เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2514076

รายละเอียด

เพื่ออนาคต : ยาก…แต่ดี! (1)
รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล
Kshaiwat4@gmail.com


“ยาก...แต่ดี” เป็นอย่างไร?

ดีสำหรับใคร? หรือดีสำหรับอะไร?


 
เราจะเริ่มจากตัวอย่างบุคคลสำคัยของโลก 2 คน
คนแรกคือ เนลสัน แมนเดลา (NELSON MANDELA: ค.ศ.1918-2013) อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐแอฟริกาใต้คนแรก และได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี ค.ศ.1993

เนลสัน แมนเดลา ได้รับการปล่อยตัวออกจากการถูกจำคุกเป็นเวลา 27 ปี ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1991 ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ในปี ค.ศ.1994

งานยากที่สุดและเป็นความตั้งใจอย่างที่สุดของเนลสัน แมนเดลา คือ การขจัดความเกลียดชังแบ่งแยกอย่างรุนแรงของคนผิวดำและผิวขาวในแอฟริกาใต้ ที่ฝังรากลึกจากการที่คนผิวดำ เจ้าของประเทศตัวจริง ถูกกดขี่โดยคนผิวขาวที่เป็นคนส่วนน้อย

เรื่องราวความพยายามและวิธีการที่เนลสัน แมนเดลา ใช้ในการสร้างความปรองดองระหว่างคนผิวดำและผิวขาว ได้รับการถ่ายทอดอย่างดีเยี่ยมในภาพยนตร์เรื่อง INVICTUS ออกฉายปี ค.ศ.2009 สร้างโดยคลินต์ อีสต์วูด มีมอร์แกน ฟรีแมน รับบทเป็นเนลสัน แมนเดลา
 
ปี ค.ศ.1995 แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพรักบี้เวิร์ลด์คัพ (RUGBY WORLD CUP)

ทีมรักบี้ของแอฟริกาใต้คือ สปริงบอคส์ (SPRINGBOUS) มีฟรองซัว พีนาร์ (FRANCOIS PIENAAR) รับบทโดยแมตต์ ดามอน เป็นกัปตันทีม

ทีมรักบี้แข็งแกร่งที่สุดในโลกขณะนั้นคือ ทีมของนิวซีแลนด์ โดยที่ทีมสปริงบอคส์ของแอฟริกาใต้เป็นทีมนอกสายตา แถมยังเป็นทีมที่ “ป๊อปปูลาร์” น้อยที่สุดสำหรับคนแอฟริกาใต้ส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นคนผิวดำ
เนลสัน แมนเดลา ทำในสิ่งที่คนแอฟริกาใต้ทั้งประเทศคาดไม่ถึง คือ แทนที่จะกดดันนักรักบี้ผิวขาว แล้วก็ส่งเสริมนักรักบี้ผิวดำ เขากลับไม่เปลี่ยนแปลงทีมเลย...

ที่สำคัญ เขาให้กำลังใจแก่กัปตันทีมและนักรักบี้ทุกคน ที่แทบทั้งหมดเป็นคนผิวขาว มีนักรักบี้ผิวดำเพียงคนเดียว ให้ตระหนักถึงบทบาทและความสำคัญของการทำหน้าที่ โดยบอกว่า เรา (หมายถึงทีมรักบี้และเนลสัน แมนเดลา) จะต้องร่วมมือกัน “ชนะ” ชิงถ้วยรักบี้โลกให้ได้ มิใช่เพื่อ “ทีม” เท่านั้น แต่เพื่อ “แอฟริกาใต้” ที่รวมเป็นหนึ่งเดียวกันจริง ๆ ด้วยคำขวัญ “หนึ่งทีม หนึ่งประเทศ!” (“ONE TEAM. ONE NATION!”)

แล้ว “ปาฏิหาริย์” ก็เกิดขึ้นจริง ทีมรักบี้แอฟริกาใต้ ชนะทีมตัวเก็งของนิวซีแลนด์จนได้

เนลสัน แมนเดลา กล่าวกับกัปตันทีมของเขาว่า :

“คุณมีงานยากมากที่จะต้องทำ!”

และกัปตันทีมกล่าวตอบว่า :

“งานของท่าน ยากกว่าของผมมาก!”
 
งานของเนลสัน แมนเดลา ที่ว่ายากก็คือ การรวมใจคนผิวดำและผิวขาวในแอฟริกาใต้ ซึ่งอย่างแน่นอน ก็มิใช่ว่า คนผิวดำและคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ จะเลิกเกลียดชังกันทุกคน เพราะความขัดแย้ง การต่อสู้ระหว่างคนผิวดำกับคนผิวขาวในแอฟริกาใต้ก็ยังมีอยู่ แต่ลดน้อยลงมาก จนกระทั่งแอฟริกาใต้ ภายใต้การนำของเนลสัน แมนเดลา กลายเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างดีในการพัฒนาประเทศ…

แต่สิ่งยากที่สุดที่กัปตันทีมรักบี้ของแอฟริกาใต้ นึกถึงเนลสัน แมนเดลา เมื่อเขาไปเยี่ยมห้องขังของเนลสัน แมนเดลา ที่เป็นห้องเล็ก ๆ คือ ....

