เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2407511

รายละเอียด

• เมือกหอยทากสายพันธุ์ไทย นวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมความงาม ภายใต้แบรนด์ SNAIL8

 
สองปีเศษที่บริษัทสยามสเนลได้ถือกำเนิดขึ้น เพื่อผลิตเครื่องสำอางไทยในมาตรฐานระดับสากลที่พัฒนาจากงานวิจัย ภายใต้ชื่อแบรนด์ สยามสเนล หลังจากเปิดตัวได้เพียงแค่ 2 เดือน ก็มีภาคธุรกิจเข้ามาร่วมทุน คือบริษัท E for L Aims ซึ่งเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ และเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท วุฒิศักดิ์ คลินิก กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และได้รีแบรนด์เพื่อเปลี่ยนโฉมให้ผลิตภัณฑ์มีความเป็นสากลมากขึ้นเป็น สเนลเอท (SNAIL8) ซึ่งภายในระยะเวลาเพียงปีเศษที่สเนลเอทได้ก้าวเข้าสู่ตลาดอุตสาหกรรมความงาม ก็ได้รับการยอมรับและเติบโตอย่างรวดเร็ว จนถึงวันนี้ สเนลเอทได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (The Board of Investment of Thailand; BOI) และมีวางจำหน่ายแล้วในร้านธุรกิจขายปลีกสมัยใหม่ (modern trade) เช่น Boots, Watsons, King Power, Save Drugs, วุฒิศักดิ์คลีนิค ตลอดจนมีจำหน่ายผ่านธุรกิจออนไลน์ที่มีชื่อเสียง เช่น Lazada, Konvy, 11-Street และอยู่ระหว่างการขยายตลาดไปเมืองสำคัญในกลุ่มประเทศอาเซียนและตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีน

SNAIL8 เป็นตัวอย่างของการก้าวเดินจากงานวิจัยพื้นฐาน จากรั้วมหาวิทยาลัยสู่ธุรกิจเครื่องสำอางซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำรายได้ให้ประเทศกว่า 2 แสนล้านบาท ต้องเผชิญอุปสรรคอะไรมาบ้าง เป็นเส้นทางโรยด้วยกลีบกุหลาบหรือไม่ ได้เรียนรู้อะไรจากการนำงานวิจัยมาสู่ธุรกิจ พร้อมบทวิเคราะห์บทบาทของมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาลว่า มีความพร้อมและความเป็นไปได้เพียงใด นั่นคือเนื้อหาที่มีในบทความนี้

SNAIL8 กำเนิดจากงานวิจัยพื้นฐาน
หลังจากการเปิดตัวแถลงผลงานเมธีวิจัยอาวุโส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) “30 ปีของการวิจัยพื้นฐานด้านความหลากหลายทางชีวภาพของหอยทากไทย” ของ ศาสตราจารย์ ดร. สมศักดิ์ ปัญหา ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ขึ้นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ที่มีบทบาททางเศรษฐกิจสูงของประเทศสหรัฐอเมริกาและของโลกคือ The Wall Street Journal ฉบับเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2558 และในอีกมุมหนึ่งของงานวิจัยเชิงลึก ที่ทำควบคู่กันมาเป็นระยะเวลายาวนานโดย ศาสตราจารย์ ดร. อัญชลี ทัศนาขจร ซึ่งได้รับทุนเมธีวิจัยอาวุโสในปีเดียวกัน (และทั้ง 2 ท่านยังได้รับทุนเมธีวิจัยรุ่นแรกของ สกว. ในปี 2539 อีกด้วย) ที่ได้ทำงานวิจัยด้านภูมิคุ้มกันในกุ้งมาต่อเนื่อง 30 ปี และได้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านชีวเคมี ในการศึกษาส่วนประกอบและคุณสมบัติของเมือกหอยทากไทยแต่ละสายพันธุ์ จนพบว่าเมือกที่หลั่งจากอวัยวะที่เรียกว่า แมนเทิล (Mantle) เป็นโมเลกุลขนาดเล็ก อุดมด้วยสารอัลลาโทอิน ไฮยาลูโรนิก ไกลโคลิก โปรตีนและเปปไทด์ โดยมีสัดส่วนที่ถูกปรุงแต่งโดยธรรมชาติ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการปกป้องหอยทากจากมลภาวะและสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยรังสี UV และเชื้อโรค เมือกหอยทากจึงมีคุณสมบัติเด่นในเรื่องการดูแลผิวพรรณ ฟื้นฟูผิวให้อ่อนเยาว์และลดเลือนริ้วรอย ต่างจากเมือกที่หลั่งจากเท้าของหอยทากซึ่งเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ของโพลีแซคคาไรด์ หอยทากเองจะหลั่งออกมาเพื่อใช้ในการหล่อลื่นในระหว่างการเดิน ดังนั้น สยามสเนลจึงได้พัฒนากระบวนการเก็บ กระบวนการกรองเพื่อให้ได้เฉพาะเมือกบริสุทธิ์จากแมนเทิลเท่านั้น สยามสเนลมีกระบวนการผลิตที่ครบวงจร โดยมีโรงงานที่ได้มาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) ตั้งอยู่ในฟาร์มหอยทากบนพื้นที่ 10 ไร่ ที่เขตสุวินทวงศ์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งอาจถือเป็นฟาร์มหอยทากเชิงนิเวศ (Siam Snail Eco-Farm) แห่งแรกและแห่งเดียวในโลก โดยถึงวันนี้มีกำลังการผลิตเมือกหอยทากได้ถึง 4 ตันต่อปี
 
