เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2514033

รายละเอียด

ประสบการณ์ศึกษาวิจัยระดับปริญญาเอกใน 2 ประเทศ : สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น
นางสาวศิริวรรณ นันทพล
นิสิตปริญญาเอก ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก รุ่นที่ 14
อาจารย์ที่ปรึกษา : ศ. ดร.อรวรรณ ชัยลภากุล
อาจารย์ที่ปรึกษาต่างประเทศ : Prof. Dr. Charles Henry, Colorado State University, USA
และ Prof. Dr. Yasuaki Einaga, Keio University, Japan


ดิฉันนางสาวศิริวรรณ นันทพล นิสิตภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) รุ่นที่ 14 หลังจากที่เรียน course work ครบ ผ่าน cumulative exam และสอบโครงร่างวิทยานิพนธ์เสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาสำหรับการไปทำวิจัยที่ต่างประเทศ ซึ่งฉันได้มีโอกาสไปทำวิจัยที่ต่างประเทศ 2 ครั้ง ครั้งแรกที่ Colorado State University ประเทศสหรัฐอเมริกา และครั้งที่ 2 ที่ Keio University ประเทศญี่ปุ่น
 
สหรัฐอเมริกา ประเทศที่ใคร ๆ ก็พูดถึง ประเทศที่หลาย ๆ คนก็อยากไป และฉันก็เป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น ดังนั้นเมื่อมีโอกาสที่จะได้ไปหาประสบการณ์ที่ต่างประเทศ แน่นอนประเทศสหรัฐอเมริกาจึงเป็นตัวเลือกแรกของฉัน เมื่อปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษา (ศ.ดร.อรวรรณ ชัยลภากุล) และได้หาข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยของอาจารย์ที่ปรึกษาที่ต่างประเทศ จึงได้ตัดสินใจที่จะไปทำวิจัยร่วมกับ Prof. Dr. Charles Henry ที่ Colorado State University ซึ่งอาจารย์มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เราสนใจ ซึ่งหัวข้อวิจัยที่ไปทำคือ การพัฒนาอุปกรณ์ปฏิบัติการฐานกระดาษ (paper-based analytical device) สำหรับตรวจวัดสารบ่งชี้การเกิดโรคต่าง ๆ (biomarkers) เป็นระยะเวลา 10 เดือน ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2558 ถึงวันที่ 10 ธันวาคม 2558 หลังจากที่ติดต่ออาจารย์ต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มติดต่อขอเอกสารต่าง ๆ เช่น invitation letter จากอาจารย์ที่ปรึกษาต่างประเทศ เอกสารรับรองด้านการเงินจาก คปก. และ DS2019 (ที่ออกโดยมหาวิทยาลัยที่เราจะไปทำงานวิจัย ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษาที่ต่างประเทศจะเป็นคนช่วยติดต่อขอเอกสารให้) เพื่อนำไปใช้ในการขอวีซ่า
 
เมื่อขอวีซ่าและได้วีซ่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มติดต่อหาที่พัก โดยดิฉันได้จองหอพักที่อยู่ใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัยและตึกที่ทำแล็บ และใช้เวลาเดินประมาณ 5 นาทีจากหอพักไปยังห้องแล็บ เมื่อได้วีซ่าและจัดการเรื่องหอพักเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องเดินทาง โดยออกจากสนามบินสุวรรณภูมิไปเปลี่ยนเครื่องต่อที่สนามบิน Incheon เกาหลีใต้ และไปลงที่สนามบิน Los Angeles แล้วจากนั้นต่อเครื่องภายในประเทศจากสนามบิน Los Angeles ไปยังสนามบิน Denver แล้วนั่งรถ shutter bus ไปที่หอพัก โดย Colorado State University ตั้งอยู่ที่เมือง Fort Collins รัฐ Colorado ซึ่งเป็นรัฐทางตอนกลางตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเมือง Fort Collins เป็นเมืองเล็กๆ ค่อนข้างสงบสุข ท่ามกลางภูเขาและธรรมชาติ และเคยได้รับการคัดเลือกให้เป็นเมืองน่าอยู่อันดับ 1 ของสหรัฐอเมริกาด้วย
 
