เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2514068

รายละเอียด

นโยบายต่างประเทศกับความมั่นคงแห่งชาติ
สุรพงษ์ ชัยนาม
อดีตเอกอัครราชทูต
และ อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง
(รัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์)
SUn1jayanama@hotmail.com


เป้าหมายสูงสุดของนโยบายต่างประเทศของทุกประเทศคือ ความอยู่รอดและความมั่นคงแห่งชาติ ความอยู่รอดและความมั่นคงของชาติถือเป็นอุดมการณ์เหนือสิ่งอื่นใดในการต่างประเทศของไทย หรือกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คือ หากผลประโยชน์แห่งชาติด้านอื่น ๆ ขัดแย้งและบ่อนทำลายความมั่นคง ส่งผลกระทบโดยตรงหรือโดยทางอ้อมต่อความอยู่รอดของชาติ ผลประโยชน์เหล่านั้นย่อมต้องตกไป

นโยบายต่างประเทศของไทย จักสามารถปกป้องผลประโยชน์ ความมั่นคงและความอยู่รอดแห่งชาติได้ ก็ต่อเมื่อเป็นนโยบายที่ตระหนักดีตลอดเวลาว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ไม่ว่าในยุคใด) เป็นเรื่องเกี่ยวกับทั้งความขัดแย้งและความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างประเทศมหาอำนาจด้วยกัน ที่ต่างมีนโยบายแผ่อิทธิพลเพื่อหวังได้รับการยอมรับจากประชาคมระหว่างประเทศให้ตนมีฐานะเป็นมหาอำนาจที่มีอำนาจนำหรือที่ครองความเป็นใหญ่เหนือประเทศต่าง ๆ โดยหากยังไม่สามารถเป็นมหาอำนาจที่มีอำนาจนำเหนือทุกประเทศในโลก (World Hegemon) ก็หวังได้รับการยอมรับให้เป็นมหาอำนาจที่อยู่เหนือมหาอำนาจอื่นในระดับภูมิภาค (regional hegemon) ดังที่สหรัฐฯ เคยมีอำนาจนำเหนือมหาอำนาจอื่นในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้หลังสงครามโลกครั้งที่สองและได้สูญเสียตำแหน่งดังกล่าวหลังสหรัฐฯ แพ้สงครามเวียดนาม (พ.ศ. 2516) ในขณะที่ปัจจุบัน จีนถูกมองว่ามีนโยบายต้องการเข้ามาเป็นมหาอำนาจที่มีอำนาจนำ หรือที่ครองความเป็นใหญ่เหนือประเทศมหาอำนาจอื่นในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้แทนที่สหรัฐฯ
 
การผงาดขึ้นมาของบทบาทและอิทธิพลของจีนในภูมิภาคอาเซียนหลังยุคสงครามเย็น ย่อมเป็นที่ไม่พอใจของสหรัฐฯ ซึ่งเคยผูกขาดอิทธิพลและอำนาจในภูมิภาคนี้มาตลอด 45 ปี ของยุคสงครามเย็น สหรัฐฯ จึงจำต้องพยายามหาทางลดอิทธิพลของจีน ด้วยการกลับมามีบทบาททางการเมืองและการทหารในภูมิภาคนี้ เพื่อคานอำนาจจีน โดยหวังให้ประเทศสมาชิกองค์การอาเซียนมองว่าจีนสามารถเป็นภัยระยะยาวต่อเสถียรภาพและความมั่นคงของภูมิภาคอาเซียน สหรัฐฯ ใช้เหตุการณ์ขัดแย้งในทะเลจีนใต้ระหว่างบางประเทศสมาชิกอาเซียน (เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย) กับจีนในเรื่องการอ้างอธิปไตยเหนือเกาะแก่งในทะเลจีนใต้ มาเป็นเครื่องมือส่วนหนึ่งของนโยบายปิดล้อมจีน

