เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2514096

รายละเอียด

สัมภาษณ์พิเศษ : ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช “ไทยกับการสร้างความมั่นคงในวงจรสินค้าเกษตร”
สัมภาษณ์พิเศษ
โดย วรรณสม สีสังข์


รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย


ท่ามกลาง “การรุกคืบ” เข้ามาทำธุรกิจการเกษตรแบบครบวงจร โดยแทบจะไม่เหลือ “พื้นที่” ทำธุรกิจให้คนไทย ประเทศไทยควรมีกลยุทธ์ตั้งรับ ปรับตัวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อให้เซคเตอร์การเกษตรเป็นส่วนหนึ่งที่ธำรงความมั่นคงของประเทศได้อย่างไร ประชาคมวิจัยฉบับนี้จะพาทุกท่านไปร่วมค้นหาคำตอบเหล่านี้จากนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศ รศ.ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช ที่ได้ให้เสียงสะท้อนตอนหนึ่งไว้ว่า “ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องผลิตสินค้าเกษตรที่เป็น GI (Geographical Indication) หรือสินค้าที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างจากสินค้าชนิดเดียวกันที่ผลิตจากแหล่งอื่น” เพื่อให้สถานการณ์สินค้าเกษตรของไทยเดินไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่
• สถานการณ์พืชไร่ของประเทศไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร
พืชไร่อย่างข้าว ยาง และปาล์มของประเทศไทยยังตกอยู่ในสถานการณ์ที่เหมือนเดิม กล่าวคือ เกษตรกรยังคงประสบปัญหาเรื่องต้นทุนการผลิต เป็นหนี้ ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่มีความรู้เรื่องการตลาด ผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง “ข้าว” ไทยมีผลผลิตต่อไร่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียน กรณีของ “ยาง” มีการวางแผนยุทธศาสตร์ แต่ยังไม่สามารถเพิ่มผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น ในทางกลับกันมีการขยายพื้นที่ปลูกมากขึ้น ซึ่งในส่วนของปาล์มก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน ดังข้อมูลในตารางพบว่า ผลปาล์มสดของไทย มีค่า FFB หรือผลผลิตต่อไร่อยู่ที่ 2.9 ตัน/ไร่ มาเลเซีย 3.3 ตัน/ไร่ อินโดนีเซีย 2.6 ตัน/ไร่ ค่า CPO หรือน้ำมันปาล์มดิบต่อไร่ ของไทยอยู่ที่ 600 กก./ไร่ มาเลเซียได้ 700 กก./ไร่ อินโดนีเซีย 625 กก./ไร่ ค่า OER หรืออัตราเปอร์เซ็นต์การกลั่นน้ำมันปาล์มของไทยอยู่ที่ 17 % มาเลเซีย 21.25 % และอินโดนีเซีย 22.5 %
 

 

 
ในเรื่องของงานปลายน้ำ มาเลเซียมีจำนวนโรงงานโอลิโอเคมี (Oleochemical) หรือโรงงานที่ผลิตสารเคมีที่ผลิตจากไขมันและน้ำมันจากพืชน้ำมัน และจำนวนโรงงานผลิตไบโอดีเซลสูงกว่าไทย หากเปรียบเทียบในแง่ของต้นทุนการผลิตพบว่า ผลปาล์ม 1 ล้านตัน ไทยผลิตน้ำมันได้ 2 แสนตัน มาเลเซียผลิตน้ำมันได้ 2.6 แสนตัน และอินโดนีเซีย ผลิตน้ำมันได้ 2.3 แสนตัน ตัวเลขข้อมูลดังกล่าวข้างต้น เป็นดัชนีที่ตอกย้ำประสิทธิภาพในการผลิตปาล์มว่าประเทศไทยมีต้นทุนการผลิตสูงแต่ผลผลิตต่ำสวนทางกับของมาเลเซีย นอกจากนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันเรื่องปาล์มของประเทศไทย ไม่ค่อยไปเป็นในทิศทางเดียวกัน มองแยกส่วนกัน ตัวเลขการตั้งเป้าหมายการเติบโตไม่เหมือนกัน ยังคงขาดทิศทางที่แน่ชัด ซึ่งแตกต่างจากมาเลเซียที่มีหน่วยงานด้านนี้โดยเฉพาะที่ชื่อว่า MPOB (The Malaysian Palm Oil Board)
• ต้นทุนการผลิตพืชไร่หลักของประเทศ
ข้าว