วันแรกของการไปแล็บเริ่มจากการเข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษาและพูดคุยเกี่ยวกับงานวิจัยที่จะทำในระหว่างที่อยู่ที่นั่น จากนั้นก็ไปที่ international office ของมหาวิทยาลัยเพื่อรายงานตัวว่าเราเดินทางมาถึงแล้ว และไปทำเรื่องทำบัตรนักศึกษา เปิดบัญชีธนาคารและบัตรเอทีเอ็ม โชคดีที่แล็บที่ฉันไปอยู่มีพี่คนไทยซึ่งเรียนที่นั่นอยู่แล้ว พี่เขาคอยช่วยเหลือทุกอย่าง ช่วยจัดการและพาไปทำธุระเรื่องต่าง ๆ ให้ จึงทำให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ถึงเวลาที่ต้องเริ่มทำแล็บ ซึ่งสมาชิกในแล็บก็มีหลายเชื้อชาติทั้งอเมริกัน อังกฤษ อินโดนีเชีย บราซิล และคนไทยด้วย โดยในระหว่างที่ทำแล็บอยู่ที่นั่น ทุกวันอาจารย์จะเดินลงมาที่แล็บในช่วงสาย ๆ เพื่อตรวจแล็บและถามสารทุกข์สุกดิบว่าวันนี้เป็นยังไงบ้าง แล็บมีปัญหาอะไรหรือไม่ และทุกเช้าวันจันทร์จะต้องเข้าไปพบอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อรายงานความก้าวหน้าของงานวิจัย พูดคุยเกี่ยวกับผลการทดลองที่ทำในสัปดาห์ที่แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้น และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับงานวิจัยและแผนงานที่จะทำต่อไปในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะช่วยให้แก้ปัญหาและดำเนินงานวิจัยได้เร็วขึ้น และทุกวันศุกร์จะเป็น group meeting รวมซึ่งสมาชิกในแล็บจะผลัดกันมาพูดนำเสนอ ทั้งที่เป็น journal club และ research update ให้สมาชิกในแล็บคนอื่น ๆ ฟังเพื่อร่วมกันอภิปรายและนำเสนอความคิดเห็นของแต่ละคน
 
สำหรับการไปทำวิจัยต่างประเทศในครั้งนี้ นอกจากจะได้ความรู้และประสบการณ์ในการทำวิจัยแล้ว ยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ระบบการทำงาน และการจัดการต่าง ๆ ภายในห้องแล็บ เช่น การจัดระบบและสั่งสารเคมีอีกด้วย

การดำรงชีวิตในขณะที่อยู่ที่นั่นไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องคิดถึงบ้าน โดยที่มหาวิทยาลัยจะมีสมาคมนักเรียนไทยอยู่ จึงจะมีการสังสรรค์ พบปะ และทำกิจกรรมร่วมกันบ้าง สำหรับเรื่องค่าใช้จ่ายเงินเดือนที่ได้รับจากทุนเดือนละ $1300 ถือว่าเพียงพอ โดยแบ่งจ่ายค่าหอประมาณเดือนละ $600-700 และที่เหลือก็เป็นส่วนของค่ากิน เนื่องจาก Fort Collins เป็นเมืองที่ค่อนข้างสงบและมีระบบสวัสดิการที่ค่อนข้างดี มีรถประจำทางบริการฟรีสำหรับนักเรียน/นักศึกษาซึ่งสามารถนั่งไปซื้อของกินของใช้ที่ห้างสรรพสินค้าได้ และหอพักที่นี่ก็จะมีบริเวณครัวและอุปกรณ์สำหรับทำครัว เช่น ตู้เย็น เตาไฟฟ้า ทำให้สะดวกในการประกอบอาหารกินเองและประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะพอสมควร ตลอดระยะเวลา 10 เดือนกว่า ๆ สำหรับการใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกา ถือได้ว่าเป็นประสบการณ์ชีวิตช่วงเวลาหนึ่งที่ดีมากๆ ได้ทั้งความรู้และประสบการณ์ทางด้านวิชาการ และประสบการณ์ในการใช้ชีวิตทำให้ได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆ ได้มิตรภาพใหม่ ๆ ได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับเพื่อนชาวต่างชาติ ได้เดินทางท่องเที่ยวชมธรรมชาติที่สวยงามของ Colorado และยังได้เรียนรู้วิธีพึ่งพาตัวเองสำหรับการใช้ชีวิตในต่างแดนอีกด้วย
 