สยามสเนล ได้รับอนุญาต (license) ให้นำผลงานวิจัยมาพัฒนาเชิงธุรกิจ ผ่านสถาบันทรัพย์สินทางปัญญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รายได้ส่วนหนึ่งจัดส่งให้จุฬาฯ และได้รับอนุญาตให้ใช้ชื่อคณะวิทยาศาสตร์และชื่อจุฬาฯ ในการประชาสัมพันธ์และการโฆษณาผ่านสื่อต่าง ๆ ได้ทุกประเภท
SNAIL8 นำด้วยวิจัยและคุณภาพ
นอกเหนือจากงานวิจัยพื้นฐานด้านเมือกหอยทากไทยกว่า 30 ปี และผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโท-เอกในสาขานี้ไปกว่า 30 คนแล้ว งานวิจัยในระดับโมเลกุลเกี่ยวกับเมือกหอยทากยังยืนยันชัดเจนว่า เมือกที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ SNAIL8 มีสารบำรุงผิวและลบริ้วรอยมากกว่าเมือกอื่นที่จำหน่ายทั่วไปในประเทศถึง 30 เท่า และยังสามารถลดการเกิดสิว และยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ทำให้เกิดฝ้าได้ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ยังผ่านการทดสอบทางด้านคลินิก โดยบริษัท DermScan Asia ยืนยันว่าใช้แล้วเห็นผลภายใน 4 สัปดาห์

ด้วยความเชื่อมั่นว่าความแตกต่างและคุณภาพคือความยั่งยืน ดังนั้น นอกเหนือจากข้อมูลวิจัยข้างต้นแล้ว ทีมนักวิจัยผู้ก่อตั้งสยามสเนล ได้พัฒนากระบวนการผลิตครบวงจรและได้มาตรฐานในทุกขั้นตอน สามารถสร้างแบรนด์ SNAIL8 ให้มีความโดดเด่นและแตกต่างจากผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ใน 8 ประเด็น
 
• เป็นการต่อยอดของผลงานวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องหอยทากในระดับนานาชาติมากว่า 30 ปี

• คัดกรองจากกว่า 600 สายพันธุ์ของหอยทากไทย และคัดเลือกเพียง 2-3 สายพันธุ์ที่ให้เมือกคุณภาพสูงสุด เพื่อการบำรุงเซลผิว

• มีฟาร์มเลี้ยงหอยทากด้วยสูตรอาหารเฉพาะภายใต้สภาวะแวดล้อมที่เหมาะสม เพื่อคุณภาพเมือกที่คงที่

• เลือกใช้เฉพาะเมือกส่วนแมนเทิลซึ่งเป็นเมือกที่มีคุณภาพสูงสุด

• มีกระบวนการเก็บเมือกโดยไม่ทำอันตรายใด ๆ ต่อหอยทาก

• คัดกรองเฉพาะเมือกที่มีสารโมเลกุลเล็กซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ล้ำลึกและรวดเร็ว