ความอยู่รอดและความมั่นคงแห่งชาติจักสามารถได้รับการดูแลปกป้องไว้ได้ก็ต่อเมื่อมีนโยบายต่างประเทศที่อยู่กับความเป็นจริงที่ปรากฏในแต่ละบริบทของแต่ละยุคและในแต่ละห้วงเวลา (อิทธิพลของปัจจัยบริบท) ว่าเป็นเช่นใด โดยคำนึงถึงนโยบาย ท่าทีและผลประโยชน์ของประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมุมต่าง ๆ ของโลก ซึ่งในเรื่องนี้นโยบาย ท่าที และผลประโยชน์ของแต่ละประเทศมหาอำนาจที่มีต่อกันและต่อเหตุการณ์ (ไม่ว่าจะเป็นในระดับภูมิภาคหรือระดับโลก) ตลอดจนความขัดแย้งและความร่วมมือระหว่างประเทศมหาอำนาจต่อแต่ละเหตุการณ์ ย่อมมีอิทธิพลโดยตรงต่อการกำหนดนโยบายและท่าทีของทุกประเทศ (อิทธิพลของปัจจัยภายนอกภูมิภาค) และหากเป็นเหตุการณ์ที่มีขึ้นในภูมิภาคใดก็ตาม การศึกษา วิเคราะห์ ประเมิน ผลประโยชน์ นโยบายและท่าทีของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันเป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าการทำความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบาย ผลประโยชน์ และท่าทีของประเทศมหาอำนาจที่มีต่อกันและต่อปัญหาเหตุการณ์ในภูมิภาค (อิทธิพลของปัจจัยภายในภูมิภาค)

นอกจากนี้ยังจำเป็นที่จำต้องตระหนักเสมอในข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ว่า นโยบายต่างประเทศของทุกประเทศถือเป็นส่วนขยายของนโยบายภายในของแต่ละประเทศ หรืออีกนัยหนึ่ง สถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมที่ปรากฏภายในประเทศในแต่ละห้วงเวลา แต่ละบริบท ย่อมมีอิทธิพลสูงต่อการมองปัญหาด้านความมั่นคง (ทั้งภายในและภายนอก) ประเทศและต่อการกำหนดนโยบายต่างประเทศที่มีต่อแต่ละปัญหา แต่ละเหตุการณ์ระหว่างประเทศที่มีขึ้นในแต่ละยุค แต่ละห้วงเวลา แต่ละบริบท (อิทธิพลของปัจจัยภายในประเทศ) และประเด็นสำคัญยิ่งประการสุดท้ายที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ในการกำหนดนโยบายต่างประเทศที่จะเป็นการช่วยให้ประเทศชาติอยู่รอดและมีความมั่นคงคือ การให้ความสำคัญกับอิทธิพลของปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (ซึ่งเกี่ยวข้องกับดุลแห่งอำนาจปรากฏในแต่ละห้วงเวลาทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค) ในการมองปัญหาด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงภายในประเทศ ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เป็นปัจจัยชี้ขาดด้านนโยบายต่างประเทศเพื่อความอยู่รอดและความมั่นคงของชาติ เป็นตัวแปรสำคัญและคงที่
 
ตัวอย่างเชิงประจักษ์ในเรื่องของความสำคัญของอิทธิพลของปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ในฐานะเป็นปัจจัยชี้ขาดด้านการกำหนดนโยบายเพื่อความอยู่รอดและความมั่นคงของประเทศ มีให้เห็นทั่วไปไม่ว่าจะเป็นในยุคสงครามเย็นหรือยุคหลังสงครามเย็น ในกรณีของอิทธิพลของปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ต่อการตัดสินด้านนโยบายต่างประเทศของไทยในยุคสงครามเย็น (พ.ศ. 2489
– พ.ศ. 2534) มีกรณีตัวอย่างมากมายดังเช่นที่เกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของไทยต่อปัญหาความมั่นคงในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ซึ่งมีเหตุการณ์ทั้งภายในประเทศไทยและในระดับโลก และระดับภูมิภาคที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อการตัดสินใจด้านนโยบายต่างประเทศเพื่อความอยู่รอดและความมั่นคงของไทย เป็นสำคัญ สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

