เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2710995

รายละเอียด

ท่องเที่ยวชายแดนใต้ เศรษฐกิจและชีวิตคนปลายด้ามขวาน
เบญจวรรณ วงศ์คำ
เจ้าหน้าที่บริหารงานโครงการ การจัดการความรู้
ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
benjawan@trf.or.th


ระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 และเกิดขึ้นมาโดยตลอด หากเราติดตามข่าวสารและภาพตามจินตนาการของผู้คนทั่วไปจะเกิดความรู้สึกว่าจังหวัดชายแดนใต้น่าจะเป็นพื้นที่น่ากลัว ไม่กล้าเดินทางไปสัมผัส หรือเดินทางท่องเที่ยวแต่อย่างใดเลย โดยเฉพาะ จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ยิ่งไม่อยู่ในความสนใจกันของผู้คนจากภายนอก จะมียกเว้นก็คงจะเป็นจังหวัดสตูล และสงขลา ที่พอจะดูไม่ค่อยมีสถานการณ์ความรุนแรงเท่าใด
 
แต่ใครจะทราบบ้างว่า จริง ๆ แล้วทั้ง 5 จังหวัด ความเคลื่อนไหวด้านการท่องเที่ยวก็ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยการปรับตัวของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และชุมชนที่เกี่ยวข้องช่วยกันขับเคลื่อนให้เกิดการท่องเที่ยว แม้ว่าจะประสบวิกฤติด้านพื้นที่โดยตรงในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส และวิกฤติด้านภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นกับจังหวัดสงขลาและสตูล นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศก็ยังคงเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งระหว่างปี 2555-2557 มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ดังแสดงในตาราง
 

 
ข้อมูลตามตารางแสดงให้เห็นว่า 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นทุกปี ยังมีโอกาสในการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีวัฒนธรรมที่คล้ายกันกับผู้คนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลในจังหวัดสตูล ก็ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวชาวยุโรป เช่นเดียวกับแหล่งท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา ที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย นักท่องเที่ยวจากประเทศจีน กลุ่มยุโรป และนักท่องเที่ยวในกลุ่ม BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย และจีน) ที่กำลังถูกจับตามองจากทั่วโลกว่าจะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อในอนาคต
โอกาสด้านการตลาดการท่องเที่ยวใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
เนื่องจากภูมินิเวศของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วยภูมินิเวศ เขา ป่า ทุ่งนา ทะเล ป่าพรุ จึงมีสินค้าด้านการท่องเที่ยว (tourism product) ที่แตกต่างและหลากหลาย ซึ่งในแต่ละจังหวัดล้วนมีสินค้าด้านการท่องเที่ยวที่แตกต่างกันออกไป จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นจังหวัดเดียวที่ตั้งอยู่ในฝั่งทะเลอันดามัน มีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่มีชื่อเสียงของพื้นที่ประกอบด้วย เกาะตะรุเตา หลีเป๊ะ เกาะไข่ อาดัง ราวี เป็นต้น เช่นเดียวกับสถานที่ท่องเที่ยวบนฝั่งที่กำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ได้แก่ แหล่งท่องเที่ยวทางธรณีวิทยา (Geo-park) ในอำเภอทุ่งหว้า ถ้ำภูผาเพชร น้ำตกวังสายทอง ในอำเภอมะนัง ล้วนแล้วแต่เป็นสินค้าด้านการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสตูล ขณะที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการค้า การคมนาคม และเมืองท่องเที่ยวหลักของภาคใต้ตอนล่าง มีสินค้าและการบริการด้านการท่องเที่ยวตั้งอยู่ในเมือง 3 เมืองหลัก คือ เมืองสงขลา เมืองหาดใหญ่ และด่านนอก (ด่านชายแดนสะเดา) สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ คือ หาดสมิหลา ย่านเมืองเก่าสงขลา เกาะยอ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองสงขลา แหล่งช้อปปิ้งในเมืองหาดใหญ่ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ แหล่งบันเทิงที่ด่านนอก เป็นต้น เช่นเดียวกับจังหวัดปัตตานีที่มีสถานที่ท่องเที่ยวครบของผู้คนทั้ง 3 เชื้อชาติ คือ ไทยพุทธ ชาวไทยมุสลิม และคนไทยเชื้อสายจีน โดยมีวัดช้างไห้หลวงพ่อทวด ซึ่งเป็นเกจิชื่อดังของภาคใต้ มัสยิดกรือเซะ แหล่งประวัติศาสตร์ที่สำคัญของจังหวัดปัตตานี เช่นเดียวกับเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะบูชาของนักท่องเที่ยวทั่วไป ในส่วนของจังหวัดยะลา เขื่อนบางลาง ถือว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญที่เชื่อมต่อกับป่าฮาลา บาลา ซึ่งเป็นป่าที่เชื่อมต่อกับประเทศมาเลเซีย และเมืองเบตง ได้ชื่อว่าเมืองในหมอก ดอกไม้งาม ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญที่สุดของจังหวัดยะลา ด้วยความพร้อมของธุรกิจการบริการด้านการท่องเที่ยวและความเป็นเมืองที่มีเอกลักษณ์ สุดท้ายคือนราธิวาส เป็นจังหวัดที่มีสินค้าการท่องเที่ยวที่มีลักษณะเด่นที่แตกต่างกัน พระตำหนักทักษิณราชนิเวศ วัดชลธาราสิงเห วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย เมืองโกลก ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของจังหวัด เหล่านี้คือสินค้าด้านการท่องเที่ยวหลักใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับชุมชนที่สำคัญ
 

