เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2514072

รายละเอียด

การบริหารจัดการสำนักประสานงาน ชุดโครงการ “ผลักดันงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์” (Research Utilization to Commercialization: RUC)
ผ.ศ.ศิริวรรณ เสาร์ชัย
ผู้ประสานงาน
siriwan.mod@gmail.com


การผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จะสำเร็จได้นั้น ปัจจัยที่สำคัญ คือ “การตลาด (Marketing)” นักวิจัยที่มีเป้าหมายจะผลิตผลงานวิจัยเพื่อเชิงพาณิชย์ สิ่งแรกต้องทราบก่อนว่า “ตลาดต้องการอะไร” เพราะตลาดจะเป็นตัวช่วยการสร้างความต้องการและการตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่อยู่ในตลาดนั้น ๆ และตลาดยังทำหน้าที่ส่งข้อมูลที่สำคัญต่อการพัฒนาหรือปรับปรุงนวัตกรรมใหม่ ๆ ของนักวิจัยที่จะผลิตผลงานวิจัยออกสู่ตามความต้องการของตลาด ถ้าผลของการผลักดันผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์ให้เกิดการขายได้จริงสำเร็จแล้ว แน่นอนผลประโยชน์เกิดกับประเทศชาติโดยตรง คือ เกิดการเพิ่มผลผลิตในภาคอุตสาหกรรมของประเทศ มีการลงทุนเพิ่ม เกิดการจ้างงานและกระจายรายได้สู่ภาคประชาชนในประเทศ ระบบเศรษฐกิจของประเทศเกิดการหมุนเวียน ประชาชนอยู่ดี กินดี และมีความสุขตามมา
 
ปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจและการชิงความได้เปรียบเชิงการแข่งขันด้านธุรกิจกับคู่แข่ง จึงทำให้ผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมหันมาให้ความสำคัญต่อการลงทุนในผลงานวิจัยที่มีนวัตกรรมแปลกใหม่ ที่นำผลงานวิจัยไปพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจของตนและสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นโอกาสสำหรับนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ที่จะคิดค้นและผลิตผลงานวิจัยที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ออกสู่ภาคอุตสาหกรรมได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมายภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น
จากชุดโครงการ “IBPG” สู่ ชุดโครงการ “RUC”
ในปี 2551 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) โดย ฝ่ายอุตสาหกรรม ได้ริเริ่มจัดตั้งโครงการ “ทุนพัฒนาแผนธุรกิจนวัตกรรมสำหรับนักศึกษาปริญญาโท” (Innovation Business Plan Grant ย่อว่า IBPG) มีวัตถุประสงค์สนับสนุนทุนให้แก่อาจารย์และนักศึกษาระดับปริญญาโท สำหรับพัฒนาแผนธุรกิจนวัตกรรมจากผลงานวิจัยของ สกว. เพื่อนำผลการศึกษาไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ อันจะนำไปสู่การเกิดอุตสาหกรรมหรือธุรกิจใหม่ซึ่งใช้ประโยชน์จากการลงทุนในงานวิจัย สกว.