- การไปเยือนจีนของประธานาธิบดีนิกสันเพื่อปรับความสัมพันธ์ให้เป็นปกติระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเมื่อกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2515 (อิทธิพลของปัจจัยภายนอก)

- การทำความตกลงเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับคอมมิวนิสต์เวียดนามเหนือที่กรุงปารีส เดือนมกราคม พ.ศ. 2516 (อิทธิพลของปัจจัยภายนอก)

- สงครามเวียดนามสิ้นสุดเมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 พร้อมกับชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในประเทศเวียดนามใต้ ลาว และกัมพูชา ความพ่ายแพ้อย่างสมบูรณ์ของสหรัฐฯ และการยุติบทบาททางทหารของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโดจีน (อิทธิพลของปัจจัยภายนอก)

- การพ้นจากอำนาจเป็นการถาวรของรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร จากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 พร้อมกับการกลับมาของการเมืองในระบบประชาธิปไตยในประเทศไทย (อิทธิพลของปัจจัยภายใน) ซึ่งมีอิทธิพลต่อการปรับ/เปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของไทยต่อปัญหาความมั่นคงภายในประเทศและภายนอกประเทศ เพื่อความอยู่รอดของไทย ดังเช่น การเจรจาให้สหรัฐฯ ปิดฐานทัพสหรัฐฯ ทั้งหมดในประเทศไทยพร้อมกับให้สหรัฐฯ ถอนทหารออกจากไทยจนเป็นผลสำเร็จใน พ.ศ. 2519

- การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยกับประเทศจีนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2518 เพื่อสนับสนุนให้จีนเข้ามาทำหน้าที่แทนสหรัฐฯ ในการคานอิทธิพลและอำนาจของคอมมิวนิสต์เวียดนามที่ได้เพิ่มมากขึ้นหลังสหรัฐฯ แพ้สงครามเวียดนาม (อิทธิพลของปัจจัยภายนอก)

- ระหว่าง พ.ศ. 2518 – พ.ศ. 2519 หรือหลังชัยชนะของฝ่ายคอมมิวนิสต์ในประเทศเวียดนามใต้ ลาว และกัมพูชา (อิทธิพลของปัจจัยภายนอก) ประเทศไทยได้ให้การรับรองรัฐบาลคอมมิวนิสต์ในทั้งสามประเทศดังกล่าว พร้อมกับสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับทั้งสามประเทศ การตัดสินใจดังกล่าวของไทยเป็นไปเพื่อความอยู่รอดและความมั่นคงของไทย เป็นสำคัญ เป็นการตัดสินใจด้านนโยบายต่างประเทศที่มาจากเหตุผลด้านภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่ด้านอุดมการณ์

- เหตุการณ์รัฐประหาร 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 (อิทธิพลของปัจจัยภายใน) มีผลทำให้นโยบายต่างประเทศของไทยกลับไปให้ความสำคัญกับอิทธิพลของปัจจัยอุดมการณ์อีกครั้ง (ระหว่าง พ.ศ. 2519 – พ.ศ. 2520) โดยหันมายึดนโยบายต่างประเทศที่มุ่งต่อต้านฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรงโดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงด้านดุลอำนาจในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้หลังสหรัฐฯ แพ้สงครามเวียดนาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิทธิพลของเวียดนามในอินโดจีนได้เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของไทย เป็นการมองปัญหาความอยู่รอดและความมั่นคงของไทยที่มิได้คำนึงถึงความสำคัญของปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์แม้แต่น้อย แต่เป็นการมองปัญหาความอยู่รอดและความมั่นคงของประเทศชาติ ผ่านแว่นสายตาของอุดมการณ์แต่ประการเดียว นั่นคือยึดนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างเดียวเท่านั้นจึงจะช่วยให้ประเทศชาติอยู่รอดได้อย่างมั่นคง
 
