เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2660493

รายละเอียด

จากนิคมอุตสาหกรรม สู่รูปแบบเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ
ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

เหตุใดจึงต้องพัฒนาสู่การเป็นอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ
แนวคิดการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มาจากหลักการของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อมจากการลดการใช้วัตถุดิบใหม่ ลดการปล่อยของเสียและมลพิษ เสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันจากการลดต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง การจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อม เสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กรและเพิ่มศักยภาพทางการตลาด และประโยชน์ทางสังคม อาทิ เพิ่มการจ้างงานและการมีส่วนร่วม เป็นต้น ซึ่งเกิดผลประโยชน์ร่วมระหว่างชุมชนในพื้นที่กับนิคมอุตสาหกรรมนี้ บรรเทาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและลดความขัดแย้ง ส่งผลสำคัญให้การพัฒนาอย่างยั่งยืนในพื้นที่เกิดขึ้นได้

การนิคมอุตสาหกรรมและกรมควบคุมมลพิษ ได้ริเริ่มโครงการเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ตั้งแต่ปี 2553 มีเป้าหมายการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทุกแห่งให้เกิดความมั่นใจต่อนักลงทุน สร้างคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่ดีของคนในชุมชนที่อาศัยใกล้กับแหล่งอุตสาหกรรม โดยได้พัฒนาตัวชี้วัดเพื่อสะท้อนถึงระดับการพัฒนาความเป็นอุตสาหกรรมนิเวศ อย่างไรก็ตามตัวชี้วัดเหล่านี้ยังไม่สามารถทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ซึ่งการมีส่วนร่วมที่แท้จริงนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เป็นอุตสาหกรรมเชิงนิเวศเกิดขึ้นได้ ดังในประเทศที่ประสบความสำเร็จอาทิ ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเยอรมนี เป็นต้น
 
นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ.2526 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 เป็นตัวอย่างนิคมฯ ที่เข้าร่วมโครงการการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และได้ประกาศเป็นอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอย่างสมบูรณ์โดยได้ระดับ Eco-Champion ในปี พ.ศ. 2556 โดยมีการตรวจวัดพารามิเตอร์ด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอย่างต่อเนื่องซึ่งพบว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่อย่างไรก็ตามนิคมฯยังประสบปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมจากการวิเคราะห์ผ่าน Eco-Efficiency Portfolio แสดงให้เห็นถึงทิศทางในเชิงลบจากการปรับตัวลดลงของการเติบโตในมิติเชิงเศรษฐกิจ ในขณะที่ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอยู่ในเชิงบวกจากการลดลงของการใช้ทรัพยากรและการลดลงของปริมาณกากของเสียอุตสาหกรรม (รศ.ดร.กิติกร จามรดุสิตและคณะนักวิจัย สนับสนุนโดยสกว. 2559) ดังนั้น การประเมินความเป็นอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอาจต้องมีการติดตามตรวจสอบผ่านเครื่องมือต่าง ๆ ที่ไม่ใช่ตัวชี้วัดเฉพาะเชิงนิเวศที่พิจารณาผ่านเอกสารเพียงอย่างเดียว
ผลการศึกษาในประเด็นสถานการณ์การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างแท้จริงในอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ
การวิจัยเกี่ยวกับช่องว่างของตัวชี้วัดในประเด็นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือจากโครงการ “การทบทวนสถานการณ์และประเมินผลการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ และการเสริมศักยภาพและขีดความสามารถของชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และนิคมอุตสาหกรรมสู่รูปแบบเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ” (รศ.ดร.นพ.พงศ์เทพ วิวรรธนะเดช และคณะ สนับสนุนโดย สกว. 2559) ผลการวิจัยชี้ให้เห็นช่องว่างของตัวชี้วัดที่ขาดการสร้างการมีส่วนร่วมภาคประชาชนอย่างแท้จริง ส่งผลให้การพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศไม่ประสบผลสำเร็จอย่างแท้จริง

งานวิจัยดำเนินการทบทวนสถานการณ์และประเมินผลการพัฒนาอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดลำพูน จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งประกอบด้วย (1) ผู้นำชุมชนและชุมชน (2) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจากตำบลเวียงยอง ตำบลเหมืองง่า ตำบลบ้านกลาง และตำบลมะเขือแจ้ และ (3) นิคมอุตสาหกรรมฯ เข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินผ่านตัวชี้วัดที่พัฒนาจากกรอบธรรมาภิบาล สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน (96 ตัวชี้วัด ตามหลักการประเมินธรรมาภิบาลสากล) ซึ่งพบประเด็นสำคัญว่า แต่ละกลุ่มตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเด็นที่แตกต่างกัน โดยชุมชนตระหนักถึงเรื่องมลพิษทางอากาศ ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและนิคมฯ ตระหนักถึงการจัดการของเสีย กลุ่มองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและนิคมฯ ถูกประเมินในประเด็นศักยภาพองค์กร การเสริมสร้างศักยภาพชุมชน และชุดตัวชี้วัดในประเด็นการมีส่วนร่วมของชุมชนอยู่ระดับคะแนนน้อย สะท้อนถึงสถานการณ์การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่อย่างมีนัยยะสำคัญ

