เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2514103

รายละเอียด

เครือข่ายความร่วมมือระดับอาเซียนกับการจัดการการย้ายถิ่นของชาวโรฮิงญา
อ.อนุสรณ์ ชัยอักษรเวช
สำนักวิชารัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
ณัฐณพัศ พิพัฒน์รัตนเสรี
นักวิจัยร่วมโครงการ
sornUn1chai@hotmail.com


จากปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวโรฮิงญากับรัฐบาลเมียนมาที่ก่อให้เกิดผู้ย้ายถิ่นจำนวนมากและส่งผลต่อประเทศข้างเคียงนับแต่ ค.ศ. 2012 ความร่วมมือระดับอาเซียนที่มีประสิทธิภาพควบคู่กับการดำเนินการในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะในเมียนมาอย่างรอบด้านและสมดุลโดยคำนึงถึงตัวแสดงต่าง ๆ ภายในประเทศ จะมีส่วนสำคัญเพื่อตอบสนองและจัดการปัญหาการย้ายถิ่นแบบไม่ปกติที่ยืดเยื้อในภูมิภาคให้ได้ผลอย่างยั่งยืน โดยการสนับสนุนและความช่วยเหลือจากองค์การระหว่างประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ เรื่องนี้ยังให้บทเรียนต่อการพัฒนาแนวทางของการแก้ไขปัญหาการย้ายถิ่นแบบไม่ปกติของอาเซียนหากต้องเผชิญปัญหาทำนองนี้อีกในอนาคต
การย้ายถิ่นแบบไม่ปกติของชาวโรฮิงญา
การย้ายถิ่นแบบไม่ปกติถือเป็นปรากฏการณ์ทั่วไปในระดับโลกที่มีเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างรัฐต่าง ๆ องค์การระหว่างประเทศระดับโลกอย่างองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (International Organization for Migration, IOM) และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme, UNDP) ประมาณการว่ามีผู้ย้ายถิ่นระหว่างประเทศที่อยู่ในสถานการณ์ไม่ปกติประมาณ 30 ล้านคน

การใช้คำว่า “การย้ายถิ่นแบบไม่ปกติ” ในที่นี้เป็นการเปิดมุมมองให้กว้างขึ้นกว่าการมองอย่างคับแคบด้วยคำว่า “การย้ายถิ่นผิดกฎหมาย” (illegal migration) ซึ่งยึดเกณฑ์ทางกฎหมายที่ตัดสินว่าผู้ย้ายถิ่นเป็นอาชญากรที่มุ่งกระทำความผิด อีกทั้งอาจเป็นการปฏิเสธความเป็นมนุษย์และสิทธิบางประการที่ผู้ย้ายถิ่นมีไม่ว่าจะมีสถานะทางกฎหมายใดหรือไม่ก็ตาม การย้ายถิ่นแบบไม่ปกตินี้มีทั้งที่เข้าประเทศโดยไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์หรือกฎระเบียบของรัฐผู้รับ เช่น การเข้าประเทศโดยไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง รวมไปถึงการเคลื่อนย้ายเข้ามาด้วยกระบวนการค้ามนุษย์หรือลักลอบขนย้ายคน

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ชาวโรฮิงญามักใช้เส้นทางทางบกและทางทะเลผสมผสานกัน โดยมีทั้งที่เป็นการหนีภัยจากรัฐยะไข่ของเมียนมาข้ามชายแดนเข้าไปบังกลาเทศที่เมืองคอกซ์บาซาร์ และมีที่ข้ามไปอินเดียต่อ หรือที่เข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์และลักลอบขนย้ายคนโดยเริ่มต้นจากรัฐยะไข่ของเมียนมาและเมืองคอกซ์บาซาร์ของบังกลาเทศ ข้ามอ่าวเบงกอล เข้าสู่ทะเลอันดามัน ขึ้นฝั่งโดยใช้ประเทศไทยเป็นทางผ่านในหลากหลายเส้นทาง เช่น เข้ามาทางทวายของเมียนมาจนถึงกาญจนบุรีก่อนเดินทางลงไปชายแดนทางใต้ด้วยรถยนต์หรือรถไฟ หรือขึ้นฝั่งในจังหวัดทางใต้เช่นที่ระนอง พังงา สตูล ผ่านสงขลาเข้าไปยังมาเลเซียซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศปลายทางสำคัญทางปาดังเบซาร์หรือสุไหงโกลก หรือมาทางทะเลข้ามช่องแคบมะละกาเข้ามายังมาเลเซีย บางส่วนอาจเดินทางต่อทางทะเลหรือโดนผลักดันกลับลงทะเลแล้วไปขึ้นฝั่งที่จังหวัดอาเจะห์หรือจังหวัดสุมาตราเหนือของอินโดนีเซีย และอาจพยายามเดินทางต่อไปจนถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
 