ปัจจุบัน ชุดโครงการทุนพัฒนาแผนธุรกิจนวัตกรรม (IBPG) ได้ย้ายสังกัดจากฝ่ายอุตสาหกรรม มาสังกัด “งานนำผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ (Research Utilization : RU)” และเปลี่ยนชื่อชุดโครงการใหม่เป็น “โครงการผลักดันงานวิจัยสู่การประโยชน์เชิงพาณิชย์ (Research Utilization to Commercialization : RUC )” ทำหน้าที่คัดกรองโจทย์วิจัยที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์นำมาขยายผลด้านการตลาดและแผนธุรกิจเพื่อศึกษาโอกาสทางธุรกิจต่อไป
ความท้าทายต่อการผลักดัน “วิจัยให้ขายได้จริง”
เมื่อตลาดมีความต้องการและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การแข่งขันเชิงธุรกิจก็เริ่มมีความดุเดือดมากขึ้น เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจ ทำให้ผู้ประกอบการหันมาให้ความสนใจงานวิจัยที่มีความเป็นนวัตกรรมมากขึ้น เหตุผลนี้จึงนับว่าเป็นโอกาสของนักวิจัยที่จะผลิตผลงานวิจัยที่มีนวัตกรรมเพื่อป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม และในการผลิตผลงานวิจัยเพื่อป้อนเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมนั้น นักวิจัยต้องคิด “นอกกรอบ” อย่าคิดแค่ผลิตผลงานวิจัยเพื่อได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร หรือเพื่อขอตำแหน่งทางวิชาการ หรือการได้รับรางวัลการประกวดผลงานวิจัยต่าง ๆ ทั้งในประเทศหรือต่างประเทศเท่านั้น นักวิจัยต้องคิดให้ไกลไปถึง “ตลาด” เพราะ “ผลงานวิจัยขายได้จริง” มันเป็นสิ่งที่ท้าทาย ต้องคิดว่าจะผลิตงานวิจัยให้มี “ความแปลกใหม่ มีความโดดเด่น” ไม่ซ้ำของเดิม ๆ ที่มีอยู่ในตลาดได้อย่างไร และเมื่อผู้ประกอบการหรือกลุ่มตลาดเป้าหมายได้เห็นงานวิจัยของท่านแล้วเขารู้สึกว่า “..ว้าว ๆๆๆ ..” หรือ “…ใช่เลย….”หรือ “..โดนใจ…” ไปเลย ถ้าเป็นแบบนี้ได้ก็จะง่ายต่อการผลักผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์ได้อย่างสบาย ๆ
 
ในมุมมองของผู้ประกอบการ เมื่อได้เห็นผลงานวิจัยมักจะคิดว่าผลงานวิจัยนั้นมี “ความเป็นไปได้ทางการตลาดหรือไม่???” หรือสามารถ “ผลิตจริง ขายจริง ได้หรือไม่” หรือ “มีความคุ้มค่าหรือไม่” ผู้ประกอบการจะพูดถึงแค่ “กำไรและตัวเงิน” เป็นหลักเท่านั้น ดังนั้นนักวิจัยต้องคิดในมุมกลับของ
ความเป็นผู้ประกอบการ เพราะถ้าผู้ประกอบการนำเงินมาลงทุนในผลงานวิจัยแล้ว ต้องคิดถึงความคุ้มค่าในเชิงการทำธุรกิจ เพราะเขาคำนึงถึง “ต้นทุนเสียโอกาส (Opportunity cost)” ที่อาจจะเกิดขึ้น เกี่ยวกับการตัดสินใจระหว่างทางเลือกในการลงทุนในโครงการวิจัยนั้น ๆ ถ้าคุ้มค่าเขาจึงจะควักเงินออกจากกระเป๋าเพื่อลงทุนสนับสนุนการวิจัย นอกจากนั้น นักวิจัยเมื่อมีการทดลองในห้องแล็บก็ควรให้ความสำคัญในการเก็บข้อมูลต้นทุนงานวิจัยที่คิดค้นจากห้องแล็บ เพราะข้อมูลเหล่านี้จะมีผลต่อการนำมาวิเคราะห์ขนาดของเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยเปรียบเทียบจาก Lab Scale กับ Up Scale Plant และนำข้อมูลมาประมาณการด้านการเงิน มาคำนวณต้นทุน และกำหนดราคาขาย และมาคำนวณผลตอบแทนการลงทุน วิเคราะห์จุดคุ้มทุน นำข้อมูลมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ด้านการเงิน เช่น การพยากรณ์งบกำไรขาดทุน งบแสดงฐานะการเงินและงบกระแสเงินสดล่วงหน้า 5 ปี หรือรวมถึงการวิเคราะห์ความอ่อนไหวของโครงการเป็นอย่างไร ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการที่จะนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจลงทุนในผลงานวิจัยโครงการนั้น ๆ ว่ามีความเหมาะสมที่จะลงทุนหรือไม่ต่อไป
หิ้งต้องพบห้าง
ต้องให้ “หิ้ง (นักวิจัย) พบห้าง (ผู้ประกอบการ)” ตั้งแต่เริ่มต้น ห้างจะเป็นผู้ “ให้โจทย์วิจัย” ก่อนจะเริ่มมีการพัฒนาข้อเสนอโครงการ “ห้างต้องการอะไรบ้าง ????” ก็ควรจะแจ้งให้นักวิจัยทราบตั้งแต่ต้น ส่วนหิ้งก็จะเป็น “ผู้รับโจทย์วิจัย” และผลิตผลงานวิจัยตามโจทย์ที่ได้รับ ดังนั้นหิ้งและห้างควรมีโอกาสได้พูดคุยในรายละเอียดของขอบเขตการทำโครงการวิจัยที่มีความชัดเจน นอกจากนั้นกรอบงบประมาณที่ต้องใช้ในการพัฒนาและผลิตผลงานวิจัยว่า “ต้องใช้เงินจำนวนเท่าไร” เรื่องเงินจึงควรมีการพูดคุยกันให้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มแรก และ ผู้ประกอบการต้องร่วมทุนวิจัยในสัดส่วนเท่าไร มีหน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานสนับสนุนทุนวิจัยให้ทุนสนับสนุนร่วมด้วยหรือไม่ ทุกฝ่ายจึงมีความชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องเงินงบประมาณ
ข้อบ่งชี้ความเป็นนวัตกรรม
ผลงานวิจัยที่จะนำมาเข้าโครงการ RUC เพื่อนำมาขยายผลเชิงพาณิชย์ด้วยการ “วางแผนธุรกิจ” นั้น ในเบื้องต้นผลงานวิจัยควรสามารถระบุระดับความพร้อมของเทคโนโลยีสู่อุตสาหกรรม (Technology Readiness Levels) หรือระบุว่าผลงานวิจัยมีสถานะพร้อมใช้ หรือพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือ Lab Prototype และที่สำคัญควรสามารถระบุข้อบ่งชี้ความเป็นนวัตกรรมได้อย่างชัดเจน นวัตกรรมมีจุดเด่นหรือข้อมูลเปรียบเทียบเทคโนโลยีจากงานวิจัยมีอะไรบ้างก็ต้องระบุให้ชัด ผลงานหลักที่ได้คืออะไร??? และมีเป้าหมายการประยุกต์ใช้อย่างไร??? มีการระบุกลุ่มผู้นำผลงานไปใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ หรือผู้ที่คาดหวังว่าจะนำผลงานไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์มีใครบ้าง??? ข้อมูลเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อการผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์เป็นอย่างมาก
หลักการ “5W2H” เพื่อตอบโจทย์ผลงานวิจัย
เพื่อให้งานวิจัยไม่ขึ้นหิ้ง การบริหารจัดการผลงานวิจัยสามารถใช้หลักการ “5W2H” มาวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นได้ เพราะ “5W2H” เป็นเครื่องมือในการวางแผนงานหรือวางแผนแนวทางการทำงานวิจัยได้อย่างมั่นใจ และสามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการได้ หลักการ 5W2H ได้แก่ ใคร(Who) , ทำอะไร (What) , ที่ไหน (Where) , เมื่อไหร่ (When), ทำไม (Why), อย่างไร (How to) และเท่าไร (How much )

