เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2514105

รายละเอียด

ผู้ประกอบการจีนรุ่นใหม่กับความมั่นคงด้านธุรกิจท่องเที่ยวในภาคเหนือ
ผศ. ดร. อรัญญา ศิริผล
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
aranyas@yahoo.com


ปัจจุบันอัตรานักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาประเทศไทยขยายตัวอย่างรวดเร็วจากปี พ.ศ. 2556 มีเพียงกว่า 7 แสนคนกลับพุ่งเป็น 9.5 ล้านคนในปี พ.ศ. 2560 จำนวนนักท่องเที่ยวจีนในไทยที่พุ่งสูงขึ้นนี้ไม่เพียงทำให้ผู้ประกอบการไทยตื่นตัวทำธุรกิจเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้ประกอบการจีนจำนวนมากตื่นตัวเล็งเห็นช่องทางธุรกิจด้านท่องเที่ยวในไทยด้วยเช่นกั

ในเชียงใหม่ พบว่ามีผู้ประกอบการจีนทยอยทดลองเปิดกิจการอย่างกว้างขวาง ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเชียงใหม่ชี้ว่าปี พ.ศ. 2557 มีผู้ประกอบการจีนเข้ามาจดทะเบียนทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 331 รายรวมมูลค่าการลงทุนกว่า 2 พันล้านบาท และพบว่าอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์มากถึงกว่า 1,200 ล้านบาท และยังมีกลุ่มธุรกิจที่พักและบริการด้านอาหารรวมมูลค่าการลงทุนกว่า 165 ล้านบาท ในจำนวนนี้ไม่ได้นับรวมผู้ประกอบการจีนรายย่อยที่ไม่ได้จดทะเบียนทำธุรกิจตามกฎหมายอีกจำนวนมากที่มักใช้วิธี “ทดลอง” เปิดร้านผ่านการ “เช่าสถานที่” เพื่อลองทำหรือ “เช่าต่อ” ธุรกิจต่าง ๆ จากผู้ประกอบการไทย ไม่ว่าในธุรกิจที่พัก โรงแรม เกสต์เฮ้าส์ บ้านพัก ร้านอาหาร ร้านนวดสปา บริษัททัวร์ ขายของที่ระลึก หรือเป็นผู้ประกอบการอิสระเต็มเวลา/บางส่วน เช่น เข้ามาเรียนหนังสือ แต่ทำธุรกิจส่งของที่ระลึกขายตามกลุ่มเครือข่ายออนไลน์ขนาดใหญ่ของตน
ผู้ประกอบการจีนในเชียงใหม่เป็นใคร-มาจากไหน?
ก่อนอื่นลองพิจารณากลุ่มผู้ประกอบการจีนในเชียงใหม่ก่อนว่า พวกเขาเป็นใคร มาจากไหน ก็พบว่าน่าสนใจมาก เพราะส่วนใหญ่คือ คนจีนรุ่นใหม่กลุ่มคนหนุ่มสาว มีทั้งหญิงชายอายุระหว่าง 25-40 ปี จบการศึกษาอย่างต่ำมัธยมปลายและระดับปริญญาตรี จำนวนมากมาจากพื้นฐานครอบครัวชนชั้นกลางในจีนที่เคยหรือกำลังประกอบอาชีพรับราชการ บริษัทเอกชน เช่น เจ้าหน้าที่รัฐ (สถาบันขงจื่อ นักศึกษาแลกเปลี่ยน รัฐวิสาหกิจ ครู) หรือทำงานบริษัทเอกชนต่างประเทศในจีน บางคนเคยเป็นศิลปิน นักเขียน นักวิชาการก็มี บางส่วนก็กำลังเรียนหรือเคยเรียนหนังสือในไทยก่อนที่จะผันตัวเองมาทำธุรกิจด้วยเพราะเล็งเห็นช่องทาง พวกเขาอยู่ในไทยพร้อมกับเป้าหมายของชีวิตหวังประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจ จึงให้คุณค่ากับการทำงานแบบสร้างเนื้อสร้างตัว และพร้อมที่จะทดลองเรียนรู้ทางธุรกิจใหม่ ๆ มีความกล้ารับความเสี่ยงและความท้าทายจากโอกาสทางเศรษฐกิจที่เปิดขึ้นในระดับภูมิภาคและระดับโลก