 
การเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์และลักลอบขนย้ายคนของชาวโรฮิงญายังมีรูปแบบที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด กล่าวคือ มีทั้งที่โดนหลอกหรือถูกบังคับ และกรณีที่สมัครใจแล้วโดนบังคับเรียกค่าไถ่เพิ่มเติมในภายหลัง สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High Commissioner for Refugees, UNHCR) รายงานว่า ชาวโรฮิงญาอาจจ่ายเงินสูงถึง 2.8 ล้านจั๊ต หรือ 2,050 ดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเป็นเงินไทยประมาณ 70,000 บาท) ซึ่งเป็นเงินที่มาจากครอบครัวหรือเพื่อนที่เป็นเครือข่ายชาวโรฮิงญาในประเทศต่าง ๆ ประมาณการว่าผู้ลักลอบขนย้ายในอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามันมีรายได้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 50–100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเป็นเงินไทยประมาณ 1,600–3,300 ล้านบาท)

สำนักข่าว Al Jazeera ของกาตาร์ สรุปข้อมูลเมื่อวันที่ 19 กันยายน ค.ศ. 2017 จากหน่วยงานต่าง ๆ UNHCR และ IOM ว่าในขณะนี้มีชาวโรฮิงญาเหลืออยู่ในเมียนมาไม่ถึง 1 ล้านคน แต่กระจายตัวอยู่ในประเทศต่าง ๆ เช่น ในอาเซียน อยู่ที่ประเทศมาเลเซียมากถึง 150,000 คน ประเทศไทย 5,000 คน อินโดนีเซีย 1,000 คน ส่วนนอกอาเซียนนั้นบังกลาเทศรับชาวโรฮิงญาไว้มากที่สุดถึง 890,000 คน รองลงมา คือ ปากีสถาน 350,000 คน ซาอุดีอาระเบีย 200,000 คน อินเดีย 40,000 คน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 10,000 คน
 

 
ก่อนหน้าการทะลักของชาวโรฮิงญาเข้าไปในบังกลาเทศมากกว่า 400,000 คนในเดือนกันยายน ค.ศ. 2017 อาเซียนและรัฐสมาชิกมักมองว่าการย้ายถิ่นของชาวโรฮิงญายังไม่ถึงขั้น “วิกฤตการณ์” ที่จำเป็นต้องดำเนินการหรือร่วมมือกัน เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณผู้ลี้ภัยชาวอินโดจีนระหว่าง ค.ศ. 1975–1997 ที่ลี้ภัยเข้ามาอยู่ในค่ายของ UNHCR ในรัฐสมาชิกอาเซียนกว่า 623,000 คน ในจำนวนดังกล่าวเดินทางจากเวียดนามเข้าสู่ประเทศไทยทางเรือถึง 117,321 คน ส่วนในภูมิภาคอื่นอย่างยุโรปเป็นวิกฤตการณ์อย่างแท้จริงจากการที่มีอยู่ย้ายถิ่นข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสูงถึง 1 ล้านคน ใน ค.ศ. 2015 และ 362,753 คน ใน ค.ศ. 2016