ทั้งนี้ ผู้เขียนคิดว่า “ Who” ควรมาก่อน “W” ตัวอื่น ๆ เพราะในการบริหารจัดการงานวิจัยควรมีการมองแบบ “Outside In” ต้องให้ความสำคัญกับ “กลุ่มตลาดผู้บริโภค” หรือ “ผู้ใช้ประโยชน์” จากงานวิจัยเป็นหลัก นักวิจัยต้องรู้ว่าตลาด “ต้องการอะไร” ไม่ใช่ “นักวิจัยต้องการอะไร” เมื่อทราบถึงความต้องการของตลาด นักวิจัยก็จะทราบว่าจะต้อง “ผลิตอะไร (What)” เพื่อตอบสนองความต้องการให้ตลาด และลักษณะของผลงานวิจัยควรเป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการอะไร และผลิตภัณฑ์ควรมีคุณลักษณะอย่างไร แบบบรรจุภัณฑ์เป็นอย่างไร ส่วน “สถานที่ (Where)” ที่จะผลิตและขายนั้นอยู่ที่ไหน มีช่องทางการจำหน่ายอย่างไร จะนำสินค้าออกขาย “เมื่อไหร่ (When)” จะผลิตทันต่อเวลาที่จะส่งมอบสินค้าออกสู่ตลาดตามความต้องการได้หรือไม่ “ทำไม (Why)” เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการกับนักวิจัย ควรทราบว่าสิ่งที่จะทำการผลิตนั้นมีสาเหตุและเหตุผลอะไรบ้าง เช่น ถ้าไม่ผลิตเอง สามารถจ้างคนอื่นผลิตให้ดีกว่าหรือไม่ ส่วน “H”ตัวแรก คือ “อย่างไร (How to)” เพื่อจะให้ผลงานวิจัยจากห้องแล็บปฏิบัติการออกสู่ตลาดได้ควรจะทำอย่างไร???... มีการกำหนดขั้นตอน หรือวิธีการในการดำเนินการปฏิบัติงานอย่างไร การกำหนดกรอบระยะเวลาการทำงาน การระบุผู้รับผิดชอบในการทำงาน และการวัดผลที่ชัดเจนไว้อย่างไรบ้าง