“เขาทำได้อย่างไรนะ คนที่ต้องติดคุกนานถึงเกือบสามสิบปี แล้วยังยกโทษให้กับคนที่จับเขาขังคุก?”

คำตอบที่กัปตันทีมรักบี้ได้รับจากเนลสัน แมนเดลา คือ การชนะใจตนเอง เปลี่ยน “ความโกรธแค้น” “ความเกลียดชัง” อันเป็นพลังดำมืดแห่งการทำลาย มาเป็นพลังเชิงบวก ใช้เวลาไตร่ตรอง หาคำตอบที่จะเอาชนะ “การเหยียดและข่มเหงผิวสี” เพื่อที่จะช่วยแผ่นดินแม่ของตนได้อย่างแท้จริง

แล้วงานยากที่เนลสัน แมนเดลา ทำได้สำเร็จนี้ ดีสำหรับใคร?
 
โดยทั่วไป กล่าวได้ว่า ดีสำหรับตัวเนลสัน แมนเดลาเอง ดีสำหรับคนแอฟริกาใต้ทั้งผิวดำและผิวขาว ดีสำหรับประเทศแอฟริกาใต้ และดีสำหรับโลกด้วย เพราะลดปัญหาที่โลกจะต้องช่วยดูแลจัดการกับปัญหาของแอฟริกาใต้

แต่ที่สุดของสิ่งดีจากเนลสัน แมนเดลา ที่ผู้เขียนขอยกขึ้นมาชูคือ...ดี (มิใช่สำหรับตนเอง แต่ดี) สำหรับคนอื่น!
 
จากเนลสัน แมนเดลา มาดูสิ่งที่ยาก...แต่ดีจากบุคคลสำคัญของโลกคนที่สอง คือ โทมัส แอลวา เอดิสัน (ค.ศ.1847-1931)

เอดิสัน ครองตำแหน่งเป็นนักประดิษฐ์ผู้ได้รับสิทธิบัตรมากที่สุดในโลก (จำนวน 1,093 สิทธิบัตรในสหรัฐอเมริกา) เป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งถึงปี ค.ศ.2003 สถิติของเอดิสันก็ถูกทำลายโดยนักประดิษฐ์ชาวญี่ปุ่น ชุนเป ยามาซากิ (SHUNPEI YAMAZAKI)...

แต่สำหรับวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถึงวันนี้ เอดิสันก็ยังได้รับการยอมรับเป็น “นักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกตลอดกาล” เพราะผลงานการประดิษฐ์ของเอดิสัน เป็นผลงานที่มีความสำคัญและสร้างความเปลี่ยนแปลงมากที่สุด อย่างเป็นรูปธรรมต่อมนุษยชาติ

ตัวอย่าง 3 สิ่งประดิษฐ์ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอดิสัน คือ หลอดไฟฟ้า เครื่องบันทึกเสียง และเครื่องฉายภาพยนตร์

เอดิสันเป็นคนอเมริกัน ได้รับการศึกาจากโรงเรียนจริง ๆ เพียง 3 เดือน แล้วก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะเอดิสันเป็นเด็กขี้สงสัยไปเสียทั้งหมด ซักถามครูจนกระทั่งถูกมองเป็นตัวป่วนของชั้น และจนกระทั่งครูคนหนึ่งทนไม่ไหว ไปบอกคุณแม่ของเอดิสันว่า เอดิสันเป็นเด็กโง่ ที่คงเป็นเด็กมีอนาคตไม่ได้

คุณแม่ของเอดิสันโกรธครูมาก จึงให้เอดิสันออกจากโรงเรียน แล้วเธอก็สอนเอดิสันเองที่บ้าน จนกระทั่งเอดิสันอ่านเขียนได้คล่อง และกลายเป็นหนอนหนังสือ แสวงหาความรู้ด้วยตัวเอง จนกระทั่งสามารถทำงานหาเงินได้ตั้งแต่อายุ 12 ปี
 
อายุ 15 ปี เอดิสันก็ออกหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ด้วยตนเองชื่อ WEEKLY HEROLD เขียน พิมพ์และขายเองบนรถไฟ