ดังนั้นเพื่อให้เกิดความเชื่อถือและเกิดพลังในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมให้อยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างเป็นสุขและยั่งยืนตามหลักการแนวคิดอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ การเสริมสร้างศักยภาพองค์กร และการมีกิจกรรมเสริมศักยภาพชุมชนเพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นธรรม จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการในพื้นที่นิคมฯ นี้
ทำอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนในพื้นที่เข้าใจและมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย สามารถจัดการผลกระทบด้านต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมได้
การสร้างเครื่องมือเพื่อให้ชุมชนสามารถประเมินผลกระทบด้านสุขภาพโดยชุมชนได้เอง โดยใช้แนวทางตามกระบวนการ PATH (People Assessing Their Health) พบว่า ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับผลกระทบสังคม อาทิ ปัญหาสิ่งแวดล้อมจากน้ำเน่าเสีย ปัญหาอาชญากรรม มีความชัดเจนกว่าผลกระทบด้านสุขภาพกายและจิตใจ และชุมชนได้ดำเนินการสำรวจปัญหาสุขภาพลงบนแผนที่พื้นที่ชุมชนตนเองเชื่อมโยงระหว่างแหล่งกำเนิดสิ่งคุกคาม กับผลกระทบด้านสุขภาพโดยใช้ปัญหาสุขภาพ 3 โรคเป็นตัวแทน (โรคมะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง และหอบหืด) ทำให้ระบุได้ว่า แต่ละพื้นที่ของตำบลนั้นมีปัญหาสุขภาพกระจุกตัวอยู่รอบกิจกรรมใดของชุมชน เช่น ผู้ป่วยถุงลมโป่งพองจำนวนมากกระจุกตัวรอบเตาเผาขยะ สุสาน โรงสีข้าว และพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในพื้นที่เหนือลมของตำบลเวียงยอง จากกิจกรรมนี้ทำให้ชุมชนเข้าใจแหล่งกำเนิดของโรค และมีความเข้าใจนิคมฯ มากขึ้น ทำให้ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เกิดความตระหนักต่อการป้องกันการเกิดโรคดังกล่าวจากการมีวิธีและกระบวนการหาต้นเหตุแหล่งกำเนิดของโรคนั่นเอง (รศ.ดร.นพ.พงศ์เทพ วิวรรธนะเดชและคณะ สนับสนุนโดย สกว. 2559)
ความพร้อมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ
1. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

การประเมินบทบาทและการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่เกี่ยวข้องนิคมอุตสาหกรรมพบว่า อปท. มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการต่อใบอนุญาตโรงงานในพื้นที่เท่านั้น ซึ่งเป็นการพิจารณาทางเอกสารตามที่สถานประกอบการนำมายื่น ไม่ได้เข้าตรวจสอบในสถานที่จริงทำให้การดำเนินงานซึ่งยังไม่ครอบคลุมและขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพิจารณาการออก/ต่อใบอนุญาต

ส่วนระบบการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อม เป็นเพียงระบบที่เกิดจากงานที่ทางเทศบาลต้องทำเป็นประจำ (การตรวจสอบโรงงานตามแผนประจำปีและการต่อใบอนุญาต) และระบบที่เกิดกรณีฉุกเฉินจากการร้องเรียน งานวิจัยพบปัญหาและอุปสรรคการทำงานของ อปท.ที่สำคัญได้แก่ บุคลากรมีจำนวนไม่เพียงพอ ขาดความรู้และความชำนาญ งบประมาณและวัสดุอุปกรณ์ไม่เพียงพอ

ตัวชี้วัดที่พัฒนาขึ้นพบว่า อปท. มีศักยภาพในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมไปสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศได้เนื่องจากการมีการดำเนินงานที่หลากหลาย แต่อย่างไรก็ตามต้องมีการจัดสรรบุคลากรที่เพียงพอและมีการอบรมเฉพาะเรื่องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการดำเนินงานอย่างยั่งยืน
 
2. นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ

การประเมินบทบาทนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือเพื่อเสริมศักยภาพและขีดความสามารถของการเป็นอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ พบว่าการดำเนินการประเมินการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Registers: PRTR) และการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมภายหลังการดําเนินโครงการ (Post Environmental Impact Assessment: Post-EIA) ของโรงงานในนิคมฯ นั้น ยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ เนื่องจากเป็นกระบวนการใหม่และเป็นโรงงานที่ไม่เข้าข่ายตาม พรบ. โรงงานที่ต้องดำเนิน Post-EIA มีเพียงการดำเนินการระบบควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ISO14000 และ ISO9001 และมีการสนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมในโรงงานจากหน่วยงานต้นสังกัดการนิคมอุตสาหกรรม และโรงงานในนิคมฯ ส่วนโรงงานนอกนิคมฯ ได้รับการสนับสนุนจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม ชุมชน และ อปท. นอกจากนี้ปัญหาและอุปสรรคการดำเนินงาน ได้แก่ งบประมาณไม่เพียงพอ บุคลากรไม่เพียงพอ และขาดบุคคลากรเฉพาะทางด้านสิ่งแวดล้อม ความตระหนักและความร่วมมือในองค์กร เป็นต้น ตัวชี้วัดที่นำมาวิเคราะห์ทำให้เห็นว่านิคมฯ มีศักยภาพเพียงพอต่อการพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศจากการมีการดำเนินงานที่หลากหลาย
ข้อแนะนำเพื่อเสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ
จากผลการประเมินของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้ง 3 กลุ่ม ได้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนในพื้นที่ต่อการเกิดอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอย่างแท้จริง คือ การจัดตั้งคณะกรรมการ 3 ภาคี โดยที่ ภาครัฐควรกำหนดนโยบายพัฒนาศักยภาพองค์กรและจัดทำแผนยุทธศาสตร์และสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน สนับสนุนให้ชุมชนมีสิทธิและแสดงบทบาทของภาคประชาสังคมในกระบวนการสาธารณะ การจัดให้มีบุคลากรเพียงพอและมีองค์ความรู้ให้กับ อปท. ชุมชนควรรวมตัวกันเป็นเครือข่ายระบาดวิทยาภาคประชาชน และจัดการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพโดยตนเองอย่างต่อเนื่อง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ควรสนับสนุนชุมชนที่อาศัยอยู่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรมดำเนินกิจกรรมการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพโดยการรวมตัว โรงงานควรทำคู่มือสำหรับชุมชนเพื่อเฝ้าระวังสิ่งคุกคามจากสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบบ้าน ประเภทของโรงงาน รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ข้อแนะนำจากงานวิจัยที่เกิดผลลัพธ์การสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนขึ้นจริง
ในกระบวนการประเมินสุขภาพโดยชุมชนและการเสริมสร้างชุมชนเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม (Community Health Impact Assessment: CHIA) ส่งผลให้ชุมชนเกิดความตระหนักรู้ว่าสาเหตุของโรคที่พบบ่อยในพื้นที่มากขึ้นนั้นมาจากกิจกรรมในชุมชนเอง อาทิ ปั๊มน้ำมัน ร้านรับล้างถังสารเคมี พื้นที่ใกล้สวนลำไย เป็นต้น

กลุ่มชุมชนที่ได้ร่วมศึกษาและทราบผลดังกล่าว ได้เปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อนิคมอุตสาหกรรมและทบทวนการแก้ไขปัญหามลพิษที่เกิดจากชุมชนเองมากขึ้น รวมทั้งเห็นความสำคัญของเครื่องมือระบาดวิทยาภาคประชาชนใน 4 ตำบลอย่างเป็นทางการ เพื่อวิเคราะห์กิจกรรมของชุมชนที่มีศักยภาพก่อให้เกิดโรคและนำไปสู่การจัดการอย่างเป็นระบบต่อไป โดยความร่วมมือนี้ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเครือข่ายระบาดวิทยาภาคประชาชน 4 ตำบลอย่างเป็นทางการจำนวน 11 ท่านและมีผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมตำบลบ้านกลาง ตำบลบ้านมะเขือแจ้ ตำบลเหมืองง่า และตำบลบ้านกลางเวียงยอง ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษา และหลังจากได้สิ้นสุดโครงการเป็นระยะเวลาหนึ่ง คณะกรรมการชุดนี้ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ไขโรคที่สัมพันธ์กับหมอกควันที่พบมากในพื้นที่ โดยได้มีข้อตกลงร่วมกันของทั้ง 4 ตำบลว่า หากพบคนในชุมชนทำการเผาในที่โล่งแจ้งจะถูกปรับเงินจำนวน 1,000 บาท เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาหมอกควันมากขึ้น และผู้อำนวยการโรงพยาบาล สต.เวียงยอง ได้นำเครื่องมือนี้ประยุกต์ใช้เพื่อค้นหาพฤติกรรมเสี่ยงที่สัมพันธ์กับโรคความดันสูงในตำบลต่อไป

การดำเนินงานในพื้นที่ศึกษารอบนิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ จังหวัดลำพูน นี้เป็นตัวอย่างแสดงให้เห็นว่า แนวทางการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มีศักยภาพและความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดเป็นรูปธรรม และมีแนวทางสามารถถ่ายทอดกระบวนการนี้ไปสู่พื้นที่ชุมชนอื่น ๆ ในการนำไปพัฒนาและปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทได้ ที่สำคัญยังมีประเด็นที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างมีความหมาย และเป็นส่วนสำคัญให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 133    หน้าที่ : 02    จำนวนคนเข้าชม : 118   คน