ประเทศไทยยังคงมีผลผลิตต่อไร่ต่ำ ต้นทุนสูง ไม่มีการแปรรูป ในส่วนที่แปรรูปแล้วก็ยังคงติดเรื่องของมาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ รวมถึงขาดข้อมูลตลาดต่างประเทศ กล่าวคือในขณะที่ไทยแสดงจุดยืนว่าไทยเป็นประเทศที่พยายามสร้างเกษตรมาตรฐาน แต่ GAP (Good Agriculture Practice) หรือแนวทางในการทำการเกษตรเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีตรงตามมาตรฐานที่กำหนดยังอยู่ในตัวเลขที่ 10%

นอกจากนี้ จากข้อมูลของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือThaipan ระบุว่าประเทศไทยนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตร ปี 2559 คิดเป็นปริมาณ 160,687,089.48 กิโลกรัม มูลค่าสูงถึง 20,577,925,471.87 บาท ด้วยเหตุนี้เวลาไปเจรจาการค้ากับต่างประเทศอย่างอินเดีย เขาจะไม่เชื่อมั่นในสินค้าของเรา ในมุมมองของผม จึงถือเป็นเรื่องยากที่เกษตรกรไทยทำเรื่องออร์แกนิก เพราะยังไม่ใช่การดำเนินการแบบภาพรวมทั้งหมดของประเทศ ดังนั้นโจทย์ของเรา ณ เวลานี้คือต้องผลักดันเรื่อง GAP การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี ให้มีตัวเลขที่ได้มาตรฐานสูงขึ้นก่อน
 
ยางพารา

ประเทศไทยเน้นการส่งออกยางเป็นวัตถุดิบ ราคาจึงถูกกำหนดจากประเทศผู้ซื้อเป็นหลัก ผลผลิตยางพารา 100% เราส่งออก 87% อีก 13% เราส่งเข้าโรงงานแปรรูปซึ่งถือว่าน้อยมาก ก่อนหน้านี้มีความพยายามที่จะดึงนักลงทุนต่างชาติอย่างจีนเข้ามาลงในประเทศไทย แต่สถานการณ์พลิกผันนักธุรกิจจีนที่เข้ามาลงทุนในไทย ก็ยังเข้ามาแปรรูปผลิตภัณฑ์กลางน้ำเช่นเดิม อย่างเช่น “ยางแท่ง” เพื่อส่งออกไปประเทศจีน จึงเกิดคำถามว่าทำไมไม่ให้นักธุรกิจจีนแปรรูปยางพาราเป็นอุตสาหกรรมปลายน้ำอย่างเช่นทำล้อรถยนต์ หมอนยางพารา หรือผลิตภัณฑ์อื่นที่ตลาดโลกต้องการ สถานการณ์ปัจจุบันกลายเป็นว่านักธุรกิจจีนเข้ามาผลักดันส่งเสริมให้เราส่งวัตถุดิบออกไปต่างประเทศอีก แต่ผลิตภัณฑ์ปลายน้ำของไทยก็ยังเหมือนเดิม ตัวอย่างเช่น ภาคตะวันออกของประเทศมีการผลิตหมอนยางพารา ทำเงินให้จังหวัดปีละประมาณ 20 ล้านบาท แต่มูลค่าของวัตถุดิบต้นน้ำประมาณ 5 พันล้าน ปลายน้ำควรต้องมีมูลค่าเพิ่มประมาณ 10 เท่า แสดงว่ามีส่วนที่หายไปจากการขายเป็นวัตถุดิบ การนำมาผลิตในกระบวนการปลายน้ำ ยังคงเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก
 