ชีวิตของเอดิสันมีสีสันน่าตื่นเต้นยิ่งกว่านิยาย ได้รับการถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ชั้นดี 2 เรื่องคือ YOUNG TOM EDISON เป็นช่วงชีวิตวัยเด็กถึงวัยรุ่นของเอดิสัน ออกฉายปี ค.ศ.1940 รับบทเป็นเอดิสันโดย มิกกี รูนีย์ และเรื่อง EDISON, THE MAN เป็นช่วงชีวิตวัยผู้ใหญ่ของเอดิสันถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ออกฉายปี ค.ศ.1940 หลัง YOUNG TOM EDISON ไม่กี่เดือน มีสเปนเซอร์ เทรซี รับบทเป็นเอดิสัน

เอดิสันสร้างผลงานการประดิษฐ์คิดค้นได้มากมาย ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นและเริ่มเป็นหนุ่มใหม่ ๆ มีรายได้และฐานะมั่นคงอย่างรวดเร็ว แต่ไม่เคยหยุดการประดิษฐ์คิดค้นตลอดชั่วชีวิต

ในบรรดาสิ่งประดิษฐ์ยิ่งใหญ่ที่สุดของเอดิสัน 3 ชนิด สิ่งประดิษฐ์ที่เป็นตัวอย่างของ “ยาก...แต่ดี!” ที่ชัดเจนที่สุดคือ หลอดไฟฟ้า

เอดิสันมิใช่ผู้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าได้สำเร็จเป็นคนแรก เพราะก่อนเอดิสัน ก็มีการประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าโดยนักวิทยาศาสตร์ นักประดิษฐ์คนอื่นก่อนแล้ว แต่เป็นหลอดไฟอาร์ค เรียก ARC LAMP โดย ฮัมฟรีย์ เดจี (ค.ศ.1778-1829) ซึ่งให้แสงสว่างมากและกินไฟมาก ไม่เหมาะที่จะใช้เป็นหลอดไฟฟ้าให้ความสว่างในบ้านเรือน หรือเป็นหลอดไฟฟ้าที่จะให้ความสว่างได้อย่างเหมาะสมสำหรับบ้านเรือนหรือถนนหนทาง แต่ปัญหาใหญ่คือ ทุกหลอดไฟฟ้าสำหรับใช้ทั่วไปก่อนเอดิสัน ล้วนมีอายุสั้นมากคือ ไส้หลอดไฟฟ้าขาดอย่างรวดเร็ว หลังจากให้แสงสว่างอยู่ได้ไม่นาน
 
โจทย์ของเอดิสันจึงดูไม่ยาก เขาเองก็คิดเช่นนั้น และก็คิดว่า สิ่งที่เขาต้องทำก็เพียงแต่ค้นหาวัสดุที่จะใช้ทำเป็นไส้หลอดไฟฟ้าให้แสงสว่าง...โดยไม่ขาด...เป็นเวลายาวนานพอ อย่างน้อยเป็นเวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ และหลายเดือน

แต่ปรากฏว่า งานที่ดูง่าย ๆ ของเอดิสัน กลายเป็นงานที่ยากที่สุด ที่เอดิสันต้องอดทนอย่าง “เหนือมนุษย์” จริง ๆ

วัสดุชนิดแรกที่เอดิสันเลือกทดลองใช้ทำไส้หลอดไฟฟ้า คือ โลหะแพลทินัม หรือทองคำขาว

หลอดไฟฟ้าไส้แพลทินัมของเอดิสัน ให้แสงสว่างได้จริง แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน ไส้หลอดไฟฟ้าแพลทินัมก็ขาด

เอดิสันทุ่มเทความพยายาม...และความอดทน...หาวัสดุและวิธีการที่เหมาะสมที่จะผลิตเป็นไส้หลอดไฟฟ้าให้ใช้งานได้จริงตามเป้าหมาย มิใช่เป็นหลายสิบหรือถึงหลายร้อยชนิดและวิธีการ แต่ก็ยังไม่บรรลุเป้าหมาย

จนกระทั่งหลังความพยายามเป็นจำนวนประมาณ 1,600 ครั้ง เอดิสันก็ดูจะประสบความสำเร็จ พบว่า วัสดุใกล้ตัวคนเรานี้เอง คือ สิ่งที่เขาต้องการ มันคือ เส้นด้ายเย็บผ้า

เอดิสันทดลองเผาเส้นด้ายเย็บผ้าในเตาอบอย่างระมัดระวัง จนกระทั่งมีสภาพเป็นเส้นคาร์บอน แล้วก็นำไปทดลองใช้เป็นไส้หลอดไฟฟ้า

ปรากฏว่า หลอดไฟฟ้าเส้นด้ายเผาของเอดิสัน ให้แสงสว่างอยู่ได้นานถึงสี่สิบชั่วโมง และวันที่เอดิสันทดลองใช้หลอดไฟฟ้าไส้เส้นด้ายเผาได้นานถึงสี่สิบชั่วโมงเป็นครั้งแรก คือ วันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ.1879 ก็ถือเป็นวันประกาศชัยชนะของเอดิสันได้