สำหรับ“H”ตัวที่สองคือ “เท่าไร (How much )” เป็นการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายหรืองบประมาณ “เงินทุนที่จะสนับสนุนการวิจัย” ที่นักวิจัยจะต้องใช้ในการผลิตผลงานวิจัยเป็นจำนวนเงินเท่าไร มีหน่วยงานรัฐที่สนับสนุนทุนวิจัยเข้าร่วมทุนด้วยหรือไม่ และสัดส่วนการลงทุนสนับสนุนที่ผู้ประกอบการต้องร่วมทุนมีจำนวนเท่าไร ควรมีการตกลงกันให้ชัดเจน นอกจากนั้น How much ยังมองไปถึง “ราคาขาย” และ“ต้นทุน” ของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ลูกค้ากลุ่มผู้บริโภคยินดีจะซื้อสินค้า ก็นับว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าปลายทางที่ผู้ประกอบการก็ต้องมีการวางแผนธุรกิจไว้ล่วงหน้าเช่นกัน
ความทันต่อเวลา
ผลงานนวัตกรรมนอกจากต้องมี “ความแปลกใหม่ ความโดดเด่น ตรงตามความต้องการของผู้ใช้” แล้ว “ความทันต่อเวลา” ก็นับเป็นสิ่งสำคัญต่อการผลักดันผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์ เพราะสินค้านวัตกรรมที่จะขายได้ดีและมีกำไร คือ “สินค้าต้องมาถูกเวลา ถูกจังหวะที่ต้องการใช้” ของตลาดกลุ่มเป้าหมาย เพราะถ้าผลงานวิจัยผลิตออกสู่ตลาดช้าไปก็เท่ากับหมดโอกาสทางธุรกิจ หรืออาจจะขายสินค้าได้แต่ไม่มีกำไร นอกจากนั้นยังส่งผลต่อความล้าสมัยของผลงานนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีนั้น ๆ ได้ หรืออาจส่งผลทำให้เงินงบประมาณที่นำมาลงทุนในการพัฒนาผลงานวิจัยนั้นสูญเปล่า “ผลงานวิจัยขึ้นหิ้ง” เกิด “ต้นทุนจม (sunk cost)” เพราะผลงานวิจัยขายไม่ได้ ตลาดไม่มีความต้องการเพราะการมาผิดจังหวะของเวลาดังกล่าว

ในกรณีผลงานวิจัยนวัตกรรมที่มีความจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนาผลงานวิจัยนานหลายปีนั้น นักวิจัยสามารถออกแบบและผลิตผลงานวิจัยเป็นซีรี่ย์ หรือเป็นเวอร์ชั่นได้หรือไม่??? เช่น ผลิตสินค้ารุ่น 1 เสร็จนำออกขายก่อน แล้วพัฒนารุ่น 2 หรือรุ่น 3…ต่อไป (เหมือนกับค่ายโทรศัพท์มือถือที่มีการพัฒนาโทรศัพท์ออกมาเป็นรุ่น ๆ ให้กับผู้ใช้ก่อน) แล้วจากนั้นก็ดำเนินการปรับปรุงและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ออกมารุ่นใหม่ ๆ อีกเรื่อย ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดกลุ่มลูกค้าต่อไป
การสื่อสาร
“การสื่อสาร” นับว่าเป็นสิ่งสำคัญ ทำอย่างไรให้นักวิจัยสามารถสื่อสารให้ผู้ประกอบการเข้าใจในผลงานวิจัยของตนเอง ที่ผ่านมานักวิจัยมักนำเสนอผลงานวิจัยในมุมแบบนักวิชาการ หรือบางครั้งใช้ศัพท์เทคนิคเฉพาะและใช้เวลาในการนำเสนอนานจนเกินไป จนทำให้ผู้ประกอบการหรือผู้ใช้ประโยชน์ มองไม่เห็นถึงจุดเด่นหรือศักยภาพของงานวิจัย เพราะนึกภาพไม่ออกว่าผลงานวิจัยของนักวิจัยเขาจะนำพัฒนาและต่อยอดเชิงธุรกิจไปได้อย่างไร ดังนั้นนักวิจัยจึงควรปรับมุมมองจากมุมนักวิชาการให้มีมุมแบบนักธุรกิจบ้าง และควรมีการปรับวิธีการนำเสนอให้เป็นข้อมูลเชิงธุรกิจให้มากขึ้น

