เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2435867

รายละเอียด

ประสบการณ์ศึกษาวิจัยในสหรัฐอเมริกา
แพรวพรรณ อินโปธา
ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
นักศึกษาโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก รุ่นที่ 16
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
อาจารย์ที่ปรึกษา: รศ. ดร.ดวงใจ นาคะปรีชา


หลังจากการรับทุนโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ได้ครบ 1 ปี อาจารย์ที่ปรึกษาของเราจึงเห็นเหมาะสมว่า ควรจะเดินทางเพื่อไปหาประสบการณ์ยังต่างประเทศได้แล้วก่อนที่จะจบการศึกษาในระดับปริญญาเอก ซึ่งทางทุน คปก.มีเงินสนับสนุนให้นักศึกษาได้หาประสบการณ์วิจัยในต่างประเทศด้วย ซึ่งนั่นเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับนักศึกษา
 
ดิฉันชื่อ นางสาวแพรวพรรณ อินโปธา นักศึกษาระดับปริญญาเอก ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับทุน คปก.รุ่นที่ 16 ภายใต้การดูแลของ รศ.ดร.ดวงใจ นาคะปรีชา อาจารย์ที่ปรึกษา

เมื่อทราบว่าต้องเดินทางไปต่างประเทศจึงเข้าไปปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาว่าจะไปทำงานวิจัยที่ไหนดี หลังจากมองหาและศึกษารายละเอียดในหลาย ๆที่จนสรุปแล้วว่าจะไปทำงานวิจัยที่ Vanderbilt university เมือง Nashville รัฐ Tennessee ประเทศสหรัฐอเมริกา กับอาจารย์ที่ปรึกษาต่างประเทศ Professor Dr. Darryl J. Bornhop เป็นเวลา 10 เดือน

“ไปอเมริกาหรอ?! เรื่องสนุก ๆ กำลังจะเกิดขึ้น” เราคิดในใจอย่างตื่นเต้น

แค่ขั้นตอนการขอวีซ่าไปอเมริกานั้นก็ยุ่งยากมากแล้ว เราเริ่มต้นการหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต และปรึกษารุ่นพี่ แต่ได้พบว่าขั้นตอนและเอกสารการขอวีซ่าได้เปลี่ยนไปจากเดิม ถึงแม้จะหวั่นเล็กน้อยแต่ก็ไม่ยากอย่างที่คิดไว้ เพราะการเตรียมตัวมาให้พร้อมค่อนข้างสำคัญ

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประสบการณ์ของเราที่จะเล่าต่อไปนี้ จะเป็นประโยชน์กับรุ่นน้องและนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่กำลังเตรียมตัวเดินทางไปทำงานวิจัยที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกา จะได้ศึกษาขั้นตอน และเตรียมความพร้อมในด้านอื่น ๆ ไม่มากก็น้อย
การขอวีซ่า J-1 ที่แสนจะยุ่งยาก
นักศึกษาไทยที่จะเดินทางไปทำงานวิจัยระยะสั้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกาต้องขอวีซ่าประเภท J-1 ขั้นตอนนั้นไม่ยุ่งยากเท่าไร แต่ต้องใช้เวลา (นาน) หลังจากที่อาจารย์ที่ปรึกษาต่างประเทศตกลงรับเราให้ไปทำงานวิจัยด้วยแล้ว ขั้นตอนต่อมา ทางมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศจะต้องออกเอกสารแจ้งการตอบรับ ความร่วมมือในการเดินทางในครั้งนี้ ซึ่งจะใช้เวลาในการออกเอกสารนี้เร็วหรือช้าขึ้นกับแต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งของเรารอประมาณเกือบหนึ่งเดือน ระหว่างที่เรารอเอกสารนี้อยู่ เราต้องเตรียมเอกสารส่ง คปก.ไปพลาง คือ แผนความร่วมมือและแผนการเดินทาง ต้องยื่นก่อนเดินทางล่วงหน้าสองเดือนเป็นอย่างน้อย ขั้นตอนในการยื่นเอกสารสามารถเข้าไปดูในเว็บไซต์ของ คปก.ในหมวดของการเดินทางไปต่างประเทศได้

