เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2438653

รายละเอียด

• กลยุทธ์เพิ่มคุณค่าส่งออกอาหารฮาลาล จากไทยสู่อาเซียน
ปัจจุบันประชากรมุสลิมมีจำนวนกว่า 1,800 ล้านคน โดยอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 300 ล้านคน กว่าร้อยละ 73 อยู่ในอินโดนีเซีย ร้อยละ 4.3 อยู่ในมาเลเซีย และร้อยละ 22 อยู่ในกลุ่มประเทศภายใต้ข้อตกลง ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (Asean Economic Community: AEC) ประเทศอื่น ๆ ส่งผลให้ตลาดอาหารภายใต้ข้อกำหนดทางด้านศาสนา (Halal) ของชาวมุสลิมเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีมูลค่ากว่า 6-8 ล้านล้านบาทต่อปี

สำหรับประเทศไทยเป็นสมาชิก AEC ที่อยู่ในตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่มีศักยภาพในการจัดกระจายสินค้า นอกจากนี้ด้วยจุดแข็งด้านเทคโนโลยีการผลิตอาหารของไทย ผนวกกับความสามารถในการจัดหาวัตถุดิบที่หลากหลาย ทักษะแรงงานที่มีฝีมือ และการได้รับความเชื่อมั่นด้านคุณภาพและมาตรฐานจากคู่ค้าส่งผลให้ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการผลิตและส่งออกอาหารเป็นลำดับต้นของโลก

ผศ.ดร.ชุติมา ไวศรายุทธ์ และคณะ จึงสนใจทำวิจัยในทิศทางการประเมินข้อได้เปรียบในส่วนภาคการผลิตตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ เทคโนโลยีการแปรรูป ระบบจัดการ และความน่าเชื่อมั่นของการรับรองฮาลาล รวมถึงรูปแบบการจัดกระจายสินค้าระหว่างประเทศและภายในประเทศ โดยใช้ประเทศอินโดนีเซียเป็นคู่ค้าหลักสำหรับธุรกิจนี้ เพื่อใช้เป็นแนวทางจัดทำกลยุทธ์พันธมิตร (supply chain alliance) ระหว่างไทยกับประเทศคู่ค้า และสร้างคุณค่าจากโอกาสทางธุรกิจศักยภาพใหม่ที่ปรากฏในโซ่อุปทาน สำหรับเป็นข้อมูลทางเทคนิคในการสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารรวมทั้งหน่วยงานรัฐ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศผ่านอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล
 
ผลการศึกษาพบว่า ควรมีการผลักดันให้เกิดการเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารฮาลาลไทยไปสู่อินโดนีเซียใน 5 ประเด็น ดังนี้

(1) การเจรจาข้อตกลงทางการค้าระดับนโยบาย เพื่อให้เกิดความสะดวกในการไหลของสินค้าไทย

(2) หน่วยงานภาครัฐของไทยควรสนับสนุนให้เกิดการอำนวยความสะดวกในการตรวจประเมินการรับรองมาตรฐานฮาลาล และในระยะยาวควรสร้างพันธมิตรให้เกิดผู้ตรวจประเมิน (certification body) ของไทยเพื่อให้บริการตรวจตามมาตรฐานฮาลาลที่คู่ค้ากำหนด และเจรจาวางแผนจุดยืนการทำงานร่วมกับคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมในบริบทข้อกำหนดจากคู่ค้า

(3) ภาครัฐควรมีการใช้ระบบ National Single Windows (NSW) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลเอกสารและสินค้ากับฐานข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินการด้านเอกสารต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง เป็นการประหยัดเวลาและต้นทุนในการเดินทางไปยื่นเอกสารเอง และภาครัฐควรเข้ามากำกับเรื่องมาตรฐานบริษัทผู้ให้บริการด้านขนส่ง รวมทั้งดูแลกลไกราคาค่าบริการท่าเรือ

(4) ภาครัฐควรสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการไทยที่สามารถมีบทบาทในสมาคมค้าปลีกอินโดนีเซีย เพื่อมีส่วนในเรื่องการบริหารช่องทางการกระจายสินค้า และในระยะยาวควรมีการทำตราสินค้าอุตสาหกรรมอาหารของไทย (national brand) อย่างเป็นรูปธรรม โดยร่วมกับเครือข่ายค้าปลีก เพื่อให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง โดยเฉพาะกับกลุ่มค้าปลีกร้านสะดวกซื้อ เพราะสามารถกระจายได้มากที่สุดในอินโดนีเซีย

(5) ควรมีการวิจัยและพัฒนาด้านแรงงาน ค่าใช้จ่ายการบริการเพื่อรับรองการผลิต และนวัตกรรมเทคโนโลยี เพื่อหาแนวทางการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ การกระจายสินค้าผ่านธุรกิจค้าปลีก รูปแบบธุรกิจ และการสร้างตราสินค้า

ข้อมูลจากผลงานวิจัยนี้ สถาบันอาหาร ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม ได้นำไปใช้ในการกำหนดนโยบายร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อช่วยสนับสนุนโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลของไทย โดยทางสถาบันและโครงการฯ ได้จัดประชาสัมพันธ์ผลงานวิจัยร่วมกันเพื่อให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายรวมถึงแนวทางในการเพิ่มคุณค่าในโซ่อุปทานอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลของไทยแก่ผู้ประกอบการภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังการจัดสัมมนาครั้งนี้จำนวนถึง 250 คน เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในการปรับตัวของผู้ประกอบการและการปรับปรุงนโยบายของหน่วยงานภาครัฐ
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 131    หน้าที่ : 82    จำนวนคนเข้าชม : 111   คน