การกำหนด “ชื่อเรื่องวิจัยหรือหัวข้อวิจัย” ก็นับว่าเป็นส่วนที่สำคัญ นักวิจัยควรกำหนดชื่อเรื่องวิจัยให้“โดนใจ” กำหนดหัวข้อให้ “สั้น กระชับ ตรงประเด็น ความเข้าใจง่าย” อ่านหัวข้อวิจัยแล้วให้ทราบทันทีว่า เป็นงานวิจัยเรื่องอะไร?? ผลลัพธ์ของงานเป็นอะไร ?? ต้องยิงธนูให้เข้าเป้าหมายอย่างแม่นยำ

การนำเสนอผลงานที่มี “เวลาจำกัด” นักวิจัยก็ควรใช้ระยะเวลาสั้น ๆ ควรเสนอผลงานวิจัยแบบ “Pitch” หรือ “Pitching” ไม่เกินเวลา 3 -5 นาที และที่สำคัญนักวิจัย “ควรระบุข้อบ่งชี้หรือการใช้ประโยชน์” ของงานนวัตกรรมให้มี “ความชัดเจน ตรงประเด็น มีความเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน” สื่อสารให้ผู้ประกอบการมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ทำให้เขามองเห็นกลุ่มเป้าหมายตลาด และเมื่อผู้ประกอบการสนใจเขาก็จะนัดนักวิจัยเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดงานวิจัยต่อไป
การวางแผนธุรกิจกับทุนวิจัยที่สนับสนุน โดย สกว.
การวางแผนทางธุรกิจ เป็นการกำหนดกรอบหรือแนวทางการบริหารธุรกิจให้ผู้ประกอบการล่วงหน้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการวางแผนการตลาด แผนกลยุทธ์ด้านการตลาด แผนการผลิต แผนการเงิน รวมถึงแผนการบริหารความเสี่ยง อันจะเป็นประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการที่ใช้การวางแผนและตัดสินใจในการประกอบธุรกิจได้ อย่างยั่งยืน ก็นับว่า“การวางแผนทางธุรกิจ” เป็นสิ่งที่สำคัญกับผู้ประกอบการอย่างยิ่ง

“นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ” เป็นกลุ่มบุคคลที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ให้กับประเทศ เป็นผู้มารับทุนวิจัยเพื่อทำหน้าที่ศึกษาวิจัยและวางแผนธุรกิจให้กับนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และผู้ประกอบการ นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจจึงเปรียบเสมือนเป็น “ผู้สื่อสาร/ผู้แปลข้อมูล” ด้านวิทยาศาสาตร์ให้เป็นข้อมูลด้านธุรกิจ

งานท้าทายของนักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ คือ “วางแผนธุรกิจแบบนักธุรกิจ” หรือเป็น “นักวางแผนธุรกิจแบบมืออาชีพ” นักวิจัยกลุ่มนี้ต้องตีโจทย์ด้านนวัตกรรม/เทคโนโลยี “ให้แตก” ต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคหรือเข้าใจแนวโน้มของตลาดในอนาคต ต้องมองให้ครอบคลุมถึงขบวนการผลิตตั้งแต่ “Input” “Process” และ “Output” จนถึงการนำสินค้าออกขาย นอกจากนั้นควรมองให้ครอบคลุมถึง “ห่วงโซ่อุปทาน (supply chain)” และ ห่วงโซ่คุณค่า (value chain)” ถึงจะวางแผนด้านการตลาด กลยุทธ์ด้านการตลาด ด้านการผลิต หรือวางแผนธุรกิจที่ครอบคลุมทุกด้าน ครอบคลุมทุกมิติ อันจะเป็นประโยชน์ให้ผู้ประกอบการเกิด Business Idea , Product Idea และ Business Model อันจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนและตัดสินใจในการบริหารธุรกิจที่ยั่งยืนต่อไป