เมื่อยื่นเอกสารเรียบร้อย ทาง คปก.จะออกหนังสือรับรองการเงินว่าจะเป็นฝ่ายที่ให้เงินสนับสนุนเในการเดินทางครั้งนี้ ซึ่งเราต้องส่งเอกสารนี้ไปให้มหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศ สำหรับเราทางมหาวิทยาลัยที่ต่างประเทศให้เราสแกนตัวจริงส่งให้ ทำให้ขั้นตอนเร็วขึ้น แล้วเขาจะส่งเอกสาร DS-2019 มาให้ (รอประมาณ 1 อาทิตย์) ซึ่งเราต้องใช้เอกสารนี้ไปยื่นขอวีซ่า เอกสารนี้เป็นเอกสารที่สำคัญมาก ห้ามหายด้วยประการทั้งปวง ถึงตอนนี้เราก็พร้อมไปขอวีซ่าแล้ว และเมื่อสัมภาษณ์เสร็จ หลังจากนั้น ไม่เกิน 1 อาทิตย์ เราจะได้รับวีซ่า จากนั้นก็ซื้อตั๋วเครื่องบินได้เลย
ออกเดินทาง
สิ่งหนึ่งที่สร้างปัญหาสำหรับเดินทางไปต่างประเทศคือ การจัดกระเป๋า ก่อนอื่นต้องศึกษาดูก่อนว่าเขาห้ามเอาอะไรเข้าประเทศบ้าง อย่างที่อเมริกา อะไรที่เป็นหมู ไก่ ห้ามเข้าเด็ดขาด บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีรูปหมูหรือไก่ก็ห้ามเอาเข้า พวกเครื่องใช้ต่าง ๆ แน่นอนว่าของที่เมืองไทยถูกกว่าที่อเมริกาแน่นอน แต่อย่ายัดจนโหลดขึ้นเครื่องไม่ได้

ปกติทางสายการบินจะให้เราโหลดกระเป๋าได้ฟรี 2 ใบ ใบละไม่เกิน 23 กก. ดังนั้นควรชั่งน้ำหนักไปก่อนจะได้ไม่มีปัญหาเมื่อถึงสนามบิน สำหรับเงินนั้นทาง คปก.จะโอนให้เป็นก้อนตามจำนวนที่ คปก. พิจารณาแล้วเห็นชอบ ซึ่งอเมริกาจะไม่ให้พกเงินติดตัวเกิน 10,000 USD แนะนำว่าให้มีเงินสดติดตัวไปพอสำหรับการใช้ชีวิต 1 อาทิตย์ เป็นค่าเช่าบ้านที่ต้องจ่าย เงินที่เหลือให้ซื้อเป็นดราฟท์ไป ป้องกันการสูญหาย เราซื้อดราฟท์จากธนาคารกรุงไทย