 
พื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกล้อมรอบด้วยเมืองท่องเที่ยวที่มีความพร้อมด้านการท่องเที่ยวทั้งในประเทศไทยและมาเลเซีย ระบบการขนส่งถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญของการท่องเที่ยวที่ต้องพัฒนาควบคู่กัน ซึ่งใน 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเชื่อมโยงการคมนาคมภายในประเทศกับประเทศเพื่อนบ้าน มีข้อได้เปรียบสูงเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่อื่น เนื่องจากมีด่านชายแดนที่สำคัญซึ่งเชื่อมกับประเทศมาเลเซียซึ่งถือว่าเป็นประตูสู่อาเซียน จำนวน 8 ด่าน ประกอบด้วย ด่านสะเดา ด่านปาดัง-เบซาร์ และด่านบ้านประกอบ จังหวัดสงขลา ด่านตำมะลัง และด่านวังประจัน จังหวัดสตูล ด่านเบตง จังหวัดยะลา ด่านตากใบ และด่านสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส ด่านเหล่านี้ ก่อให้เกิดความสะดวกในการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวระหว่างไทย มาเลเซีย อาเซียน และจากทั่วโลก ซึ่งด่านสะเดา ได้ชื่อว่าเป็นด่านทางบกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย นอกจากด่านชายแดนแล้ว 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีสนามบินนานาชาติ (international airport) และสนามบินในประเทศ (domestic airport) ได้แก่ สนามบินหาดใหญ่ที่มีเที่ยวบินประจำวัน (daily flight) ทั้งเที่ยวบินในประเทศ และต่างประเทศ (มาเลเซียและสิงคโปร์) และสนามบินนราธิวาส ตามลำดับ (ททท. สำนักงานหาดใหญ่, 2557)
 
นอกจากนี้ยังมีรถไฟเชื่อมการเดินทางจากสถานีบัตเตอร์เวอร์ธ (BUTTER WORTH) มาเลเซีย ไปกรุงเทพฯ ซึ่งผ่านสถานีหาดใหญ่ให้บริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย ขณะที่จังหวัดตรัง ซึ่งมีพื้นที่ติดกับจังหวัดสตูลก็มีสนามบินภายในประเทศที่เปิดให้บริการมาเป็นเวลานาน นักท่องเที่ยวบางส่วนที่เดินทางมาท่องเที่ยวในสตูลส่วนหนึ่งได้เดินทางผ่านสนามบินดังกล่าว นอกจากนี้ ระบบคมนาคมขนส่งในประเทศมาเลเซียซึ่งประกอบด้วยสนามบินนานาชาติปีนัง และสนามบินนานาชาติเกาะลังกาวี รถไฟฟ้า (ความเร็ว 160 กม./ชม) ซึ่งเปิดให้บริการเส้นทางกัวลาลัมเปอร์-ปาดังเบซาร์ ไปเมื่อเดือนกันยายน 2558 ที่ผ่านมา เป็นการเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวทั้งจากประเทศมาเลเซียและจากประเทศที่สาม เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้
 
เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลทั้งจำนวนตัวเลขนักท่องเที่ยว โอกาสทางการท่องเที่ยว และทรัพยากรการท่องเที่ยวของพื้นที่ ทุกอย่างมีความพร้อมหมด คำถามสำคัญต่อมาคือ ทำอย่างไรชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นชายแดนใต้ โดยเฉพาะ 4 จังหวัด (สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) จึงจะมีรายได้ เกิดขึ้นเพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจชุมชน ให้กับคนในท้องถิ่นได้ จากตัวเลขจำนวนนักท่องเที่ยว และการพัฒนาของพื้นที่ด้านการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นได้จริง

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งมีฐานการดำเนินงานวิจัยสนับสนุนชาวบ้านทำวิจัยอยู่ในหลายพื้นที่ของกลุ่มจังหวัดชายแดนภาคใต้หลาย ๆ ประเด็น ทั้งการศึกษา เศรษฐกิจชุมชน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ได้สนับสนุนการดำเนินงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นในประเด็นการท่องเที่ยวโดยชุมชนขึ้น กับกลุ่มจังหวัดชายแดนใต้ โดยมีนักวิชาการในพื้นที่และชาวบ้านในชุมชนร่วมกันเป็นทีมนักวิจัย ชื่อโครงการวิจัยการศึกษาศักยภาพทรัพยากรชุมชนสู่การท่องเที่ยวใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยมีเป้าหมายเพื่อต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรเพื่อการท่องเที่ยวของชุมชนใน 4 จังหวัด สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส จากชาวบ้านในท้องถิ่น และก่อเกิดเป็นรูปแบบ หรือกิจกรรมทางการท่องเที่ยวที่จะได้สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน ที่จะเป็นการท่องเที่ยวที่สร้างความยั่งยืนต่อตัวชาวบ้านทั้งด้านรายได้ และฐานทรัพยากรของพื้นที่

การศึกษาศักยภาพทรัพยากรชุมชนสู่การท่องเที่ยวใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นการศึกษาเพื่อค้นหาทรัพยากรภายในชุมชนเพื่อพัฒนาสู่การท่องเที่ยว โดยอาศัยหลักการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนเป็นเครื่องมือในการจัดการท่องเที่ยว
 
บ้านท่าหิน อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เป็นชุมชนในพื้นที่ราบติดทะเลสาบสงขลา ทรัพยากรการท่องเที่ยวส่วนใหญ่ผูกพันกับวิถีเกษตรการทำนา การทำประมง ตลอดจนการทำตาลโตนดที่สืบทอดกันมานับร้อยปี หรือที่เรียกกันว่าวิถีโหนด นา เล ขณะที่บ้านท่าประดู่ อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ป่าชุมชนเป็นทรัพยากรหลักที่ใช้เป็นแหล่งอาหาร แหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศ และสถานที่พักผ่อนของผู้คนที่เป็นมาอย่างยาวนาน ทั้งสองพื้นที่สอดคล้องกับวิถีดั้งเดิมของผู้คนในจังหวัดสงขลา

ชุมชนบาราโหม จังหวัดปัตตานี อดีตเคยเป็นเมืองเก่าของปัตตานี มีความโดดเด่นในด้านประวัติศาสตร์ โบราณสถาน โบราณวัตถุ และวิถีชีวิตของผู้คนชาวมุสลิมที่มีเชื้อสายสืบทอดมาจากอดีตถึงปัจจุบัน ความเป็นชุมชนโบราณเมืองเก่าจึงเป็นลักษณะเด่นของพื้นที่จังหวัดปัตตานี

