เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2556934

รายละเอียด

สัมภาษณ์พิเศษ : ศ. ดร.ประมวล ตั้งบริบูรณ์รัตน์ สร้างคน สร้างปัญญา สร้างชาติ ด้วยมาตรฐานสากล
โดย โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.)

ศ. ดร.ประมวล ตั้งบริบูรณ์รัตน์

แนวคิดเพื่อก้าวสู่การพัฒนาสังคมยั่งยืนยุคใหม่ให้บรรลุเป้าหมายนั้น ต้องพัฒนาให้เกิดการสมดุลระหว่างการพัฒนาสังคม การพัฒนาสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาเศรษฐกิจ “การสร้างคน” ถือเป็นเรื่องหนึ่งที่จะทำให้เกิดสมดุลตามแนวคิดของการเติบโตอย่างยั่งยืน และเป็นภารกิจสำคัญของโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ซึ่งเป็นโครงการของรัฐที่ให้ทุนวิจัยระดับปริญญาเอก ผลิตคนและผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัยไทยให้ได้มาตรฐานสากล บริหารจัดการโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ศ.ดร.ประมวล ตั้งบริบูรณ์รัตน์ อดีตผู้อำนวยการ คปก.ท่านที่ห้า ได้บริหารจัดการ คปก. เพื่อยกระดับการสร้างคน คปก. อย่างไรบ้าง ติดตามการทำงานของท่านได้ในฉบับนี้
• เป้าประสงค์ของการผลิตดุษฎีบัณฑิต คปก. กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
ดุษฎีบัณฑิต คปก. ที่ผลิตได้มีจำนวนน้อยกว่าที่ตั้งใจไว้มาก ถ้าอ่านจากเอกสารที่ผู้ใหญ่ผู้ก่อตั้ง คปก. บันทึกไว้ ท่านเล่าว่าเมื่อเกือบ 20 ปี มาแล้วนั้น ประเทศไทยขาดแคลนนักวิจัยอย่างมาก คือ มีนักวิจัย 2 คน ต่อประชากร 10,000 คน จึงทำให้การวิจัยและพัฒนาเป็นไปได้น้อยมาก ไม่ต้องพูดถึงนวัตกรรม และท่านก็คาดหวังให้ประเทศไทย ณ วันนี้ มีนักวิจัย 25 คน ต่อประชากร 10,000 คน แต่ความจริงคือ ยังมีเพียง 13.6 คน ต่อประชากร 10,000 คน ซึ่งแน่นอนว่า คปก. มีส่วนสำคัญมากต่อการสร้างนักวิจัยคุณภาพสูงให้เกิดขึ้นในประเทศไทย คือ ปีละประมาณ 200 คน ด้วยความสามารถของ “แม่ไก่” คือ อาจารย์ที่ปรึกษาไทย และระบบบัณฑิตศึกษาของไทยที่เข้มแข็งขึ้นมากโดยแท้ ซึ่งกฏเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ คปก. กำหนดขึ้น เช่น นักศึกษา คปก. จะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกได้ก็ต่อเมื่อมีผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการนานาชาติที่มีมาตรฐานสากล ผลโดยตรงที่นอกจากจะสร้างนักวิจัยใหม่ที่ทำวิจัยเองเป็นแล้ว ยังสามารถเขียน paper เองก็เป็นด้วย ทำให้ ranking ของมหาวิทยาลัยไทยดีขึ้น มีผลงานวิชาการที่เป็นองค์ความรู้เผยแพร่ไปทั่วโลก โดยอาจารย์ที่ปรึกษา คปก. สามารถสร้างผลงานวิจัยดี ๆ (ที่อาจทำทั้งหมดได้ยากมากในประเทศไทย) ร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมในต่างประเทศ อันเป็นการทำงานเป็นเครือข่ายแบบผนึกกำลัง
 
