เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2660495

รายละเอียด

“ครูรักเด็ก เด็กรักครู” แหล่งเรียนรู้ที่มีความสุข
ณัฏฐภรณ์ หลาวทอง
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
lawthongUn1n@hotmail.com
และ ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์
สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)


หัวใจของการปฏิรูปการศึกษาคือการมุ่งยกระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถทางการคิด มีทักษะโลกการทำงานยุคใหม่ที่ต้องการ และมีทักษะชีวิตที่ดี
 

 
จากการทบทวนองค์ความรู้ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ภายใต้โครงการวิจัยปฏิบัติการโรงเรียนพัฒนาคุณภาพต่อเนื่อง (School Quality Improvement Program: SQIP) ของสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า ปัจจัยที่ทรงพลังจากการศึกษาของศาสตราจารย์ จอห์น แฮตตี้ คือ การพัฒนาความสัมพันธ์ของเด็กและครู ดังพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “ทำให้เด็กรักครู และทำให้ครูรักเด็ก” จะส่งผลต่อคุณภาพการเรียนการสอนมากที่สุด และทำให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีความสุขอย่างแท้จริง

ผลการศึกษาขององค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) จากการวิเคราะห์ผลการทดสอบ (Programme for International Student Assessment: PISA) ของเยาวชนอายุโดยเฉลี่ย 15 ปีในค.ศ. 2015 พบว่า ความสุขในการเรียนรู้ของนักเรียนส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา โดยนักเรียนที่มีการวางเป้าหมายและมีความเพลิดเพลินในการเรียนรู้จะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูง โดยพบว่าด้านวิทยาศาสตร์ นักเรียนที่มีการวางเป้าหมายและความเพลิดเพลินในการเรียนรู้จะมีคะแนนวิทยาศาสตร์สูง ตรงกันข้ามกับนักเรียนที่เรียนไม่สนุก ฝืนทนเรียน มีความรู้สึกวิตกกังวลในการเรียนในการสอบจะมีคะแนนต่ำ เรียนล้าหลังและมีแนวโน้มที่จะขาดเรียนและหลุดออกนอกระบบในที่สุด (OECD, 2017)
 

 
แนวทางแก้ไขที่สำคัญคือการเอาใจใส่ต่อนักเรียนของครู หากขาดสิ่งนี้แล้วความสามารถทางวิชาการ รวมถึงการเรียนรู้ของนักเรียนจะมีปัญหาตกต่ำ รวมถึงปัญหาระยะสั้นและระยะยาวตามมาอีกมากมาย ทั้งการเลิกเรียนกลางคัน การตั้งครรภ์ในภาวะไม่พึงประสงค์ การติดสารเสพติด และการได้งานที่มีค่าตอบแทนน้อย เป็นต้น ดังนั้นนักเรียนที่มีการเรียนล้าหลังกว่าเพื่อนในชั้น หรือมีแนวโน้มขาดเรียนควรได้รับการเอาใจใส่จากคุณครูและทางโรงเรียนมากเป็นพิเศษ จากการศึกษาวิจัยพบว่า การขาดเรียนโดยทั่วไปจากทุกประเทศที่ศึกษาคือ ขาดเรียนหนึ่งวันจากระยะเวลา 2 สัปดาห์ ซึ่งผลจากการศึกษาของ PISA ในปี ค.ศ. 2012 เทียบกับปี ค.ศ. 2015 พบว่า มีอัตราการขาดเรียนและการเข้าเรียนสายโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ (OECD, 2017)

นอกจากการศึกษาการมาสายและการขาดเรียนซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ทางลบของการวางเป้าหมายและการเอาใจใส่ในการเรียนแล้ว การขาดความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนหรือสังคม (sense of belonging) ก็เป็นปัจจัยด้านลบต่อการวางเป้าหมายและการเอาใจใส่ในการเรียนเช่นกัน ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน คือ ความรู้สึกถึงการได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของสมาชิกในกลุ่ม มีความรู้สึกร่วมกับเพื่อนในห้อง นักเรียนมีความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของโรงเรียนจะมีรู้สึกปลอดภัย เป็นตัวของตัวเอง รู้สึกได้รับการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาตนเองทั้งด้านวิชาการ จิตใจ และสังคม
 