ปาล์ม

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านปาล์มในประเทศมีเป้าหมาย 5 ปีข้างหน้าไม่เหมือนกัน การเพิ่มผมผลิตยังทำได้เพียง 17 % ทั้ง ๆ ที่มีการตั้งเป้าหมายไว้ 23 % เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยคิดเป็นสัดส่วน 75 % ในขณะที่มาเลเซียและอินโดนีเซียมีจำนวนเกษตรกรรายย่อยคิดเป็น 17 % และ 12 % ตามลำดับของจำนวนผู้ปลูกปาล์มทั้งหมด

ในเรื่องของการบริหารจัดการ มาเลเซียมีการบริหารจัดการภาคเกษตรที่แตกต่างจากเรามาก ซึ่งทั้งเกษตรกรรายย่อยและรายใหญ่จะมีหน่วยงานเข้าไปดูแล แต่เกษตรกรรายย่อยของไทยไม่มีหน่วยงานกลางดูแล จุดสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ประเทศไทยขาดการวิจัยที่จะเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรไทย ประเทศไทยต้องหลุดพ้น จากการขายสินค้าเกษตรที่เป็นเพียง “วัตถุดิบ” เกษตรไทยยุคใหม่ต้องเป็นเกษตรที่

1.สร้างมูลค่าเพิ่มทางสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูป และสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดได้ รู้ว่าต่างประเทศต้องการสินค้าประเทศไหน ต้องสร้างความแตกต่างในสินค้า มีการแปรรูป มีบรรจุภัณฑ์ที่ดี ต้องสร้างเรื่องราว (story) เป็นจุดขาย สินค้า GI (Geographical Indication) หรือสินค้าที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่แตกต่างจากสินค้าชนิดเดียวกันที่ผลิตจากแหล่งอื่น เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

2.ควรเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ด้วยการบริหารจัดการต้นทุนต่อไร่ที่ต่ำ

3.เกษตรกรยุคใหม่ต้องมีข้อมูลข่าวสารในการตัดสินใจ มีความคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่าง หรือ “นวัตกรรมทางความคิด”

