เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2490120

รายละเอียด

• ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ป้องกันมะเร็งสเปคตรัมกว้าง CT24 ต จากสมุนไพรไทยลูกเดือย

 
งานวิจัยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่งคั่ง มั่นคงและยั่งยืนของชาติ งานวิจัยแม้จะไม่ได้ส่งให้เกิดผลการนำไปใช้หรือมีผลทางธุรกิจในทันที แต่อาจส่งผลได้ในภายหลัง ดังเช่น การค้นพบการเปลี่ยนแปลงพลังงานไฟฟ้าไปเป็นพลังงานกล โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ Michael Faraday ในปี ค.ศ. 1871 และไม่มีทีท่าว่าจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์อันใดได้ในขณะนั้น กว่าจะนำมาประยุกต์ในทางปฏิบัติเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าที่มีประโยชน์อย่างแพร่หลายจนถึงทุกวันนี้ก็ต่อเมื่อเวลาผ่านไปหลายสิบปีจนถึงปลายศตวรรษที่ 19
 
จากการพิพาทระหว่างประเทศอิสราเอลกับรัฐปาเลสไตน์ในฉนวนกาซาเมื่อประมาณ 2 ปีเศษที่ผ่านมา และได้บรรลุข้อตกลงในการหยุดยิงโดยการไกล่เกลี่ยของประเทศอียิปต์ เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,200 คน โดยในจำนวนนั้นประเทศอิสราเอลมีผู้สูญหายหรือเสียชีวิตเป็นทหาร 64 คนและพลเรือนเพียง 3 คนเท่านั้น จากการสอบถามเพื่อนสนิทที่เป็นศาสตราจารย์แพทย์ชาวอิสราเอลซึ่งเป็นเพื่อนสนิทและเคยทำงานวิจัยร่วมกันมาเกือบ 30 ปีด้วยความเป็นห่วง เขาบอกว่าเขาและครอบครัวสบายดี หากไม่มี Iron Dome แล้วเขาคงไม่มีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2557 จนถึง 12 กันยายน 2557 เป็นเวลา 2 เดือนเต็ม ปาเลสไตน์ยิงจรวดซึ่งมีพิสัยถึง 30 ไมล์ไปยังประเทศอิสราเอลที่เป็นประเทศเล็กๆ เป็นจำนวนถึง 1,150 ลูก แต่แทบจะไม่ได้ทำความเสียหายใดๆ แก่ประเทศอิสราเอลเลย

Iron Dome เป็นผลงานที่พัฒนาจากงานวิจัยและพัฒนาของบริษัท Rafael Advanced Defense Systems ร่วมกับบริษัท Elta และ mPrest Systems ในประเทศอิสราเอลโดยรัฐบาลลงทุนในการวิจัยเป็นมูลค่าถึง 30,000 ล้านบาท Iron Dome ทำหน้าที่ป้องกันประเทศอิสราเอลจากการโจมตีของรัฐปาเลสไตน์ด้วยจรวดชนิดต่าง ๆ เช่น จรวด Upgraded Grad ซึ่งผลิตในรัสเซียโดยพัฒนาจากจรวด Katyusha ซึ่งตั้งชื่อตามเพลงที่มีชื่อเสียงของรัสเซียที่บรรยายถึงหญิงสาวที่เฝ้ารอคนรักที่ไปสงคราม ทั้งนี้ Iron Dome จะทำหน้าที่คอยตรวจจับจรวดของปาเลสไตน์ที่ยิงเข้ามาและส่งจรวดขึ้นไปทำลายก่อนที่จะตกลงมายังเป้าหมาย ระบบดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูงมาก ช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของชาวอิสราเอลได้อย่างมีประสิทธิภาพที่น่าทึ่งเป็นอย่างยิ่ง

