เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2490076

รายละเอียด

• คลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (71)

พบต้นเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลแทบทุกประเทศไม่มั่งคั่ง ร่ำรวย ประชาชนยากจน
พบต้นเหตุที่ทำให้รัฐบาลแทบทุกประเทศไม่มั่งคั่ง ร่ำรวย ประชาชนยากจน ขณะที่บริษัทเอกชนข้ามชาติรวยเอา ๆ จนรายได้หลายบริษัทมากกว่างบประมาณของหลาย ๆ ประเทศ ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อการบริหารประเทศ และต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ซึ่งนำไปสู่การยึดครองทางเศรษฐกิจในที่สุด ไทยเราจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวแก้สถานการณ์เป็นการเร่งด่วน ดังที่เสนอนี้

เหตุเพราะอาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา ประชาชน ส่วนใหญ่ แทบจะเกือบทั้งหมด ไม่รู้จัก ไม่เข้าใจทรัพย์สินทางปัญญาที่ดีพอ ส่วนใหญ่สร้างทรัพย์สินทางปัญญาไม่เป็น โดยมีสาเหตุหลักเพราะการศึกษา แทบทุกประเทศตั้งแต่อนุบาลจนถึงปริญญาเอก แทบไม่มีการเรียนการสอนทรัพย์สินทางปัญญา ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อประโยชน์เชิงพาณิชย์และทางสังคม

“ไทยเราส่งคนไปเรียนจบปริญญาเอกต่างประเทศจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เรียนรู้ ไม่ได้เข้าใจจริงเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา การประดิษฐ์ สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ สร้างทรัพย์สินทางปัญญาไม่เป็น สืบค้นเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ ต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ไม่เป็น ไม่รู้จักใช้แหล่งเรียนรู้เอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ มาเป็นฐานความรู้ในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจฐานความรู้”

ดังนั้น ต่อให้รัฐบาลลงทุนมากมายส่งคนไปเรียนจบปริญญาเอกจากต่างประเทศมาอีกหลายหมื่นคน แต่ถ้าหากคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังคงไม่เข้าใจประเด็นการประดิษฐ์ การเขียนข้อถือสิทธิที่ดีไม่เป็น จดสิทธิบัตรไม่ได้ สร้างทรัพย์สินทางปัญญาที่มีผลกระทบสูงไม่ได้ ผลงานนวัตกรรมดี ๆ ก็เกิดได้ยาก และยากยิ่งที่ไทยเราจะพัฒนาก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง

ท่านเชื่อหรือไม่ : ถ้าคนไทยรู้จัก เข้าใจ ทรัพย์สินทางปัญญาดีพอ สร้างทรัพย์สินทางปัญญาเป็น อาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิจัย นักศึกษา ได้ผนึกกำลังเป็นหนึ่งเดียวกับภาคเอกชน ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ผู้เขียนมั่นใจว่า ไทยเราจะสามารถพัฒนาประเทศได้ก้าวไกลกว่าเป้าหมายเดิม มากกว่าที่คิดไว้เดิม ได้ไม่น้อยกว่า 10 เท่า จะสามารถก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง เราจะมีนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ที่ก่อให้เกิดผลกระทบสูงต่อการพัฒนาประเทศหลายร้อยนวัตกรรม ประเทศมั่งคง ประชาชนมั่งคั่ง ร่ำรวยด้วยทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม ก้าวสู่เศรษฐกิจฐานความรู้อย่างแท้จริง หากรัฐบาล คสช. กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา, ก.พ.อ., ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณานำข้อเสนอ ยุทธศาสตร์ “การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมเพื่อการขับเคลื่อนประเทศ ” นี้ ไปใช้เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 หากท่านเชื่อหรือเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ โปรดพิจารณาให้ข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง เสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และร่วมกันผลักดันสู่ระดับนโยบายรัฐบาล

“ในการนี้ เสนอสื่อมวลชนทุกแขนง พิจารณาเสนอข่าว ทำสกู๊ปข่าว เสนอภาคเอกชน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้ประกอบการภาคเอกชน ผู้บริหารบริษัทเอกชน นักประดิษฐ์ บุคลากร อาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา และประชาชนทั่วไป พิจารณาให้ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง และเสนอแนะเพิ่มเติม อนึ่งหากเห็นด้วย กรุณาช่วยกันผลักดัน สนับสนุน เผยแพร่ทางสื่อสารออนไลน์ แชร์ กดไลน์ ให้รัฐบาล และหน่วยงานเกี่ยวข้องเห็นความสำคัญ เปลี่ยนเป้าหมายหลักมาวิจัยจดสิทธิบัตรสู่เชิงพาณิชย์ และสร้างนวัตกรรมเชิงสังคมด้วยงานอันมีลิขสิทธิ์ สร้างยุทธศาสตร์ “การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมเพื่อการขับเคลื่อนประเทศ” นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ที่มีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นรากฐานการพัฒนาอย่างแท้จริง”
ข้อเสนอยุทธศาสตร์ “การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมเพื่อการขับเคลื่อนประเทศ สู่ไทยแลนด์ 4.0” ประกอบด้วย :
ข้อเสนอที่ 1

เสนอยุทธศาสตร์วิจัยขึ้นหิ้ง สู่วิจัยขึ้นห้าง โดยปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการ มุ่งเพิ่มกำลังคนที่มีคุณภาพมาสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม โดยเปลี่ยนเป้าหมายการทำงานของบุคลากรวิจัยและนักศึกษา จากวิจัยขึ้นหิ้ง เป็นงานวิจัยขึ้นห้าง กลุ่มเป้าหมายคือ อาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอก

เป็นยุทธศาสตร์/กลยุทธ์หลักที่สำคัญของข้อเสนอนี้ซึ่งสามารถดำเนินการ และ/หรือ สั่งการได้ทันที โดยไม่ต้องใช้งบประมาณ สามารถก่อให้เกิดผลกระทบสูง รวดเร็ว ด้วยกำลังมันสมองของคนเก่งๆ จำนวนมากทั่วประเทศ

เสนอให้พิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการ โดยเฉพาะประเภทของผลงานทางวิชาการ ดึงอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษาทั่วประเทศ จากมุ่งวิจัยตีพิมพ์ขึ้นหิ้งเป็นหลัก ให้หันเป้าหมายมาวิจัยขึ้นห้างเป็นหลัก ดึงอาจารย์นักวิจัยนักศึกษาหลายแสนคน วิจัย-ทำงาน-เรียนเพื่อชาติ


อนึ่งในทางปฏิบัติ ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยบางแห่งได้ให้ความสำคัญในการพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการแก่อาจารย์ที่มีผลงานได้รับจดทะเบียนสิทธิบัตรด้วยน้ำหนักคะแนนที่สูง แต่หากยังมิได้มีการประกาศออกมาเป็นหลักเกณฑ์จากส่วนกลางที่ชัดเจน ก็ยากที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนให้วงการวิจัยทางวิชาการหันมาให้ความสำคัญกับทำงานวิจัยเพื่อการค้นพบสิ่งใหม่ที่สามารถจดสิทธิบัตร สร้างทรัพย์สินทางปัญญาสู่นวัตกรรมถึงระดับที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศเต็มศักยภาพได้
 
