดำรงอยู่ได้ แข่งขันได้ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ทำนายว่าหากยังคงเป็นเช่นนี้ โดยไม่มีการปรับตัว โลกอนาคตมีโอกาสจะเห็นบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติมีอิทธิพลเหนือประเทศมากมาย ไม่แน่ว่าจะเกิดการ Take over เข้ามาครอบงำการบริหารประเทศต่าง ๆชัดเจนยิ่งขึ้น และผู้คนในประเทศต่าง ๆ อาจไม่พอใจ อาจเกิดการประท้วงใหญ่ มีโอกาสเกิดความไม่สงบขึ้นทั่วโลกก็เป็นได้

เหตุเพียงเพราะอาจารย์เก่ง ๆ นักศึกษาเก่ง ๆ ไม่รู้จักทรัพย์สินทางปัญญา ไม่สามารถสร้างทรัพย์สินทางปัญญา เพราะไม่มีการเรียนการสอนทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังในระบบการศึกษาทั่วโลก ไทยเราส่งคนไปเรียนระดับปริญญาโท ปริญญาเอกต่างประเทศจำนวนมากมาย ส่วนใหญ่แทบจะทั้งหมดก็ไม่ได้เรียนรู้ทรัพย์สินทางปัญญา ไม่เข้าใจทรัพย์สินทางปัญญา จึงไม่สามารถสร้างทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้
เกณฑ์การพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการ ต้องให้น้ำหนักสูงกับผลงานสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร ทรัพย์สินทางปัญญา งานอันมีลิขสิทธิ์ชิ้นที่สำคัญ ๆ สูงกว่าผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ
เสนอให้รัฐบาลปรับหลักเกณฑ์การพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาจากการวิจัยซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่ออนาคตของประเทศ

(ดูเพิ่มเติมในประชาคมวิจัย สกว. ฉบับที่ 131 เรื่องเสนอยุทธศาสตร์ “การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมเพื่อการขับเคลื่อนประเทศ” ดึงคนเก่ง ๆ หลายแสนคน วิจัย-ทำงาน-เรียนเพื่อชาติ ดูที่ http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=3523)
จุดแข็งรัฐบาลส่งเสริมนวัตกรรม จุดอ่อนรัฐบาลยังไม่มุ่งส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญา ไม่มีโครงการ
จุดแข็งของรัฐบาลปัจจุบันคือ มุ่งส่งเสริมนวัตกรรมและ Startups แต่ยังมีจุดอ่อนที่สำคัญคือยังไม่มียุทธศาสตร์แผนงานโครงการการสนับสนุนส่งเสริมการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร งานอันมีลิขสิทธิ์ที่ชัดเจนและเข้มแข็งพอ จึงยากที่จะเกิดนวัตกรรมที่ดี ๆ จำนวนมากถึงระดับที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจสูง ดังที่รัฐบาลคาดหวังไว้