23 กันยายน 2558 ได้เวลาบอกลาพ่อแม่ พี่น้อง ผองเพื่อน “จะไปผจญภัยกันแล้ว!” นับว่าเป็นครั้งแรกกับการเดินทางไปต่างประเทศคนเดียวของเรา ที่สำคัญคือไปอเมริกา เราตื่นเต้นไม่ใช่น้อย เรานั่งสายการบินเดลต้า (Delta Airlines) ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปต่อเครื่องที่สนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่น แล้วบินอีกประมาณ 12 ชั่วโมงถึงสนามบินดีทรอยต์ รัฐมิชิแกน “อเมริกา!ฉันมาถึงแล้ว!!” แต่ยังไม่ถึงที่หมายนะ ต้องต่อเครื่องอีกที แนะนำว่าใครที่ต้องมาต่อเครื่องเพื่อเดินทางต่อในประเทศอเมริกา ต้องเผื่อเวลาสำหรับการต่อเครื่องอย่างน้อย 3 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เพราะว่าผู้คนเยอะมาก เราเองก็เกือบตกเครื่อง ซึ่งจากที่หาข้อมูลมา ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ที่นี่โหดไม่ใช่น้อย รอก็นาน ตื่นเต้นด้วย กลัวเขาไม่ให้เข้าประเทศ แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ด้วยดี จากนั้นต่อเครื่องอีกครั้งจากดีทรอยต์ (Detroit) ไปแนชวิลล์ (Nashville) อีก 1 ชั่วโมง รวมเวลาการเดินทางทั้งหมดแล้ว 24 ชั่วโมงพอดี ก่อนเดินทางได้ติดต่อครอบครัวพี่คนไทยที่อาศัยอยู่ในแนชวิลล์ มารับ คือ พี่น้อยและพี่แจง ซึ่งพี่ทั้งสองคอยช่วยเหลือเราตลอดในช่วงที่อยู่อเมริกา
แนชวิลล์...เมืองแห่งเสียงดนตรี
แนชวิลล์ เป็นเมืองหลวงของรัฐเทนเนสซี ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอเมริกา แนชวิลล์เป็นเมืองเล็ก ๆ ไม่มีรถไฟฟ้า ไม่มีรถไฟใต้ดิน การเดินทางของผู้คนที่นี้ส่วนใหญ่จะใช้รถส่วนตัว และจะมีรถเมล์วิ่งรอบเมือง มีป้ายรถเมล์อยู่ใกล้ ๆ ที่พักของเราอยู่ไม่ไกลเป็นทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น แต่คนที่นี้จะเรียกทาวน์เฮาส์ว่า คอนโดมิเนียม เจ้าของบ้านเป็นพี่คนไทยให้เราเช่าอยู่ มีทุกอย่างให้ครบ ทั้งเครื่องครัว เครื่องนอน ไม่ต้องไปหาซื้อใหม่ โชคดีของเรา

วันแรกที่มาถึงก็เริ่มสำรวจเมืองกันเลยค่ะ...
 
สถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาถึงแนชวิลล์ ก็คือ Downtown Nashville อยู่ติดกับแม่น้ำคัมเบอร์แลนด์ จะมองเห็นตึก AT&T หรือที่เรียกกันว่า ตึกแบทแมน เป็นอาคารที่สูงที่สุดในแนชวิลล์ ฝั่งตรงข้ามเป็นสนามอเมริกันฟุตบอล คนที่นี่ชอบดูกีฬา โดยเฉพาะอเมริกันฟุตบอล ฮ็อกกี้ ผู้คนแนชวิลล์รักสงบ ใจดี ชอบดูกีฬา ชอบฟังเพลง และเมืองนี้เป็นบ้านเกิดของนักดนตรีคันทรีที่โด่งดังมากมาย ทำให้แนชวิลมีชื่อเล่นว่า “Music in city” วันเสาร์และอาทิตย์ คนในเมืองจะพากันออกมาเดินเล่นที่สวนสาธารณะ มาเดินออกกำลังกันเรียกว่า “hiking” เดินรอบเดียวก็หอบแฮ่กๆแล้ว

สภาพอากาศของที่นี่ถือว่าไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป ตอนที่เราเดินทางมาถึงเดือนกันยายน อากาศเริ่มเย็นแล้ว อุณหภูมิประมาณ 15-20 °C พอเข้าช่วงเดือนธันวาคมจะเริ่มหนาว อุณหภูมิจะอยู่ที่ 5-0 °c มีอยู่ช่วงหนึ่งที่อุณหภูมิ -11 °C ไม่อยากออกจากบ้านไปไหนเลย แต่ต้องออกไป เพราะไม่ได้เตรียมกักตุนอาหารไว้ ปกติเมืองนี้หิมะไม่ค่อยตก จะเป็นแค่น้ำแข็งเกาะถนน แต่โชคดีที่ตอนเราไปได้เจอหิมะ แต่ก็ตกอยู่ประมาณ 2-3 วันเท่านั้น ช่วงหน้าหนาวทุกคนจะต้องการแสงแดด วันไหนที่แดดออก สวนสาธารณะจะเต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาปิคนิค ตากแดดกัน
Room 5430
หลังจากพักผ่อน 1 วันจากการเดินทางมายาวนาน วันรุ่งขึ้นก็เข้าไปรายงานตัว และทำความรู้จักคนในแล็บแล้ว ตื่นเต้นเบาๆ Vanderbilt University เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน (private research university) ค่าเรียนที่นี่แพงพอดู เดินหลงอยู่สักพัก ก็เดินมาถึงห้อง 5430 แล้ว สมาชิกในห้องแล็บมีทั้งหมด 4 คน และสุนัขอีก 1 ตัว... ใช่แล้ว! มีสุนัขเป็นสมาชิกในแล็บด้วย แต่ค่อนข้างเชื่อง และอยู่แต่ในออฟฟิศ ไม่ได้เข้ามายุ่งในห้องแล็บ
 