สกว. เล็งเห็นความสำคัญของกลไกในการขับเคลื่อนผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ จึงได้อนุมัติสนับสนุนทุนวิจัยเกี่ยวกับ “การวางแผนธุรกิจ” ให้กับนักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจเพื่อนำผลงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์มาขยายผลเชิงพาณิชย์ จำนวน 3 ประเภททุน ได้แก่ (1) การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน (Feasibility Study) (2) การศึกษาศักยภาพด้านการตลาดและด้านอื่น ๆ สำหรับงานวิจัยเชิงพาณิชย์ (The Study of Competency in Marketing and Other of Research for Commercial) (3) แผนธุรกิจ (Business Plan)
การบริหารจัดการชุดโครงการวิจัย
RUC มีการบริหารจัดการงานวิจัย เหมือนชุดโครงการอื่น ๆ คือ การบริหารจัดการตั้งแต่การคัดเลือกโจทย์วิจัยที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์ (เน้นผลงานวิจัยที่ขายได้จริง) การพัฒนาข้อเสนอโครงการ การติดตามและการประเมินผลโครงการ ปิดโครงการ และการติดตามผล (follow up)

ลักษณะการทำงานของ RUC จะเน้นการทำงานเป็น “ทีม (teamwork)” เพราะการจะผลักดันผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น “ผู้มีส่วนได้เสีย (stakeholder)” ทุกฝ่าย ต้องร่วมมือประสาน เชื่อมโยงการทำงานร่วมกันเพื่อก้าวเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือ “งานวิจัยต้องขายได้” ส่วน RUC จึงทำหน้าที่เป็น “ผู้ขับเคลื่อน” ผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์ให้สำเร็จ ทำหน้าที่เชื่อมโยงและประสานผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับผลงานวิจัย ได้แก่ (1) ผู้ประกอบการที่ร่วมทุนวิจัย (2) นักวิจัยเจ้าของผลงานนวัตกรรม และ (3) นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ ได้พบเจอกัน

นอกจากนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการผลักดันผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์ RUC ได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญทั้งสายธุรกิจ และสายวิชาการ มาให้ความเห็นและให้ข้อเสนอแนะต่อผลงานวิจัยทุกโครงการที่ผ่านการอนุมัติให้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจาก สกว. ซึ่งทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสียจะทำงานร่วมกันเป็น “ทีมงาน” ของโครงการนั้น ๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดขอบเขตการทำงานวิจัย การพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัย การติดตามและการพิจารณาประเมินผล “ร่างรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์” โดยรูปแบบการทำงานจะเน้นการลงพื้นที่ และการประชุมร่วมกันทุกฝ่ายเป็นระยะ ๆ โดยแบ่งระยะการลงพื้นที่ ระยะการติดตามภายใน 1 เดือน 3 เดือน และ 6 เดือน เพื่อปิดโครงการวิจัยให้แล้วเสร็จทันตามเวลาที่ผู้ประกอบการต้องการใช้ข้อมูลในการวางแผนและตัดสินใจเชิงธุรกิจได้ทันเวลา
 
เหตุผลที่ RUC เน้นการทำงานเป็นทีมและเน้นการประชุมร่วมกัน เพราะว่า “ผลงานนวัตกรรมชิ้นเดียวกัน” คนเรา “อาจจะมองเห็นและเข้าใจไม่เหมือนกัน” ขึ้นอยู่กับมุมมองและประสบการณ์ของแต่ละท่าน ดังนั้น “การประชุมร่วมกัน” จึงเป็นสิ่งสำคัญของการขับเคลื่อนและผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์เป็นอย่างมาก เพราะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มีการประชุมและใช้เวทีของการประชุมเป็น “เวทีการหารือและการแลกเปลี่ยน” มุมมองของผู้มีประสบการณ์ในแต่ละด้านที่ไม่เหมือนกัน ทุกท่านจะร่วมกันระดมสมองให้แง่คิดและมุมมอง พร้อมทั้งแสดงความเห็นและให้ข้อเสนอแนะที่ครอบคลุมทุกมิติทุกด้านตั้งแต่ ความเป็นไปได้ด้านเทคนิค การตลาด การผลิต การบริหารจัดการ ด้านการเงิน ด้านการบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งทุกด้านนั้นล้วนแล้วจะนำมาซึ่งเป็นประโยชน์ให้กับนักวิจัยและผู้ประกอบการได้นำไปใช้ได้จริงต่อไป
 