ชุมชนตาพะเยา อำเภอธารโต จังหวัดยะลา พื้นที่เป็นผลพวงมาจากการสร้างเขื่อนจนเกิดทรัพยากรการท่องเที่ยวประเภทบึงน้ำขนาดใหญ่หรือทะเลสาบ ประกอบกับพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดเป็นพื้นที่ป่า มีทรัพยากรท่องเที่ยวที่ผสมผสานระหว่างทรัพยากรทางธรรมชาติและวิถีชีวิตผู้คนที่ผสมผสานเข้าด้วยกันระหว่างไทยพุทธ ไทยมุสลิม และจีน โดยเฉพาะผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ซึ่งอดีตเคยเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาซึ่งมีอุดมการณ์ด้านการเมืองที่ขัดแย้งกันจนกลายมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย บนเส้นทางการท่องเที่ยวของชุมชนได้ผสมผสานทรัพยากรทางธรรมชาติและวิถีชีวิตของผู้คนดังกล่าวเข้าด้วยกัน

ชุมชนวัดชลธาราสิงเห อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับประเทศไทยมาตั้งแต่อดีต เป็นแหล่งรวมศิลปะวัฒนธรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม วิถีชีวิต โดยเฉพาะภาษาเจ๊ะเห ที่เป็นเอกลักษณ์ของผู้คนชาวตากใบ นอกจากนี้ยังเป็นเมืองชายแดนติดต่อกับประเทศมาเลเซียที่จะเชื่อมต่อสู่ประเทศอาเซียน

พื้นที่เป้าหมายงานวิจัยทั้ง 5 ชุมชน ใน 4 จังหวัดมีความสัมพันธ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของภาคใต้ตอนล่างคือ ในด้านของภูมินิเวศประกอบด้วย เขา ป่า นา เล พรุ ขณะที่วิถีชีวิตของผู้คนเป็นการผสมผสานเข้าด้วยกันระหว่างไทยพุทธ มุสลิม และจีน นอกจากนี้จังหวัดปัตตานีและนราธิวาส มีประวัติแม้ว่าจะต่างยุคกัน แต่มีความสำคัญทั้งในระดับพื้นที่ไปถึงระดับประเทศ
 
การวิจัยนำสู่การย้อนทบทวนวิเคราะห์พื้นที่ของชุมชนถึงของดีในพื้นที่ที่จะนำมาจัดระบบใหม่ที่เรียกว่า “การท่องเที่ยวโดยชุมชน”ซึ่งทุกพื้นที่มีความพร้อมอย่างมาก ขณะเดียวกัน กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ทั้งที่เป็นไทยพุทธ มุสลิม หรือชาวจีน ก็ได้รับการเติมเต็มความรู้ใหม่ด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยว การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรทางวัฒนธรรม วีถีชีวิต ที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วม แบบร่วมไม้ร่วมมือกันจริง ๆ ชาวบ้านได้มีการทดลองจัดการท่องเที่ยวขึ้นจริง มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วมเรียนรู้กับชาวบ้าน มีการสรุปผลกันเป็นระยะ ๆ

กิจกรรมการท่องเที่ยวในรูปแบบที่เกิดขึ้น ณ วันนี้ของชุมชน จึงมิใช่การท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นอย่างฉาบฉวย แต่เป็นการท่องเที่ยวที่มาจากฐานความรู้ ฐานความร่วมมือของคนในทั้งหมด มิใช่แค่ความสนุกสนาน แต่เป็นการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวจะได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชาวบ้านจริง ๆ พร้อมกับความสุข ความสนุก แม้ว่าเม็ดเงินที่เป็นรายได้ทางเศรษฐกิจยังไม่เกิดขึ้นมากมาย แต่ก็กำลังรอการเติบโต ซึ่งชาวบ้านทุกชุมชนมองว่า “การท่องเที่ยว” ควรจะเป็น “เครื่องมือ” ที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งเศรษฐกิจ และชีวิตคน
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 133    หน้าที่ : 24    จำนวนคนเข้าชม : 347   คน