ดังนั้นเด็กที่ไม่อยากมาโรงเรียนส่วนหนึ่งมักมีความรู้สึกว่าครูไม่รักและเพื่อนไม่ชอบ ครูจึงมีหน้าที่ทำให้เด็กนักเรียนไม่รู้สึกแปลกแยกหรือโดดเดี่ยวในห้องเรียน และควรช่วยให้นักเรียนเหล่านั้นเข้ากับเพื่อนได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งปัจจัยสำคัญที่มีส่วนช่วยให้เด็กเกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนก็คือ ความสัมพันธ์อันดีระหว่างครูและเด็กนักเรียน ซึ่งเป็นแนวโน้มในทางที่ดีที่สนับสนุนด้วยข้อมูลจากการศึกษาการความเอาใจใส่ในการเรียน (student engagement) ของเด็กไทยในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ SQIP พบว่า นักเรียนรายงานว่าความสุขกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.49 จากสเกลการตอบ 4 ระดับ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ .591 รองลงมาคือ นักเรียนมั่นใจว่าการศึกษาจะสร้างอนาคตที่ดีได้ โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.48 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ .643 ตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตาม พบการรายงานช่องว่างความแตกต่างของการรับรู้ระหว่างนักเรียนและครู ที่ยังเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ 3 เรื่องคือ (1) การปฏิบัติของครูต่อเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม (2) การรู้จุดเด่นและความสามารถของผู้เรียนรายคน และ (3) การให้เวลาพูดคุยและปรึกษาปัญหา ยังเป็นสิ่งที่ต้องลดช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์ของครูและนักเรียน

สำหรับบทบาทของพ่อแม่ผู้ปกครองต่อการศึกษาพบว่า พ่อแม่ที่มีความเจตคติที่ดีต่อโรงเรียน มีความสนใจในกิจกรรมการเรียนของลูก มีความสัมพันธ์ทางบวกกับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของลูกเช่นกัน ดังนั้นการเอาใจใส่ในการเรียนของลูกย่อมทำให้ลูกเอาใจใส่ในการเรียนของตนเองและมีความพึงพอใจในชีวิตอีกด้วย

ในระยะหลัง หลายประเทศเริ่มเห็นความสำคัญ และดึงเอาพ่อแม่ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมและมีบทบาทในการจัดการศึกษาของโรงเรียนเพิ่มขึ้น สำหรับข้อมูลการสำรวจผู้ปกครองที่ส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ SQIP ผู้ปกครองรายงานว่า ลูกมีความสุขกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.32 จากสเกลการตอบ 4 ระดับ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ .553 รองลงมาคือ ผู้ปกครองให้ความร่วมมือกับโรงเรียนอย่างดีเสมอ โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.23 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ .600 ตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตามพบการรายงานช่องว่างความแตกต่างของการรับรู้ระหว่างผู้ปกครองและนักเรียน ที่ยังเป็นปัญหาอันดับต้น ๆ ใน 3 เรื่องคือ (1) การถูกกลั่นแกล้งรังแกในโรงเรียน (2) การพูดคุยเล่าปัญหาระหว่างผู้ปกครองและบุตร และ (3) การให้เวลาในการช่วยบุตรหลานทำการบ้าน
 

 
กล่าวโดยสรุป ผู้มีบทบาททางการศึกษาทั้งครู ผู้บริหารในโรงเรียน พ่อแม่ผู้ปกครองในชุมชน ต่างมีหน้าที่ทำให้นักเรียนมีแรงจูงใจและเอาใจใส่ในการเรียน โดยการชื่นชมในความพยายามอุตสาหะในการเรียน ทำให้การเรียนรู้อย่างมีความสุข เบิกบานทางปัญญา ทำให้เด็กมีเป้าหมายในการเรียนที่ชัดเจนและเป็นจริง กระตุ้นให้เด็กพัฒนาความคิดเชิงวิเคราะห์ ทักษะการแก้ปัญหา เรียนรู้จากสิ่งที่เคยทำผิดพลาด ลดความวิตกกังวลในการเรียน ไม่กลัวที่จะล้มเหลว ผ่านการให้ข้อมูลป้อนกลับเพื่อการพัฒนาผู้เรียนเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งทำให้เด็กเชื่อมั่นในความสามารถของตน และเชื่อว่าตนมีศักยภาพในการประสบความสำเร็จได้ เพื่อให้เด็กมีความเข้มแข็งพอสำหรับการเผชิญกับสภาพปัญหาที่ท้าทายในอนาคต

เอกสารอ้างอิง :

ผลการศึกษาการสำรวจการเอาใจใส่ในการเรียน (2017) โครงการวิจัยปฏิบัติการโรงเรียนพัฒนาคุณภาพต่อเนื่อง
Hattie, J. (2012). Visible Learning for Teachers: Maximizing impacts on learning, New York, NY: And Hattie J. (2016), Mindframes and Maximizers, 3rd Annual Visible Learning Conference held in Washington D.C.
OECD: PISA 2015 Results: Student engagement and motivation, 2017.
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 133    หน้าที่ : 12    จำนวนคนเข้าชม : 183   คน