ผลงานที่ผ่านมาของ RUC
ความภาคภูมิใจของการ “ทำงานเบื้องหลัง” ที่ทีมงาน RUC ได้ทำหน้าที่ผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วยการขยายผลด้านการตลาดและการทำแผนธุรกิจนั้น RUC ขอยกตัวอย่างบางผลงาน ที่โดดเด่น เช่น แผนธุรกิจสำหรับยาสีฟัน ดร.ดี , แผนธุรกิจกล้วยตาก banana society , แผนธุรกิจน้ำตาลทรายเคลือบคาราเมล, แผนธุรกิจเครื่องดื่มสกัดจากหัวปลีเพื่อเพิ่มในน้ำนมมารดาหลังคลอด ,การศึกษาศักยภาพด้านการตลาดน้ำอ้อย, การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนไอศครีมโยเกิร์ตกะทิ, การศึกษาความเป็นไปในการลงทุนลูกชิ้นปลาสุขภาพ, การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน Protein Markers เป็นต้น
การจัดโครงการสัมมนา
RUC ได้เห็นความสำคัญเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพสำหรับนักวิจัยที่จะมารับทุน จึงได้จัดโครงการสัมมนาต่าง ๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ และนักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ เช่น ปี 2560 ได้จัดโครงการสัมมนา “การขับเคลื่อนผลงานด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์” และ โครงการสัมมนา “เทคนิคการพัฒนาแผนธุรกิจและการสื่อสารเพื่องานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม” นอกจากนั้น ในปี 2558 ที่ผ่านมาได้มีโอกาสรับหน้าที่ในการจัดโครงการ Leaders in Innovation Fellowship (LIF) Programme ภายใต้โครงการ Newton UK-Thailand Research and Innovation Partnership Fund โดยจัดอบรมรุ่น 1 และรุ่น 2

การผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ให้สำเร็จได้นั้น ไม่ได้เป็นหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง “ผู้มีส่วนได้เสีย(stakeholder)” ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นนักวิจัย ผู้ประกอบการ หน่วยงานรัฐและเอกชน ที่เป็นฝ่ายให้ทุนสนับสนุนการวิจัย ต้องตระหนักถึงการร่วมมือและทำงานบูรณาการร่วมกัน เพื่อเกิดการเชื่อมโยงและผลักดันผลงานวิจัยให้เกิดประโยชน์ คือ ผลงานวิจัยต้อง “ขายได้จริง”
 
ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมต้องเป็น “ผู้ให้โจทย์วิจัย” และ นักวิจัยเป็น “ผู้รับโจทย์วิจัย” เพื่อพัฒนา หรือผลิตนวัตกรรม หรือสร้างผลงานวิจัยให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควรมีการบริหารจัดการผลงานวิจัยให้เกิดรายได้ ผู้ประกอบการต้องมีการนำผลงานวิจัยไปผลิตในภาคอุตสาหกรรมได้จริง ทำให้เกิดการจ้างงานในประเทศ เพื่อประชาชนจะได้อยู่ดี กินดี มีความสุข และมีอำนาจซื้อ ระบบเศรษฐกิจของประเทศมีระบบเงินหมุนเวียนในประเทศดี มีสภาพคล่องที่ดี ทั้งหมดก็เพื่อการพัฒนาประเทศชาติและเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อประเทศให้มีความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน ต่อไป

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการ นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ นักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจท่านใดที่มีความสนใจหรือประสงค์ที่จะนำผลงานวิจัยมาขยายผลเชิงพาณิชย์ด้วยการ “วางแผนธุรกิจ” เพื่อศึกษาด้านการตลาดและการทำแผนธุรกิจสำหรับงานวิจัยของท่าน สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดกับทีมงาน RUC ได้ตามช่องทาง ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 08 18495285 ,02 9407055 หรือติดต่อทาง e-mail : r4uc2017@gmail.comเพจ RUC by TRF ได้ทุกช่องทาง
 

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 132    หน้าที่ : 60    จำนวนคนเข้าชม : 35   คน