“แม้สัญญาของ คปก. ไม่ได้ระบุให้ชดใช้ทุนเมื่อเรียนจบ แต่มากกว่า 90% ของดุษฎีบัณฑิต คปก. กลับมาทำงานในประเทศไทย และมากยิ่งไปกว่านั้น คือ กลับไปทำงานในภูมิภาค ทำความเจริญให้กับมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด”
 
ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ แค่ง่าย ๆ คือ ทุน คปก. ใช้เงินน้อยมากเมื่อเทียบกับการส่งนักศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศ จึงประหยัดเงินตราของประเทศได้มากมาย และได้นักวิจัยใหม่ที่มีคุณภาพเหมือนกันเลยในด้านวิจัย ดูได้จากการได้รางวัลระดับชาติ เช่น นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ และการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ แต่ก็อาจจะด้อยกว่าในแง่ของทักษะภาษาต่างประเทศ เพราะไปอยู่แค่ปีเดียว ความแตกต่างที่สำคัญมาก คือ ดุษฎีบัณฑิต คปก. มีความรักและผูกพันกับประเทศไทย และท้องถิ่นของเขามาก ต้องขอเน้นย้ำว่า คปก. เป็นหนึ่งในโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร ดังนั้น ผู้บริหาร คปก. และผู้ที่รับทุน คปก. จึงตั้งใจทำงานให้มีคุณค่า อย่างจริงจัง ทุ่มเท ให้สมกับโอกาสดี ๆ ที่ได้รับ จึงไม่น่าประหลาดใจที่แม้สัญญาของ คปก. ไม่ได้ระบุให้ชดใช้ทุนเมื่อเรียนจบ แต่มากกว่า 90% ของดุษฎีบัณฑิต คปก. กลับมาทำงานในประเทศไทย และมากยิ่งไปกว่านั้น คือ กลับไปทำงานในภูมิภาค ทำความเจริญให้กับมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัด เวลาไปร่วมกิจกรรม “คปก. สัญจร” หลายครั้ง จะได้ยินศิษย์เก่าเล่าว่าตัวเองเป็น “ด๊อกเตอร์” คนแรกของอำเภอหรือของตำบล และไม่เคยคิดเคยฝันว่าจะมีโอกาสเล่าเรียนถึงระดับปริญญาเอก ได้ไปทำวิจัยในต่างประเทศเป็นปี ๆ ดังนั้น ภาพของ คปก. ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้นักเรียนเก่ง ๆ ทั่วประเทศ ได้เรียนสูง ๆ เป็นนักวิจัยเก่ง ๆ ก็ชัดเจนว่าเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ คือ ไม่ใช่เฉพาะคนที่ภาษาอังกฤษดี ๆ เรียนในโรงเรียนใหญ่ ๆ ติวเข้ม/เรียนพิเศษมาก ๆ แล้วสอบแข่งขันเก่งเท่านั้นที่จะได้ทุนรัฐบาล อานิสงส์ที่ได้ คือ ความเต็มใจที่ดุษฎีบัณฑิต คปก. จะกลับไปทำงานในที่ที่ยังมีความไม่พร้อมต่าง ๆ (จนนักเรียนทุนบางประเภทไม่ยอมไปทำงานชดใช้ทุน และหาทางย้ายเข้ากรุงเทพฯ) สร้างเครือข่ายกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ทั้งกับอาจารย์ที่ปรึกษาไทยและอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมในต่างประเทศอีกด้วย
 
คงจะเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า คปก. มีส่วนช่วยพัฒนาสังคมอย่างไร และมีผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร คงไม่จำเป็นต้องยกตัวอย่างทีละโครงการวิจัย เพราะจุดเด่นหนึ่งของ คปก. คือ โจทย์วิจัยที่เป็นวิทยานิพนธ์ในทุกสาขาที่ให้ทุนไปนั้น ต้องเป็นปัญหาของประเทศไทย เช่น กล้วยไม้ สมุนไพร ข้าว ยางพารา และโรคเขตร้อน รวมทั้งทางกฎหมาย ประชากร สถาปัตยกรรม โบราณคดี และวรรณคดี ที่ก็คงเห็นกันบ้างแล้วในข่าวตามสื่อต่างๆ แบบข่าวมะม่วงมหาชนก
• ยกระดับคุณภาพและปริมาณนักศึกษา คปก. สู่สังคมอุดมปัญญา (Knowledge based society)
คุณภาพมีมาก แต่ปริมาณยังไม่พอโดยเฉพาะสาขาที่ยังขาดแคลน “แม่ไก่” เช่น เกษตร สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา คปก. ให้ทุนทุกสาขาแบบไม่สมดุล เพราะที่จริงตอนนั้นขาดนักวิจัยอย่างรุนแรง จึงเร่งผลิต ทำให้บางสาขาที่ประเทศไทยเข้มแข็ง คือ วิทยาศาสตร์การแพทย์ และวิศวกรรมเคมี ในมหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ ได้ทุนไปมาก เพราะผู้รับทุนมีคุณภาพสูงตามเกณฑ์ คปก. ผลลัพธ์ คือ เป็นสาขาที่เข้มแข็งขึ้นเรื่อย ๆ มีผลงานระดับแนวหน้าที่ได้รับการอ้างอิงอย่างกว้างขวาง นักวิจัยได้รางวัลมากมาย ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการอย่างรวดเร็ว

ที่ผ่านมาผู้บริหาร คปก. แต่ละท่านก็ไม่ได้นิ่งนอนใจพยายามใช้กลไกต่าง ๆ เพื่อเพิ่มนักวิจัยสาขาขาดแคลน เช่น การร่วมให้ทุนกับมหาวิทยาลัยในสาขาที่ต้องการ การจัดให้มีผู้ประสานงานรายสาขา เป็นต้น เมื่อมาถึงจุดที่เห็นว่าควรสร้างนักวิจัยให้ไปทำงานในภาคอุตสาหกรรม คปก. ก็ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จนในที่สุดเกิดโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) ขึ้น ส่วนด้านชุมชนก็มี คปก.-พื้นที่ โดยใช้โจทย์วิจัยของท้องถิ่น ร่วมมือกันผลิตนักวิจัยใหม่ตามกลไกประชารัฐ ดังนั้น ในยุคปัจจุบันการจัดสรรทุน คปก. จึงเข้มข้นขึ้น โดยกำหนดให้ทุนในสาขาที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย (ที่ยังไม่อาจร่วมให้ทุนได้ตามเงื่อนไข พวอ.) มีความร่วมมือกับฝ่ายต่าง ๆ ของ สกว. เช่น คปก.-Climate change ที่สนับสนุนโดยประเทศจีน เพื่อการวิจัยและพัฒนาสภาพอากาศในภูมิภาค และต้องสร้างบุคลากรขึ้นอีกมาก
 
คปก. มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการต้องร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ โดยมีหน่วยงานรัฐที่มี MOU ไปแล้ว ได้แก่ กรมวิชาการเกษตร กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และอีก 3 หน่วยงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วัตถุประสงค์ คือ สร้างนักวิจัยเก่ง ๆ ให้กับหน่วยงานดังกล่าวที่ต้องทำวิจัยใกล้ชิดประชาชน ยกระดับความสามารถของหน่วยงานรัฐด้านวิจัยที่ทำให้ประเทศพึ่งพาตนเองได้ เพิ่มความเชื่อมโยงของการวิจัยในหน่วยงานนั้นกับมหาวิทยาลัยไทยและต่างประเทศตามกลไกของ คปก. โดยมีโจทย์วิจัยที่มีผู้รอใช้งานจริง ๆ ทั้งนี้ต้องไม่ละเลยคุณภาพของการสร้างองค์ความรู้โดยรักษามาตรฐานของ คปก. ไว้ให้ได้อย่างเคร่งครัด