ข้อเสนอที่ 2

เสนอยุทธศาสตร์การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม มีกลยุทธ์ แผนงาน โครงการ สร้างความเข้มแข็งในการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน จัดทำแผนงาน โครงการ ระยะสั้นและระยะยาว รองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

เสนอให้จัดทำยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ แผนงาน โครงการ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาขีดความสามารถด้านทรัพย์สินทางปัญญา การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตร และงานอันมีลิขสิทธิ์ มาขับเคลื่อนประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามแนวทางประชารัฐ เพื่อการขับเคลื่อนประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 มีเป้าหมายมุ่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม ด้วยกำลังมันสมองของอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการหลายหมื่นคนทั่วประเทศ และพลังปัญญาของนักศึกษาระดับปริญญาเอก โท ตรี อีกหลายแสนคนทั่วประเทศที่ทำงานร่วมกับภาคเอกชนที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ

โดยเสนอว่า แผนงาน โครงการแรกที่มีความจำเป็นสูง ควรทุ่มงบประมาณดำเนินการเป็นโครงการใหญ่ เร่งด่วนที่สุด เพราะมีศักยภาพก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เมื่อคนเก่ง ๆ หลายพัน หลายหมื่นคน สร้างทรัพย์สินทางปัญญาเป็น จดสิทธิบัตรได้ สร้างนวัตกรรมที่มีคุณภาพสูงได้ เร่งให้เกิด Startup ที่เข้มแข็งจำนวนมากได้ คือ “โครงการยกระดับขีดความสามารถสร้างทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตรงานอันมีลิขสิทธิ์ และนวัตกรรม” มีกลุ่มเป้าหมายเป็นอาจารย์ที่มีตำแหน่งทางวิชาการ นักวิจัย อาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษาปริญญาเอก โท ตรี อาจารย์ นักเรียนระดับอาชีวศึกษา บุคลากร นักวิจัยในสังกัดกระทรวง เช่น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และนักวิจัยภาคเอกชน รวมไปถึงการสนับสนุนโครงการ/โครงงานการสืบค้นเอกสารสิทธิบัตรและต่อยอดเทคโนโลยีระดับโรงเรียน สำหรับบุคลากร ครู นักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) วางรากฐานการสร้างความเข็มแข็งด้านการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมระยะยาว

ดูเพิ่มเติมประกอบการพิจารณาจัดทำยุทธศาสตร์ฯ ได้ในประชาคมวิจัย ฉบับที่ 105 คลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (45) : ข้อเสนอการพัฒนาประเทศแบบก้าวกระโดดด้วยการวิจัยต่อยอดเทคโนโลยีสิทธิบัตรของบริษัทข้ามชาติ และสร้างความฉลาดทางทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อการแข่งขัน ที่http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2866
 
ข้อเสนอที่ 3

เสนอยุทธศาสตร์ การจัดการเรียนการสอนการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา ในทุกระดับการศึกษา

เป็นการปฏิรูปการศึกษาด้วยเนื้อหาการเรียนรู้ ด้วยแหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีทันสมัยที่สุดของโลก สร้างการเรียนรู้ด้วยตนเองด้วยแหล่งเรียนรู้เอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ และพัฒนาขีดความสามารถในการสร้างงานอันมีลิขสิทธิ์
สู่เศรษฐกิจฐานความรู้ที่เข้มแข็ง กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียน นักศึกษาทุกระดับการศึกษาทั่วประเทศ

“การปฏิรูปเนื้อหาการเรียนรู้โดยให้เรียนรู้จากแหล่งความรู้ที่ทันสมัย ด้วยการสืบค้นเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ ทำให้เกิดความรู้ใหม่ เกิดความคิดสร้างสรรค์ คิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ได้ และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นปัจจัยหลักสำคัญต่อความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษา”

จึงเสนอให้รัฐบาล คสช. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาออกนโยบาย และ/หรือ ออกคำสั่ง สั่งการ ให้มีการจัดการเรียนการสอนวิชา “การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา” และวิชาที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาในสถานศึกษาทุกระดับการศึกษา
รายละเอียดของข้อเสนอถึงรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง
• ข้อเสนอพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการ

“เสนอรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา, คสช., กระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ และคณะกรรมการข้าราชการพลเรียนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) พิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการ โดยเฉพาะประเภทของผลงานทางวิชาการ ดึงอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษา ทั่วประเทศ จากมุ่งวิจัยตีพิมพ์ขึ้นหิ้งเป็นหลัก ให้หันเป้าหมายมาวิจัยขึ้นห้างเป็นหลัก ให้ได้ผลงานสิทธิบัตร นวัตกรรม จะเกิด Startup ที่มีคุณภาพมากมาย ให้เกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์และเชิงสังคม เพื่อการขับเคลื่อนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 อย่างมีประสิทธิภาพ”

เสนอนายกฯ พิจารณาใช้อำนาจพิเศษ มาตรา 44 (ใน \"บทเฉพาะกาล\" ของรัฐธรรมนุญฯ ฉบับที่ 20 พศ.2560 ได้คงอำนาจของ คสช. ตามรัฐธรรมนูญฯฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ไว้จนกว่า ครม.ชุดใหม่จะเข้าปฏิบัติหน้าที่ http://www.bbc.com/thai/thailand-39487584) พิจารณาออกคำสั่ง เพื่อแก้ปัญหาที่เป็นคอขวดของการสร้างนวัตกรรม นำผลงานวิจัยทั้งระบบสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และประโยชน์ทางสังคม เปลี่ยนวัฒนธรรมวิจัยในภาคมหาวิทยาลัย จากวิจัยเพื่อขึ้นหิ้ง ที่มุ่งตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ เพื่อให้ได้ตำแหน่งทางวิชาการ เปลี่ยนไปเป็นวิจัยที่มุ่งให้ได้ผลงานที่เป็นการประดิษฐ์ใหม่ ที่ตีพิมพ์เผยแพร่เป็นคำขอรับสิทธิบัตร (Published Patent Application), ให้ได้รับจดสิทธิบัตร (Issued Patent / Patent Grants) สร้างผลงานวิจัยขึ้นห้าง สร้างนวัตกรรม และ Startup ดึงอาจารย์มหาวิทยาลัยหลายหมื่นคน มุ่งเป้าทำงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์และวิจัยเพื่อสังคม มุ่งทำงานที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศโดยตรง (ดูรายละเอียดท้ายบทความนี้)

เป็นการเปิดทางให้อาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา ระดับมันสมองของชาติ ได้มีโอกาสก้าวหน้ารวดเร็วยิ่งขึ้น ได้มีกำลังใจ ได้ทำงานเพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าแก่ประเทศชาติโดยตรง ได้มุ่งมั่นทุ่มเท ทำงานร่วมกับภาคเอกชนไทย จดสิทธิบัตร สร้างนวัตกรรม

และเสนอให้จัดทำยุทธศาสตร์ แผนงาน โครงการที่เกี่ยวข้อง มาขับเคลื่อนประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามแนวทางประชารัฐ ด้วยกำลังมันสมองของอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ หลายหมื่นคนทั่วประเทศ และพลังปัญญาของนักศึกษาระดับปริญญาเอก โท ตรี อีกหลายแสนคนทั่วประเทศ จากเดิมที่วิจัย ทำงาน เรียนรู้ อย่างกระจัดกระจาย ที่ส่วนใหญ่ยังสร้างผลงานที่ไม่ตรงเป้าหมายการพัฒนาประเทศ ผลงานส่วนใหญ่ยังไม่เกิดประโยชน์โดยตรงต่อการพัฒนาประเทศ

