เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2660499

รายละเอียด

“ป่าในเมือง” กับความเต็มใจจ่ายเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าสำหรับคนเมือง
รศ. ดร. นิรมล สุธรรมกิจ
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หัวหน้าคณะนักวิจัยโครงการความเต็มใจจ่ายเพื่อป่าไม้ของชาวกรุงเทพฯ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
niramon@econ.tu.ac.th


เมืองกรุงเทพฯ และเมืองรายรอบกรุงเทพฯ มีที่ตั้งอยู่บนปลายของลุ่มน้ำเจ้าพระยา แม่น้ำสายหลักของภาคกลาง และชาวเมืองเหล่านี้ได้รับประโยชน์จากแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำลำคลองสายต่าง ๆ อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งในมิติของการเกษตร การอุปโภคบริโภค (ทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านระบบน้ำประปา) เพื่อยังชีพและเพื่อการผลิตเชิงพาณิชย์ รวมทั้งการคมนาคมขนส่ง (ในรูปแบบขนส่งมวลชนและขนส่งสินค้า) ดังนั้น การเติบโตของเมืองอย่างต่อเนื่อง ย่อมส่งผลต่อความต้องการใช้น้ำในแม่น้ำที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่กระนั้น การเติบโตของเมืองก็ได้สร้างปัญหามลพิษทางน้ำในลำน้ำ เช่นเดียวกัน จนในบางครั้ง ชาวเมืองดังกล่าวประสบปัญหาคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำเสื่อมโทรมและปัญหาปริมาณน้ำไม่เพียงพอกับความต้องการทางการเกษตร และในบางปี ก็ประสบปัญหาอุทกภัย
 
คำถามเกิดขึ้น 2 ข้อ คือ ข้อแรก ชาวเมืองเหล่านี้ตระหนักมากน้อยเพียงใดว่าประโยชน์ที่ได้รับจากแม่น้ำลำคลองนั้นมาจากการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ในท้องที่ห่างไกลกรุงเทพฯและปริมณฑลอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นต้นน้ำของแม่น้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ป่าภาคเหนือและต้นน้ำของแม่น้ำแม่กลองในพื้นที่ป่าภาคตะวันตก ยิ่งกว่านั้น ชาวเมืองเหล่านี้ยังได้รับประโยชน๋จากป่าชายเลนพื้นที่ต่าง ๆ ของภูมิภาค ที่เป็นแหล่งอาหารทะเลของตนและกิจการพาณิชย์เพื่อการส่งออกที่เป็นแหล่งจ้างงานของชาวเมืองนั่นเอง และ ข้อสอง ชาวเมืองเหล่านี้มีทัศนคติอย่างไรต่อการอนุรักษ์พื้นที่ป่าในพื้นที่ต่าง ๆ รวมทั้งการปลูกป่าในเมือง

โครงการศึกษาเรื่องความเต็มใจจ่ายเพื่อป่าไม้ของชาวกรุงเทพฯ (willingness to pay: WTP) เพื่อต้องการสะท้อนความตระหนักและการสนับสนุนการอนุรักษ์หรือการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้โดยสมัครใจ โดยมีการกำหนดเหตุการณ์สมมติว่าจะมีการจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ป่าเพื่อคนกรุงเทพฯและปริมณฑล (อีกนัยหนึ่ง คือ คนกรุงเทพฯและปริมณฑล จ่ายเงินเข้ากองทุน เพื่อนำเงินนี้ไปอนุรักษ์ป่าหรือเพิ่มพื้นที่ป่าในท้องที่ต่าง ๆ ตามความเหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่คนในเมืองกรุงเทพฯและปริมณฑล)