ระบบ Iron Dome ดังกล่าวมีหลายประเทศให้ความสนใจที่จะซื้อไปใช้ เช่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา อินเดีย และแม้แต่ NATO เอง ทั้งนี้ ประเทศอิสราเอลมีการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับอาวุธเป็นจำนวนมากและเป็นผู้ค้าอาวุธรายใหญ่ลำดับต้น ๆ ของโลก Iron Dome นับเป็นตัวอย่างที่แสดงถึงความสำคัญของงานวิจัยและพัฒนาที่มีความจำเป็นและสำคัญในทุกด้านทั้งทางด้านความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคม
 
สถาบันที่ต้องมีพันธกิจทางด้านวิจัยด้วยอาจเป็นทั้งงานวิจัยพื้นฐานหรืองานวิจัยประยุกต์ เช่น ในมหาวิทยาลัย บุคลากรก็สามารถใช้งานวิจัยเพื่อทั้งความก้าวหน้าทางวิชาการในการขอตำแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ ซึ่งนับว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดของผู้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยหรือเพื่อการประเมินต่าง ๆ โดยงานวิจัยประยุกต์ยังสามารถนำออกไปสู่ธุรกิจได้อีกด้วย การนำผลงานวิจัยออกไปสู่ธุรกิจนั้นมีการทำมาเป็นเวลานานแล้ว ตัวอย่างเช่น ศาสตราจารย์ Frederick Terman คณบดีในขณะนั้นของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย Stanford ในประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ศาสตราจารย์ F. Terman ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่ง Silicon Valley ซึ่งเป็น High-tech Industry Area โดยมีบริษัทที่เป็น High Technology ตลอดจน Start-up Company ไปตั้งอยู่มากที่สุดในโลก

ศาสตราจารย์ F. Terman ได้พยายามกระตุ้นให้อาจารย์และนักศึกษาที่มีผลงานวิจัยตั้งบริษัทขึ้นเป็นของตนเอง บริษัทที่ถือว่าเป็นตัวอย่างที่คลาสสิคคือ บริษัท Hewlett-Packard Company (HP) ซึ่งก่อตั้งเมื่อ 1 มกราคม 2482 โดย Bill Hewlett และ Dave Packard เป็นนักศึกษาในความดูแลของศาสตราจารย์ F. Terman ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ในตอนก่อตั้งบริษัท B. Hewlett และ D. Packard ได้ตกลงกันในการตั้งชื่อบริษัทว่าจะใช้ชื่อใครขึ้นต้นก่อนโดยการเสี่ยงทายด้วยการโยนเหรียญหัวก้อย บริษัทนี้ได้เริ่มต้นกิจการในโรงรถขนาดเล็กสำหรับจอดรถเพียง 1 คันเท่านั้น จะเห็นได้ว่าการนำผลงานวิจัยที่มีศักยภาพออกสู่ธุรกิจนั้น ยังสามารถหารายได้ให้แก่มหาวิทยาลัยและสถาบัน ตลอดจนผู้วิจัยได้อีกด้วย

ในปี ค.ศ. 2013 ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจได้ใช้จ่ายงบประมาณในการวิจัยรวมทั้งสิ้นถึง 473.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในโลก ทั้งนี้ นอกจากจะมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจแล้วยังนับได้ว่ามีความมั่นคงทางด้านการทหารที่นับได้ว่าสูงที่สุดในโลก เนื่องจากมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ทรงอานุภาพและเป็นสินค้าส่งออกที่มีราคาแพงมาก ๆ ทั้งยังสามารถที่จะเลือกผู้ซื้อได้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น เครื่องบินรบรุ่นล่าสุด F-22 Raptor ที่มีระบบล่องหน (Stealth) ที่เรดาร์ตรวจจับได้ยาก สามารถโจมตีได้ในทุกรูปแบบทุกภาคพื้น มีระบบ EMP ซึ่งเป็นระบบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและตรวจจับเป้าหมายในขนาด 1 ตารางเมตรได้ในระยะ 200 – 240 กม. โดยมีราคาถึงลำละ 142.6 ล้านเหรียญสหรัฐล่าสุด จากการไปเยือนประเทศในแถบตะวันออกกลางของประธานาธิบดี Donald Trump เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาได้ขายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ประเทศดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วย รถถัง ปืนใหญ่ ระบบเรดาร์ รถลำเลียงพลหุ้มเกราะ เฮลิคอปเตอร์ จรวด Patriot และจรวดป้องกันตนเอง THAAD ด้วยมูลค่ามากกว่า 110 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยทั้งหมดล้วนมาจากการวิจัยและพัฒนาทั้งสิ้น
 
