เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2514081

รายละเอียด

ยาเสพติดกับวิถีชีวิตมุสลิมในจังหวัดภาคใต้

 
ผศ. ดร.แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง
ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายนโยบายชาติและความสัมพันธ์ข้ามชาติ
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
sUn1prae@yahoo.com


งานวิจัยเรื่องยาเสพติดกับวิถีชีวิตมุสลิมในจังหวัดภาคใต้ตอนล่าง เริ่มต้นจากคำบอกเล่าของผู้คนในพื้นที่ถึงข้อกังวลเรื่องปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด “พ่อกับลูกต้มน้ำท่อม (น้ำกระท่อม) ด้วยกันในบ้าน แม่คอยดูไม่ให้เดือดลงไฟ” เมื่อผู้วิจัยขอให้ช่วยประมาณการคนใช้ยาเสพติดในแต่ละหมู่บ้าน คนส่วนใหญ่ประเมินว่าร้อยละ 60-70 ของผู้ชายในหมู่บ้านในภาคใต้ตอนล่างใช้ยาเสพติดอย่างน้อยหนึ่งชนิด ผู้วิจัยเริ่มสนใจจะทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องยาเสพติด ด้วยเพราะได้ยินจำนวนของผู้ใช้ยาเสพติด อย่างไรก็ตามคำถามที่ตามมาหลังจากนั้นคือ จะเข้าถึงผู้ใช้ยาเสพติดได้อย่างไร

การเก็บข้อมูลเรื่องราวของคนใช้ยาเสพติดในชุมชนใดหนึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากและสุ่มเสี่ยง เนื่องจากคนใช้ยาเสพติดมักไม่ต้องการเปิดเผยเรื่องราวของตัวเองให้ผู้อื่นรับรู้ ด้วยเพราะมุมมองของสังคมส่วนใหญ่ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกับคำอธิบายของรัฐ การแพทย์ และความเชื่อศาสนาที่มองคนใช้ยาเสพติดเป็นคนทำผิดกฎต่าง ๆ ซึ่งสมควรที่จะถูกลงโทษ ทั้งยังเป็นผู้ป่วยที่ต้องการการบำบัดรักษา การจะเข้าถึงเรื่องราวชีวิตของคนใช้ยาเสพติดจึงต้องอาศัยเวลาในการทำความรู้จักและสร้างความคุ้นเคยจนกระทั่งเขาหรือเธอสบายใจและมั่นใจที่จะบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองให้คนแปลกหน้าฟัง
 
ผู้วิจัยเริ่มจากการสอบถามองค์กรเอกชนและภาคประชาสังคมที่ทำงานกับคนใช้ยาเสพติดในภาคใต้ กระทั่งได้คำแนะนำให้ไปที่คลินิกฟ้าใส ในโรงพยาบาลอำเภอแห่งหนึ่ง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเป็นคลินิกที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ยาเสพติด หลังจากขออนุญาตผู้อำนวยการโรงพยาบาลเพื่อเข้าไปเก็บข้อมูล ผู้วิจัยเริ่มงานวิจัยด้วยการช่วยงานต่าง ๆ ในคลินิก ในฐานะนักวิจัยและอาสาสมัครที่สนใจเรื่องราวของผู้ป่วยที่ใช้ยาเสพติด ช่วง 6 เดือน ผู้วิจัยไม่เคยสัมภาษณ์ผู้ใช้ยาเสพติดแม้แต่คนเดียว นอกจากสร้างความสัมพันธ์กับผู้ป่วยยาเสพติด และคอยให้บริการช่วยเหลือด้านต่าง ๆ เท่าที่จะทำได้

เมื่อเริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้น ผู้วิจัยจึงเริ่มต้นสัมภาษณ์ด้วยการชวนคุยถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิต ความเป็นมาเป็นไปของการใช้ยาเสพติดของผู้ป่วยแต่ละคน กระทั่งตัดสินใจเลือกชุมชนแห่งหนึ่งซึ่งคนในพื้นที่เรียกว่า “รังของยาเสพติด” เป็นสนามในการตอบคำถามที่ผู้วิจัยตั้งไว้ว่า ผู้ใช้ยาเสพติดและผู้คนในชุมชนใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างไร ในสถานการณ์ที่ยาเสพติดผิดกฎหมายแพร่ระบาดอย่างหนัก ซึ่งหลังจากทำงานวิจัยเสร็จสิ้นและได้คำตอบต่อคำถามการวิจัย ผู้วิจัยจึงตระหนักว่าคำถามวิจัยนี้แฝงไปด้วยอคติที่มีต่อคนใช้ยาเสพติดอย่างยิ่ง