แต่ก็ยังไม่ใช่ชัยชนะที่แท้จริง เพราะเส้นด้ายเผา มีความบอบบางเกินกว่าจะทำเป็นไส้หลอดไฟฟ้าผลิตออกมาให้คนทั่วไปใช้งานกันจริง ๆ และสี่สิบชั่วโมงของการทำงานอยู่ได้ของหลอดไฟฟ้าไส้เส้นลวดเผา ก็ยังน้อยเกินไปอยู่ดี ที่ผู้คนจะซื้อไปใช้กันจริงๆ
 
เอดิสันจึงต้องทำงานอย่างหนักหน่วงต่อ เพื่อหาวัสดุและวิธีการที่เหมาะสม สำหรับสิ่งที่จะใช้เป็นไส้หลอดไฟฟ้าใช้งานได้จริงและทนทาน คือ ไม่บอบบางเหมือนเส้นด้ายเผา และหลอดไฟฟ้าต้องทำงานให้แสงสว่างอยู่ได้นานกว่าสี่สิบชั่วโมง

ปรากฏว่า กว่าที่เอดิสันจะค้นพบวัสดุและวิธีการที่เหมาะสม สำหรับไส้หลอดไฟฟ้าที่เป็นประโยชน์จริงอย่างเป็นรูปธรรม เอดิสันก็ต้องทดลองกับวัสดุต่าง ๆ อีกถึงหลายพันชนิดทีเดียว จึงประสบความสำเร็จ ผลิตหลอดไฟฟ้าที่สว่างอยู่ได้นานถึง 500 ชั่วโมง คือ เกือบยี่สิบเอ็ดวันซึ่งเอดิสัน...และคนส่วนใหญ่ (ขณะเวลานั้น)...เห็นว่า ดีพอ

แล้วเอดิสันจึงสร้างโรงไฟฟ้าแห่งแรกของโลก เป็นโรงไฟฟ้ากระแสตรง (ไม่ใช่โรงไฟฟ้ากระแสสลับดังที่ใช้กันจริง ๆ ทั่วโลกต่อมาถึงทุกวันนี้) ในกรุงนิวยอร์ก

วันที่ 4 กันยายน ค.ศ.1888 เอดิสันสับสวิตซ์โรงไฟฟ้าของเขา และนิวยอร์กก็เป็นเมืองแรกของโลก ที่สว่างไสวด้วยแสงไฟฟ้าจากหลอดไฟฟ้าประมาณ 14,000 หลอดในบ้าน 900 หลัง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้โรงไฟฟ้าแห่งแรกของโลก จะเป็นโรงไฟฟ้ากระแสตรงของเอดิสัน แต่เมื่อยุคของไฟฟ้ามาถึงจริง ๆ โรงไฟฟ้ากระแสตรงของเอดิสัน ก็ต้องเปิดทาง (พ่ายแพ้) แก่โรงไฟฟ้ากระแสสลับของนิโคลา เทสลา (ค.ศ.1856-1943)
 
ทว่า สิ่งยิ่งใหญ่ที่สุด และยากที่สุดของเอดิสันในเรื่องของไฟฟ้า ก็คือ หลอดไฟฟ้า ซึ่งผู้เขียนขอยกเป็นตัวอย่างผลงาน “ยาก...แต่ดี!” ของเอดิสัน

“ยาก...แต่ดี” สำหรับใคร?

อย่างเป็นรูปธรรมทั่วไป คือ ดีสำหรับทั้งตัวเอดิสันเอง (ที่ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้าได้สำเร็จ และก็ได้ทั้งชื่อเสียงกับความร่ำรวยจากหลอดไฟฟ้า) ดีสำหรับมนุษย์ทั้งโลกที่ได้มีหลอดไฟฟ้าให้ความสว่างทุกหนแห่ง ทั้งในบ้านและที่สาธารณะ...

แต่สิ่งที่ดีที่สุดจากเอดิสันในเรื่องหลอดไฟฟ้าที่ผู้เขียนเห็นมิใช่ “ดีสำหรับใคร?” หากเป็น “ดีสำหรับอะไร?”

เพราะสิ่งที่เอดิสันทำ เป็นแบบอย่างของ “การไม่ยอมแพ้” ต่อ “ภารกิจที่ดูจะเป็นไปไม่ได้ จากความล้มเหลวเป็นพัน ๆ ครั้ง” เพียงขอให้มีความมั่นใจในภารกิจที่ตั้งใจจะทำ และเป็นความมั่นใจที่มีความเป็นไปได้จริง


(โปรดติดตาม “ยาก...แต่ดี” ต่อฉบับหน้า)
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 132    หน้าที่ : 36    จำนวนคนเข้าชม : 116   คน