โดยทั่วไป บริษัทชั้นนำของโลกจะจัดสรรงบประมาณ 5-20% ของรายได้ไว้สำหรับการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องสู่ตลาดที่มีการแข่งขันอยู่ตลอดเวลา ในปี ค.ศ. 2016 บริษัท Apple ผู้ผลิต iPhone ได้ใช้งบประมาณในการวิจัยและพัฒนาถึง 10.39 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยครอบคลุมทั้ง Hardware เช่น iPhone, iPad, Mac, Apple Watch; Service เช่น iCloud, Siri, Maps; in-house technology เช่น processor และ camera sensor เป็นต้น โดยมีแผนการที่จะเปิด R&D Center ในประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น จีน อินโดนีเซีย ฝรั่งเศส สวีเดนและอังกฤษ และเปิดแล้วในบางประเทศ โดย Tim Cook ซึ่งเป็น CEO ของ Apple ก็ได้กล่าวว่าเขาไม่ได้คาดหวังที่จะได้ผลิตภัณฑ์หรือบริการใดๆ จากผลงานวิจัยทันที ณ เวลาขณะนั้นเหมือนเช่นกรณีของ Michael Faraday

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่สำคัญสองประเภทที่ใช้จ่ายงบประมาณในการวิจัยถึงครึ่งหนึ่งของทั้งหมดทั่วโลกในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาคือ อุตสาหกรรมเกี่ยวกับสุขภาพและคอมพิวเตอร์ ในปี ค.ศ. 2013 Strategy & the Consultancy (Booz & Co.) ได้จัดอันดับบริษัทที่ใช้จ่ายงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาสูงสุด 10 อันดับของโลก พบว่าบริษัทยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ติดอันดับถึง 4 บริษัท ใน 10 บริษัทคือ บริษัท Roche บริษัท Novartis บริษัท Johnson & Johnson และบริษัท Merck โดยใช้งบประมาณในการวิจัยคิดเป็นหน่วยพันล้านและเปอร์เซ็นต์ของรายได้เป็น 10 พันล้านเหรียญสหรัฐ, 19%; 9.9 พันล้านเหรียญสหรัฐ, 16.8% ; 8.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ, 11.5% และ 7.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ, 17% ตามลำดับ ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสุขภาพมีมูลค่ามหาศาลในลำดับต้นๆ ของโลกและเป็นเช่นนี้มาอย่างยาวนานและต่อเนื่องมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ เนื่องจากยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญต่อชีวิตมนุษย์

มีเพื่อนชาวต่างประเทศหลายท่านที่เป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย และได้นำงานวิจัยเชิงประยุกต์ออกไปสู่ธุรกิจโดยตั้งเป็น Spin off หรือ Start-up Company โดยมหาวิทยาลัยให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อนศาสตราจารย์ชาวญี่ปุ่นท่านหนึ่งซึ่งมีงานวิจัยเชิงประยุกต์เป็นจำนวนมาก เช่น ผลงานวิจัยพลาสติกที่ใช้ทำถุงขยะที่ย่อยสลายตัวได้ การประดิษฐ์เครื่องทำอนุภาคขนาดนาโนเพื่อนำส่งยาและเครื่องสำอาง ตลอดจนการผลิต Titanium Diboride ซึ่งมีจุดหลอมเหลวสูงที่สามารถใช้เคลือบผิวยานอวกาศและไม่หลอมละลายหรือหลุดลอกเมื่อยานอวกาศกลับสู่โลกคล้ายกับอุกกาบาตและต้องเสียดสีกับชั้นบรรยากาศและเกิดความร้อนสูงโดยไม่เกิดการลุกไหม้และเป็นอันตรายต่อยานอวกาศ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันแม้จะมีอายุ 72 ปีแล้ว เขาก็ยังคงทำวิจัยอยู่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เขาเล่าให้ฟังว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัท Spin off ของเขาเสียภาษีให้รัฐบาลญี่ปุ่นถึง 13 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อคำนวณกลับเป็นรายได้ น่าจะเป็นรายได้ที่สูงมาก แสดงให้เห็นว่าการเป็นอาจารย์และทำงานวิจัยอย่างจริงจัง นอกจากจะสร้างผลงานทางวิชาการและชื่อเสียงแก่มหาวิทยาลัยและตนเองได้แล้ว ยังสามารถสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้กับผู้วิจัยและประเทศชาติอีกด้วย
 