อาจกล่าวได้ว่า ปัจจุบันยังไม่ได้มีการแก้ปัญหาโจทย์เดิม ๆ ของประเทศไทย นอกจากเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูง การใช้ปุ๋ยเคมี ยังไม่มีการเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรกับโรงงานแปรรูป อย่างกรณีเกษตรกรผู้ปลูกยางหันมาปลูกขมิ้นชัน หารายได้เสริมในช่วงเวลาที่ยางราคาตกต่ำ แต่ยังทำผลิตภัณฑ์ออกมาไม่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเครื่องจักรในการผลิต บรรจุภัณฑ์ โรงอบ ทุกอย่างยังคงแยกชิ้นกัน ขาดองค์ความรู้เรื่องการตลาด เกษตรกรไม่รู้ว่าผลิตแล้วจะไปขายใคร
• พืชอุตสาหกรรมที่สามารถเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ
พืชทุกชนิดสามารถเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้ ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ยาง ปาล์ม อ้อย แม้กระทั่งผัก ผลไม้ แต่ว่าเราต้องตอบโจทย์ของประเทศให้ได้ อย่างเรื่องของเครื่องจักรในการแปรรูปสินค้าเกษตรถือเป็น “ข้อต่อ” หรือ “คอขวด” ของธุรกิจขนาดย่อมอย่าง SMEs และ ธุรกิจสตาร์อัพ (Start up) ด้านการเกษตรในบ้านเรา เพราะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ถ้าไปซื้อเครื่องจักรที่จีนหรือไต้หวันจะมีราคาถูกกว่า ในเรื่องของการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ก็ยังไม่มีคุณภาพมากพอ จึงเห็นได้ว่าตลอดกระบวนการ ยังไม่เห็นภาคธุรกิจการเกษตรตลอดห่วงโซ่ที่เข้มแข็งพอ ถ้าเทียบกับญี่ปุ่น เขาแปรรูปเก่ง ครบวงจรทั้งในเรื่องการทำการเกษตรและการตลาด สินค้ามีมาตรฐานและมีคุณภาพสูง สหกรณ์ทั้งสหกรณ์การผลิตและสหกรณ์ผู้บริโภคมีความเข้มแข็ง สามารถช่วยคัดกรองสินค้าเกษตรให้มีมาตรฐานขึ้น รัฐบาลเน้นเรื่องเกษตรแปรรูป สนับสนุนเรื่องเครื่องจักร มีการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ดี ทุกภาคส่วนของประเทศร่วมด้วยช่วยกัน
• แนวทางการจัดการดีมานด์สินค้าเกษตรของไทยที่จีนสั่งซื้อ
ขณะนี้ประเทศไทยมุ่งเน้นที่จะผลิตสินค้าเกษตรไปยังจีนแบบเอียงข้างมากเกินไป เราผูกพันกับตลาดจีนมาก โดยเฉพาะยางพารา ผลไม้ และมันสำปะหลัง ประเทศไทยส่งออกไปจีนมากที่สุด เราไม่มีการกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดอื่น ๆ วันหนึ่งถ้าเศรษฐกิจจีนตกอยู่ในภาวะถดถอยแล้วเขาไม่ซื้อสินค้าเรา เราจะวิกฤต อย่างในกรณีของยาง ควรมีการกระจายไปยังประเทศที่ผลิตรถยนต์จำนวนมากเช่น อินเดีย เพราะอินเดียมีภาคการผลิตล้อรถที่ใหญ่มาก แต่เขาผลิตยางพาราได้น้อยเลยจำเป็นต้องนำเข้ายางพารา เมื่อไปดูข้อมูลก็พบว่าอินเดียนำเข้ายางจากเวียดนามและอินโดนีเซียเป็นส่วนใหญ่ เพราะยางของประเทศไทยมีราคาสูงกว่า นอกจากนี้ผลไม้อย่างทุเรียน เงาะ ลำไย มังคุด ยังถูกส่งไปจีน ปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยไปเจาะตลาดอินเดียได้แต่ยังน้อยอยู่ ทั้ง ๆ ที่อินเดียต้องการผลไม้จากบ้านเราจำนวนมาก ดังนั้นประเทศไทยควรกระจายผลไม้ไปยังตลาดที่หลากหลายมากขึ้น เช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง หรือกลุ่มประเทศเอเชียกลาง อาทิ อุซเบกิสถาน อัฟกานิสถาน เป็นต้น ผมคิดว่า “เราต้องบริหารและกระจายความเสี่ยงของสินค้าเกษตรไทย”
• การคุกคามทางการเกษตร กรณีล้งจีน
อันที่จริงแล้ว คำว่า “ล้ง” ไม่ได้มีเพียงแต่ล้งจีน ล้งเวียดนามก็มี เพียงแต่ว่าล้งจีนมีจำนวนมากเลยมีบทบาทในไทย ประการหนึ่งเกี่ยวกับล้งคือ ประเทศไทยค่อนข้างจะมีเสรีให้กับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจในบ้านเรา แต่ในมุมกลับกัน ถ้าเราไปทำธุรกิจในประเทศจีนมันยากมาก กล่าวโดยง่ายคือ เราให้เสรีทางการค้ากับผู้ประกอบการหรือนักธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในต่างประเทศมากเกินไป เราไม่ปกป้องธุรกิจที่เป็นผลประโยชน์ของประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ยาจีนที่เข้ามาในประเทศไทยเป็นพัน ๆ ชนิด แต่ว่ายาไทย ยาแผนโบราณ สมุนไพรไทยที่แปรรูปจะเข้าไปขายในจีนยากมาก ประการที่สองคือ เราจะบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรอย่างผลไม้ที่ออกมาแต่ละปีอย่างไร บ้างปีมีมาก บางปีมีน้อย ทำให้วันหนึ่งมีคนเข้ามาหาโอกาสในช่องว่างตรงนี้ โดยการเดินเข้ามาบอกว่า “เราจะขอซื้อของของคุณไม่อั้น ราคาคุณไม่ตก” ในแง่ของเกษตรกรพวกเขาพึงพอใจ
 