• ปรับเมือกให้มีความเข้มข้นสูงเพื่อการออกฤทธิ์มีประสิทธิภาพสูงสุด

• ผลิตด้วยมาตรฐาน GMP และรับรองมาตรฐานโดย SAMSUNG

ภายใต้แบรนด์ SNAIL8 ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายแล้ว 7 ชนิดคือ เซรั่ม 2 ชนิด ได้แก่ เซรั่มลดเลือนริ้วรอย (Age Defense Advanced Serum) และ เซรั่มเพื่อผิวขาว (Intensive Whitening Serum) ครีมบำรุงผิวเมือกหอยทาก 2 ชนิดคือ ครีมบำรุงกลางวัน และ กลางคืน ; มาสก์ 2 ชนิดคือ มาสก์ลดเลือนริ้วรอย และ มาสก์เพื่อผิวขาว และ ครีมกันแดด
 

 
ด้วยความโดดเด่นและแตกต่างดังกล่าว จึงทำให้ SNAIL8 ได้รับรางวัลระดับนานาชาติถึง 3 รางวัลได้แก่ รางวัลเหรียญทองในงานประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับนานาชาติ จาก Seoul International Invention Fair 2015 (SIIF 2015) ณ กรุงโซล ประเทศสาธารณรัฐเกาหลี รางวัลเหรียญทอง และรางวัลพิเศษ จาก Salon International des Invention of Geneva 2016 นอกจากนี้ SNAIL8 ยังได้รับการประกาศให้เป็นผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย (Premium Product of Thailand 2016, The Pride of Thais) จากกระทรวงอุตสาหกรรมอีกด้วย
SNAIL8 เดินตามแนวคิด Smiley Face Curve of Value Added
การตลาดคือหัวใจของธุรกิจ จุดเด่นของ SNAIL8 คือเป็นเครื่องสำอางที่พัฒนาจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของประเทศ จึงต้องตั้งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ มีความรู้ ศึกษาหาข้อมูลใหม่ ๆ มีเหตุผล พร้อมที่จะทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่มีความน่าเชื่อถือ SNAIL8 ใช้งานวิจัยเป็นฐาน ใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนที่บ่งบอกถึงคุณภาพของสินค้า ควบคู่ไปกับการตลาด และโฆษณาซึ่งจะใช้นักวิชาการ หรือผู้มีชื่อเสียงในวงสังคมในการสร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์มากกว่าการใช้นักแสดงนำ นั่นคือยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนธุรกิจของ SNAIL8 ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสำคัญของกราฟ Smiley Face Curve of Value Added ที่เสนอโดย Stan Shih ในปี ค.ศ. 2005 ดังแสดงในรูป ซึ่งเสนอว่า มูลค่าของธุรกิจต้องอาศัยทั้งปีกขวาซึ่งหมายถึงความสำคัญของการตลาดและการสร้างแบรนด์ และปีกซ้ายซึ่งหมายถึงการวิจัยและนวัตกรรม
 

 
กราฟ Smiley Curve of Value Added ยืนยันสิ่งที่ได้เรียนรู้จากนักธุรกิจด้านความงามซึ่งเน้นย้ำว่า ลูกค้าในวันนี้และอนาคตจะให้ความสำคัญกับ Function มากกว่า Emotion นั่นหมายความว่า ผู้ซื้อให้ความสำคัญกับข้อมูลที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลจากการวิจัยจากสถาบันที่เป็นที่ยอมรับและที่ลงตีพิมพ์ในวารสารที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะหมายถึงความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้า มากกว่าการเชื่อคำโฆษณา