ปินตัง เป็นหมู่บ้านชายทะเลแห่งหนึ่งในภาคใต้ตอนล่างที่มีผู้ใช้เฮโรอีน ยาบ้า ลูกเม็ด กัญชา และน้ำกระท่อม มากเป็นอันดับต้น ๆ ของจังหวัด ครั้งแรก ๆ เมื่อผู้วิจัยเข้าไปในปินตังแล้วแนะนำตัวว่ามาทำงานด้านยาเสพติด คนปินตังจะหัวเราะร่วนแล้วบอกว่า “มาถูกที่แล้ว ที่นี่จ้าน (เต็ม) ไปหมด บ้านไหน ก็มีลูกติดยา” ดูเหมือนว่าการติดยาและคนใช้ยาเสพติดกลายเป็นชีวิตประจำวันของคนที่นี่ไปแล้ว คนในหมู่บ้านรู้ว่าใครใช้ยาเสพติด ใครขายยาเสพติด ราคาและสถานการณ์ของยาเสพติดในช่วงเวลานั้น ๆ กระท่อมหลังไหนเป็นที่รวมของคนใช้ยาเสพติด ทั้งหมดนี้เป็นกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคนปินตัง เพื่อจะหาข้อมูล ความรุนแรงของการใช้ยาเสพติด ผู้วิจัยเลือกใช้ผังเครือญาติเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ช่วยยืนยันในสิ่งที่ผู้คนในหมู่บ้านบอกเล่า
 














ผังเครือญาติข้างต้นเป็นผังเครือญาติของลินดา ผู้หญิงวัย 53 ปี ซึ่งมีน้องชาย สามี ลูกชาย หลานชายและหลานสาวใช้ยาเสพติด รูปสามเหลี่ยมลายเส้นเฉียงสีเขียวหมายถึงผู้ใช้ยาเสพติด ซึ่งสะท้อนให้เห็นจำนวนคนใช้ยาเสพติดในครอบครัวหนึ่ง

ผู้วิจัยใช้เวลาเก็บข้อมูลในหมู่บ้าน 8 เดือนโดยเน้นการศึกษาชีวิตประจำวันของผู้ใช้ยาเสพติด และความสัมพันธ์ของคนใช้ยาเสพติดกับคนอื่น ๆ ด้วยการเข้าไปสังเกตการณ์ในพื้นที่ 2 พื้นที่ คือพื้นที่ในชีวิตประจำวันกับพื้นที่ที่มีพิธีกรรมหรือเทศกาล นอกจากนี้ผู้วิจัยยังเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการในเรื่องราวชีวิตประจำวันของผู้ใช้ยาเสพติด ครอบครัว ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน และครูในโรงเรียนใกล้ ๆ หมู่บ้าน ซึ่งทุกคนต่างมีญาติหรือเพื่อนใช้ยาเสพติด
 
ผลจากการเก็บข้อมูลเป็นเวลาหลายเดือน ทำให้ผู้วิจัยตอบคำถามงานวิจัยข้างต้นได้ว่า หมู่บ้านซึ่งเต็มไปด้วยยาเสพติดนี้ผู้คนอยู่ร่วมกันได้ด้วยเงื่อนไขคือ

1. ผู้ใช้ยาเสพติดยังทำหน้าที่ต่อครอบครัวและชุมชน คนใช้ยาเสพติดเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่มักถูกนิยามว่าเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนจากบรรทัดฐานทางสังคมทั้งในด้านกฏหมายและศีลธรรม ส่วนหนึ่งเพราะไม่ได้ปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ที่กำหนดไว้ อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนใช้ยาเสพติดมักไม่ได้สร้างผลผลิตทางเศรษฐกิจและสังคมแก่สังคมและรัฐ ทั้งยังเป็นภาระของรัฐในการจัดการดูแล

สำหรับคนปินตังมักจะคาดหวังให้ผู้ชายในครอบครัวทำหน้าที่เลี้ยงดูและดูแลครอบครัวที่ประกอบด้วย พ่อแม่ ภรรยา และลูก ๆ หลักฐานสำคัญอันหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า การเลี้ยงดูและดูแลครอบครัวเป็นหน้าที่หลักของผู้ชายคือเงื่อนไขการสมรสและหย่าร้าง แต่โดยทั่วไปแล้วในสภาวะของคนใช้ยาเสพติด การทำงานเพื่อมีรายได้เลี้ยงดูครอบครัวอาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ทั้งด้วยสภาพร่างกายที่ไม่เอื้ออำนวย วัฏจักรของการใช้ยาเสพติดเช่นช่วงที่ติดหนัก ติดน้อย อาจทำให้การทำงานไม่ได้เป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ทั้งยังต้องหาเวลาไปหาและใช้ยาเสพติด รวมถึงการไม่ยอมรับของสังคมภายนอก โรงงาน สถานประกอบการต่าง ๆ ส่วนใหญ่ไม่รับคนใช้ยาเสพติดเข้าทำงาน ทำให้การทำงานประจำเป็นเรื่องยาก งานที่พอจะทำได้คือการไปออกเรือประมง กรีดยาง ทำสวน และรับจ้างทั่วไป เช่น ถางหญ้า ก่อสร้าง