ตั้งแต่ล้งจีนเข้ามา ต้องยอมรับว่าสถานการณ์สินค้าเกษตรไทยดีขึ้น เราไม่เห็นว่า การนำผลไม้อย่างเงาะมาทิ้งเรี่ยราดเหมือนแต่ก่อน แต่คนที่เข้ามาเขาเข้ามาแบบที่ไม่ได้ซื้อแบบปกติ เมื่อก่อนเขาซื้อที่ประเทศเขา วันนี้เขามาซื้อในประเทศเรา ไปซื้อถึงสวน แล้วเกษตรกรเจ้าของสวนไม่ต้องเก็บให้ เขาเอาแรงงานมาด้วย จึงก่อเกิดเป็นรูปแบบ “การเหมาสวนในสินค้าเกษตร” มีการตกลงทำสัญญาระหว่างคนซื้อกับคนขายว่าต้องการสเปคของสินค้าแบบนั้นแบบนี้ และเขาทำเรื่องการขนส่งสินค้าที่สามารถส่งกลับไปยังจีนได้เลย คำถามสำคัญคือลักษณะนี้คือมันถูกต้องหรือไม่ ใช่วิถีทางการทำสินค้าเกษตรที่เราต้องการหรือไม่ ส่วนตัว ถ้าประเด็นเรื่อง “ราคา” ผมคิดว่าดี แต่ควรมีการจัดระเบียบตั้งแต่เรื่องสัญญาการซื้อขาย บริษัทตัวแทน การขนส่งสินค้ามันควรจะเป็นบริษัทไทยที่ต้องขนส่งหรือไม่ การควบคุมคุณภาพสินค้า ไม่ใช่เพียงแค่การคัดสินค้าคุณภาพพรีเมียมส่งออกต่างประเทศหมด แต่ว่าสินค้าคุณภาพไม่ดีอยู่ในประเทศไทย โดยมาตรการป้องกันกรณีล้ง จริง ๆ ทางกฎหมายมีอยู่แล้ว แต่ในเชิงปฏิบัติมันอาจจะยากก็ได้
 
ดังนั้นตัวแทนของเกษตรกร สมาคมของเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร จะต้องปรับบทบาทตัวเองใหม่ จะต้องทำทั้งรับซื้อ – ส่งออก มีองค์ความรู้เรื่องตลาดต่างประเทศตามแนวคิด “การตลาดนำการผลิต” คือรู้ความต้องการว่าจะเอามาผลิตอย่างไร รู้กฎระเบียบการส่งของไปขาย กติกา การติดฉลาก ช่องทางในการจำหน่ายออนไลน์ ออฟไลน์ ต้องมีรายชื่อของผู้นำเข้าสินค้า รวมถึงต้องนำนวัตกรรมใหม่ ๆ ถ่ายทอดสู่เกษตรกร นำเทคโนโลยีมาปรับใช้จริง อย่างนำเอาระบบเซ็นเซอร์มาวัดอุณหภูมิในอากาศ ดิน น้ำ เป็นต้น
• ความมั่นคงทางการเกษตรของประเทศ ที่ส่งผลกับฐานทรัพยากรของประเทศ ผู้ประกอบการทางการเกษตร รวมถึงเกษตรกร
ฐานทรัพยากรของประเทศ

หากวัดจากฐานทรัพยากรของประเทศ ไทยยังมีความมั่นคง ความอุดมสมบูรณ์อยู่ อาทิ หากพูดถึงข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุดหนึ่งในนั้นคือข้าวหอมมะลิ นอกเหนือจากข้าวของกัมพูชา พม่า แต่อีก 5 -10 ปีข้างหน้า ถ้าเราไม่รักษาหรือดูแลต่อ ข้าวผกาลำดวน ข้าวผกามะลิของกัมพูชา และข้าวเพาซานฮุย (Paw San Hmue) ของพม่า อาจมีคุณภาพ แซงหน้าเราไป ตรงนี้คือภัยคุกคามที่ประเทศเพื่อนบ้านกำลังพัฒนาขึ้นมาเรื่อย ๆ หรืออย่างมันสำปะหลังเขาก็ปลูกมาก ถ้าเราไม่ยกระดับพวกนี้เขาจะตามทัน ตอนนี้ในแง่ของการแปรรูปเราดีกว่า แต่ในแง่ของผลผลิตใกล้เคียงกัน เรื่องของ “ยางพารา” มีความมั่นคงแต่เราต้องรู้ว่าใน 5 – 10 ปีข้างหน้า ประเทศอื่น ๆ เขาผลิตออกมาเท่าไร พื้นที่ปลูกยางของกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม) รวมจีน เท่ากับพื้นที่ปลูกยางของไทย และตลาดโลกยังต้องการสินค้าที่เราผลิตจำนวนมากแบบนี้หรือไม่ ควรมีระบบการแจ้งเตือน มีข้อมูลจากการพยากรณ์สถานการณ์ 5-10 ปีข้างหน้ามาบอกเรา ตอนนี้มีข้อมูลแล้วบางส่วน แต่ข้อมูลที่ได้มาจากหน่วยงานภาครัฐแต่ละแห่งไม่ตรงกัน