เพราะนวัตกรรมดี ๆ จำนวนมากจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีทรัพย์สินทางปัญญาดี ๆ จำนวนมากเป็นพื้นฐาน หากไม่มีทรัพย์สินทางปัญญาคุ้มครอง ก็จะเกิดการแข่งขันสูง เกิดคู่แข่งจำนวนมาก มีการตัดราคา ความเสี่ยงสูง ไม่มีใครกล้าลงทุน นวัตกรรมก็ไม่เกิด
ไทยเราจำเป็นต้องจัดการเรียนการสอนวิชาการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมในทุกระดับการศึกษา ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา
รัฐควรมุ่งทำการพัฒนาคนไทย พัฒนาครู นักเรียน นักวิจัย อาจารย์ นักศึกษา พัฒนาบุคลากร พัฒนาคนไทยทุกระดับ ให้มีความสามารถในสร้างทรัพย์สินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร งานอันมีลิขสิทธิ์ และสามารถสร้างนวัตกรรม เป็นทางออกสำคัญในการเตรียมความพร้อมคนไทย รองรับการเปลี่ยนแปลงโลกยุคดิจิทัล
เตือนอันตรายหากประเทศ หากระบบการศึกษา หากมหาวิทยาลัย ไม่ปรับตัวหันมามุ่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม
ความเสี่ยงกำลังคืบคลานเข้ามาสู่ประเทศ สู่มหาวิทยาลัยวิจัย ที่มุ่งเป้าสร้างความเป็นเลิศในการสร้างผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ ที่ไม่เตรียมความพร้อม ไม่เร่งปรับตัว หันมามุ่งสร้างคนให้มีปัญญา มุ่งสร้างให้คนที่มีปัญญาสามารถสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมดี ๆ มาเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ มาเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้สามารถก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง
สร้างต้นแบบ “นวัตกรรมมหาวิทยาลัยทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม”
มหาวิทยาลัยไทยและมหาวิทยาลัยทั่วโลก จำเป็นต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมวิจัย หันมามุ่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมสร้างต้นแบบความสำเร็จของ“นวัตกรรมมหาวิทยาลัยทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม” โดยต่อยอดมหาวิทยาลัยวิจัย ให้มีความโดดเด่นด้านทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม

“กระแสฟีเวอร์ของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก และกระแสมหาวิทยาลัยวิจัย ที่กำหนดตัวชี้วัด “มุ่งสร้างความเป็นเลิศด้วยผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการนานาชาติเป็นหลัก”กำลังจะก่อให้เกิดปัญหาประเทศและคนในประเทศด้อยขีดความสามารถในการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม เพราะคนชั้นมันสมองของชาติส่วนใหญ่ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่สนใจสร้างทรัพย์สินทางปัญญา ”
ผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการยิ่งเด่น ขีดความสามารถในการสร้างทรัพย์สินทางปัญญากลับยิ่งด้อย ควรจะเลือกอย่างไหน จึงยั่งยืนและแข่งขันได้ ?
การสร้างผลงานวิจัยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการ เป็นวัฒนธรรมที่แข็งแกร่งในวงการวิจัยต่อเนื่องกันมานาน ซึ่งแต่เดิมมุ่งหวังสร้างผลงานทางวิชาการที่ดีที่มีประโยชน์ต่อประชากรโลก ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศและของโลก กำลังจะกลายเป็นตัวถ่วงศักยภาพของคน ของอาจารย์ ของนักวิจัย ของนักศึกษาทั่วโลก เพราะเมื่อมุ่งสร้างผลงานวิจัยตีพิมพ์ (ผลงานเกรดรอง) ก็มักไม่ได้ติดตามผลงานการประดิษฐ์ใหม่ ๆ ทันสมัยทั่วโลกเข้มข้น เทียบเท่าผู้ที่ตั้งใจสร้างผลงานการประดิษฐ์เพื่อจดสิทธิบัตรและสร้างนวัตกรรมซึ่งเป็นตัวแก่นของเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด ณ ขณะนั้น แทนที่จะมุ่งจดสิทธิบัตรสร้างทรัพย์สินทางปัญญา (ผลงานเกรดเอ) ก็มักไม่ได้ติดตามเทคโนโลยีทันสมัยจากเอกสารสิทธิบัตรมาวิจัยพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น ก็จะล้าสมัย และแข่งขันในโลกยุดดิจิทัลได้น้อยกว่า
ความเหลื่อมล้ำระหว่างรายได้บริษัทกับรายได้ประเทศ กำลังจะห่างกันมาก ๆ จะสร้างปัญหาใหญ่
แต่สถานการณ์ปัจจุบันในโลกยุคดิจิทัล ในโลกที่บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่มุ่งวิจัยพัฒนาเพื่อจดสิทธิบัตรเป็นหลัก หรือมุ่งสร้างงานอันมีลิขสิทธิ์เป็นหลัก ผลิตสินค้านวัตกรรมออกมาวางจำหน่ายในราคาสูง จนบริษัทยักษ์ใหญ่หลาย ๆ บริษัทมีรายได้ มีผลกำไรมากกว่ารายได้ มากกว่างบประมาณของหลาย ๆ ประเทศโลกกำลังใกล้จะถึงจุดที่ขาดความสมดุลของการพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม ซึ่งกำลังจะก่อเกิดความเหลื่อมล้ำของรายได้ประเทศเมื่อเทียบกับรายได้บริษัทยักษ์ใหญ่ ที่มีอัตราเติบโตก้าวหน้าแตกต่างกันมาก