อย่างไรก็ตาม การย้ายถิ่นของชาวโรฮิงญานี้เป็นปัญหาที่ยืดเยื้อและพร้อมทวีความรุนแรงขึ้นได้ทุกเมื่อ ตัวอย่างเช่น ระหว่าง ค.ศ. 2012-2015 UNHCR ประมาณการว่ามีผู้ย้ายถิ่นจากบังกลาเทศและเมียนมาซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวโรฮิงญาข้ามอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามันมายังประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซียรวม 170,000 คน เฉพาะในปี 2014 มีประมาณ 63,000 คน และในปี 2015 มีประมาณ 33,600 คน ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางมาในช่วงครึ่งปีแรก ในปัจจุบันสาเหตุความรุนแรงที่ผลักดันให้ชาวโรฮิงญาต้องหนีภัยออกมายังเปลี่ยนรูปแบบไปตั้งแต่เหตุการณ์กลุ่มติดอาวุธ ARSA โจมตีด่านตำรวจชายแดนในเดือนตุลาคม 2016 ซึ่งไม่เคยมีกลุ่มที่มีศักยภาพและมีอาวุธต่อสู้แบบนี้มาก่อน การปะทะกันระหว่างกลุ่มติดอาวุธกับกองทัพเมียนมาส่งผลให้ชาวโรฮิงญาอพยพเข้าไปในบังกลาเทศประมาณ 87,000 คน จากรูปแบบการย้ายถิ่นของชาวโรฮิงญาที่เกิดขึ้นมาในช่วง 5 ปีนี้ เป็นที่น่ากังวลอย่างมากว่าหลังสิ้นสุดฤดูมรสุมฝั่งอันดามันประมาณเดือนตุลาคมนี้ ชาวโรฮิงญาที่อยู่ในบังกลาเทศรวมมากกว่า 640,00 คน หากไม่สามารถทนความยากลำบากทั้งที่อยู่ในหรือนอกค่ายผู้ลี้ภัย หรือเมียนมาไม่รับคนเหล่านี้กลับประเทศ ก็จะหาทางเดินทางออกมาทางทะเลอีกครั้งกับขบวนการค้ามนุษย์หรือลักลอบขนย้ายคน
รูปแบบและความเป็นไปได้ของความร่วมมือระดับอาเซียนที่มีประสิทธิภาพ
จากการศึกษาของโครงการ “อาเซียนกับระบบการอภิบาลภูมิภาคในเรื่องการย้ายถิ่นแบบไม่ปกติของชาวโรฮิงญา” พบว่า ในระดับอาเซียนมีความร่วมมือในหลายรูปแบบที่ทำงานเสริมและเติมเต็มซึ่งกันและกันในการจัดการการย้ายถิ่นของชาวโรฮิงญาให้มีประสิทธิภาพและก่อให้เกิดความมั่นคงระดับภูมิภาค ซึ่งมีตั้งแต่การประชุมเฉพาะกิจที่จัดขึ้นในวงจำกัดอย่างการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยการเคลื่อนย้ายแบบไม่ปกติของคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2015 โดยมาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศไทย ซึ่งล้วนแต่เป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ไปจนถึงการประชุมที่มีทั้งรัฐสมาชิกอาเซียนและประเทศนอกอาเซียนที่ได้รับผลกระทบหรือเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น บังกลาเทศ ออสเตรเลีย หรือประเทศที่สามารถให้ความช่วยเหลือหรือสนับสนุนอย่างเต็มที่อย่างสหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น รวมทั้งองค์การระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่ง UNHCR และ IOM เช่น การประชุมเฉพาะกิจที่ไทยริเริ่มขึ้นเพื่อดึงเมียนมาเข้ามาร่วมพูดคุยกับทุกฝ่าย ตัวอย่างเช่น

- การประชุมวาระพิเศษว่าด้วยการย้ายถิ่นแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดียซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2015 และครั้งที่ 2 ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2015

- การประชุมไม่เป็นทางการวาระพิเศษ (Special Retreat) ว่าด้วยการย้ายถิ่นแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดียในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2016

- การประชุมในกรอบอาเซียน เช่น การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติ วาระเร่งด่วน ในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2015

- การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนแบบไม่เป็นทางการ (Retreat) ที่มาเลเซียผลักดันและเมียนมารับเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่กรุงเนปยีดอ ประเทศเมียนมา ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2016

- กระบวนการบาหลีว่าด้วยการลักลอบขนย้ายคน การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติที่เกี่ยวข้อง หรือ Bali Process ที่จัดประชุมมาตั้งแต่ ค.ศ. 2002

การประชุมเหล่านี้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือในระดับอาเซียน ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนเกือบทั้งหมดรวมทั้งบังกลาเทศไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาต่าง ๆ ระดับโลกที่สำคัญทั้งที่เกี่ยวกับสถานะของบุคคลไร้รัฐ การลดความไร้รัฐ สถานภาพผู้ลี้ภัย ยกเว้นฟิลิปปินส์ที่เป็นภาคีอนุสัญญาบุคคลไร้รัฐและสถานภาพผู้ลี้ภัย และกัมพูชาในกรณีอนุสัญญาสถานภาพผู้ลี้ภัย