นอกจากนี้การจัด “โซนนิ่ง” ก็เป็นประเด็นสำคัญ ผมเห็นด้วยกับการจัดโซนนิ่ง เพราะบางพื้นที่ไม่เหมาะกับการทำการเกษตรเลย อย่างเช่นปาล์มเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก แต่ไปปลูกที่ราชบุรี กาญจนบุรี นครนายก ซึ่งอาจมีต้นทุนการผลิตในเรื่องของการจัดการน้ำมากขึ้น ข้าวและยางพาราก็มีลักษณะเหมือนกัน ในขณะที่คำถามสำคัญคือถ้ามีการจัดโซนนิ่งแล้วให้เกษตรกรทำอะไรมีตลาดรองรับหรือไม่ เขาเคยปลูกข้าวมาทั้งชีวิต แล้ววันหนึ่งให้เขาไปปลูกอย่างอื่น ก็เป็นเรื่องยากในเชิงปฏิบัติ สรุปได้ว่าเรื่องฐานทรัพยากรของประเทศ เรายังมีความมั่นคงและความหวังของประเทศอยู่ แต่ต้องจัดระเบียบในหลาย ๆ เรื่อง
 
เกษตรกร

สิ่งที่เกษตรกรไทยควรทำคือ

1) บริหารจัดการในส่วนของซัพพลายและดีมานด์ตัวเอง ถ้าบริหารความต้องการได้ ก็จะไม่เจอความเสี่ยงในเรื่องของราคา แต่ปัจจุบันเกษตรไทยประสบความล้มเหลวในเรื่องของการผลิต ยกตัวอย่างสถานการณ์ วันหนึ่งราคายางสูงขึ้นมาเป็น 120 บาท เราก็ขยายพื้นที่การปลูก โดยที่ไม่คิดว่าถ้าราคาตกจะทำอย่างไร สุดท้ายราคาก็ตกลงมาและเกษตรกรเป็นผู้แบกรับความเสี่ยง

2) วันนี้เกษตรกรต้องหาพาร์ทเนอร์ที่ทำเรื่องการแปรรูป ซึ่งบางทีก็ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่าย ถ้าผู้ประกอบการ ไม่ร่วมมือด้วย คลัสเตอร์สินค้าเกษตรจึงมีความสำคัญมาก
 
3) เกษตรกรจะต้องกลับมาดูว่าปัญหาเดิม ๆ ของเกษตรกรคืออะไร เช่น ผลผลิตต่อไร่ต่ำ ต้นทุนสูง ดีมานด์ ซัพพลายไม่สมดุลกัน การไม่รู้จักตลาดต่างประเทศว่าจะไปขายที่ไหน ใช้ปุ๋ยเคมีมากเกินไป ขาดการรวมตัว ขาดการวิจัยและพัฒนา ไม่มี GAP และขาดความคิดต่างหรือไม่ เรารวมตัวกันเป็นกลุ่มแล้วควบคุมการผลิต โดยเทคโนโลยีเชื่อมโยงการทำงาน มีมาตรฐานตรวจสอบย้อนกลับได้ หากผู้บริโภคได้รับอันตรายจากสินค้าที่ทางกลุ่มจำหน่าย หรือสร้างกลไกที่ตรวจสอบได้ รวมถึงการตลาดออนไลน์ที่ทำให้มีการกระจายสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่นต้องการกล้วยหอมทองจากประเทศไทยปีละ 8,000 ตัน แต่ไทยสามารถผลิตกล้วยที่ตรงกับมาตรฐานที่ญี่ปุ่นต้องการได้เพียง 2,000 ตัน อีก 6,000 ตัน คุณภาพยังไม่ถึงที่เขาต้องการ ถ้าเกษตรกรรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งแล้วผลิตสินค้าที่ทำให้มีมาตรฐาน ยังมีดีมานด์ของสินค้าจากตลาดญี่ปุ่นอยู่อีกมาก