กล่าวได้ว่า ผู้ประกอบการจีนรุ่นใหม่ (ในเชียงใหม่) มาจากทั่วทุกภาคของจีน ไม่ว่า มณฑลกวางสี ยูนนานตอนใต้ของจีน เซี่ยงไฮ้ เซินเจิ้น ฟูเจี้ยนทางตะวันออกเฉียงใต้ มณฑลเหอหนานจากตอนกลาง หรือจากชิงไห่ ฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ หรือบางคนมาไกลจากปักกิ่งทางตอนเหนือของจีนก็มี เงื่อนไขหลักที่ทำให้คนเหล่านี้มาจากทั่วทุกแห่งของจีนได้ เป็นเพราะการเดินทางที่สะดวกขึ้นจากเส้นทางการบินที่เปิดมากขึ้นระหว่างเมืองใหญ่ของจีนกับไทย ทำให้พวกเขาสามารถจัดการการเดินทางเพื่อธุรกิจการค้าที่จีนกับไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในแง่ประสบการณ์การค้า ก็พบว่า จำนวนมากเคยทำธุรกิจคล้ายกันในบ้านตนก่อน เช่น คนที่เคยทำธุรกิจที่พัก เกสท์เฮ้าท์ โรงแรมรับนักท่องเที่ยวในเซี่ยงไฮ้ ต้าลี่ ลี่เจียง จากนั้นผันตัวเองมาทดลองทำธุรกิจที่พักโรงแรมในเชียงใหม่ขณะที่ยังเป็นหุ้นส่วนถือหุ้นในธุรกิจเดิมอยู่ บางคนขยายธุรกิจชิปปิ้งขนส่งที่ทำในคุนหมิงดำเนินการเชื่อมเครือข่ายขนส่งสินค้าจากเชียงใหม่สู่คุนหมิงเพื่อกระจายสินค้าไปยังที่ต่าง ๆ ในจีน หรือบางคนเป็นกลุ่มมือใหม่ทดลองทำธุรกิจขายสินค้าไทยที่นิยมจากคนจีนไม่ว่าจะเป็นหมอนยางพารา ผลไม้แห้งบรรจุถุง เครื่องประทินผิว เครื่องสำอาง ยาฯ ส่งขายลูกค้าจีนตามเครือข่ายตลาดออนไลน์ที่มีและขยายเปิดตลาดใหม่ ๆ ออกไป คนเหล่านี้จำนวนมากเคยมีประสบการณ์เรียนหรือทำงานในไทยมากว่า 2-3 ปี มองเห็นลู่ทางการค้าและไม่อยากกลับบ้านที่ซึ่งมีการแข่งขันสูงและหางานทำยาก จึงทดลองทำธุรกิจไปก่อนและพบว่าทำกำไรได้ดี จึงเดินหน้าต่อไป
 