“ให้เกิดรวมพลังกันครั้งสำคัญ มุ่งเป้าหมายเดียวกัน คือ ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตร และด้วยการสร้างผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่จะสร้างนวัตกรรมดี ๆ สร้าง startup สร้างธุรกิจนวัตกรรมที่มีทรัพย์สินทางปัญญาเป็นส่วนประกอบสำคัญในการดำเนินกิจการ ให้เกิดขึ้นอย่างมากมายต่อเนื่อง”

ขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ ด้วยแหล่งเรียนรู้เอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ด้วยสิทธิบัตร ด้วยผลงานอันมีลิขสิทธิ์ นำประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ดูประโยชน์ของการสืบค้นเอกสารสิทธิบัตร ทักษะการเรียนรู้ใหม่ ลักษณะการเรียนรู้ใหม่ (learning style) จากการเรียนรู้เอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ ได้ในคลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (52) : การพัฒนาเด็กและเยาวชนให้รู้จักใช้คอมพิวเตอร์ในทางสร้างสรรค์ ด้วยเครื่องมือ ICT เพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง จากแหล่งเรียนรู้เอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ ที่ http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=3049
 
เพื่อการปฏิรูปการศึกษา วางรากฐานระยะยาว ตามยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี อันจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างสูงต่อเศรษฐกิจและสังคม ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ

เสนอให้รัฐบาลมีนโยบาย และ/หรือ นายกรัฐมนตรีพิจารณา หรือ คสช. พิจารณาใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 (รัฐธรรมนูญใหม่ พ.ศ.2560 มาตรา 265 เปิดทางให้ คสช. สามารถใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฯชั่วคราว พ.ศ.2557 ได้ ดูที่http://www.posttoday.com/analysis/politic/488783) มีนโยบายระดับรัฐบาล หรือพิจารณาออกคำสั่งให้มีการจัดการเรียนการสอนวิชา “การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา” และวิชาที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภท ได้แก่ “วิชาการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา” “วิชาการสืบค้นต่อยอดสิทธิบัตรสร้างนวัตกรรม” “วิชาวิเคราะห์วิจัยข้อมูลสิทธิบัตรด้วยโปรแกรม software : Patent Research เพื่อการต่อยอดและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น Patent Mapping, Competitive Patent Intelligence, Intellectual Property Intelligence” “วิชาลิขสิทธิ์และการสร้างผลงานอันมีลิขสิทธิ์” “วิชาการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา” ในสถานศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา (ดูเพิ่มเติมที่ คลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (34): การจัดการเรียนการสอนทรัพย์สินทางปัญญา และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา สำหรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2580; คลังความรู้โลกจากสิทธิบัตรนานาชาติ (17) เสนอทางออกใหม่ในการปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานวางรากฐานพัฒนาเยาวชน สร้างคนดี คนเก่ง เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ ที่ http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2031 และ เว็บไซต์ต่อยอดการศึกษา ที่https://sites.google.com/a/toryod.info/www/)

เสนอรัฐบาลให้มีนโยบายระดับรัฐบาลและสั่งการ และ/หรือ ออกคำสั่งโดยอำนาจพิเศษของ คสช. ที่กำหนดให้วิชา “การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา” ที่เน้นการสืบค้นและต่อยอดเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ เพื่อจดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ อนุสิทธิบัตร สิทธิบัตรการออกแบบ สร้างทรัพย์สินทางปัญญาสู่เชิงพาณิชย์ (ที่ไม่ใช่วิชาที่เป็นความรู้พื้นฐานทรัพย์สินทางปัญญาทั่วไปเท่านั้น) โดยสายศิลป์เน้นการเรียนรู้งานอันมีลิขสิทธิ์และการสร้างผลงานอันมีลิขสิทธิ์ เป็นวิชาบังคับตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ตลอดจนปริญญาโท และปริญญาเอก ในหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา ทุกสาขาวิชา และนอกจากระดับอุดมศึกษา เสนอให้พิจารณาจัดการให้มีการเรียนการสอน “วิชาทรัพย์สินทางปัญญาและการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา” ในสถาบันการศึกษาระดับอาชีวศึกษา และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย
 
เหตุผลเพราะ นอกจากการจัดการเรียนการสอน การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจะเป็นการวางรากฐานด้านการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมของประเทศในระยะยาวแล้ว ผู้เขียนได้พบว่า นักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีศักยภาพเป็นกำลังสำคัญในการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาได้ดี โดยเฉพาะการสืบค้นเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติเป็นฐานความรู้ในการต่อยอดจัดทำโครงงานของนักเรียน (ดูการสืบค้นสิทธิบัตรนานาชาติเพื่อพัฒนานวัตกรรมและโครงการต่อยอดเทคโนโลยีระดับโรงเรียน ที่http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2132และดูผลงานการสืบค้นเอกสารสิทธิบัตรที่เข้าใจได้ง่าย ๆ ของนักเรียน ในประชาคมวิจัย ฉบับที่ 108 คลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (48) : เอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ แหล่งเรียนรู้ ICT เพื่อพัฒนาความรู้ และความคิดสร้างสรรค์ ของเด็ก เยาวชน และสังคมไทย และวิธีการสืบค้นสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา ที่http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2941) และยังเห็นได้จากโครงการวิจัยรูปแบบการสร้างนักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม สร้างทรัพย์สินทางปัญญาสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งสนับสนุนโดย สพฐ. ปรากฏว่าภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี นักเรียนมีผลงาน ด้านการคิดสร้างสรรค์และสร้างทรัพย์สินทางปัญญา อย่างน่าชื่นชม ด้วยกระบวนการพัฒนาทักษะกระบวนการคิดสร้างสรรค์ เทคนิคการต่อยอดเทคโนโลยี สร้างทรัพย์สินทางปัญญา ปรากฏผลว่า โรงเรียนนำร่อง 4 แห่ง มีผลงานยื่นคำขอรับอนุสิทธิบัตร จำนวน 11 รายการ ผลงานจดแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ จำนวน 10 รายการ และยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า 4 รายการ ดูได้ที่ประชาคมวิจัยฉบับที่ 100 คลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (40) : รูปแบบการสร้างนักธุรกิจน้อยมีคุณธรรม สร้างทรัพย์สินทางปัญญา สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2744

ในระดับอาชีวศึกษา ยิ่งเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเรียนรู้การสืบเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติมาต่อยอดพัฒนาชิ้นงาน สร้างการประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่มีศักยภาพสร้างทรัพย์สินทางปัญญาสู่นวัตกรรม โดยควรได้มีการพัฒนานำกระบวนการพัฒนาชีวิตสู่ความสำเร็จมาใช้ในอาชีวศึกษา ประกอบกับการเปลี่ยนความสนใจของนักเรียนมาที่การเรียนในเรื่องที่น่าสนใจ ท้าทาย เช่น การทำโครงการสิ่งประดิษฐ์ต่อยอดสิทธิบัตรนานาชาติ มีที่ปรึกษาและครูผู้สอนช่วยกันติดตามการดำเนินชีวิตนักเรียน การพัฒนาชีวิตนักเรียนไปพร้อม ๆ กับการเรียนการสอนชั่วโมงปกติ สร้างความภาคภูมิใจในความสำเร็จที่เกิดขึ้นแก่ครู นักเรียน และสถาบันอาชีวศึกษานั้น ๆ ดูเพิ่มเติมในประชาคมวิจัย ฉบับที่ 103 คลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (43) : ปฏิรูปอาชีวศึกษา สร้างสุภาพบุรุษอาชีวะ ด้วยการพัฒนาชีวิตสู่ความสำเร็จ แก้ปัญหานักเรียนตีกันอย่างยั่งยืน ที่ http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2816