4) เกษตรกรบ้านเราวันนี้ต้องเป็นเกษตรกรยุคใหม่ จะเห็นได้ว่าปัจจุบัน นักศึกษาทางด้านการเกษตร เริ่มเปลี่ยนแนวคิดกลับไปเป็น Smart Farmer ที่บ้าน เป็นอนาคต เป็นความหวังของเกษตรกรไทย มีการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ ดังตัวอย่างของการปลูกเมลอนในโรงเรือน แล้วมีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิว่าร้อน หรือมีความชื้นในดินมากน้อยแค่ไหน อย่างไร ซึ่งจะทำให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ เป็นการใช้นวัตกรรมผ่านทางความคิดสร้างสรรค์

กลับมาว่าที่กันที่เรื่องโรงเรียนหรือสถาบันที่สอนด้านการเกษตร อาจต้องปรับวิธีการการเรียนการสอนใหม่ ผลิตเกษตรกรที่ทันสมัยนำภาคเกษตรไปสู่ตลาดโลกได้ ในช่วงระยะเวลา 20 – 30 ปีที่ผ่านมา เรามีสถาบันการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร แต่ภาคการเกษตรของประเทศยังคงขับเคลื่อนไปได้อย่างล่าช้า ทั้งในเรื่องของการจัดหลักสูตรการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับโลกที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป
ผู้ประกอบการทางการเกษตร
กลุ่มอาชีพ SMEs และสตาร์ทอัพ ต้องเชื่อมโยงกับเกษตรกร ทั้งสองฝ่ายต้องไปด้วยกัน จึงเกิดความมั่นคง ในอาชีพ แต่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันหรือภาควิชาการเข้ามาทำงานด้วย ทั้งสองทีมจะอยู่แบบโดดเดี่ยวไม่ได้เลย ต้องมีภาคส่วนนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง จึงจะมั่นคงได้ ซึ่งตรงกลุ่ม SMEs ขณะนี้มีปัญหาเรื่อง (1) วัตถุดิบเพราะไม่สามารถเชื่อมโยงกับเกษตรกรได้ไม่เป็นคลัสเตอร์กัน (2) เผชิญกับปัญหาเรื่องเครื่องจักรราคาแพง (3) ไม่มีนวัตกรรม คำว่านวัตกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ล้ำมาก เพียงแต่ต้องแตกต่าง

โดยอนาคตต่อจากนี้ภาคเกษตรของไทยยังคงต้องเผชิญกับ “ปัญหาเรื่องน้ำ” เหมือนที่เคยประสบมาทุกปี ดังนั้นภาครัฐต้องเร่งหาแนวปฏิบัติ คิดค้น “มาตรการกักเก็บน้ำและบริหารจัดการน้ำ” เพื่อให้มีน้ำเพียงพอต่อการทำการเกษตรในหน้าแล้ง เกษตรกรไทยควรหันมาศึกษาแนวคิด “เกษตรทฤษฎีใหม่” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้เข้าใจถึงแก่นลึก เพราะทฤษฎีดังกล่าวได้นำเสนอหลักการจัดสรรทรัพยากรน้ำ และแบ่งพื้นที่เกษตรให้มีสัดส่วนที่สมดุล อันเป็นหลักการพื้นฐานที่เหมาะสมกับการทำการเกษตรในประเทศไทยไว้อย่างถ่องแท้
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 132    หน้าที่ : 24    จำนวนคนเข้าชม : 37   คน