คนเหล่านี้พัฒนายุทธวิธีทำธุรกิจอย่างไรจึงมีแนวโน้มประสบความสำเร็จ? คำตอบนี้ อาจมองเห็นได้ใน 4 รูปแบบ แบบแรก สร้าง “ความหลากหลายทางการค้าการลงทุน” ทั้งในประเทศจีนและที่อื่น หลักการนี้เป็นองค์ประกอบด้านเป้าหมายระยะยาวที่ต้องการลดความเสี่ยงท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น เป็นเหมือนการสร้างแผนสำรองต่อปัญหาที่ไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดในอนาคต เพื่อให้สามารถรับการเปลี่ยนแปลงและสร้างความหวังให้อนาคตได้ ผู้ประกอบการจีนรุ่นใหม่เหล่านี้จึงไม่ได้พึ่งพาธุรกิจการค้าแบบเดียวที่กำลังทำอยู่ปัจจุบัน แต่กลับลงทุนในกิจการอื่น ๆ ทั้งในจีนและที่อื่น เช่น ลงทุนทำธุรกิจโรงแรม เกสท์เฮาส์ ร้านอาหารที่ใกล้เคียงกับประสบการณ์เดิมมาก่อน หรือยังถือหุ้นในกิจการโรงแรม เกสท์เฮาส์เดิมที่เคยทำ หรือซื้อหุ้นบริษัทลงทุนทั้งในตลาดหลักทรัพย์จีนและต่างประเทศ ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นการเก็บสำรองเงินทุนของตนที่ดีกว่าดอกเบี้ยในธนาคารปัจจุบัน

แบบที่สอง สร้างระบบการจัดการธุรกิจแบบมืออาชีพมากขึ้น มีการวางแผน จัดองค์กร สร้างแรงจูงใจและควบคุมทรัพยากร เช่น จ้างพนักงานมืออาชีพมาทำงานเฉพาะในการรับเจรจาติดต่อลูกค้าต่างประเทศ ใช้ภาษาอังกฤษในร้านขายเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงเพื่อขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ (ที่ไม่ใช่เพียงคนจีน) จ้างมืออาชีพทางการตลาด การขาย การบริการ การติดต่อประสานงานหาวัตถุดิบ การออกแบบช่วยทำงานในสายการผลิตภาคบริการ ลักษณะเช่นนี้ทำให้เห็นว่าแตกต่างไปจากผู้ค้าจีนรุ่นเก่ากลุ่มเสื่อผืนหมอนใบอย่างสิ้นเชิงที่มักมีเรื่องเล่าการค่อย ๆ ขยับสถานะจากผู้ใช้แรงงาน-ทำงานหนัก สะสมทุน เงิน-เครือข่ายเพื่อช่วยสร้างธุรกิจจนได้รับความสำเร็จ

แบบที่สาม เป็นผู้ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อขยายและเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ แบบนี้เกิดขึ้นทั้งในกลุ่ม startup พวกเริ่มต้นไปจนถึงกลุ่มที่ตั้งตัวได้ เช่น ธุรกิจโรงแรม ที่พักอาศัย เกสท์เฮาส์ ใช้โทรทัศน์วงจรปิดติดตั้งไว้ตามมุมต่าง ๆ ช่วยตรวจตรา จัดการการทำงานของพนักงานและอื่น ๆ ได้จากที่ห่างไกล สอดคล้องกับชีวิตทางธุรกิจแบบเคลื่อนที่ เดินทางไปมาระหว่างจีนกับไทยและประเทศอื่น ๆ ส่วนเรื่องบัญชี การรับ-จ่ายเงินหรือจ่ายเงินเดือนก็ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ผ่านระบบออนไลน์ เช่น การจองที่พัก มีการจ่ายเงินผ่านแอพพลิเคชันระบบกระเป๋าเงินอย่างวีแชท อาลีเพย์ หรือแอพอื่นๆ จนเป็นเรื่องปกติสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ของทั้งลูกค้าจีนและวิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ทั่วไปในปัจจุบัน เทคโนโลยีใหม่ ๆ เหล่านี้ยังทำให้ผู้ประกอบการจีนสามารถลดความเสี่ยงจากปัญหาเรื่องการไหลเวียนเงินสดและปัญหาการจัดการเงินสดของพนักงานได้ด้วย