ต้องขอเล่าว่าเมื่อต้องนำเสนอ คปก.ระยะที่ 2 ต่อคณะรัฐมนตรี ทำให้ต้องสำรวจข้อมูลของดุษฎีบัณฑิต คปก. ว่าใครอยู่ที่ไหน? ทำอะไร? เป็นไปตามเป้าหมายของการสร้างนักวิจัยหรือไม่? คปก. สมควร ดำเนินการต่อไปได้อีก 20 ปีข้างหน้าหรือไม่? อย่างไร? มีข้อมูลส่วนหนึ่งที่เห็นแล้วทำให้รู้สึกเสียดาย คือ มีดุษฎีบัณฑิต คปก. จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะที่ทำงานในมหาวิทยาลัยราชภัฏ/ราชมงคลต่างจังหวัด ที่เริ่มทำวิจัยได้ยากด้วยภารกิจรัดตัว และสภาพแวดล้อมที่อาจจะไม่เอื้อให้ขอทุนขนาดใหญ่ ดังนั้น ในปี 2559 จึงได้ริเริ่มให้ทุน “คปก. ต่อยอด” ใช้งบกลางของ สกว. ให้เงิน 2 แสนบาท/ทุน แก่ดุษฎีบัณฑิต คปก. 20 คน ที่จบไปแล้วไม่เกิน 3 ปี ได้เริ่มต้นทำวิจัยโดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาเดิมเป็นนักวิจัยพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือให้ตั้งตัวได้ เพื่อให้เกิดโมเมนตัม คือ เพื่อให้ความเป็นนักวิจัยแบบ คปก. ของทุกคนไม่สะดุดหยุดชะงักหลังจากเรียนจบ
• รูปแบบที่แตกต่างของการให้ทุนระดับปริญญาเอกทั่วไปกับการให้ทุน คปก.
ถ้าไม่นับทุนที่ประเทศต่าง ๆ ให้กับนักเรียนไทยเก่ง ๆ เพื่อไปเรียน/ทำวิจัยที่ประเทศของเขา เดิมทุนรัฐบาลไทยดูเหมือนจะมี 2 แบบ คือ สอบชิงทุนไปเรียนต่างประเทศ กับทุนเรียนในประเทศ ส่วนทุน คปก. นั้นมีลักษณะก้ำกึ่ง คือ ให้ทำวิจัยส่วนมากในประเทศไทยด้วยโจทย์วิจัยของไทย แต่สนับสนุนให้นักศึกษามีโอกาสไปเพิ่มพูนประสบการณ์วิจัยในต่างประเทศไม่เกิน 1 ปี อาจารย์ไทยและอาจารย์ต่างประเทศก็ไปมาหาสู่กันได้ด้วยการสนับสนุนของทุนนี้ ซึ่งนับว่าเป็นนวัตกรรมของการให้ทุนระดับปริญญาเอกเลยทีเดียว ซึ่งต่อมามีหลายหน่วยงาน/สถาบันนำรูปแบบของ คปก. ไปปรับใช้ แล้วตั้งชื่อทุนที่แตกต่างกันออกไป
 