Prof. Darryl J. Bornhop อาจารย์ที่ปรึกษาชาวต่างชาติ ไม่ได้ทำงานอยู่ที่ Vanderbilt แล้วเพราะว่าใกล้เกษียณและไม่มีภาระงานสอน จึงย้ายไปอยู่ที่เมืองซานดิเอโก (San Diego) แต่จะบินมาที่แล็บครั้งละ 2-3 เดือน ดังนั้นการ discuss ผลการทดลองจะทำผ่าน skype ซึ่งในตอนแรก ๆ ยังไม่คุ้นชิน ทำให้เราเครียดอยู่ไม่น้อย เพราะบางทีเราไม่เข้าใจ ฟังไม่รู้เรื่องบ้าง เนื่องมาจากยังไม่ชินกับสำเนียงของ native speaker แต่เพื่อนในแล็บก็คอยช่วยเหลือเป็นอย่างดี ในช่วงหลังไม่ค่อยได้พูดคุยกับ Prof. เท่าไร เนื่องจาก Prof. จะบินไปทำงานที่เมืองอื่น และยังเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทอื่น ๆ อีก จึงไม่ค่อยมีเวลา ก็จะติดต่อผ่านทางอีเมล์และ discuss ผลการทดลองกับผู้ช่วย Prof. แทน ซึ่งงานวิจัยที่เราได้ทำเป็นการพัฒนาเครื่องมือตรวจวัดทางแสงที่สามารถตรวจวัดสารปริมาณน้อย ๆได้ เพื่อศึกษาการทำปฏิกิริยาของสารชีวโมเลกุล โดยจะนำข้อมูลที่ตรวจวัดได้ไปช่วยในการวินิจฉัยโรคของแพทย์
 
ในช่วงแรก ๆ ของการทำงานต้องปรับตัวค่อนข้างเยอะ เพราะภาษาอังกฤษเราก็ไม่ค่อยแข็งแรง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการสื่อสาร แต่เพื่อนในห้องแล็บค่อนข้างใจดีและใจเย็น ทำให้เรากล้าที่จะถามหากว่าไม่เข้าใจ และเวลาที่ Prof. สั่งงานก่อนเริ่มทำการทดลอง เราจะเอาแผนการทดลองไปให้ผู้ช่วย Prof. ดูทุกครั้ง ให้เขาช่วยดูว่าเราเข้าใจถูกต้องไหม ทำให้ช่วงหลังทำงานได้ราบรื่นมากขึ้น

เวลาที่อยู่ที่นี่ผ่านไปเร็วมาก เราเริ่มปรับตัวได้มากขึ้น อาจจะเหงาและคิดถึงบ้านบางเวลา แต่การมาทำงานวิจัยที่อเมริกาครั้งนี้ก็เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำไม่ใช่น้อย ได้เพื่อนใหม่ ได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้เรียนรู้ระบบการทำงานใหม่ อยู่ไปอยู่มาเงยหน้าดูปฏิทิน อ้าว!ใกล้ครบกำหนดถึงเวลาต้องกลับเมืองไทยแล้ว รู้สึกใจหาย คงอดคิดถึงอากาศหนาว ๆ หิมะ รถเมล์ ผู้คนในเมืองนี้ และพิซซ่าที่อร่อยกว่าที่เคยกินมาแน่ๆ
 
วันสุดท้ายก่อนจะกลับ เราทำอาหารไทยมาเลี้ยงเพื่อนในแล็บ เราอยากจะขอบคุณทุกคนที่คอยช่วยเหลือและใจดีกับเรามาก ถึงเวลากล่าวลา น้ำตาก็คลอขึ้นมาเบา ๆ ขอบคุณทุกคนมากจริง ๆ และหวังว่าเราจะได้พบกันอีก
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 130    หน้าที่ : 92    จำนวนคนเข้าชม : 178   คน