- ระหว่าง พ.ศ. 2522 – พ.ศ. 2532 เป็นช่วง 10 ปีของสงครามระหว่างเวียดนามกับกัมพูชา อันมีมูลเหตุมาจากการที่เวียดนามได้รุกรานและยึดครองกัมพูชา เป็นเหตุการณ์ที่มีขึ้นในบริบทของปลายยุคสงครามเย็นที่มีเรื่องของความขัดแย้งรุนแรงระหว่างประเทศในค่ายคอมมิวนิสต์ด้วยกัน (อาทิ ความขัดแย้งจีน – โซเวียต จีน – เวียดนาม เวียดนาม – กัมพูชา) และการแผ่อิทธิพลของโซเวียตลงมายังภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยการสนับสนุนร่วมมือของเวียดนาม เพื่อหวังให้โซเวียตเข้ามาคานอิทธิพลของจีน (อิทธิพลของปัจจัยภายนอก) การยึดครองกัมพูชาโดยกองทัพเวียดนามย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อความอยู่รอดและความมั่นคงของไทย อิทธิพลของปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้รัฐบาลไทยยุคนายกรัฐมนตรีพลเอกเปรมฯ มองเห็นได้ว่า ประเทศกัมพูชาที่อยู่ภายใต้อำนาจครอบงำของเวียดนามย่อมทำให้ไทยสูญเสียรัฐกันชนไป ไทยย่อมถือว่า ประเทศกัมพูชาภายใต้อำนาจปกครองของฝ่ายคอมมิวนิสต์เขมรแดง แม้เป็นประเทศคอมมิวนิสต์แต่เป็นประเทศคอมมิวนิสต์ที่มีเอกราช อธิปไตยของตนเอง ย่อมเป็นภัยต่อความอยู่รอดและความมั่นคงของไทยน้อยกว่าประเทศกัมพูชาที่อยู่ภายใต้การยึดครองและอิทธิพลครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จของคอมมิวนิสต์เวียดนาม (อิทธิพลของปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์) จึงเป็นปัจจัยชี้ขาดในเรื่องของความอยู่รอดและความมั่นคงของประเทศ (หากผู้อ่านสนใจศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องนโยบายต่างประเทศของไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านในยุคสงครามเย็น สามารถอ่านได้จากผลงานวิจัยของผู้เขียน ซึ่งได้รับการสนับสนุนการวิจัยจาก สกว. ภายใต้หัวข้อ “นโยบายต่างประเทศไทยต่อประเทศเพื่อนบ้านในยุคสงครามเย็น: ห้ากรณีศึกษาเปรียบเทียบ” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ศยาม พ.ศ. 2559 และ พ.ศ. 2560)

เราสามารถสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศกับความมั่นคงแห่งชาติได้ดังนี้

1) เป้าหมายสูงสุดของนโยบายต่างประเทศของทุกประเทศไม่ว่าในยุคใดก็ตาม คือเพื่อความอยู่รอดและความมั่นคงของประเทศ

2) ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (ซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบถ่วงดุลอำนาจ) เป็นตัวแปรคงที่และมีอิทธิพลชี้ขาดต่อการกำหนดและการตัดสินใจนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศ

3) อิทธิพลของปัจจัยอุดมการณ์เป็นเพียงเครื่องมือชิ้นหนึ่งของนโยบายต่างประเทศ เป็นปัจจัยที่สร้างทั้งความร่วมมือและความขัดแย้งระหว่างประเทศ

4) ความแตกต่างของระบบการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม หาใช่เป็นอุปสรรคต่อการมีความสัมพันธ์แบบปกติระหว่างกัน หากความสัมพันธ์นั้นอยู่บนพื้นฐานของการมีผลประโยชน์ร่วมกัน เพราะการมีผลประโยชน์ร่วมกันไม่เกี่ยวอะไรกับการมีอุดมการณ์ร่วมกัน

5) อิทธิพลของโครงสร้างอำนาจในระบบระหว่างประเทศที่ปรากฏในแต่ละห้วงเวลา (ไม่ว่าในบริบทของยุคสงครามเย็นหรือยุคหลังสงครามเย็นในปัจจุบัน) เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อกระบวนการกำหนดนโยบายต่างประเทศที่เกี่ยวกับมิติด้านความมั่นคง
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 132    หน้าที่ : 12    จำนวนคนเข้าชม : 38   คน