ในส่วนของคณะผู้เขียน จากความรู้และประสบการณ์ในการทำวิจัยเชิงประยุกต์ทางเภสัชศาสตร์ทางด้านยาเสริมอาหารและเครื่องสำอาง ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องมามากกว่า 35 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 มีบางผลงานวิจัยและสิทธิบัตรทั้งในระดับชาติและนานาชาติที่ได้นำออกสู่ธุรกิจภายใต้การสนับสนุนของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยหน่วยจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Licensing Office; TLO) ศูนย์บริหารงานวิจัย และ สกว. ภายใต้โครงการ สกว.-SME Innovative House ผลงานหนึ่งที่สำคัญและภาคภูมิใจซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสกว. คือ โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพต้านมะเร็งจากสมุนไพรไทยลูกเดือย โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ถึง พ.ศ. 2560 รวมระยะเวลา 8 ปี โดยมีโครงการย่อยภายใต้โครงการนี้รวมทั้งสิ้นถึง 5 โครงการ และดำเนินการวิจัยอย่างเป็นระบบ ตลอดจนได้วิจัยในเชิงลึกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยร่วมมือกับบริษัท Qualimed (โดย ภก. ศุภชัย ศุภคติสันต์) และ บริษัท Thai China Flavor and Fragrance (TCFF) (โดย ดร. บังอร เกียรติธนากร)

โรคมะเร็งเป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงสุดรองจากโรคหัวใจ ในขณะที่ผู้ป่วยโรค HIV ซึ่งมีอัตราการรอดชีวิตที่ไม่สูงมากในช่วงแรกของการวิจัยและพัฒนายาเพื่อการรักษา แต่ปัจจุบันผู้ป่วยโรค HIV จะมีชีวิตอยู่รอดได้นานขึ้น ในขณะที่การรักษาโรคมะเร็งด้วยเคมีบำบัดมักมีผลข้างเคียงที่รุนแรง จึงมีความพยายามที่จะหาตัวยาใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นและมีผลข้างเคียงน้อยลง มีงานวิจัยจำนวนมากที่แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของสมุนไพรต่าง ๆ ว่าสามารถสามารถรักษาและชะลอการเกิดมะเร็งได้ ทั้งนี้มียาแผนปัจจุบันจำนวนมากที่พัฒนามาจากสมุนไพร เช่น Taxol จากต้น Pacific Yew Tree (Taxus brevifolia) และVincristine จาก Madagascar Periwinkle หรือแพงพวยฝรั่ง (Catharanthus roseus) เป็นต้น ในส่วนของคณะผู้วิจัยได้ค้นพบวิธีเตรียมสารสกัดจากลูกเดือยที่มีฤทธิ์ต้านและป้องกันมะเร็งที่มีประสิทธิภาพสูงและครอบคลุมมะเร็งกว้างได้ถึง 5 ชนิด