แบบที่สี่ ขยายตลาดหรือทำธุรกิจผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นช่องทางหลัก ผู้ประกอบการจีนมองว่าเป็นแนวทางใหม่ของการทำธุรกิจปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ในการโปรโมท-ซื้อขายสินค้า/การบริการ และการขยายตลาดสามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายลูกค้าและเข้าถึงลูกค้าจีนที่ส่วนใหญ่ผู้บริโภคจีนต่างได้ใช้มือถือในชีวิตประจำวันมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งหมดส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของไทยอย่างไร?
หากถามว่า สถานการณ์ผู้ประกอบการจีนที่รุกไล่เศรษฐกิจการค้าการท่องเที่ยวไทยขนาดนี้จะส่งผลกระทบต่อใคร อย่างไร? แน่นอนว่า ผลกระทบด้านบวกเกี่ยวกับภาพรวมธุรกิจการท่องเที่ยวอาจทำให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมดีขึ้น ดังที่รัฐบาลมักโชว์ตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นประจำทุกปี แต่มองอีกด้าน ผลกระทบด้านลบกำลังเกิดขึ้นกับผู้ประกอบการไทยทั้งระดับกลางและเล็กที่ถูกท้าทายอย่างหนักเพราะการแข่งขันสูงขึ้นและเงื่อนไขเทคนิควิธีการทำตลาดอันซับซ้อน ขณะที่รัฐบาลไทยเพิกเฉยมองไม่เห็นปัญหาภาพรวม และผู้ประกอบการไทยทั้งระดับกลางและเล็กก็ยังขาดการสนับสนุนเครื่องมือในการสู้กับการแข่งขัน

ลองพิจารณาจากข่าวและในพื้นที่สนามเชียงใหม่ พบว่า บริษัททัวร์จีนมาทำธุรกิจท่องเที่ยวครบวงจร เปิดร้านอาหาร ขายสินค้าไทย/ของที่ระลึก นำนักท่องเที่ยวจีนไปเฉพาะร้านที่มีเจ้าของเป็นคนจีน หรือกลุ่มผู้ประกอบการจีนบางคนทำธุรกิจที่พักแรม ร้านอาหาร ติดต่อเช่าบ้าน เกสต์เฮาส์ คอนโดมิเนียม บ้านจัดสรรเอาไว้เป็นรายปีแล้วจัดแบ่งไว้ให้นักท่องเที่ยวชาวจีนมาเช่าต่อ หรือรวมที่พักเช่นนี้เอาไว้ในโปรแกรมทัวร์ที่เปิดขายในประเทศจีน นอกจากนี้ ยังพบกรณีร้านขายของที่ระลึก ร้านขายสินค้าไทยที่มีผู้ประกอบการจีนมาร่วมทุน/ซื้อกิจการร้านจำหน่ายสินค้าหัตถกรรมในเชียงใหม่ไปจำนวนมากเพื่อขายให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน ทั้งนี้ ยังรวมไปถึงกลุ่มบริษัทขนส่งสินค้า (ชิปปิ้ง) ของนักธุรกิจจีนเข้ามาเปิดบริการรับส่งสินค้ากลับไปยังจีน หรือบริษัทจีนขายส่งสินค้าไทยแบบปลีก-ส่งในประเทศจีน เช่น ในเขตหางดง เชียงใหม่มีไม่ต่ำกว่า 5 รายในช่วงปีพ.ศ. 2559 โดยที่ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถแข่งขันทางการค้าได้ ผู้ประกอบการไทยบางกลุ่มจำต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง บ้างสามารถปรับตัวได้ผ่านการปรับรูปแบบ เช่น หาหุ้นส่วนร่วมทุน หาตลาดใหม่ผ่านเครือข่ายใหม่ ๆ หรือเพิ่มพูนความรู้ที่เกี่ยวเนื่อง แต่สำหรับผู้ที่ปรับตัวไม่ได้ ก็ต้องออกไปจากธุรกิจที่เคยทำมา เปลี่ยนมือกิจการให้แก่ผู้ประกอบการจีน เป็นต้น สภาวะเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยวของคนในสังคมไทยอย่างมาก หากไม่ได้มีการปรับตัวหรือได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
บทบาทของรัฐบาลจีนกับไทยต่างกันอย่างไร ?
หากถามว่า บทบาทการทำงานที่ตอบสนองต่อการแก้ปัญหาของรัฐไทยในเชิงเปรียบเทียบกับรัฐจีนต่างกันอย่างไร? ตอบได้อย่างชัดเจนเลยว่า บทบาทรัฐจีนมีความก้าวหน้ากว่าไทยหลายขุมนัก โดยเฉพาะการคิดบนหลักการการสนับสนุนอำนวยความสะดวกอย่างเท่า ๆ กันในกลุ่มธุรกิจและการใช้เครื่องมือเชิงนโยบายของรัฐอย่างชาญฉลาด ดังเช่น รัฐบาลจีนใช้ “การเคลื่อนย้ายของคนจีน” เป็นกลยุทธ์สร้างการเรืองอำนาจของจีนในโลก ถึงกับออกนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ “การก้าวออกไป” ส่งเสริมให้คนจีนรุ่นใหม่ไปทำธุรกิจลงทุนนอกบ้านตัวเองมากขึ้น ยุทธศาสตร์นี้เน้นการอำนวยความสะดวกให้แก่ภาคธุรกิจ สนับสนุนการเงิน หาแหล่งสินเชื่อให้ สนับสนุนข้อมูลเชิงเศรษฐกิจมหภาคให้เป็นเครื่องมือช่วยตัดสินใจ ลดขั้นตอนความยุ่งยากต่าง ๆ ปัจจุบันยุทธศาสตร์นี้ยิ่งก้าวหน้าไปมากขึ้น เพราะไม่เพียงสนับสนุนรัฐวิสาหกิจหรือภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของจีนเท่านั้น แต่ช่วงหลังทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา ได้ส่งเสริมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนขนาดกลางและเล็กอย่างเข้มข้น ทั้งกลุ่มระดับเมืองและหมู่บ้าน (Town and village enterprises: TVE) ที่กำลังเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วให้ออกไปทำธุรกิจนอกประเทศจีนมากขึ้นด้วย ก็พบว่า นโยบายนี้สำเร็จอย่างดี สามารถกระตุ้นให้วิสาหกิจ TVE ออกไปลงทุนทำการค้านอกบ้านมากกว่า 20,000 กลุ่ม และยังพบว่ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนเหล่านี้กลายเป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการธุรกิจข้ามชาติของวิสาหกิจชุมชนจีนอีกด้วย
 