เนื่องจากป่าไม้ในประเทศไทยมีลักษณะหลากหลาย การพิจารณาถึง “ความยินดีหรือเต็มใจจ่าย” (WTP) ของชาวกรุงเทพฯและปริมณฑล จึงระบุการอนุรักษ์ออกเป็น 4 รูปแบบ คือ (ก) การอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำของแม่น้ำต่าง ๆ ที่ชาวกรุงเทพฯ รู้จักหรือคุ้นเคย (ข) การปลูกและดูแลป่าชุมชน ที่ดำเนินการหรือจัดการโดยชุมชนที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่า ซึ่งกระจายอยู่ตามท้องที่ต่าง ๆ ในประเทศไทย (ค) การปลูกและดูแลป่าในเมือง ที่ดำเนินการโดยชุมชนหรือองค์กรท้องถิ่น ซึ่งชาวเมืองเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากป่าในเมืองนี้ และ (ง) การลดพื้นที่เกษตร และหันมาเพิ่มพื้นที่ป่าแทน ซึ่งจัดเป็นการเสียสละของเจ้าของที่ดินในการปรับเปลี่ยนหรือเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์ในที่ดินนั้นเพื่อหารายได้ให้แก่ตน แต่ได้ปรับให้เป็นพื้นที่ป่า เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ
 
ผลการศึกษาเรื่องดังกล่าวมาจากการเก็บข้อมูลสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 2,105 รายที่ทำงานหรืออาศัยในกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียงอย่างน้อย 4 ปี และเป็นผู้มีรายได้ พบประเด็นที่น่าสนใจ 13 ประการ ดังนี้

(1) กลุ่มตัวอย่างมีความตระหนักมากที่สุดในเรื่องการอนุรักษ์ป่าไม้เพื่อเป็นมรดกแก่ลูกหลานในอนาคต และตระหนักดีว่าพื้นที่ป่าในประเทศไทยควรจะเพิ่มขึ้นให้มากกว่าที่เป็นอยู่ อีกทั้งตระหนักดีว่าชาวไทยทุกคนมีหน้าที่หรือมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทย

(2) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ (ร้อยละ 64) เลือกส่งเสริมกิจกรรมอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ (watershed forest) เป็นอันดับแรก รองลงมาคือ การปลูกป่าในเมือง (urban forest)

(3) เมื่อสอบถามการบริจาคเงินเพื่อเข้ากองทุนอนุรักษ์ป่า (เหตุการณ์สมมติ) ในอัตรา 500 บาทต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือ จำนวนทั้งสิ้น 2,500 บาท พบว่า ร้อยละ 55 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด “ไม่ยินดีจ่าย” และอีกร้อยละ 45 “ยินดีจ่าย”

(4) เหตุผลที่ไม่ยินดีจ่ายคือ ไม่มีความมั่นใจว่ากองทุนฯ (ที่สมมติขึ้น) จะสามารถสนับสนุนให้เกิดการอนุรักษ์ป่าได้จริง (ร้อยละ 40) และการอนุรักษ์พื้นที่ป่าควรเป็นหน้าที่ของภาครัฐ (ร้อยละ 28)

(5) เหตุผลที่ยินดีจ่าย คือ เป็นหน้าที่ของประชาชนที่ต้องช่วยเหลือในการอนุรักษ์พื้นที่ป่า (ร้อยละ 42) และ ไม่มีเวลาในการเข้าร่วมกิจกรรมอนุรักษ์ป่า จึงช่วยสนับสนุนทางการเงินแทน (ร้อยละ 22)

(6) การประเมินมูลค่าระดับความเต็มใจจ่ายของกลุ่มตัวอย่าง พบว่า ค่าเฉลี่ย (average) อยู่ในช่วงตั้งแต่ 307 – 523 บาทต่อปี ส่วนค่ากลาง (median) อยู่ระหว่างตั้งแต่ 309 – 473 บาทต่อปี

(7) หากพิจารณาจำแนกประเภทของป่าอนุรักษ์ พบว่า ค่าเฉลี่ยและค่ากลางของมูลค่าความเต็มใจจ่ายสำหรับกิจกรรมการอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำมีค่าสูงที่สุด (315 – 527 บาทต่อปี) รองลงมาคือ มูลค่าความเต็มใจจ่ายสำหรับการปลูกป่าในเมือง (304 – 522 บาทต่อปี) มูลค่าความเต็มใจจ่ายสำหรับการอนุรักษ์พื้นที่ป่าชุมชน (279 – 514 บาทต่อปี) และ มูลค่าความเต็มใจจ่ายสำหรับการเพิ่มพื้นที่ป่าในชุมชนหรือการลดพื้นที่เกษตรกรรม (303 – 510 บาทต่อปี)