นอกจากนี้จากข้อมูลเพิ่มเติมที่ทีมวิจัยได้จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนามและสัมภาษณ์ทั้งนักการทูตไทย พระภิกษุ ชาวพม่า ชาวมุสลิม ในนครย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา เมื่อกลางเดือนกันยายน 2560 รวมทั้งจากการศึกษาเอกสาร งานวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับความเป็นไปได้และบทเรียนในการดำเนินการแก้ไขปัญหาการย้ายถิ่นแบบไม่ปกติจากกรณีชาวโรฮิงญาในเมียนมา ดังนี้
 
1) หลังวิกฤตการณ์การย้ายถิ่นของชาวโรฮิงญาและการค้นพบหลุมศพจำนวนมากในปี 2015 รัฐต่าง ๆ ในอาเซียนรวมทั้งประเทศไทยประสบความสำเร็จในการลดจำนวนการย้ายถิ่นเข้ามาของชาวโรฮิงญาด้วยการดำเนินการตรวจสอบเพิ่มขึ้นโดยเจ้าหน้าที่ทั้งจุดเดินทางออกมาและจุดที่มาถึง โดยเฉพาะในกรณีประเทศไทยได้ดำเนินการปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างจริงจังและดำเนินคดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ในกรณีชาวโรฮิงญาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 2015 และตัดสินคดีไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2017 รวมทั้งในกรณีอื่น ๆ ซึ่งปรากฏในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี ค.ศ. 2016 ซึ่งออกโดยกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้ในปี 2016 มีชาวโรฮิงญาจำนวนเพียงเล็กน้อยที่พยายามเดินทางทางบกจากเมียนมาไปมาเลเซีย หลายสิบคนโดนจับกุมระหว่างทาง

2) ประเทศไทยควรแสดงบทบาท “เพื่อนบ้านที่ดี” ของเมียนมาอย่างเต็มที่ด้วยความตระหนักว่าเสถียรภาพของรัฐบาลพลเรือนที่อองซานซูจีมีบทบาทนำในฐานะที่ปรึกษาแห่งรัฐเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพราะกองทัพยังมีบทบาทตามรัฐธรรมนูญของเมียนมา ค.ศ. 2008 ทั้งในรัฐสภาและรัฐบาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงกิจการชายแดน กระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย การเร่งกดดันให้อองซานซูจีออกมาปกป้องชาวโรฮิงญาโดยตรงหรือเผชิญหน้ากับกองทัพตามแรงกดดันจากนานาชาติ ไม่เพียงแต่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดในการแก้ไขปัญหาแล้ว จะกลายเป็นการผลักให้รัฐบาลพลเรือนตกที่นั่งลำบากและต้องเผชิญกับแรงต่อต้านจากชาวพม่าที่ไม่พอใจต่อ “การเลือกปฏิบัติอย่างเห็นอกเห็นใจต่อชาวโรฮิงญา” จนอาจเปิดทางให้กองทัพเข้าแทรกแซงได้

ในเรื่องนี้ อองซานซูจีก็ไม่ได้เพิกเฉยและยังคงพยายามหาทางแก้ไขปัญหาดังเช่นที่มีการจัดตั้ง “คณะกรรมาธิการที่ปรึกษารัฐยะไข่” (Advisory Commission on Rakhine State) ที่นำโดย Kofi Annan ซึ่งออกรายงานสุดท้ายไปเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ค.ศ. 2017 และการกล่าวสุนทรพจน์ต่อทั้งประเทศและนักการทูตต่างประเทศเกี่ยวกับความพยายามของรัฐบาลในเรื่องความปรองดองและสันติภาพของชาติที่เนปยีดอ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าเมียนมาต้องการ “เวลา” เพื่อประคับประคองและแก้ไขสถานการณ์อย่างค่อยเป็นค่อยไปซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของประธานอาวุโสขององค์กรศาสนาอิสลามแห่งหนึ่งในเมียนมาที่ผู้วิจัยได้สัมภาษณ์ซึ่งยืนยันที่จะให้การสนับสนุนอองซานซูจี
 