มีการใช้ลูกเดือยเป็นอาหารในรูปแบบเม็ดขัดขาวในประเทศอินเดีย ประเทศญี่ปุ่นจะใช้แบบไม่ขัดและมีสีออกน้ำตาล (Yuuki hatomugi) ประเทศเกาหลีจะเตรียมเป็นเครื่องดื่มที่เรียกว่า Yulmu cha (Job’s tear tea) โดยเตรียมเป็นชาจากผงลูกเดือย ในประเทศจีนจะต้มลูกเดือยที่ขัดแล้วจนเกือบเดือดแล้วเติมน้ำตาลลงไปใช้รับประทาน โดยอาจแยกเม็ดลูกเดือยออกหรือรับประทานด้วยกัน ทั้งประเทศจีนและประเทศเกาหลีมีเหล้าที่ผลิตจากลูกเดือย ประเทศญี่ปุ่นมีน้ำส้มสายชูที่ผลิตจากลูกเดือย ประเทศเวียดนามตอนใต้ใช้ลูกเดือยทำอาหารในรูปซุปเย็นและมีรสหวาน ประเทศไทยใช้ทำเครื่องดื่มและรับประทานเป็นของหวาน
ในประเทศไทย ลูกเดือยเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัดเลย เป็นพืชไร่ที่มีพื้นที่เพาะปลูกมากคิดเป็น 95 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูกลูกเดือยทั้งประเทศ โดยลูกเดือยที่ผลิตได้ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ จะส่งไปขายต่างประเทศ ตลาดที่สำคัญคือ ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี และไต้หวัน ส่วนผลผลิตที่เหลือประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ จะใช้บริโภคภายในประเทศ

ส่วนฤทธิ์ทางชีวภาพของลูกเดือยนั้น นักระบาดวิทยามีความสงสัยมาเป็นเวลานานแล้วว่าอัตราการเป็นโรคมะเร็งที่ต่ำของประชากรในประเทศจีนตอนใต้อาจมีความสัมพันธ์กับการบริโภคลูกเดือยซึ่งนอกจากใช้เป็นอาหารแล้วยังเป็นส่วนผสมสำคัญในตำรับยาสมุนไพรจีนจำนวนมาก มีการศึกษาพบว่าสารสกัดจากลูกเดือย สามารถยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งใน G2 / M phase เหนี่ยวนำให้เซลล์มะเร็งเกิด apoptosis มีผลต่อ gene expression โดย up-regulating FAS / Apo-1 gene expression และ down regulating Bcl-α gene expression ยับยั้ง tumor angiogenesis ต้านการเกิด cachexia และต้านการเกิด multi-resistance ของเซลล์มะเร็งต่อการรักษาด้วยยา ตลอดจนมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ทั้งนี้อนุมูลอิสระเช่น reactive oxygen species (ROS) เป็นสารประกอบกลุ่มสำคัญที่ทำให้เกิดโรคและความผิดปกติต่าง ๆ เช่น มะเร็ง การอักเสบ ความชรา เส้นเลือดแข็งตัว ความเป็นพิษต่อตับและ rheumatoid arthritis เป็นต้น ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ยารักษาโรคมะเร็งจากลูกเดือยในรูป emulsion (Kanglaite®) ซึ่งได้ผ่าน Phase III Clinical Trial และมีการใช้แล้วในประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา
 
ลูกเดือยประกอบด้วยสารสําคัญทางเภสัชวิทยาหลายชนิด เช่น โคอิกโซล (Coixol) ซึ่งมีฤทธิ์คลายอาการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ป้องกันการชัก ลดความดันโลหิตได้ชั่วขณะ ลดน้ำตาลในเลือดและลดไข้ มีงานวิจัยพบว่ารากลูกเดือยมีสารโคอิกโซลซึ่งมีฤทธิ์แก้ปวดและขับปัสสาวะ ส่วนสารโคอิกซิโนไลด์ (Coixinolide) มีฤทธิ์ต้านการเจริญเติบโตของเนื้องอกและช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็ง น้ำมันจากลูกเดือย (Coix oil) ประกอบด้วยสารสำคัญ คือ กรดโคอิกซ์ (Coix acid) และกรดพาลมิติก (Palmitic acid) ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการหายใจ ลดการอ่อนเปลี้ยของร่างกาย ลดความดันโลหิตและขับปัสสาวะ