(8) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เลือกให้การอนุรักษ์พื้นที่ป่าต้นน้ำเป็นอันดับหนึ่ง (1,340 รายจาก 2,105 ราย) อันดับรองลงมาคือ การปลูกป่าในเมือง (411 ราย) การอนุรักษ์พื้นที่ป่าของชุมชน (258 ราย) และ การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้โดยการลดพื้นที่เกษตรลง (95 ราย) ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินค่าความเต็มใจจ่ายเฉลี่ย
 
(9) จากการสังเกตพฤติกรรมของผู้ที่สนใจเข้าร่วมชมกิจกรรมโครงการ 4G (Give Green Get Green) ของมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ 97 ราย พบว่า (ก) มีจำนวน 85 คนที่มีการบริจาคเงินจริง และลักษณะของการบริจาคที่มากที่สุดคือ การซื้อสินค้าของมูลนิธิฯ มากกว่าการบริจาคสำหรับกิจกรรมการปลูกป่าโดยตรง (ข) หากพิจารณายอดรวมของการบริจาคเงินหรือซื้อสินค้าของมูลนิธิฯ ของกลุ่มตัวอย่าง 85 รายนี้เท่ากับ 21, 560 บาท หรือเฉลี่ยเท่ากับ 254 บาทต่อคน

(10) การหาความสัมพันธ์ระหว่างความเต็มใจจ่ายฯ กับปัจจัยด้านบุคคล พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการแสดงความเต็มใจบริจาคเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์ป่าไม้ คือ รายได้ส่วนตัวและรายได้ครัวเรือน อายุ ทัศนคติที่ดีต่อพื้นที่ป่าไม้ในเมืองและพื้นที่ป่าไม้ของประเทศ การสนับสนุนการอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ในรูปแบบอื่นมาก่อน

(11) เมื่อกลุ่มตัวอย่างถูกชักนำให้คำนึงถึง “การเลือก (choice)” ระหว่างการอนุรักษ์พื้นที่ป่า กับ การนำพื้นที่ป่านั้นมาลงทุนในโครงการสาธารณูปโภค (เช่น ถนน ไฟฟ้า ประปา) หรือเพื่อนำพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ (เช่น การขยายตัวของเมืองและเขตพาณิชยกรรม) ผู้ให้สัมภาษณ์เริ่มมีความลังเลในการเลือกอนุรักษ์ป่า เพราะเห็นว่า การลดพื้นที่ป่าไม้ลงเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่มองเห็นหรือสัมผัสได้โดยตรง หรืออาจจะเห็นถึง “ความจำเป็น” ในการลดพื้นที่ป่าไม้ เพื่อแลกกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

(12) ในอีกมุมมองหนึ่งของประชาชนในดำเนินกิจกรรมอนุรักษ์พื้นที่ป่าในพื้นที่ใกล้บ้านของตน (จากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับตัวแทนชุมชนที่อนุรักษ์ดูแลป่าไม้) ตระหนักว่า การอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ เป็นสิ่งที่ “แลกกันไม่ได้” กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของชุมชน ชุมชนบางแห่งจึงหวงแหนและไม่ยอมให้มีการใช้ประโยชน์ใดๆ จากพื้นที่ป่านั้น (นอกจากการนำเศษไม้ หรือผลผลิตจากป่า เช่น เห็ด หรือ รังผึ้ง เท่านั้น) และมีความเชื่อว่า การอนุรักษ์พื้นที่ป่าไม้ “เกิดประโยชน์ 2 อย่าง (double dividend)” กล่าวคือ ประโยชน์จากระบบนิเวศป่า กับประโยชน์จากการหารายได้จากในป่า เช่น รายได้จากเห็ด รายได้จากหน่อไม้ รายได้จากปูและกุ้ง เป็นต้น และยังทำให้คุณภาพชีวิตมีความมั่นคง และระดับการพัฒนาชุมชนก็เพิ่มขึ้นได้

(13) ข้อมูลการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวกับ “การจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์พื้นที่ป่าโดยประชาชน” นั้น พบว่า มีจำนวน 124 รายเท่านั้น (จาก 2,105 ราย) ที่มีความเชื่อว่า กองทุนฯ (ที่สมมติขึ้น) นั้นจะสามารถดำเนินการสนับสนุนให้เกิดการอนุรักษ์ป่าได้จริง และมีจำนวน 465 ราย ที่ไม่แน่ใจว่ากองทุนนี้จะสนับสนุนกิจกรรมการอนุรักษ์ป่าได้จริง
 