3) อาเซียนและโดยเฉพาะประเทศไทยควรใช้กลไกและเวทีต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั้งการประชุมแบบไม่เป็นทางการ ทำหน้าที่ประสานความช่วยเหลือจากนานาชาติให้เข้าไปยังเมียนมาดังเช่นที่อาเซียนโดย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียนเคยแสดงบทบาทนำในการเป็นผู้ประสานงานความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมจากนานาชาติฟื้นฟูเมียนมาที่ประสบภัยจากพายุไซโคลนนาร์กิสใน ค.ศ. 2008 รวมไปจนถึงการแก้ไขปัญหาการย้ายถิ่นแบบไม่ปกติที่พัวพันกับอาชญากรรมข้ามชาติอย่างการค้ามนุษย์และการลักลอบขนย้ายคน

กลไกเฉพาะกิจที่ไทยริเริ่มขึ้นอย่างการประชุมวาระพิเศษว่าด้วยการย้ายถิ่นแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย สามารถยึดเป็นรูปแบบที่จะนำกลับมาใช้หรือปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ในเรื่องนี้นักการทูตไทยยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า กลไกที่เหมาะสมที่สุดนั้นควรเป็นการพูดคุยแบบทวิภาคีระหว่างเมียนมากับบังกลาเทศ หรือถ้าไม่สามารถริเริ่มได้ ประเทศไทยและอาเซียนอาจเข้ามาร่วมจัดเวทีที่มีทั้งสองประเทศดังกล่าวเข้าร่วมเพื่อให้เกิดการพูดคุยแบบพหุภาคีแทนก็ได้โดยเน้นให้เกิดการทำงานระหว่างรัฐที่เกี่ยวข้องและได้รับผลกระทบโดยตรง อาเซียนเองก็มีตัวอย่างความสำเร็จในอดีตที่ร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศโดยยึดหลักการแบ่งปันภาระ (burden sharing) และความรับผิดชอบร่วมกัน (collective responsibility) ดังตัวอย่างแผนปฏิบัติการที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ลี้ภัยอินโดจีน (Comprehensive Plan of Action for Indochinese Refugees) ใน ค.ศ. 1989 อีกทั้งยังมีแนวทางในกรณีลาตินอเมริกาและแอฟริกาที่นำมาปรับใช้ได้

การดึงเมียนมาเข้าสู่เวทีการพูดคุยเช่นนี้ย่อมเป็นผลดีกับเมียนมาและอาเซียนเองที่จะลดแรงกดดันและการประณามจากนานาชาติที่ไปไกลจนถึงขั้นกล่าวหาว่าสถานการณ์ในยะไข่ตอนนี้เป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” รวมทั้งขจัดข่าวปลอมและข่าวลือที่เกิดขึ้นอันเป็นผลพวงจากความพยายามปกปิดและขัดขวางการเข้าถึงพื้นที่ของสื่อมวลชนหรือผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เป็นกลางและความหวาดระแวงของเมียนมาว่าจะโดนแทรกแซงอย่างมีอคติจากต่างชาติ
 
4) การดำเนินการต้องเป็นไปอย่างรอบด้าน สมดุล และระมัดระวัง โดยการให้ความช่วยเหลือเชิงมนุษยธรรมเป็นเพียงแค่การแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้าเพื่อบรรเทาสภาะวิกฤตเท่านั้น ไม่ควรจำกัดแต่เฉพาะชาวโรฮิงญา แต่ควรให้ความสนใจคนชาติพันธุ์อื่น รวมทั้งชาวพม่าที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงในพื้นที่ ในขณะที่ความร่วมมือต่าง ๆ ในระดับอาเซียนถือเป็นการแก้ไขปัญหาระยะยาวโดยควรมุ่งไปที่การจัดการสาเหตุพื้นฐานอย่างสถานะพลเมืองและการเคารพสิทธิมนุษยชนของชาวโรฮิงญา การแสวงหาข้อเท็จจริงและการดึงให้ทุกฝ่ายทุกชุมชนกลับมาปฏิสัมพันธ์กัน การลดเงื่อนไขของความขัดแย้งอย่างความยากจน ซึ่งรัฐยะไข่ถือเป็นพื้นที่ที่พัฒนาน้อยที่สุดเป็นอันดับ 2 ของประเทศรองจากรัฐชิน ความสมดุลและความระมัดระวังในการเข้าไปดำเนินการเป็นเรื่องสำคัญที่จะทำให้การร่วมมือแก้ไขปัญหากับรัฐบาลเมียนมาประสบผลสำเร็จและไม่ก่อให้เกิดความหวาดระแวงและแตกต่างระหว่างชุมชนทางชาติพันธุ์และศาสนาต่าง ๆ ในยะไข่
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 132    หน้าที่ : 06    จำนวนคนเข้าชม : 290   คน