อย่างไรก็ตามคนใช้ยาเสพติดในปินตังพยายามที่จะทำงานเพื่อให้มีรายได้มาเลี้ยงดูครอบครัวมากบ้างน้อยบ้างตามความสามารถของแต่ละคน บางคนสามารถทำงานประจำได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี บางคนเปลี่ยนงานไปเรื่อย ๆ มีช่วงเวลาที่ว่างงานบ้าง แต่ยังคงพยายามทำงานเพื่อมีรายได้ทั้งใช้เลี้ยงครอบครัวและใช้ยาเสพติด การมีรายได้มาเลี้ยงดูครอบครัวทำให้คนเหล่านี้ได้รับการยอมรับมากกว่าคนใช้ยาที่ไม่ทำงาน

ขณะเดียวกันคนใช้ยาเสพติดที่ไม่ทำงาน ส่วนใหญ่จะรับหน้าที่ทำงานในบ้าน เช่น ดูแลลูกเล็ก ๆ ที่ยังไม่ไปโรงเรียน ทำความสะอาดบ้าน และหลายคนช่วยภรรยาที่ทำอาชีพค้าขาย ด้วยการไปซื้อของ ยกและจัดสิ่งของที่นำไปขายที่ตลาด นอกจากนี้ แม้ว่าคนใช้ยาเสพติดส่วนใหญ่จะหลีกเลี่ยงไปร่วมงานด้านศาสนา แต่เมื่อมีการจัดงานต่าง ๆ ในชุมชน คนใช้ยาเสพติดหลายคนเป็นแรงงานสำคัญในการช่วยจัดการงานต่าง ๆ ให้เสร็จลุล่วงไปได้
 
2. สายสัมพันธ์ทางเครือญาติคอยควบคุมอาชญากรรมที่อาจเกิดจากใช้ยาเสพติด คนปินตังมีสำนวนที่ใช้อธิบายถึงความสัมพันธ์ของคนในชุมชนว่า “น้ำเต้าล่าไป ขี้พร่าล่ามา ชักย่านมันโดนกัน” หมายถึงคนปินตังนั้นเป็นญาติกันหมด คนนั้นก็ญาติ คนนี้ก็ญาติ เมื่อนับญาติกันไปมาต่างเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันหมด ความเป็นเครือญาตินี้เองเป็นส่วนหนึ่งในคำอธิบายถึงสาเหตุการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชน เมื่อญาติของผู้นำชุมชนทั้งด้านการเมืองและศาสนาเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ค้า การจัดการป้องกันและปราบปรามจึงเป็นเรื่องยาก แต่ขณะเดียวกันสายสัมพันธ์กลับเป็นเครื่องมือช่วยควบคุมอาชญากรรมอาจเป็นผลจากการใช้ยาเสพติดได้

ตลอดเวลา 8 เดือนที่ผู้วิจัยอยู่ในปินตัง ผู้วิจัยไม่เคยพบเห็นผู้ใช้ยาเสพติดก่อคดีอาชญากรรมเช่น จี้ปล้น ชิงทรัพย์ หรือฆ่า ผู้คนในปินตังใช้ชีวิตตามปกติทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน แม้ว่าในชีวิตประจำวันนั้นอาจจะพบเห็นคนฉีดเฮโรอีนอยู่ใต้ถุนบ้าน กลุ่มวัยรุ่นที่รวมตัวกันต้มน้ำกระท่อมใต้ต้นไม้ หรือกระท่อมในหมู่บ้าน ซึ่งมักดื่มน้ำกระท่อมร่วมไปกับการใช้ยาเสพติดชนิดอื่น ๆ นอกจากนี้กิจกรรมการซื้อขายยังพบเห็นได้โดยไม่จำเป็นต้องไปค้นหาแต่อย่างไร