 

 
ด้วยเหตุนี้ ข้อเสนอเชิงนโยบายต่อการอนุรักษ์ป่าจากการศึกษาความตระหนักและการสนับสนุนการจัดตั้งกองทุน มีอย่างน้อย 5 ประการ

1. ถ้าหากชุมชนใดมีการจัดตั้ง “กองทุนอนุรักษ์ป่า” และได้นำเสนอผลงานกิจกรรมอนุรักษ์ป่าที่พึ่งพิงเงินจากกองทุนดังกล่าว จะยิ่งสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้แก่ผู้บริจาคเงินสนับสนุนได้มากยิ่งขึ้น

2. ความจำเป็นในการนำเสนอข้อมูลหรือประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับชุมชนที่มีกิจกรรมอนุรักษ์ป่า เช่น กิจกรรม “บวชต้นไม้” และการเดินสำรวจป่า เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมทั้งธุรกิจเอกชนที่อยู่ห่างไกลจากพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และเพื่อกระตุ้นให้เกิดความเต็มใจในการบริจาคเงินสนับสนุนแก่หน่วยงานเพิ่มเติมจากเงินงบประมาณแผ่นดิน และสนับสนุน หรืออุดหนุนค่าใช้จ่ายให้แก่ชุมชน

3. การจัดตั้งกองทุนอนุรักษ์ป่า หรือ “กองผ้าป่า” สำหรับสนับสนุนหรืออุดหนุนกิจกรรมการอนุรักษ์ป่าของชุมชนนั้นน่าจะสามารถดำเนินการได้ เนื่องจากต้นทุนในการบริหารจัดการของชุมชนไม่สูงมากนักประมาณ 50,000 – 100,000 บาทต่อปี (ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกตัวแทนชุมชนที่มีกิจกรรมดังกล่าว) หากมีการระดมเงินบริจาคปีละ 1 กอง ต่อป่าชุมชน 1 แห่ง ก็จะเป็นการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของชุมชน หรือของหน่วยงานรัฐที่สนับสนุนอยู่ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างประชาชนใกล้ป่า และประชาชนไกลป่า อีกด้วย

4. การเพิ่มพื้นที่ป่าไม้โดยการลดพื้นที่เกษตรนั้น เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการได้ยาก แต่จะได้พื้นที่ป่าไม้มาเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเป็นการช่วยให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายในการเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ให้ได้ร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ (ซึ่งมีความเชื่อว่าสัดส่วนพื้นที่ป่านี้เป็น Safe Minimum Standard สำหรับประเทศไทย เพื่อให้ระบบนิเวศของประเทศมีความอุดมสมบูรณ์และก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน) ดังนั้น การส่งเสริมให้ประชาชนและธุรกิจเอกชนที่ได้รับประโยชน์จากการเพิ่มพื้นที่ป่าได้มีโอกาสบริจาคเงินเพื่อซื้อที่ดินคืนจากเกษตรกร หรือการจ่ายเงินชดเชยให้แก่เกษตรกรที่ทำมาหากินในพื้นที่ใกล้ป่านั้น (อย่างต่อเนื่องถาวรตลอดจนถึงรุ่นลูกหลาน หรือชดเชยแก่บุคคลใดก็ตามที่มีเอกสารสัญญาดังกล่าว) ก็น่าจะเป็นเรื่องดี อีกทั้งยังได้เกษตรกรเหล่านั้นทำหน้าที่ปกป้องดูแลป่าอนุรักษ์อีกด้วย
 
5. การสร้างป่าในเมืองหรือการจูงใจให้คนเมืองหันมาปลูกป่า มากขึ้นนั้น จะต้องมีมาตรการอื่นๆ เป็นการเตรียมตัวของประชาชน นั่นคือ