“สิทธิบัตร และนวัตกรรม เป็นกุญแจดอกสำคัญของความสำเร็จที่จะพัฒนาประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ยากที่จะทำได้สำเร็จถึงระดับที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม หากใช้ช่องทางกฎหมายและระเบียบปกติ”
 
อนึ่ง หากไม่มีนโยบายระดับรัฐบาล หรืออำนาจพิเศษตามคำสั่งของ คสช. ซึ่งมีพลังดึงดูดความสนใจของผู้คน และทำให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญได้มาก ก็ยากยิ่งที่สภามหาวิทยาลัยต่าง ๆ (รวมถึงวิทยาลัย และโรงเรียน) แต่ละแห่งซึ่งมีจำนวนมากทั่วประเทศจะให้ความสนใจและมีเวลาพิจารณาอนุมัติหลักสูตรให้มีการนำวิชา “การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา” มาบรรจุในหลักสูตรการศึกษาของแต่ละสถานศึกษาโดยทั่วถึงกัน ไม่สามารถก่อให้เกิดความตระหนักถึงความสำคัญได้มากพอ และจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมวิจัย ยากที่จะก่อให้เกิดผลกระทบสูงต่อเศรษฐกิจและสังคมตามที่คาดหวังไว้

โดยเสนอว่า อย่างน้อยที่สุดควรเป็นวิชาบังคับ 3 หน่วยกิต ที่มีทั้งบรรยายและปฏิบัติการ สำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในระดับปริญญาตรี ทุกหลักสูตร ทุกคณะวิชา ในทุกสถาบันอุดมศึกษา และอาชีวศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งอยู่ในวิสัยที่สามารถดำเนินการได้ไม่ยาก หากเป็นคำสั่งหรือนโยบายระดับรัฐบาล หากจะให้ดีที่สุดควรสนับสนุนให้มีจัดการเรียนการสอนและปฏิบัติการสืบค้นเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติและต่อยอดเทคโนโลยีในทุกชั้นปี โดยสายศิลปะเน้นการสร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์

ดูการจัดการเรียนการสอนทรัพย์สินทางปัญญา และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา สำหรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดทำหลักสูตรการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเหมาะสำหรับกลุ่มคณะวิชาต่าง ๆ ไว้แล้วได้ในประชาคมวิจัยฉบับที่ 94 คลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (34): การจัดการเรียนการสอนทรัพย์สินทางปัญญา และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา สำหรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ที่http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2580
ปฏิรูปการศึกษาไทย ด้วยแหล่งเรียนรู้เอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ แหล่งรวมการประดิษฐ์ของคนทั้งโลก
การปฏิรูปการศึกษาไทยให้ประสบความสำเร็จได้สิ่งสำคัญคือ เนื้อหาสาระการศึกษามีความแปลกใหม่ ท้าทาย สนุกสนาน สามารถสืบค้นได้ไม่มีสิ้นสุด ซึ่งก็คือ แหล่งเรียนรู้เอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ ที่ทุกคนสามารถสืบค้นเทคโนโลยีทันสมัยทั่วโลกได้ฟรีและรวดเร็ว และที่สำคัญคือ “สิทธิบัตรต่างประเทศจำนวนกว่า 70 ล้านเรื่อง เกือบทั้งหมด 99.98 % ไม่จดทะเบียนในประเทศไทย เราสามารถนำมาใช้ผลิตสินค้า และจำหน่ายได้ฟรี ในประเทศไทย เป็นโอกาสมหาศาลที่จะก่อให้เกิดการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีของประเทศ”

ที่สำคัญคือ การจัดการเรียนการสอนวิชาสร้างทรัพย์สินทางปัญญานี้เริ่มได้รวดเร็ว ดำเนินการได้ทันทีในทุกระดับการศึกษา ในทุกชั้นปี ด้วยเนื้อหาการเรียนรู้หลักในหัวข้อ “การสืบค้นเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติและต่อยอดเทคโนโลยี” ที่มีภาคปฏิบัติให้ผู้เรียนได้สืบค้นจริง ๆ ได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงเป็นหลัก โดยเนื้อหาความยากง่ายอยู่ที่โจทย์ และคำสืบค้นที่แตกต่างกันของแต่ละระดับการศึกษาอยู่แล้ว เช่น ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานก็สืบค้นการประดิษฐ์ง่าย ๆ ที่ไม่ซับซ้อนนัก ใช้คำกว้าง ๆ เช่น food, herb, tree, house, furniture, flood, bicycle, robot ระดับอุดมศึกษา ก็ค้นเอกสารสิทธิบัตรหาเทคโนโลยีเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระในสาขาวิชาที่ตนเรียนอยู่ จึงใช้ได้กับทุกระดับการศึกษา แม้เรียนสูงขึ้นในระดับชั้นปีต่อไป ก็ไม่เบื่อ เพราะเรื่องที่สืบค้น คำสืบค้นเปลี่ยนไป ผลการสืบค้นก็แตกต่างออกไป ได้อ่านเอกสารสิทธิบัตร ได้ idea ได้เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ได้ฝึกเทคนิคการต่อยอดเอกสารสิทธิบัตร ได้เพิ่มขีดความสามารถในการคิดประดิษฐ์สร้างทรัพย์ทางปัญญาเป็นของตนเอง (ดูประชาคมวิจัยฉบับที่ 108 คลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (48) : เอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ แหล่งเรียนรู้ ICTเพื่อพัฒนาความรู้ และความคิดสร้างสรรค์ ของเด็ก เยาวชน และสังคมไทย และวิธีการสืบค้นสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา ที่ http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=2941, ดูเทคนิควิธีการต่อยอดสิทธิบัตรในประชาคมวิจัย ฉบับที่ 120 คลังความรู้โลกจากเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ (60) : การต่อยอดผลงานประดิษฐ์คิดค้นสาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย ที่http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=3254