ความแตกต่าง คือ คปก. พิถีพิถันมากในเรื่องคุณภาพของวัตถุดิบทั้ง “แม่ไก่” และ “ลูกไก่” เน้นเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาไทยที่มีผลงานวิจัยคุณภาพสูง Q1/Q2 ที่สั่งสมมาในช่วงระยะเวลา 5 ปี ดูผลการเรียน/ผลงานวิจัยของนักศึกษา แต่ไม่เน้นการสอบชิงทุน การกวดวิชาต่าง ๆ จึงไม่จำเป็น ระยะหลังเราดูทัศนคตินักศึกษาด้วยเพื่อให้ได้นักศึกษา คปก. ที่รักการทำวิจัยจริง ๆ สามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยวิจัยของอาจารย์ไทยได้ดี และเนื่องจากนักศึกษาผลิตผลงานวิจัยในขณะรับทุนแล้ว จึงไม่บังคับให้ต้องทำงานชดใช้ทุนเมื่อสำเร็จการศึกษา ดังนั้น นักศึกษาเก่ง ๆ ในวัยที่กำลังมีไฟแรง ได้อยู่กับอาจารย์เก่ง ๆ ในมหาวิทยาลัยไทย ได้เรียนรู้ความเป็นนักวิจัยอาชีพแบบใกล้ชิด ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ เมื่อสำเร็จการศึกษาก็สามารถเข้าทำงานได้ทั้งในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน มีหลายคนทำธุรกิจที่เป็นลักษณะ startup ด้วย

ดังนั้น คปก. นอกจากจะสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่ ผลิตผลงานวิจัยคุณภาพสูงแล้ว ยังสร้างบรรยากาศวิจัยที่ดีในสถาบันการศึกษาของไทย มีส่วนในการวิจัยของภาคอุตสาหกรรม คือ สร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศไทยในแนวทางที่ตนถนัด สร้างเครือข่ายทั้งในด้านวิชาการ สังคม และด้านอื่น ๆ กับเพื่อน ๆ/อาจารย์ในต่างประเทศอีกด้วย ยิ่งเรามีการให้ทุนแก่นักศึกษาอาเซียน ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่ของ คปก. ที่ได้ ศ.ดร. อาทิวรรณ โชติพฤกษ์ มาช่วยบุกเบิกไว้ ก็ยิ่งคาดหวังว่าจะเกิดอะไรดี ๆ ขึ้นอีกมาก
• บทเรียนสำคัญจากการบริหารจัดการเรื่องการสร้างคนของ คปก.
ข้อมูลเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด โชคดีที่ คปก. มีการเก็บข้อมูลอย่างดีจึงทำให้เริ่มงานบริหารจัดการได้อย่างรวดเร็ว ตอนแรกที่เข้ามาทำงานในเดือนเมษายน 2558 ก็รับรู้ว่า คปก. ระยะที่ 1 กำลังจะจบลง และต้องรีบผลักดัน คปก. ระยะที่ 2 ให้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีนั้น จำได้ว่าต้องขวนขวายรีบหาความรู้ให้มากที่สุด และทำความเข้าใจทุกเรื่องให้ชัดเจนภายในเวลาอันสั้น เพื่อวางยุทธศาสตร์นำพา คปก. ไปสู่สิ่งใหม่ ๆ แต่ต้องไม่ละทิ้งของดีที่เคยทำมา ทั้งต้องไม่ให้ทำงานซ้ำซ้อนกับโครงการอื่น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีพัฒนาการจาก คปก. เช่น พวอ. หรือ IRN) โดยระลึกอยู่เสมอว่าต้องทำงานนี้ให้ดี สุดฝีมือ ให้เป็นประโยชน์กับประเทศชาติให้มากที่สุด ให้มีทิศทางสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาต่าง ๆ
 