5.1 การทำความเข้าใจเรื่องป่าไม้ในเมือง (urban forest) ที่มีบริบทมากกว่าพื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะ นั่นคือ “ป่าในเมือง” เป็นสถานที่เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของชุมชน (เป็นแหล่งสันทนาการ) ต่อสุขภาพของประชาชน (ให้อากาศที่สะอาด ให้ร่มเงา) และต่อสภาพแวดล้อมของเมือง (เป็น “ปอด” ของเมือง เป็นแหล่งพักพิงของนกธรรมชาติ เป็น “buffer zone” ระหว่างชุมชนหรือแหล่งธุรกิจ) รวมทั้งเป็นสถานที่ดำรงจิตสำนึกในการอนุรักษ์ป่าให้แก่คนทั่วไปและเยาวชนรุ่นใหม่ (เป็นแหล่งเรียนรู้ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณประโยชน์ของพืชต่อสุขภาพและการดำรงชีพ) เป็นต้น

5.2 การทำความเข้าใจเรื่องการมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบดูแลและสร้างป่าในเมือง ทั้งในเรื่องการปฏิบัติในการใช้ประโยชน์พื้นที่สวนสาธารณะหรือป่าไม้ และในเรื่องการสนับสนุนทางด้านเงินทุน เรื่องจากการจัดการสวนสาธารณะและป่าไม้นั้น มีค่าใช้จ่ายหรือมีต้นทุน โดยเฉพาะเรื่องค่าความเต็มใจจ่ายเงินบริจาคเพื่อการส่งเสริมการสร้างสวนสาธารณะ อย่างน้อยสนับสนุนวันละ 1 บาทหรือ 365 บาทต่อปี เพื่อเป็นการลดการพึ่งพิงงบประมาณแผ่นดินหรืองบประมาณของท้องถิ่น

5.3 การทำความเข้าใจเรื่องประโยชน์ของการนำพื้นที่สาธารณะ (public area) หรือการใช้พื้นที่เอกชนมาเป็น “ป่าในเมือง” นั้น มีมากกว่า การนำพื้นที่ดังกล่าวไปใช้เพื่อกิจการประเภทอื่นที่ให้ประโยชน์ด้านสันทนาการหรือการพักผ่อนของคนเมืองเช่นกัน อาทิ ห้างสรรพสินค้า ลานเอนกประสงค์หรือสวนสาธารณะที่มีการจัดการในปัจจุบัน เนื่องจากการใช้พื้นที่เพื่อกิจกรรมดังกล่าวเป็นการสร้างความพอใจให้แก่ประชาชนคนเมืองของแต่ละบุคคล โดยยังขาดมิติเรื่องความสุขทางด้านสุขภาพและความสุขที่ได้จากความสมดุลของระบบนิเวศในเขตเมือง

5.4 การออกแบบระบบกองทุน (ที่ประชาชนผู้มีรายได้สามารถนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้) กล่าวคือ หากประชาชนมีความเข้าใจในประโยชน์ของป่าในเมือง หากตนเองจะได้รับประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ประชาชนก็จะมีความยินดีและเต็มใจที่จะสนับสนุนกองทุนดังกล่าว แม้ว่าผลประโยชน์ดังกล่าวนั้น จะจับต้องไม่ได้ (intangible services) เมื่อเปรียบเทียบกับการซื้อสินค้าจากร้านค้า (tangible goods)

5.5 การออกระเบียบระดับเมือง เพื่อให้เกิดการระดมเงินทุนจากบริษัทเอกชน (โรงแรม อาคารสำนักงาน อาคารสูง ที่อยู่อาศัย ห้างสรรพสินค้า) ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างป่าในเมืองให้มากขึ้น ที่เป็นรูปธรรมชัดเจนและได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง (มากกว่าการสร้างสวนสาธารณะขนาดเล็กหรือสวนหย่อมในสถานที่เหล่านั้น)

5.6 การออกแบบการสร้างและบริหารจัดการป่าในเมือง จะต้องคำนึงถึงเหมาะสมกับระบบการคมนาคมขนส่งภายในเมือง ระบบผังเมือง และสถาปัตยกรรมของอาคารต่าง ๆ ในเมือง รวมทั้ง วิถีการดำรงชีวิตของคนเมืองและคนรอบเมืองที่เดินทางเข้ามาทำงานในเมือง
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 133    หน้าที่ : 06    จำนวนคนเข้าชม : 119   คน