โดยครู อาจารย์ ผู้บริหาร ให้โจทย์ที่ตรงกับเนื้อหาวิชาหรือสาขาที่เรียน หรือตรงกับความสนใจประดิษฐ์คิดค้นเพื่อพัฒนาสู่เชิงพาณิชย์ ไม่จำเป็นต้องมีครูเก่งๆ มาสอน เพราะลักษณะการเรียนการสอนเป็นในลักษณะที่ครูอาจารย์ ผู้บริหาร ให้โจทย์แก่นักเรียนนักศึกษา บุคลากร เป็นการมอบหมายงานให้ไปสืบค้น และเรียนรู้ด้วยตนเอง นำผลการสืบค้นของแต่ละรายวิชาที่เรียนในวิชาปกติ หรือโครงงาน หรือปัญหาพิเศษ หรือวิทยานิพนธ์ มานำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน เกิดความคิดสร้างสรรค์จากการที่ได้สืบค้นพบสิ่งใหม่ที่แปลกแตกต่าง และมีการเปลี่ยนแปลงโดยตลอด นอกจากจะได้รับองค์ความรู้ใหม่ ได้เรียนรู้ ได้ติดตามเทคโนโลยีทันสมัยล่าสุดของโลกแล้ว ยังก่อเกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง เป็นการวางรากฐาน สร้างความเข้มแข็งด้านทรัพย์ทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศ (ดูเพิ่มเติมในประชาคมวิจัยฉบับที่ 65 : คลังความรู้โลกจากสิทธิบัตรนานาชาติ (9) กุญแจไขประตูความรู้ เพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ สร้างคนที่สร้างชาติ ที่http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=1041; ครู อาจารย์ให้โจทย์ ให้นักเรียน นักศึกษา ไปสืบค้นเองได้เลย ผู้บริหาร สั่งงาน มอบหมายงาน ให้ลูกน้องไปค้นเองได้เลย ดูวิธีการตั้งโจทย์ การให้โจทย์ในการเรียนการสอน หรือการมอบหมายงาน ได้ในประชาคมวิจัย ฉบับที่ 67 ที่ http://rescom.trf.or.th/display/keydefault.aspx?idUn1colum=977)
 
การปฏิรูปการศึกษา มีศักยภาพและประสบความสำเร็จอย่างสูงได้ด้วยการจัดการเรียนการสอนทรัพย์สินทางปัญญา ให้มีประสบการณ์สืบค้นแหล่งเรียนรู้เอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ ได้รับองค์ความรู้ใหม่ ทันสมัย ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ได้ฝึกความคิดสร้างสรรค์ ได้ฝึกคิดประดิษฐ์ต่อยอด ใช้ในการทำโครงงาน ปัญหาพิเศษ วิทยานิพนธ์ ที่มีคุณภาพ มีศักยภาพจดสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร สิทธิบัตรการออกแบบ ได้เรียนรู้และรู้จักสร้างงานอันมีลิขสิทธิ์ นำประเทศสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ที่เข้มแข็ง

โดยเสนอให้ดำเนินการได้ถึงระดับที่เป็นนโยบายรัฐบาล หรือพิจารณาบริหารจัดการให้กระทรวงศึกษาธิการ จัดการศึกษาให้นักเรียน นักศึกษา ทั้งระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา ทุกสาขาวิชา ทุกชั้นปี จัดการเรียนการสอนวิชาการสร้างทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตร และลิขสิทธิ์

นักเรียน นักศึกษาไทย ทุกระดับการศึกษา ทุกชั้นปี จะสนุกกับการสืบค้นเอกสารสิทธิบัตร ได้สืบค้นด้วยตนเอง ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง ได้เห็นการประดิษฐ์ เห็นความคิดสร้างสรรค์ของคนทั้งโลก ทำให้คิดเป็น ทำเป็น สามารถต่อยอดประดิษฐ์คิดค้นสร้างทรัพย์สินทางปัญญาที่มีคุณภาพ เป็นการวางรากฐานการขับเคลื่อนประเทศด้วยทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม

การจัดการเรียนการสอนสำหรับนักเรียน นักศึกษาสายศิลป์ ก็มุ่งศึกษาวิชา “การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา” ที่เน้นการสร้างสรรค์ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้ง 9 ประเภท ให้มีความรู้จริง ได้มีการฝึกปฏิบัติ ให้มีขีดความสามารถในการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ อันได้แก่ วรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ แผนกศิลปะ งานที่นำออกสู่สาธารณชนโดยการแพร่เสียงทางวิทยุกระจายเสียง การแพร่เสียง และ/หรือ ภาพทางวิทยุ โทรทัศน์ หรือโดยวิธีอย่างอื่นอันคล้ายคลึงกัน
รายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับข้อเสนอให้พิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการ เพื่อนำผลงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง
ทรัพย์สินทางปัญญาสำคัญยิ่งในยุคที่มีแข่งขันกันทางเทคโนโลยีรุนแรงมากนี้ ได้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ยิ่งสิทธิบัตรเป็นแหล่งรายได้ที่จะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เปรียบเหมือนเราบุกเบิกป่าแล้วได้เป็นเจ้าของโฉนด ใครจะเข้ามาใช้ที่ดินก็ต้องจ่ายค่าเช่า

วิจัยแล้วจดสิทธิบัตร ก็จะได้รับการคุ้มครองพื้นที่เทคโนโลยีใหม่ที่ได้ค้นพบ ได้ประดิษฐ์ขึ้น เปรียบเสมือน นาย ก. บุกเบิกป่า แล้วขอออกโฉนด เมื่อได้รับโฉนด นาย ก. ก็เป็นเจ้าของที่ดินพื้นที่ที่เขาบุกเบิกนั้น ถ้าต่อมามีอาจารย์ นักศึกษา มาวิจัยต่อยอดแล้วตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ ได้เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่เติมเต็มเทคโนโลยีให้สมบูรณ์ แต่ถ้าอยู่ในพื้นที่เทคโนโลยีที่มีผู้ครอบครองตามสิทธิบัตรแล้วนั้น สิ่งที่สร้างองค์ความรู้ที่เติมเต็ม ก็อยู่ภายใต้สิทธิของผู้มีสิทธิบัตรอยู่ดี เปรียบเสมือนกับมีอาสาสมัครไปสร้างตึกใหม่ให้ฟรี ๆ ในพื้นที่ของนาย ก. ถ้าใครมาใช้พื้นที่ในตึก แม้ตึกจะอยู่ฟรี ใช้ฟรีได้ แต่ทุกคนที่มาอยู่อาศัยในตึกก็ยังต้องจ่ายค่าเช่าที่ดิน ที่ตึกนั้นตั้งอยู่ให้นาย ก. อยู่ดี แต่ถ้าคนที่สร้างตึกใหม่ในที่ดินพื้นที่ของนาย ก. เป็นนาย ข. ที่ได้ขอเช่าที่นาย ก. สร้างตึกใหม่ และได้ออกเอกสารครอบครองตึกใหม่ ไม่เปิดให้ใช้ฟรี ก็เหมือนกับมีผู้ค้นพบเทคโนโลยีย่อยใหม่ ภายใต้พื้นที่เทคโนโลยีของนาย ก. ใครมาใช้พื้นที่ในตึก ก็ต้องจ่ายค่าเช่าให้แก่ทั้งนาย ก. และ นาย ข. ถ้านาย ค. มาขอเช่าและกั้นห้องในตึกพร้อมกับออกเอกสารสิทธิเป็นเจ้าของห้องเช่า นาย ค. ก็จะมีรายได้จากค่าเช่าห้อง แต่ถ้านาย ค. อาสามากั้นห้องให้ฟรี เหมือนตีพิมพ์เผยแพร่องค์ความรู้ย่อยให้ใช้ฟรี ภายใต้เทคโนโลยีที่ นาย ก. และนาย ข. มีสิทธิบัตรอยู่ ทุกคนมาใช้ห้องที่นาย ค. กั้นได้ฟรี แต่ผู้มาใช้ห้องก็ต้องจ่ายค่าเช่าที่ดินแก่นาย ก. และจ่ายค่าเช่าตึกแก่ นาย ข. อยู่ดี เพราะห้องตั้งอยู่ในที่ดินพื้นที่ของนาย ก. และตั้งอยู่ในตึกที่นาย ข. เป็นเจ้าของอยู่