ด้วยความกรุณาของอดีตผู้อำนวยการ คปก. ศ.ดร. อมเรศ ภูมิรัตน ที่ตอบทุกคำถามที่สงสัย เมตตาให้คำแนะนำในทุกด้าน ช่วยทุกเรื่องที่ร้องขอ ในทุกเวลาที่ต้องการ และอาจารย์ผู้ใหญ่อีกหลายท่าน อาทิ ศ.ดร. เกื้อ วงศ์บุญสิน ที่ช่วยประเมิน คปก. ในเวลาอันจำกัด และเป็นผู้ปิดทองหลังพระโดยแท้ คปก. ระยะที่ 2 จึงได้รับอนุมัติโดยหลักการและในกรอบวงเงินที่เสนอจาก ครม. เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2559 แม้ว่าภายหลังต้องนำเสนอ ซุปเปอร์บอร์ดการศึกษา ที่มี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2559 และสภานโยบายวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวนช.) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 ที่พลอากาศเอกประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน แล้วปรับแผนปฏิบัติการตามความเห็นของที่ประชุมอีกเล็กน้อยก็ตาม
เพื่อวางตำแหน่งของ คปก. ให้เหมาะสม เป็นโครงการที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการผลิตกำลังคนระดับสูง ผู้บริหาร คปก. จึงต้อง “หูตากว้างไกล” คือ ต้องแสวงหาพันธมิตร และเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศอยู่ตลอดเวลาให้ทันเหตุการณ์ ต้องทำงานมีจังหวะจะโคน มีไหวพริบ ระยะที่ดูแล คปก. จึงมักจะเข้าร่วมกิจกรรมของหน่วยงานอื่น ๆ พาตัวเองไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ต่าง ๆ โดยพาเจ้าหน้าที่บริหารโครงการ คปก. ไปด้วยเสมอ เพื่อให้น้อง ๆ มีโลกทัศน์ที่กว้างไกลขึ้น คิดนวัตกรรมการบริหารจัดการเป็น และทำงานแบบเติมเต็มซึ่งกันและกันในลักษณะ “สานพลัง สร้างชาติ”
• สิ่งที่คาดหวังเพื่อให้เกิดความยั่งยืนของการสร้างคนที่มีคุณภาพในแบบ คปก.
“คนเก่ง...ต้องเป็นคนดีด้วย และต้องใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา”

ก็ไม่ได้เป็นห่วงในเรื่องคุณภาพวิชาการของนักศึกษา คปก. ถ้ายังเป็นไปตามเกณฑ์แบบนี้ แต่ที่เห็น คือ นักศึกษา คปก. หลายคนยังขาดทักษะหลายอย่างที่สำคัญในชีวิตความเป็นนักวิจัย และความเป็นประชาคมโลก ดังนั้น ในช่วงที่เข้ามารับผิดชอบ คปก. จึงได้มอบหมายให้มีคณะผู้ประสานงานเพื่อกิจกรรมพิเศษของ คปก. ได้แก่ รศ.ดร. บัญชา พูลโภคา ผศ.ดร. สุทธินันท์ พงษ์ธรรมรักษ์ ผศ.ดร. สุภาวดี เกียรติเสวี และ ผศ.ดร. ปุณณมา ศิริพันธ์โนน จัดกิจกรรมมากมาย เช่น “คปก.สัญจร” โดยเชิญผู้รู้ในวงการต่าง ๆ อภิปรายให้แนวคิด เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้อาจารย์/นักศึกษา คปก. รู้กว้างขึ้น คือ ทำวิจัยที่ชอบได้ แต่ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศด้วย มองชีวิตที่ไกลกว่าแค่เรียนให้จบ แค่ผลิตผลงานที่ตีพิมพ์ paper เท่านั้น
 
นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนชมรมนักเรียนทุน คปก. โดยมี นสพ. ดร. รัฐจักร รังสิวิวัฒน์ (คปก. รุ่นที่ 5) เป็นประธานชมรมฯ ร่วมกันสร้างเป็นเครือข่าย พี่ช่วยน้อง เพื่อนช่วยเพื่อน คำว่า “ครอบครัว คปก.” ถูกนำมาใช้ให้บ่อยที่สุดในยุคนี้ เพื่อให้รู้สึกรักใคร่ผูกพัน อยากจะช่วยเหลือกันในทุกรูปแบบ ผลคือ ชมรมฯ เข้มแข็งขึ้นมาก มี ดร. ปรเมศร์ ชุ่มยิ้ม เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ช่วยกันจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อเพิ่ม soft skill ให้ นักศึกษา ทั้ง คปก. และเผื่อแผ่ไปยังผู้ไม่ได้รับทุน คปก. เช่น ทักษะการนำเสนอผลงานวิจัยเป็นภาษาอังกฤษ Critical thinking การใช้ชีวิตวิจัยในต่างแดน การเสียสละเพื่อส่วนรวม เรียนรู้ความพอเพียง ร่วมไปกับกิจกรรมที่จัดอยู่แล้ว เช่น “รู้รัก..รากเรา” ปฐมนิเทศ RGJ Seminar Series และ RGJ-PhD Congress (ครั้งล่าสุด เรื่อง “ศาสตร์พระราชา..เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน”) เป็นต้น ที่ชื่นใจ คือ มีศิษย์เก่าที่เป็นอาจารย์ คปก. อีกหลายท่านที่ขันอาสาริเริ่มกิจกรรมใหม่ ๆ ให้รุ่นน้อง ๆ และมีรุ่นน้อง ๆ ที่ขอเข้ามาช่วยงานชมรมฯ ร่วมเป็นจิตอาสาในหลายกิจกรรมของ คปก. อย่างไม่เคยมีมาก่อน
• ความเห็นและมุมมองต่อ 10 อันดับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเพราะเทคโนโลยีในปี 2025 ที่สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานไว้ จะมีผลทำให้ คปก. ต้องปรับทิศทางของการให้ทุนวิจัยหรือไม่ อย่างไร
อันที่จริงตอนปลาย ๆ ปี ก็จะมีรายงานเทคโนโลยีอุบัติใหม่ทุกปีจากหลากหลายแหล่ง ตอนที่เคยช่วยงานมูลนิธิบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (บวท.) ยังเคยร่วมกันกับกลุ่มนักวิจัยรุ่นน้อง ได้แก่ ศ.ดร.สุทธิชัย อัสสะบำรุงรัตน์ และ ศ.ดร.นวดล เหล่าศิริพจน์ นำข้อมูลต่าง ๆ มาพิจารณาแล้วจัดโหวตให้เป็น 10 อันดับ ที่สอดคล้องกับความสามารถของนักวิจัยไทย และให้เป็นแนวโน้มหรือทิศทางที่วงการวิจัยไทยควรจะเป็นไป

เมื่อเข้ามาดูแล คปก. ก็ตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างดี หลังจากปรึกษากับอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน จึงได้กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ข้อ 1 คือ “คปก. โลกาภิวัตน์” เพื่อเป็นเป้าหมายให้นักศึกษา คปก. ศึกษาวิจัยวิทยาการเพื่อก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะการไปร่วมทีมวิจัยกับอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมในต่างประเทศในสถาบันชั้นนำ จะเห็นได้จากในใบสมัครรุ่นที่ 19 ที่ขอให้ระบุการจัดอันดับของสถาบันของอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมในต่างประเทศประกอบการพิจารณาให้ทุน ซึ่งผู้ประเมินซึ่งเป็นผู้รู้ในสาขานั้น ๆ จะเป็นผู้บอก คปก. ว่าเหมาะสมแล้วหรือไม่ ถ้ายังไม่เหมาะ คปก. ก็จะขอให้เปลี่ยน

นอกจากนี้บางสาขาที่ทันสมัยมาก ๆ คปก. อาจไม่มี “แม่ไก่” ซึ่งก็ต้องวางแผนสร้าง “แม่ไก่สายพันธุ์ใหม่” ไปพร้อมกันด้วย
 
หลังจากนี้คงต้องตามดูกันต่อไปว่า “แม่ไก่สายพันธุ์ใหม่” จะทำหน้าที่สร้างคน สร้างปัญญา สร้างชาติ ด้วยมาตรฐานสากล ตามเป้าประสงค์ของโครงการตามอย่าง “แม่ไก่” สายพันธุ์เดิม ในรูปแบบใหม่ ๆ อะไรอีกบ้าง
 

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 133    หน้าที่ : 28    จำนวนคนเข้าชม : 89   คน