คณะผู้วิจัย พบว่า ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทยลูกเดือยที่คณะผู้วิจัยพัฒนาได้สามารถออกฤทธิ์ต้านมะเร็งได้หลายชนิดและมีประสิทธิภาพสูง โดยสูงกว่าผลิตภัณฑ์จากลูกเดือยที่มีจำหน่ายในท้องตลาด 2 เท่าซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยต่างๆ ที่มีมาก่อนหน้านี้จำนวนมากและมีราคาต่ำกว่าถึง 10 เท่า (ผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดชนิดฉีดราคาขวดละ 780 บาท/100 ml และชนิดรับประทานราคาเม็ดละ 28 บาท) ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์จากลูกเดือยในท้องตลาดดังกล่าวไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย ต้องมีใบสั่งแพทย์ในการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยในรูปแบบยาฉีดมีวิธีการใช้ยุ่งยาก ส่วนรูปแบบรับประทานก็มีประสิทธิภาพต่ำกว่าผลิตภัณฑ์ลูกเดือยแบบรับประทานที่คณะผู้วิจัยได้พัฒนา

คณะผู้วิจัยได้ศึกษาเพิ่มเติมโดยศึกษาการขยายขนาดการผลิตในระดับโรงงานต้นแบบถึง 4,000 เท่า (400 kg) ของระดับห้องปฏิบัติการเพื่อให้สามารถนำผลงานวิจัยไปสู่การผลิตในระดับเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ คณะผู้วิจัยยังได้ศึกษาในเชิงลึกยิ่งขึ้นโดยทำการสกัดแยกส่วนด้วยเทคโนโลยีระดับสูง Super Critical Fluid Extraction โดยใช้คาร์บอนไดออกไซด์เหลวเพื่อสกัดสารที่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบสารสกัดกึ่งบริสุทธิ์ลูกเดือยผสม (cocktails) ที่จะสามารถออกฤทธิ์ต่อมะเร็งได้หลายชนิดในขณะเดียวกันหรือที่เรียกว่าสเปคตรัมกว้าง (broad spectrum) จากสูตร cocktails จำนวนทั้งสิ้น 31 สูตร พบว่าสูตร CT24 สามารถออกฤทธิ์ป้องกันเซลล์มะเร็งได้ถึง 5 ชนิดในขณะเดียวกันคือ มะเร็งช่องปาก มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งเต้านม โดยสามารถออกฤทธิ์ในระดับแรงและมีประสิทธิภาพสูง ทั้งนี้ จะสามารถนำผลการวิจัยดังกล่าวนี้ไปผลิตเป็นยาสมุนไพรแผนปัจจุบันและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อใช้รักษาและป้องกันมะเร็ง ในสเปคตรัมกว้าง 5 ชนิดที่สามารถใช้รับประทานได้อย่างต่อเนื่องวันละ 1 แคปซูล นอกจากเป็นการพัฒนามาจากลูกเดือยที่ใช้เป็นอาหารในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว คณะผู้วิจัยยังได้ศึกษาความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพิ่มเติมอีกด้วย จึงเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยในระดับสูง
 
จะเห็นว่า ผลิตภัณฑ์ลูกเดือย CT24 ที่คณะผู้วิจัยพัฒนาได้นอกจากมีประสิทธิภาพป้องกันหรือรักษามะเร็งได้อย่างน้อย 5 ชนิด ซึ่งดีกว่าผลิตภัณฑ์ลูกเดือยที่นำเข้าจากต่างประเทศ มีราคาต่ำกว่า ไม่ต้องให้โดยการฉีดแต่ให้โดยรับประทานแล้ว ผลิตภัณฑ์ลูกเดือย CT24 ยังอาจสามารถพัฒนาต่อยอดเป็นรูปแบบต่างๆที่ใช้ได้สะดวก เช่น ยาสมุนไพรแผนปัจจุบัน เครื่องดื่มหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นต้น ดังนั้น จึงคาดว่าผลิตภัณฑ์นี้จะได้รับความนิยมและการยอมรับสูงจากผู้บริโภค

ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพป้องกันมะเร็งจากสมุนไพรลูกเดือยนี้ คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างการเตรียมการเพื่อการผลิตและจำหน่ายโดยบริษัท Qualimed ซึ่งเป็นบริษัทยาของคนไทยที่ดำเนินการทางด้านธุรกิจยามามากกว่า 29 ปี และเป็นผู้ประกอบการที่ให้ทุนสนับสนุนโครงการวิจัยนี้ร่วมกับ สกว. ดังได้กล่าวมาข้างต้นแล้วว่า อุตสาหกรรมทางด้านสุขภาพเป็นอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดรายได้อันดับต้น ๆ ของโลกมาโดยตลอด ดังนั้น เมื่อผลิตภัณฑ์ออกสู่ท้องตลาดแล้วนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในด้านสุขภาพ ยังจะก่อให้เกิดรายได้ต่อองค์กร หน่วยงาน และที่สำคัญ รายได้ดังกล่าวจะกลับมาสนับสนุนการพัฒนาองค์กรและการวิจัยรวมทั้งจะมีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดการศึกษาในเชิงลึกเพื่อหาสารสำคัญในการพัฒนาเป็นยาแผนปัจจุบันได้ต่อไป ซึ่งจะช่วยให้การวิจัยและพัฒนาสามารถทำได้เต็มรูปแบบและพัฒนาอุตสาหกรรมยาของประเทศไทยไปสู่ระบบอันเป็นสากล ดังเช่นการวิจัยและพัฒนายาแผนปัจจุบันในประเทศที่พัฒนาแล้ว
 
ปัจจุบัน คณะผู้วิจัยได้ก่อตั้งบริษัทวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและเครื่องสำอางขึ้นภายใต้ชื่อ ศูนย์วิจัยสุขภาพและความงาม มาโนเซ่ หรือ Manose Health and Beauty Research Center (www.manose.co) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2557 โดยใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ในงานวิจัยที่มีอยู่เพื่อการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางด้านสุขภาพให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดย่อมที่ยังไม่มีศักยภาพในการตั้งหน่วยวิจัยและพัฒนาเป็นของตนเอง เนื่องจากต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้และประสบการณ์สูง ตลอดจนต้องลงทุนเกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยที่มีมูลค่าสูง ศูนย์วิจัยมาโนเซ่นี้นับว่าเป็น Spin off Company ด้านการวิจัยและพัฒนาทางสุขภาพและเครื่องสำอางแรกๆ ที่ปัจจุบันยังไม่มีบริษัทเอกชนใดที่มีการดำเนินการโดยคนไทยในลักษณะดังกล่าวอย่างจริงจังในประเทศไทย

ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ใช้จ่ายเงินงบประมาณเพื่อการวิจัยไปแล้วนับได้ว่าเป็นจำนวนมหาศาล ดังนั้น การวางแผน การกำหนด และวางยุทธศาสตร์การวิจัยไว้อย่างเหมาะสมและมีความต่อเนื่องตลอดจนการมีการบริหารจัดการที่ดีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อมิให้เป็นการสูญเปล่าและก่อให้เกิดการนำผลงานไปใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านวิชาการและเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การนำผลงานวิจัยออกสู่ธุรกิจจะเป็นการนำรายได้กลับเข้าสู่องค์กรและรัฐ ช่วยให้เกิดความมั่งคั่ง มั่นคงและยั่งยืน ช่วยนำพาให้ประเทศของเราเป็นประเทศไทย 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
 

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 131    หน้าที่ : 23    จำนวนคนเข้าชม : 253   คน