หลังจากที่กลับมาจากสหรัฐอเมริกาได้ประมาณ 6 เดือน ดิฉันก็มีโอกาสได้ไปทำวิจัยที่ต่างประเทศอีกครั้ง โดยในครั้งนี้ได้เดินทางไปทำวิจัยที่กับ Prof. Dr. Yasuaki Einaga ที่ Keio University เมือง Yokohama ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการเดินทางไปทำวิจัยระยะสั้นเป็นเวลา 3 เดือน ในช่วงระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2559 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2559 สำหรับการเดินทางไปครั้งนี้การเตรียมตัวก็คล้าย ๆ กับตอนที่ไปอเมริกาในครั้งแรก แต่เรื่องเอกสารขอวีซ่าค่อนข้างที่จะง่ายกว่าตอนขอวีซ่าไปอเมริกา เนื่องจากเป็นการเดินทางไปอยู่เป็นระยะสั้นแค่ 3 เดือนจึงสามารถขอวีซ่าเป็นแบบนักท่องเที่ยวได้ และเมื่อยื่นขอวีซ่าได้เรียบร้อยแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาต่างประเทศได้มอบหมายให้เลขาเป็นคนจัดการเรื่องจองที่พักให้ โดยที่พักจะเป็นบ้านที่พักอยู่หลาย ๆ คนโดยจะแยกห้องนอนของแต่ละคน และแชร์ส่วนห้องครัว ห้องซักผ้า และห้องน้ำ ซึ่งห้องอาบน้ำจะเป็นแบบหยอดเหรียญ (100 Yen/10 นาที) และจะมีแม่บ้านมาทำความสะอาดสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ข้อดีของการอยู่บ้านพักแบบนี้คือ ทำให้เราได้รู้จักและมีเพื่อนที่มาจากหลาย ๆ เชื้อชาติที่อาศัยอยู่ในบ้านด้วยกัน และยังได้ฝึกภาษาอังกฤษอีกด้วย โดยหอพักอยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยประมาณ 1.5 กิโลเมตร ซึ่งสามารถเดินไปมหาวิทยาลัยได้ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องการเดินทางไปได้มากทีเดียว
 
เมื่อจัดการเอกสารวีซ่าและได้ที่พักเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องเดินทางไปที่นั่น ฉันนั่งเครื่องไปลงที่สนามบินฮาเนดะ เนื่องจากสนามบินนี้อยู่ใกล้กับที่พักมากกว่าสนามบินนาริตะ พอถึงสนามบินฮาเนดะก็นั่งรถบัสต่อเข้ามาที่เมืองโยโกฮาม่า ซึ่ง Prof. Einaga ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาที่นั่นได้ส่งนักเรียนมารอรับและพาไปส่งที่หอพักและช่วยแนะนำในเรื่องต่างๆ ให้ หลังจากที่เก็บของเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว ตอนบ่ายดิฉันก็ต้องเดินทางไปที่มหาวิทยาลัยเพื่อเข้าพบกับ Prof. Einaga เพื่อรายงานตัวว่าได้เดินทางมาถึงแล้ว และนำของฝากจากประเทศไทยไปฝากอาจารย์และสมาชิกในแล็บคนอื่น ๆด้วย

สำหรับการไปทำวิจัยที่ญี่ปุ่นในครั้งนี้ ดิฉันไปทำวิจัยในหัวข้อ Electrochemical application of boron-doped diamond (BDD) electrodes for electrochemical analysis โดย Prof. Einaga ท่านนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้าน boron-doped diamond ซึ่งเป็นขั้วไฟฟ้าประเภทหนึ่งที่มีคุณสมบัติที่โดดเด่นทำให้ได้รับความสนใจในการนำมาสร้างเป็นอุปกรณ์ตรวจวัดทางเคมีไฟฟ้า โดยที่ห้องแล็บของ Prof. Einaga เป็นหนึ่งในไม่กี่แล็บที่มีเครื่อง Chemical vapor deposition (CVD) สำหรับสร้าง boron-doped diamond ได้เอง ดังนั้นในระหว่างที่อยู่ที่นั่นดิฉันจึงได้มีโอกาสได้เรียนรู้การทำงานของเครื่อง ขั้นตอนการสร้างขั้วไฟฟ้า รวมถึงได้เรียนรู้ถึงผลกระทบต่าง ๆ ที่มีผลต่อสมบัติทางด้านเคมีไฟฟ้าของขั้วไฟฟ้าชนิดนี้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่องานวิจัยของดิฉันที่ทำที่ไทยและงานที่ทำที่ญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก
 
ระบบการทำงานของคนญี่ปุ่นค่อนข้างต่างกับที่ไทยและที่อเมริกาพอสมควร โดยแล็บที่นั่นจะไม่มีเวลาเข้าออกแล็บที่แน่นอน ทุกคนสามารถวางแผนและจัดการได้ด้วยตัวเองว่าจะมาแล็บช่วงเวลาไหน โดยที่หน้าห้องของ Prof. Einaga จะมีบอร์ดและมีชื่อของสมาชิกแต่ละคนติดอยู่ โดยที่บอร์ดก็จะมี magnet ชื่อของแต่ละคน ทุกเช้าเมื่อมาถึงแล็บทุกคนจะต้องมาเลื่อน magnet เพื่อเป็นการบอกว่าวันนี้จะทำงานอยู่ที่ห้องไหนตึกไหน และพอถึงเวลากลับบ้านก็ต้องมาเลื่อน magnet เพื่อบอกว่ากลับบ้านแล้ว โดยห้องแล็บของ Prof. Einaga มีอยู่หลายห้องและหลายตึก และห้องพักสำหรับนั่งทำงานเอกสารก็จะอยู่แยกออกจากห้องแล็บต่างหาก โดยในห้องแล็บแต่ละห้องก็จะมีเครื่องมือแตกต่างกันไป โดยใครทำงานวิจัยด้านไหน ก็จะแยกไปทำในแต่ละห้องไป