สิ่งที่นักวิจัยทางวิชาการควรเข้าใจ และคำนึงถึง ก็คือ ลักษณะองค์ความรู้ของผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นรายละเอียดเชิงลึกขององค์ความรู้ที่ต้องการความประณีตสูง เปรียบได้กับการออกแบบตกแต่งสวน ตกแต่งอาคาร ตกแต่งห้องพักให้สมบูรณ์ ให้พร้อมใช้งาน (หากยังไม่พบสิ่งใหม่ที่ใช้ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรมได้ และมีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นด้วย ก็ไม่เป็นการประดิษฐ์ ที่จะพิจารณารับจดสิทธิบัตรได้) จึงมีลักษณะเป็นเพียงการเติมเต็มพื้นที่เทคโนโลยีสาขานั้น ๆ เรื่องนั้น ๆ ให้พร้อมใช้ประโยชน์หรือพร้อมใช้สอย เปรียบเทียบได้กับการตกแต่งห้องพักให้สวยงาม สวยหรู พร้อมสำหรับเข้าอยู่อาศัยเท่านั้น ส่วนใหญ่จึงมักไม่เข้าเกณฑ์ที่จะจดทะเบียนให้ได้สิทธิเป็นเจ้าของ หรือจดสิทธิบัตรไม่ได้ จึงต้องนำองค์ความรู้นั้น ๆ มาตีพิมพ์เพื่อประโยชน์แก่สาธารณะเป็นหลัก
เป้าหมายหลักของงานวิจัยพื้นฐาน ควรเป็นการวิจัยเพื่อการค้นพบสิ่งใหม่ที่จดสิทธิบัตรได้ ไม่ใช่ทำให้ใช้ฟรีๆ สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ
งานวิจัยเชิงลึก หรืองานวิจัยพื้นฐาน (basic research) เป็นงานวิจัยที่มีโอกาสสร้างการประดิษฐ์ที่เป็น big invention ได้มากกว่างานวิจัยเพื่อพัฒนา หรืองานวิจัยประยุกต์ทั่วไป เป็นอันมาก แต่พอเรามาตั้งธงที่การตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ ทำให้อาจารย์ นักวิจัย เขียนโครงการวิจัย จัดทำแผนวิจัย วางแผนการทดลอง ที่มุ่งสู่การตีพิมพ์เป็นหลัก เกือบทั้งหมดแทบไม่ได้มีการวางแผนที่จะสร้างทรัพย์สินทางปัญญา จดสิทธิบัตร และนำผลงานไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์กันเลย จะสังเกตได้ว่าสิทธิบัตรใหม่ ๆ ที่จดทะเบียนในประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะสิทธิบัตรเรื่องสำคัญที่เป็น big invention ที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสูง ๆ เป็นผลงานที่เกิดจากงานวิจัยเชิงลึกเป็นส่วนใหญ่

จริงอยู่การวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ เป็นประโยชน์ต่อการสร้างพื้นฐานความรู้เพื่อความเจริญของไทยและของโลก แต่ในสภาวะที่ไทยเรายังไม่ร่ำรวย ประชาชนจำนวนมากกว่าครึ่งมีหนี้สิน แล้วถ้าคนเก่ง ๆ ระดับศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อาจารย์ที่จบการศึกษาระดับปริญญาเอก ทั้งของไทยและทั่วโลกส่วนใหญ่จำนวนมากยังคงมุ่งสร้างผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการต่างประเทศ (ซึ่งตัวผลงานแทบไม่ได้โดยตรงต่อการพัฒนาประเทศไทย คนไทยเลย ทำให้สิ้นเปลืองกำลังมันสมองคนเก่งๆ จนทำให้เทคโนโลยีในภาครัฐทุกประเทศล้าหลังเอกชนข้ามชาติแทบไม่เห็นฝุ่น เศรษฐกิจอ่อนแอ ประชาชนยากจน)

“ถ้าคนเก่ง ๆ ระดับประเทศ ไม่หันมามุ่งวิจัยเพื่อการค้นพบสิ่งใหม่ ที่สามารถจดสิทธิบัตรได้ สร้างนวัตกรรมได้ ตลอดจนสร้างองค์ความรู้พื้นฐานที่จำเป็นต่อการพัฒนาในประเทศ ไม่มุ่งสร้างผลงานที่สามารถก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงต่อการพัฒนาประเทศ ไทยเราจะก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปได้อย่างไร”
ผลกระทบสำคัญทั่วโลกจากการที่วงการวิชาการ อาจารย์ นักวิจัย ในมหาวิทยาลัยมุ่งวิจัยเพื่อสร้างผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการเป็นหลักด้านเดียว ทำให้สร้างทรัพย์สินทางปัญญาไม่เป็น
ได้ส่งผลให้งานวิจัยในมหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยภาครัฐส่วนใหญ่ในแทบทุกประเทศทั่วโลก ล้าสมัยกว่างานวิจัยในภาคเอกชนค่อนข้างมาก ไม่สามารถก้าวตามทันเทคโนโลยีของบริษัทเอกชนข้ามชาติ ซึ่งเน้นการวิจัยเพื่อจดสิทธิบัตร เพราะจะได้สิทธิแต่ผู้เดียวที่จะผลิตและจำหน่ายสินค้าที่มีนวัตกรรมวางจำหน่ายในราคาแพง ๆ แล้วนำผลกำไรมาวิจัยพัฒนาต่อยอดให้ทันสมัยก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก บริษัทข้ามชาติ ยิ่งเติบโต ร่ำรวยยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก และเข้ามามีอิทธิพลสูงต่อการบริหารของรัฐบาลในแทบทุกประเทศ

ทั้ง ๆ ที่อาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา ภาครัฐ กำลังคนมากกว่ามาก มีคนเก่งๆ มากมาย แต่ไม่มุ่งสร้างทรัพย์สินทางปัญญา มุ่งทำงานอาสาสมัคร ตีพิมพ์เผยแพร่ให้เอาไปใช้ฟรีๆ คนที่จะนำความรู้ที่ตีพิมพ์เผยแพร่ไปใช้ ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร (นอกจากการอ้างอิงต่อ ๆ กันไป) แล้วเราจะแข่งขันได้อย่างไร

“ได้ส่งผลให้แทบทุกประเทศ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา เช่นไทยเรา ยิ่งวิจัย ยิ่งล้าหลังภาคเอกชน เพราะเมื่อคนในประเทศสร้างทรัพย์สินทางปัญญาไม่เป็น ผลงานนวัตกรรมก็ยิ่งน้อย ประเทศก็ยิ่งยากจน ประชาชนยิ่งมีหนี้สินเพิ่มพูน ขณะที่บริษัทเอกชนข้ามชาติยิ่งร่ำรวย จนเข้ามามีอิทธิพลต่อรัฐบาล และประชาชนในประเทศต่าง ๆ”

ประโยชน์ของผลงานตีพิมพ์ : เราลองมาวิเคราะห์ดูการวิจัยทางวิชาการเพื่อสร้างผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ โดยเฉพาะผลงานตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ ผลงานชิ้นนั้น ๆ สามารถก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศโดยตรงจริง ๆ ได้มากน้อยเพียงใด