สาเหตุที่ผู้คนยังคงดำเนินชีวิตปกติท่ามกลางกิจกรรมเกี่ยวกับยาเสพติดนี้ คือ ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ผู้ใช้ยาเสพติดที่ปินตังเล่าให้ผู้วิจัยฟังว่า แม้ในยามที่อยากได้เงินไปซื้อยาเสพติดมากที่สุด พวกเขาไม่เคยกล้าที่จะปล้นหรือชิงทรัพย์ เพราะคนในหมู่บ้านแห่งนี้ต่างเป็นญาติพี่น้อง นอกจากนี้การเลือกที่จะไม่ใช้ยาเสพติดที่ทำให้เมามายจนไม่สามารถควบคุมสติได้ เช่น ลูกเม็ด เพื่อไม่ให้เผลอไปทำร้ายคนอื่นนั้นเป็นสิ่งยืนยันถึงความพยายามควบคุมตัวเองเพื่อรักษาความสัมพันธ์ คนใช้ยาเสพติดอธิบายว่าหากทำร้ายร่างกายกัน ความสัมพันธ์จะขาดสะบั้น ท้ายที่สุดทำให้คนใช้ยาเสพติดไม่สามารถอยู่ในหมู่บ้านได้ เพราะหมู่บ้านซึ่งเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้ใช้ยา
 
ในปินตัง คนใช้ยาเสพติดเลือกที่จะให้ความสำคัญความสัมพันธ์เครือญาติ ด้วยการควบคุมตัวเองไม่ให้เมามายไปตามฤทธิ์ของยาเสพติดกระทั่งก่ออาชญากรรมที่รุนแรง ทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกของครอบครัว โดยเฉพาะหน้าที่ของผู้ชายที่ต้องเลี้ยงดูและ/หรือดูแลคนในครอบครัว และบทบาทต่อชุมชน การปฏิบัติตัวในแนวทางนี้เป็นความพยายามของคนใช้ยาเสพติดที่จะดำรงชีวิตร่วมกับคนอื่นได้อย่างปกติ

การกระทำเหล่านี้กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งที่เข้ามาควบคุมคนใช้ยาแทนบรรทัดฐานทางสังคมอื่น ๆ เช่นกฎหมาย หลักศาสนา ให้คนใช้ยาเสพติดไม่กระทำการอื่น ๆ ที่จะเป็นปัญหาต่อครอบครัวและชุมชนต่อไป และทำให้คนใช้ยาไม่เป็นดังภาพที่รัฐหรือการแพทย์ประทับตราไว้ ทั้งยังทำให้ครอบครัว เครือญาติ และคนในชุมชนมองเห็นว่าเมื่อคน ๆ หนึ่งติดยาเสพติด เขาไม่ได้กลายไปเป็นร่างกายที่ติดยาเสพติด เป็นอาชญากร เป็นคนบาป หรือเป็นคนป่วย แต่เขายังคงเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีความรู้สึกรัก ทุกข์ สุข เสียใจ หวาดกลัว อับอาย มีความหวังและสิ้นหวัง ความรู้สึกเหล่านี้สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ ความผูกพันของคนใช้ยาเสพติดกับครอบครัวเครือญาติและชุมชน ตลอดจนความปรารถนาที่จะอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย ความปลอดภัยในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงความปลอดภัยจากกฎหมายหรือการประทับตราต่าง ๆ ของสังคม แต่ปลอดภัยในความรู้สึกว่าเขายังคงเป็นส่วนหนึ่ง เป็นสมาชิกของปินตัง

จากที่กล่าวมาทั้งหมด ผู้วิจัยไม่ได้ต้องการนำเสนอว่าการใช้ยาเสพติดเป็นเรื่องปกติที่เข้าใจและยอมรับได้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยาเสพติดแพร่ระบาดไปในทุกพื้นที่อย่างรวดเร็ว การแก้ปัญหายาเสพติดโดยสถาบันต่าง ๆ ของรัฐ รวมถึงองค์กรศาสนาอาจไม่สามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที ชุมชนจึงอาจเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงที่เกิดจากการใช้ยาเสพติด เรื่องราวของคนปินตังในรังของยาเสพติดเป็นเพียงตัวอย่างของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในภาคใต้ที่ทำให้เห็นว่า ถ้าคนใช้ยาเสพติดดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนหรือสังคมที่ยังมองเห็นเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เห็นคนใช้ยาเสพติดเป็นคนที่มีศักยภาพที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นได้ โดยที่ไม่สร้างปัญหาความรุนแรง และปฏิบัติตัวเป็นสมาชิกที่ชุมชนยอมรับได้ การทำงานแก้ปัญหายาเสพติดน่าจะพัฒนามุมมองใหม่ ที่อาศัยศักยภาพเหล่านี้ให้คนใช้ยาเสพติดมีส่วนร่วมในการให้ความหมาย สร้างรูปแบบการปฏิบัติตัวที่เป็นคุณูปการต่อผู้อื่น เพื่อเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งในการรับมือกับปัญหายาเสพติด
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 132    หน้าที่ : 20    จำนวนคนเข้าชม : 36   คน