ข้อมูลข้างต้นนำไปสู่ข้อสรุปได้ว่านับวันปีกซ้ายมือของกราฟจะยิ่งมีความสำคัญมากขี้น นั่นคือ คุณภาพของสินค้าและความน่าเชื่อถือของข้อมูลนับวันจะมีความสำคัญมากขึ้นแทนที่จะใช้การตลาดนำเหมือนในอดีตนั่นหมายถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่จะต้องใช้งานวิจัยและข้อมูลวิจัยเชิงลึกเป็นจุดขาย ซึ่งหมายถึงบทบาทและโอกาสของนักวิทยาศาสตร์จะมีความสำคัญมากขึ้น ด้วยความเชื่อมั่นว่าในไม่ช้าคนเรียนสายวิทยาศาสตร์จะมีส่วนแบ่งรายได้จากธุรกิจสูงกว่าคนจากสายการตลาด ซึ่งจะกลับข้าง (flip) ไปจากที่เกิดขึ้นในอดีตและที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เมื่อคนวิทยาศาสตร์ก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจ
สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ เส้นทางที่ยาวไกลและความท้าทายในการเดินแต่ละก้าว ทั้งปีกซ้ายและปีกขวาของ Smiley Face Curve เช่น การขยายการผลิตสู่ระดับต้นแบบ การผลิตในระดับอุตสาหกรรม การผลิตให้เป็นไปตามมาตรฐานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) การหาแหล่งทุน การจัดการงานด้านเอกสารและกฎหมาย การกำหนดตำแหน่ง (position) ของสินค้าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์เดียวกันหรือที่คล้ายคลึงกันที่มีจำหน่ายอยู่แล้ว การสร้างแบรนด์ การวางแผนการตลาด ระบบบัญชี ระบบการเงิน เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้คือโลกของธุรกิจที่นักวิจัยต้องเรียนรู้และปรับตัว เพื่อให้ประสบความสำเร็จ

ภารกิจในความรับผิดชอบหลักของคนวิทยาศาสตร์จะอยู่ในช่วงต้นน้ำ คือพัฒนาให้ได้สินค้าที่มีความแตกต่างและมีคุณภาพเพื่อให้การตลาดนำไปเป็นจุดขาย ที่ยากขึ้นไปอีกคือ ราคาต้องแข่งขันได้

หลายครั้งเมื่อพูดถึงคนสาย Science และ สาย Non-Science หรือบางครั้งอาจจะได้ยินคนสายมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ พูดติดตลกในการแบ่งคนเป็น 2 กลุ่มว่าเป็นสายมนุษย์และสายอมนุษย์ ซึ่งอาจจะพอเทียบเคียงได้กับคนที่อยู่ปีกซ้ายของกราฟหน้ายิ้มซึ่งทุกอย่างต้องสู้กันด้วยเหตุผล และคนที่อยู่ปีกขวาซึ่งจะให้ความสำคัญกับอารมณ์และความรู้สึก สำหรับคนวิทยาศาสตร์เอง หากเปิดใจกว้างเดินเข้าไปในแวดวงธุรกิจ จะมีอะไรใหม่ ๆ ที่ท้าทาย ที่น่าเรียนรู้อีกมากมาย (อ่านเพิ่มเติมได้ใน “SNAIL8: จากงานวิจัยพื้นฐาน สู่เครื่องสำอางไทยมาตรฐานระดับโลก” บทความจากหนังสือ “วิจัย ‘ไม่’ ขึ้นหิ้ง: ความสำเร็จบนเส้นทางพัฒนางานวิจัยไปสู่การสร้างนวัตกรรม” โดยมูลนิธิบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (บวท.) และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พ.ศ. 2560)
คนวิทย์ฯ เดินเส้นทางนี้ได้หรือไม่
ฟังดูอาจจะเป็นเรื่องใหม่สำหรับวงการวิจัยไทย ที่อาจารย์หรือนักวิจัยจะเป็นเจ้าของบริษัท แต่สำหรับต่างประเทศ แม้แต่ที่ใกล้บ้านเราเช่นสิงคโปร์ ถือเป็นเรื่องธรรมดามาก หรือในเชิงนโยบาย การส่งเสริมให้อาจารย์หรือนักวิจัยเป็นเจ้าของบริษัท ถือเป็นภารกิจสำคัญของสถาบันทรัพย์สินทางปัญญาในหลายมหาวิทยาลัยมานานหลายทศวรรษแล้วและหากมองไปยังมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น Massachusetts Institute of Technology (MIT) ที่เขียนไว้ในหนังสือ Disciplined Entrepreneurship, 24 Steps to a Successful Startup โดยศาสตราจารย์ Bill Aulet, Managing Director of Martin Trust Center for MIT Entrepreneurship ซึ่งบอกว่า แนวคิดนี้ปลูกฝังลงไปในระดับนิสิตนักศึกษา MIT มานานแล้ว และในแต่ละปี มีบริษัท Startup หรือ Spinoff เกิดจากศิษย์เก่าของ MIT มากกว่า 900 บริษัท (ข้อมูลปี 2549)