และอีกไม่กี่สิบปีรายได้บริษัทยักษ์มีมากกว่ารายได้ประเทศหลายสิบเท่า หรือนับร้อยเท่า เมื่อถึงจุดนั้นประเทศจะอยู่อย่างไร บริษัทยักษ์ใหญ่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อประเทศต่าง ๆ ต่อประชาชนมากแค่ไหน จะสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นได้อย่างไร
ทำอย่างไรจึงจะดึงคนเก่ง ๆ นักวิจัยเก่ง ๆ อาจารย์เก่ง ๆ นักศึกษาเก่ง วิจัย-ทำงาน-เรียน เพื่อชาติ
หลาย ๆ ประเทศไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนของคนในประเทศ เหตุเพราะนักวิจัยเก่ง ๆ อาจารย์เก่ง ๆ นักศึกษาเก่ง ๆ จำนวนหลายแสนคน ไม่ได้เรียนรู้ ไม่เข้าใจทรัพย์สินทางปัญญา ขณะศึกษาอยู่ในโรงเรียน ในวิทยาลัย ในมหาวิทยาลัย

ทั้งๆ ที่อยู่ในวงการวิชาการ กลับไม่ได้เรียนรู้ ไม่เข้าใจแก่นของเทคโนโลยี ซึ่งก็คือ ข้อถือสิทธิของเอกสารสิทธิบัตร ส่วนใหญ่ไม่ได้มีประสบการณ์ยกร่างข้อถือสิทธิ ไม่มีประสบการณ์วิเคราะห์ข้อถือสิทธิ ส่วนใหญ่เขียนข้อถือสิทธิไม่เป็น จึงไม่เข้าใจแก่นเทคโนโลยี (core technology ซึ่งมักมุ่งตอบปัญหา วิธีทำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ได้อย่างไร ทำอะไรตอนไหน หรือตัว Know-how, Know-when)

ทั้งนี้เพราะผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีโดยรอบ ที่ไม่ใช่ core technology โดยเป็นองค์ความรู้ที่เป็น around technology ซึ่งมักตอบปัญหาทางวิทยาศาสตร์ อะไร ทำไม ที่ไหน Know-what, Know-why, Know-where ซึ่งมีลักษณะเป็นงานที่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงพาณิชย์น้อย มักไม่สามารถจดสิทธิบัตรคุ้มครองการประดิษฐ์

แต่ถ้านักวิจัยเข้าใจการเขียนข้อถือสิทธิของการประดิษฐ์ก็สามารถแปล Know-why ออกมาเป็น Know-how ได้ ขึ้นกับลักษณะขององค์ความรู้และหรือเทคโนโลยีนั้น ๆ ได้เช่นกัน

อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาที่เก่ง ๆ เสียโอกาสจดสิทธิบัตรสร้างนวัตกรรมชิ้นสำคัญ เพียงเพราะไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่สามารถดึงประเด็นการประดิษฐ์จากผลงานของตัวเอง ออกมาเป็นปัญญาที่เป็นทรัพย์ได้