หันกลับมาดูบทบาทรัฐไทยบ้างว่า ทำอะไร? ขณะที่รัฐจีนกระตือรือร้นส่งเสริมคนจีน วิสาหกิจชุมชนขนาดกลางและเล็กออกไปทำธุรกิจนอกบ้าน แต่รัฐไทยกลับตื่นตัวน้อยมาก วางตัวเองอยู่บนหลักการ “ตั้งรับ-รอปัญหาเกิด-เมื่อปัญหาเกิดก็เน้นควบคุมมากกว่าอำนวยความสะดวก-และเลือกปฏิบัติ” เช่น ตัวอย่างการเข้ามาของผู้ประกอบการจีนเกิดขึ้นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2556 แต่รัฐบาลไทยตอบรับต่อสถานการณ์น้อยมาก ไม่มีแผนหรือมาตรการต่าง ๆ ในการเตรียมแก้เชิงรุกระยะสั้น กลาง หรือยาว ได้แต่ปล่อยให้ผู้ประกอบการไทยขนาดกลางและเล็กรับมือด้วยตัวเอง

ยกตัวอย่างรัฐบาลไทยที่ไม่ตื่นตัวในการแก้ปัญหา เช่น ปัญหาช่องว่างทางกฎหมายในเรื่องกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน (เช่น กฎหมายทรัพย์สินส่วนบุคคล ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ที่ส่งผลให้เกิดการถือหุ้นแบบตัวแทนที่ผิดกฎหมาย จัดตั้งบริษัทแบบนอมินีเพื่อจุดประสงค์ในการมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ดินในไทย) ก็พบว่า รัฐบาลไทยไม่ได้สนใจในการแก้ปัญหา เข้าไปดูในรายละเอียด แต่กลับบอกปัดว่า หากทำอะไรลงไปจะส่งกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนจากต่างประเทศในไทยได้
 