สำหรับวันทำงานของแล็บที่นี่คือวันจันทร์ถึงเสาร์ โดยทุกเสาร์ตอนเช้าจะมี group meeting ใหญ่ โดยจะมีการจัดตารางให้สมาชิกในแล็บมานำเสนอทั้งเกี่ยวกับความก้าวหน้าของงานวิจัยของตัวเอง และที่เป็น journal club และนอกจากจะมี group meeting ใหญ่แล้ว ทุกสองสัปดาห์จะมี group meeting ย่อยกับ Prof. Einaga และอาจารย์ผู้ช่วยอีกหนึ่งคน โดยดิฉันจะต้องเข้าไปรายงานความก้าวหน้าของงานวิจัย พูดคุยถึงผลการทดลอง ปัญหาที่เกิดขึ้น แนวทางการแก้ปัญหา รวมถึงสิ่งที่วางแผนว่าจะทำต่อไปในสัปดาห์ข้างหน้าด้วย โดยระบบการทำงานของที่นี่ Prof. Einaga ซึ่งเป็นหัวหน้าห้องแล็บจะค่อนข้างยุ่ง แต่ทุกคนจะมีอาจารย์ผู้ช่วยซึ่งเป็นผู้ช่วยของ Prof. Einaga มาดูแลอีกทีหนึ่ง โดยอาจารย์ผู้ช่วยจะมาคอยดูแล ช่วยจัดการเรื่องเครื่องมือและสอนการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ให้ รวมถึงให้คำแนะนำและปรึกษาเรื่องผลแล็บก่อนที่จะไปคุยกับ Prof. Einaga ซึ่งเป็นหัวหน้าอีกทีหนึ่ง
 
สำหรับระบบการทำงานของญี่ปุ่นหนึ่งอย่างที่ดิฉันรู้สึกประทับใจมากคือ ระบบการจัดซื้อสารเคมี โดยเราสามารถไปเขียนรายการสารเคมีที่เราอยากได้ไว้ที่แฟ้มสำหรับจัดซื้อของของแล็บได้เลย ซึ่งแต่ละวันจะมีตัวแทนจากบริษัทเข้ามาตรวจดูรายการสารเคมีที่เราสั่ง ประมาณ 1-2 วันสารเคมีก็จะถูกส่งมาที่แล็บเลย ซึ่งถือว่ามีความสะดวกและรวดเร็วมาก และอีกอย่างหนึ่งที่ดิฉันรู้สึกประทับใจคือ ความน่ารักและความมีน้ำใจของคนญี่ปุ่น ในบางครั้งที่ดิฉันต้องการความช่วยเหลือ ดิฉันก็จะได้รับความช่วยเหลือที่ดีจากสมาชิกในแล็บทุก ๆ ครั้ง และถ้ามีสมาชิกในแล็บไปเที่ยวหรือไปต่างเมืองมักจะมีของฝากติดไม้ติดมือมาให้คนในแล็บอยู่เสมอ ๆ ทำให้บนโต๊ะทำงานในห้องพักมักจะมีขนมหรือของฝากมาวางไว้ให้ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่น่ารัก ถึงแม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆน้อย ๆ แต่ก็สร้างความประทับใจให้คนรับได้เป็นอย่างดี

สำหรับประสบการณ์การเดินทางไปทำวิจัยต่างประเทศทั้งสองประเทศของดิฉัน ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ ได้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ทั้งทางด้านวิชาการ งานวิจัย วัฒนธรรมการทำงานในที่ต่าง ๆ รวมถึงประสบการณ์ในการใช้ชีวิตด้วย ซึ่งดิฉันต้องขอขอบพระคุณโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ที่ช่วยสนับสนุนทั้งเงินทุนและเรื่องเอกสารต่าง ๆ ทำให้ดิฉันได้มีโอกาสเดินทางไปเรียนรู้และหาประสบการณ์ที่ดี ๆ เหล่านี้
 

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 132    หน้าที่ : 69    จำนวนคนเข้าชม : 32   คน