ถึงวันนี้ ต้องถือว่า SNAIL8 เพิ่งเริ่มออกเดินจากจุดตั้งต้น ดังนั้น ความเห็นที่พอให้ได้ในเบื้องต้นนี้คือ สำหรับนักวิจัยใหม่ ขอแนะนำให้บุกเบิกงานวิจัยพื้นฐานลงให้ลึกที่สุด ตีพิมพ์ในวารสารที่มีคุณภาพสูง ทำความรู้จักและความร่วมมือกับนักวิจัยในสาขาเดียวกันหรือสาขาใกล้เคียงให้มากที่สุด ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ โดยไม่ต้องคิดถึงรางวัล ไม่คิดถึงตำแหน่งทางวิชาการ และยังไม่คิดถึงธุรกิจ ด้วยความเชื่อมั่นว่า หากคิดที่จะทำวิจัยเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เริ่มต้น จะสูญเสียทั้งความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านและสุดท้ายคงได้งานใช้ประโยชน์เพียงผิวเผิน และผลิตภัณฑ์ในตลาดทั่ว ๆ ไป หากจะมองเป้าหมายธุรกิจให้มองระยะยาว ต้องสร้างองค์ความรู้ให้เป็นผู้เชี่ยวชาญพอที่จะนำไปพัฒนาต่อยอดในเชิงธุรกิจได้อย่างยั่งยืน

เพื่อให้เห็นโอกาสทางธุรกิจที่สามารถแข่งขันได้ ในระหว่างที่มุ่งมั่นกับงานวิจัยพื้นฐานนั้น ขอให้เปิดใจ ใช้เวลาบางส่วนเพื่อ

• เข้าฟังการบรรยายและการสัมมนาทางวิชาการ ด้านเชิงนโยบาย ทิศทางและแนวโน้มด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เรื่องการบริหารจัดการ การตลาด สิ่งที่จะได้คือ ภาพกว้าง จะมองเห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และช่องทางต่าง ๆ ที่แตกต่างจากที่เคยมีมาก่อน ซึ่งที่ผ่านมาคนวิทยาศาสตร์จะเข้าฟังการสัมมนาเฉพาะที่ตรงกับสาขาที่เชี่ยวชาญของตนเองเท่านั้น

• หาโอกาสพบและหารือกับผู้ประกอบการ หรือไปเยี่ยมสถานประกอบการบ่อย ๆ เพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์จริง รับฟังปัญหา อุปสรรค โอกาส พร้อมแนวทางการแก้ปัญหาทั้งด้านการบริหารจัดการและการก้าวให้ทันเทคโนโลยี
เมื่อประเทศไทย 4.0 ต้องขับเคลื่อนด้วยอุดมศึกษา 1.5 !
การที่รัฐบาลประกาศยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ถือเป็นการประกาศชัดเจนว่า อุดมศึกษาคือหัวใจของการขับเคลื่อน หากพิจารณาจากตารางด้านล่าง อยากให้ผู้อ่านลองพิจารณาและจัดอันดับประเด็นต่าง ๆ ด้วยตัวท่านเอง อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของทีมผู้เขียนเชื่อว่า สถานภาพของอุดมศึกษาของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.5 โดยประกอบด้วย การศึกษา 1.5 และการวิจัย 1.5

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์หรือการแก้ปัญหาสำคัญจะเป็นไปไม่ได้ หากหน่วยงานหลักเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเสียเอง ดังนั้น ความหวังที่จะขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ด้วยอุดมศึกษา 1.5 จึงเป็นไปไม่ได้ แต่ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพและความพร้อมของชาวอุดมศึกษาซึ่งมีบุคลากรที่มีศักยภาพสูงจำนวนมากว่าสามารถเปลี่ยนเป็นอุดมศึกษา 4.0 ได้ โดยเพียงแต่เปิดใจและทำความเข้าใจ ก็จะเข้าถึงและเกิดการพัฒนาได้อย่างแน่นอน
 

 

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 131    หน้าที่ : 08    จำนวนคนเข้าชม : 73   คน