 
อีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า รัฐไทยเน้นตั้งรับมากกว่าคิดเชิงรุก ไม่มีแผนจัดการระยะยาว และเมื่อพบปัญหาก็ช้าเกินไปกลายเป็นปัญหาใหญ่ลุกลาม เช่น การปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญของรัฐบาลไทยเมื่อปลายปีพ.ศ. 2559 รัฐเลือกใช้วิธีการปราบปรามมากกว่าวิธีอื่น ๆ แน่นอนว่า ด้านหนึ่งถือว่าเป็นการชะลอปัญหาไม่ให้เลวร้ายไปกว่าเดิม แต่ก็เป็นการแก้ปัญหาชั่วคราวที่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันการมองทางออกในระยะยาวเช่นเดิม หรือกรณี ปีพ.ศ. 2558-2559 รัฐบาลไทยพยายามจะหยุดธุรกิจจีนผิดกฎหมายที่มาตั้งบริษัททำธุรกิจในรูปนอมินี ให้คนไทยถือหุ้นแทน กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกรมสอบสวนคดีพิเศษออกข่าวว่า ได้เริ่มตรวจสอบธุรกิจที่ทำผิดกฎหมายดังกล่าวในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน รถยนต์ ธุรกิจเช่าบ้าน-เช่าซื้อ บริษัทนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตร พบว่ามีมากกว่า 13,000 บริษัท จีนและต่างประเทศที่ถูกตรวจสอบว่าอาจจะทำผิดกฎหมายดังกล่าวกระจายอยู่ใน 10-17 จังหวัดทั่วประเทศ ในเวลาต่อมาพบว่า ดำเนินการจับกุมปราบปรามไปบ้างตามวาระโอกาสเอื้ออำนวจ ในแง่นี้ แม้จะเห็นความพยายามของหน่วยงานรัฐ แต่ก็ยังเป็นการตั้งรับปัญหาเพื่อลดแรงเสียดทานจากสังคมมากกว่าการมองการณ์ไกลนอกกรอบเพื่อเป้าหมายความมั่นคงและยั่งยืนทางเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว

นอกจากนี้ ปัญหาหลักของรัฐบาลไทย คือ การเลือกปฏิบัติให้ความสนใจช่วยเหลือแต่ธุรกิจขนาดใหญ่ไทยมากกว่า เช่น นโยบายของรัฐบาลไทยใช้นโยบายการเงิน มาตรการภาษีต่าง ๆ สนับสนุนกลุ่มธุรกิจไทยขนาดใหญ่ การส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศให้สิทธิทางภาษี เสนอข้อยกเว้นพิกัดอัตราภาษีการค้าให้กับต่างประเทศที่มาลงทุนในไทย ร่วมทุนกับบริษัทไทยขนาดใหญ่

สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า บทบาทของรัฐไทยกับรัฐจีนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงใน “การสร้างความหลากหลายเชิงนโยบาย” กระจายไปทั่วทุกภาคกลุ่มธุรกิจ ไม่ได้ให้เครื่องมือหรือนโยบายสนับสนุนกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและเล็กของไทยอย่างมีประสิทธิภาพเหมือนกับที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญและใช้อย่างจริงจัง เมื่อเป็นเช่นนี้ กลุ่มผู้ประกอบการไทยในธุรกิจขนาดกลางและเล็กด้านการท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบต่อความมั่นคงและความยั่งยืนในชีวิตทางธุรกิจการค้าในระยะยาวอย่างแน่นอน
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 132    หน้าที่ : 15    จำนวนคนเข้าชม : 71   คน