แม้บางครั้งผลการวิจัยมีการค้นพบประเด็นการประดิษฐ์ที่มีความใหม่ มีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น มีศักยภาพได้รับจดทะเบียน หากยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตร แต่ด้วยเหตุที่นักวิจัย อาจารย์ นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่เข้าใจการประดิษฐ์ก็อาจไม่ได้ยื่นขอรับสิทธิบัตร ก็จะนำผลงานนั้น ๆ ไปตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการระดับนานาชาติเพื่อเป็นผลงานในการยื่นขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ ทำให้สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจไปอย่างน่าเสียดาย
เปรียบเทียบผลกระทบระหว่างวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการนานาชาติ กับวิจัยเพื่อจดสิทธิบัตรสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม อย่างไหนเกิดประโยชน์มากกว่ากันเพียงใด
ผู้ที่มีศักยภาพนำผลงานวิจัยเชิงลึกมาก ๆ ที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการไปใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง ส่วนใหญ่แทบจะเกือบทั้งหมดไม่ใช่คนไทย ไม่ใช่บริษัทไทย ไม่ใช่ประเทศไทย ที่สำคัญผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการเชิงลึก ส่วนใหญ่แทบจะทั้งหมดมีลักษณะเป็นท่อน ๆ ขององค์ความรู้ใหม่ที่ต้องนำมาประกอบเข้ากับเทคโนโลยีอื่น ๆ อีกมากมาย จึงมักไม่ได้มีการนำมาใช้ประโยชน์ได้ในทันทีที่ตีพิมพ์เผยแพร่ ส่วนใหญ่มักเสียเปล่า ล้าสมัยไปในเวลาอันรวดเร็ว จึงมีโอกาสนำมาใช้ประโยชน์ได้ค่อนข้างน้อย

ยกเว้นบางเรื่อง บางกรณีที่มีการพัฒนาต่อเนื่องเป็นระบบเช่น การพัฒนายีนเพื่อที่จะรักษาโรคบางชนิด แต่การนำมาใช้ประโยชน์จริง ๆ ก็ต้องมาประกอบเข้ากับผลงานผู้อื่นอีกจำนวนมาก

ผู้ที่มีศักยภาพนำผลงานวิจัยเชิงลึกในวารสารทางวิชาการไปใช้ประโยชน์ดีที่สุดก็จะเป็นบริษัทข้ามชาติ แล้วทำไมเราไม่ปล่อยให้บริษัทเหล่านี้ซึ่งมีเงินทุนวิจัยมากมาทำวิจัยเอง แล้วภาคมหาวิทยาลัยหันมามุ่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมทำรายได้ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมมากขี้นกว่าเดิม
 
งานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการก็มุ่งเป้าเฉพาะงานที่เป็นบริบทของประเทศไทยหรือสามารถนำมาใช้ประโยชน์ภายในประเทศเป็นหลัก ไม่ต้องวิจัยตีพิมพ์เชิงลึกมาก ๆ ในระดับโลกที่ประเทศไทยแทบไม่ได้ประโยชน์ ถ้าหากมีความสามารถสูงระดับนานาชาติก็มุ่งวิจัยในระดับที่สูงกว่า ที่ยากกว่า เพื่อการค้นพบเพื่อการประดิษฐ์เชิงลึกที่สามารถจดสิทธิบัตรได้ มุ่งเป้าที่การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา ผลงานเกรดเอ ที่มีศักยภาพก่อให้เกิดผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูง แทนการมุ่งเป้าตีพิมพ์ผลงานเกรดรอง ตีพิมพ์ให้ใครก็ได้เอาไปใช้ฟรี ๆ

เพราะประเทศไทยเราไม่ได้ร่ำรวยมากมายพอที่จะจ้างเงินเดือนแพง ลงทุนวิจัยแพง ๆ เพียงเพื่อให้สามารถติดตามเทคโนโลยีต่างประเทศได้ทัน เป็นผู้ซื้อเทคโนโลยีที่ดี เราจำต้องหันมามุ่งสร้างเทคโนโลยีของเราเองเพื่อสร้างรายได้ สร้างเศรษฐกิจชาติด้วย

ประกอบกับผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการส่วนใหญ่ล้าสมัยกว่าผลงานในเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติราว 2-5 ปี อีกทั้งการวัดผลกระทบก็ใช้เพียงจำนวนการนำไปถูกอ้างอิงในวารสารทางวิชาการที่เป็นที่น่าเชื่อถือ ซึ่งก่อให้เกิดการ inbreed ภายในวารสารทางวิชาการด้วยกันสูงมาก

ที่สำคัญคือ การมุ่งสร้างผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ เรามักได้ประโยชน์เพียงแค่สามารถติดตามเทคโนโลยีทันสมัยของต่างประเทศไม่ให้ถูกทิ้งห่างมากนัก ทำให้เราเป็นผู้ใช้ (user) เป็นผู้ซื้อ (buyer) ที่ดี รู้จักเลือกซื้อเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในประเทศได้ แต่ยังไม่สามารถก้าวไปไกลถึงระดับที่เป็นผู้สร้างเทคโนโลยีเอง

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือเมื่อวิเคราะห์ผลตอบแทนเชิงเศรษฐกิจจากผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการเรามักได้ผลตอบแทนเป็นตัวเงินค่อนข้างน้อยกว่าเงินเดือนผู้วิจัย งบประมาณวิจัยและทรัพยากรที่การลงทุนทำการวิจัยพัฒนาเป็นอันมาก

มีโอกาสสูญเสียงบประมาณโดยได้ผลตอบแทนไม่ค่อยคุ้มค่าเกิดขึ้นได้ค่อนข้างมาก จนหลาย ๆ คนเรียกว่าวิจัยขึ้นหิ้ง แต่ถ้าเราหันมามุ่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม หรือที่เรียกว่า วิจัยขึ้นห้าง ก็มีโอกาสก่อให้ผลกระทบสูง คุ้มค่าการลงทุนทำการวิจัยพัฒนาสูงกว่ามาก
ผู้มุ่งวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการให้ไปใช้ฟรีจัดเป็นมือสมัครเล่น ผู้มุ่งวิจัยจดสิทธิบัตรสร้างนวัตกรรม จัดเป็นมืออาชีพ ได้ผลตอบแทนคุ้มค่าการลงทุนวิจัยพัฒนามากกว่า
การสร้างผลงานวิจัยตีพิมพ์ให้ใครก็ได้นำไปใช้ฟรีๆ จัดเป็นงานมือสมัครเล่น งานอาสาสมัคร ต้องการเพียงชื่อเสียง ไม่ต้องการผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยไทยและมหาวิทยาลัยทั่วโลกด้อยความสามารถด้านการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม

หากวัฒนธรรมวิจัยคงเป็นเช่นนี้ การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกให้ความสำคัญกับการสร้างผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการเป็นหลักเช่นนี้อีกต่อไป อาจารย์เก่ง ๆ นักศึกษาเก่ง ๆ ทั่วประเทศและแทบจะทั่วโลก ยังคงมุ่งมั่นตั้งหน้าตั้งตาทำการวิจัยพัฒนาตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานในวารสารทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ เพื่อให้มหาวิทยาลัยของตนได้จัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก หวังเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอยู่เช่นนี้

ประชาชนส่วนใหญ่ทั้งในประเทศไทยและหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก จะยังคงยากจนเพราะคนไทยเก่ง ๆ นักวิจัยเก่ง ๆ อาจารย์เก่ง ๆ นักศึกษาเก่ง ๆ หลายแสนคนทั่วประเทศ มัวแต่มุ่งสร้างผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ไม่ได้มีโอกาสใช้มันสมอง ไม่ได้มีโอกาสใช้ปัญญาและความสามารถมาประดิษฐ์ มาสร้างทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร งานอันมีลิขสิทธิ์ และนวัตกรรม ที่ก่อให้เกิดผลกระทบสูงต่อการพัฒนาประเทศ
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 133    หน้าที่ : 40    จำนวนคนเข้าชม : 363   คน