“ตัวผลงานที่เกิดขึ้น มักเป็นเพียงผลงานวิจัยขึ้นหิ้ง คือเมื่อทำวิจัย ส่งตีพิมพ์แล้วก็จบ ก็หยุดไปทำวิจัยเรื่องใหม่ ส่วนใหญ่มักไม่มีความต่อเนื่องสู่การใช้ประโยชน์ เพราะตัวชี้วัดสำคัญ ซึ่งกระทบโดยตรงต่อความก้าวหน้าของผู้วิจัย หยุดอยู่แค่เพียงจำนวนผลงานที่ได้รับตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานในวารสารทางวิชาการ มักไม่มีการนำตัวผลงานมาใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยตรงได้เท่าที่ควร”
ผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ Inbreed สูง ทำให้ล้าสมัยกว่าองค์ความรู้ในเอกสารสิทธิบัตรมาก
การที่นิยมอ้างอิงแต่ภายในวารสารทางวิชาการด้วยกันเป็นหลักกันมานาน ได้ทำให้เกิดการ Inbreed ของผลงานสูงมาก จึงทำให้ล้าสมัยกว่าเอกสารสิทธิบัตรเป็นอันมาก องค์ความรู้ใหม่ที่ได้รับ ไม่มีความใหม่มากนัก ไม่แปลกแตกต่างไปจากเดิมมากนัก ผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการมีธรรมเนียมการอ้างอิงวารสารทางวิชาการต่อ ๆ กันไป โดยดูประโยชน์และความสำคัญกันที่จำนวนของการนำผลงานตีพิมพ์ไปใช้อ้างอิงทางวิชาการ (impact factor) ต่อ ๆ กันไปเป็นหลัก ได้ทำให้เกิดการ inbreed ของผลงาน คือ อ้างอิงต่อยอดเฉพาะแต่ภายในวารสารทางวิชาการด้วยกันเป็นหลัก ส่วนใหญ่มักไม่มีการอ้างอิงต่อยอดจากเอกสารสิทธิบัตรซึ่งมีความใหม่และทันสมัยที่สุด ณ ขณะนั้น จึงยิ่งล้าสมัยมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับเทคโนโลยีในเอกสารสิทธิบัตร ซึ่งมีความก้าวหน้าทันสมัยกว่าวารสารทางวิชาการประมาณ 2-5 ปี
ต้นเหตุของปัญหา มีแต่งานวิจัยขึ้นหิ้ง หาผลงานวิจัยขึ้นห้าง ได้ค่อนข้างยาก
ต้นเหตุของปัญหา มีติดขัดอยู่เพียงนิดเดียว ซึ่งแก้ไขได้ไม่ยาก คือติดขัดตรงที่เส้นทางความก้าวหน้าทางวิชาการของอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ คือ หลักเกณฑ์การพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการ โดยเฉพาะการกำหนดชนิดของผลงานและน้ำหนักผลงานที่อาจารย์จะได้รับพิจารณาให้ได้รับตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ ที่ต้องมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการที่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติและระดับนานาชาติ ตามเอกสารแนบท้ายประกาศคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) รวมไปถึงหลักเกณฑ์การพิจารณากำหนดตำแหน่งทางวิชาการที่นักวิจัย นักวิชาการ ในกระทรวง กรม กอง ต่าง ๆ จะได้รับพิจารณาให้ได้รับตำแหน่ง ผู้ชำนาญการ ผู้ชำนาญการพิเศษ และผู้เชี่ยวชาญ

โยงไปถึงเกณฑ์การจบการศึกษาของนักศึกษาปริญญาโทและเอก ที่หลายแห่งต้องมีผลงานตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการ นักศึกษาไทยส่วนใหญ่สืบค้นเอกสารสิทธิบัตรไม่เป็น ประกอบกับอาจารย์และนักศึกษาไม่ได้เรียนรู้เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งไม่ได้เป็นวิชาพื้นฐานภาคบังคับขณะเรียนในมหาวิทยาลัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทำให้ทั้งอาจารย์และนักศึกษาส่วนใหญ่แทบไม่รู้จักสิทธิบัตรดีเพียงพอ จึงขาดความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ที่จะศึกษา เรียนรู้ วิจัยเพื่อการค้นพบสิ่งใหม่ การประดิษฐ์ใหม่ ไม่สามารถสร้างผลงานที่จะยื่นจดสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร และทรัพย์สินทางปัญญาตัวอื่น ๆ และแม้หลายๆ ครั้งจะมีผลงานวิจัยค้นพบสิ่งใหม่ที่เป็นองค์ความรู้สำคัญที่มีศักยภาพจดสิทธิบัตรได้ และที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์สูง ผู้วิจัยมักไม่ทราบหรือไม่เข้าใจว่า อะไรคือประเด็นการประดิษฐ์จากผลงานวิจัยชิ้นนั้น ๆ สิ่งที่ได้ค้นพบนั้น ๆ และไม่ได้จดสิทธิบัตร หรือยื่นจดสิทธิบัตร แต่เขียนข้อถือสิทธิไม่เป็น ไม่รัดกุม ไม่ชัดเจน ทำให้ไม่ได้รับจดทะเบียนหรือมีขอบเขตการคุ้มครองแคบมากกว่าที่ควรจะได้รับการคุ้มครอง ทำให้เสียโอกาสไปอย่างน่าเสียดาย
วิธีการพิจารณา สืบค้นตรวจสอบ กลั่นกรองผลงานทางวิชาการก่อนพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่
เกณฑ์การพิจารณา รับตีพิมพ์ผลงานในวารสารทางวิชาการ ใช้ความสามารถและประสบการณ์ของผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาการนั้นๆ (peer review) เป็นหลัก ว่าเป็นงานที่ใหม่ และมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทางวิชาการ โดยมิได้มีข้อกำหนดหรือหลักเกณฑ์ที่ peer review ต้องสืบค้นตรวจสอบเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก่อนพิจารณารับตีพิมพ์ในวารสาร และมีการกลั่นกรองระดับคุณภาพอีกชั้น โดย ก.พ.อ. ได้มีประกาศกำหนดชื่อวารสารทางวิชาการ มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติและระดับนานาชาติ ตามเอกสารแนบท้ายประกาศ ก.พ.อ.

การพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ มิได้มีระบบการสืบค้นตรวจสอบความใหม่ทั่วโลก และไม่ได้มีการออก International Search Report แนบพร้อมกับการตีพิมพ์ จึงมีระดับความเข้มงวดน้อยกว่า เกณฑ์การพิจารณาตีพิมพ์คำขอรับสิทธิบัตร (Published Patent Application) ที่ยื่นตีพิมพ์ผ่าน PCT ที่ต้องมีการสืบค้นตรวจสอบงานที่มีปรากฏอยู่ก่อนแล้วทั่วโลก และเข้มงวดน้อยกว่าเกณฑ์การพิจารณารับจดทะเบียนสิทธิบัตร (Issued Patent หรือ Patent Grants) ที่ต้องมีความใหม่ระดับโลก ทั้งยังต้องมีขั้นการประดิษฐ์ที่สูงขึ้น และต้องสามารถประยุกต์ใช้ในทางอุตสาหกรรมได้ด้วย

การสร้างผลงานที่เป็น Patent Grants และ Published Patent Application จึงต้องใช้ความสามารถทางวิชาการสูงกว่าผลงานที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการมาก จึงควรมีความสำคัญกว่า และน้ำหนักคะแนนของผลงานสิทธิบัตรจึงควรสูงกว่า

ประกอบกับผลงานสิทธิบัตร มีลักษณะเป็นองค์ความรู้สำคัญที่เป็นแก่นของเทคโนโลยีที่นำไปสู่นวัตกรรม จึงมีประโยชน์และผลกระทบสูงกว่า โดยเอกสารสิทธิบัตรนานาชาติ เป็นฐานความรู้ทางเทคโนโลยีสำคัญที่สุดของโลกที่ได้ทำให้โลกนี้เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมสูงมากยิ่งขึ้นเรื่อย
เสนอประเภทของผลงานทางวิชาการ และการจัดน้ำหนักคะแนนของผลงาน ตามลำดับความสำคัญ
ดังนี้

อันดับ 1 ผลงานประเภทสิทธิบัตรการประดิษฐ์ที่ได้รับจดทะเบียนแล้ว และผลงานเอกสารคำขอรับสิทธิบัตรที่ได้ตีพิมพ์แล้วโดย PCT และที่ตีพิมพ์โดยสำนักงานสิทธิบัตรของประเทศที่มีความน่าเชื่อถือสูง

1.1 ผลงานที่ได้รับจดทะเบียนสิทธิบัตร (Issued Patent / Patent Grants) โดยมีเอกสารสิทธิบัตรฉบับที่ได้รับจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ในประเทศใด ๆ ที่ได้เข้าร่วมในสนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร {(Patent Cooperation Treaty : PCT
; http://www.ipthailand.go.th/th/สิทธิบัตรต่างประเทศ .html ;http://www.thailawforum.com/database1/patent-cooperation-treaty-thai.html ) ซึ่งปัจจุบันมี 152 ประเทศ (http://www.wipo.int/pct/en/pctUn1contractingUn1states.html ) โดยประเทศไทยได้เข้าร่วมใน PCT แล้ว ตั้งแต่ 24 กันยายน 2552)} ไม่ว่าจะยื่นผ่านระบบ PCT (http://www.ipthailand.go.th/th/patent-002/item/การจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ระหว่างประเทศ-pct.html ) หรือไม่ก็ตาม กล่าวคือยื่นคำขอโดยตรงไปยังสำนักงานสิทธิบัตรของแต่ละประเทศในเครือ PCT แล้วได้รับจดทะเบียนก็ได้

ผลงานที่ได้รับการจดทะเบียนสิทธิบัตรในทุกประเทศ จะมีเอกสารสิทธิบัตรฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์แล้วเป็นเอกสารทางวิชาการที่ได้เปิดเผยรายละเอียดการประดิษฐ์ให้สามารถทำตามอย่างได้ ประกอบอยู่ด้วยทุกฉบับ โดยผู้เรียบเรียงต้องเป็นผู้ที่มีพื้นความรู้ทางวิชาการเป็นอย่างดีในสาขาการประดิษฐ์นั้น ๆ อันแสดงถึงขีดความสามารถทางวิชาการของผู้ประดิษฐ์
(สืบค้น/ดูตัวอย่าง เอกสารสิทธิบัตรสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเอกสารวิชาการฉบับที่ได้รับจดทะเบียนแล้วได้ที่http://patft.uspto.gov/netahtml/PTO/search-bool.html )


1.2 ผลงานตีพิมพ์เอกสารสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์คำขอรับสิทธิบัตร (Published Patent Application) ที่ได้ยื่นผ่านระบบสนธิสัญญาความร่วมมือด้านสิทธิบัตร (Patent Cooperation Treaty : PCT) ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่แล้วโดยองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (World Intellectual Property Organization : WIPO)
แต่ยังไม่ได้รับจดทะเบียนในประเทศใด โดยมีรายงานผลการสืบค้นเอกสารนานาชาติที่เกี่ยวข้อง (International Search Report) ซึ่งออกโดย International Searching and International Preliminary Examining Authorities under the PCT (http://www.wipo.int/pct/en/access/isaUn1ipeaUn1agreements.html ) กำกับประกอบการตีพิมพ์

ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถสืบค้นเอกสารสิทธิบัตรฉบับตีพิมพ์ที่ยื่นผ่านระบบ PCT ได้ที่ฐานข้อมูลเอกสารสิทธิบัตร PATENTSCOPE ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ได้ฟรีที่https://patentscope.wipo.int/search/en/search.jsfhttps://patentscope.wipo.int/search/en/structuredSearch.jsf

1.3 ผลงานตีพิมพ์เอกสารสิทธิบัตรการประดิษฐ์ ฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์คำขอรับสิทธิบัตร (Published Patent Application) ที่ได้ยื่นขอรับสิทธิบัตรเฉพาะในประเทศที่มีระดับคุณภาพของ ผลงานตีพิมพ์สูง และได้เปิดเผยให้สามารถสืบค้นดูเรื่องเต็มทางอินเทอร์เน็ตได้ เช่น Published Patent Application ที่ตีพิมพ์โดย สำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าสหรัฐอเมริกา ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถสืบค้นดูเรื่องเต็มได้ฟรีที่http://appft.uspto.gov/netahtml/PTO/search-bool.htmlhttp://patft.uspto.gov/
(ในการนี้ เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย เช่น ก.พ.อ. พิจารณาประกาศรายชื่อประเทศที่จะให้การรับรองผลงานตีพิมพ์เอกสารคำขอรับสิทธิบัตร ฉบับตีพิมพ์โดยสำนักงานสิทธิบัตรของประเทศนั้น ๆ)
 
และเสนอให้ผลงานเอกสารสิทธิบัตรที่ได้รับจดทะเบียนอนุสิทธิบัตรในประเทศไทยแล้ว และผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ได้รับจดทะเบียนสิทธิบัตรการออกแบบผลิตภัณฑ์แล้ว (ที่ได้มีการนำแบบผลิตภัณฑ์นั้นนำมาใช้ผลิตสินค้าออกวางจำหน่ายจริง) ให้จัดน้ำหนักและความสำคัญ เทียบเท่า หรือน้อยกว่าผลงานตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติและระดับนานาชาติ ตามเอกสารแนบท้ายประกาศ ก.พ.อ. ตามความเหมาะสม ขึ้นกับระดับคุณภาพของผลงาน คุณค่าทางวิชาการ ความยากง่ายในการสร้างผลงาน และผลกระทบที่เกิดขึ้น

อันดับ 2 ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการ มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติและระดับนานาชาติ ตามเอกสารแนบท้ายประกาศ ก.พ.อ.

อันดับ 3 ผลงานสร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์ทั้ง 9 ประเภท (จัดเรียงลำดับตามความสำคัญทางวิชาการของงานอันมีลิขสิทธิ์

3.1 ผลงานวรรณกรรม ได้แก่ หนังสือ ตำรา ทางวิชาการ

3.2 ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทอื่น ๆ จัดตามลำดับความสำคัญทางวิชาการ คุณค่า/ความสำคัญของผลงาน และระดับความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนั้น ๆ

3.3 ผลงานอื่น ๆ
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 131    หน้าที่ : 40    จำนวนคนเข้าชม : 295   คน