เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2460149

รายละเอียด

เปลี่ยนการใช้ปุ๋ยเคมีของประเทศไทย...ด้วยงานวิจัย “ปุ๋ยสั่งตัด”

 
วรรณภรณ์ จันทร์หอม
เจ้าหน้าที่บริหารโครงการ
ฝ่ายเกษตร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
wannaporn@trf.or.th

 

 
ผลจากการปฏิวัติเขียว (The Green revolution) ในช่วงทศวรรษที่ 6 หรือประมาณ 30 ปีที่ผ่านมานั้น ได้พลิกโฉมรูปแบบการทำการเกษตรของประเทศไทย จากเดิมเป็นการเกษตรแบบสมดุลที่มีการปลูกพืชและใช้วิธีทางธรรมชาติมาจัดการศัตรูพืช มาเป็นเกษตรเชิงเดี่ยวที่ต้องพึ่งพาเครื่องจักรกลการเกษตร ปุ๋ย และยาฆ่าแมลง นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต รูปธรรมอันเห็นได้ชัดเนื่องมาจากผลของระบบการเกษตรดังกล่าวคือ มีความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 2.3 ล้านตันในปี 2543 เพิ่มเป็น 5 ล้านตันในปี 2558 คิดเป็นมูลค่า 60,567 ล้านบาท โดยพืชเศรษฐกิจที่มีปริมาณการใช้ปุ๋ยมากที่สุด ได้แก่ ข้าว คิดเป็น 42% ของปริมาณการใช้ปุ๋ยทั้งหมด (แบ่งเป็นข้าวนาปี 30% และข้าวนาปรัง 12%) ยางพารา (22%) อ้อยโรงงาน (9.5%) ปาล์มน้ำมัน (8.4%) มันสำปะหลัง (5%) ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (5%) และพืชอื่น (7%) ประกอบกับเกษตรกรส่วนใหญ่มีความรู้เรื่องดินและปุ๋ยน้อยมาก ไม่มีคำแนะนำปุ๋ยที่แม่นยำสำหรับพืชเศรษฐกิจครบทุกชนิด และห้องปฏิบัติการของหน่วยราชการ ไม่สามารถให้บริการตรวจดินได้ทั่วถึงและทันเวลาเพาะปลูก ทำให้การจัดการดินไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และการใช้ปุ๋ยไม่มีประสิทธิภาพ ดินเสื่อมโทรม เกิดการปนเปื้อนของปุ๋ยและสารเคมีในสิ่งแวดล้อม และกระทบต่อปัญหาด้านสุขภาพของผู้ผลิตและผู้บริโภคตามมา แม้ว่าเกษตรกรจะมีการใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น กลับกันผลิตภาพในการผลิตพืชของเกษตรกรลดลง ส่งผลให้มีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น นอกจากเกษตรกรจะสูญเสียค่าใช้จ่ายและโอกาสได้ผลผลิตที่ดีแล้ว ยังนำความสูญเสียมาสู่เศรษฐกิจของประเทศโดยรวมด้วย
 
“ปุ๋ยสั่งตัด” เป็นเทคโนโลยีการจัดการธาตุอาหารพืชเฉพาะพื้นที่ (ข้าว ข้าวโพด และอ้อย) โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ให้แก่ ศ.ดร. ทัศนีย์ อัตตะนันทน์ จากภาควิชาปฐพีวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ซึ่งดำเนินงานวิจัยร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร และกรมส่งเสริมการเกษตร มาตั้งแต่ปี 2540 อาศัยฐานคิดคือ “เกษตรกรรมที่มีความแม่นยำสูง” ภายใต้หลักคิดที่ว่า พื้นดินแต่ละที่ต่างกัน การดูแลพื้นที่นั้น ๆ ให้เหมาะสม จะให้ผลผลิตที่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด นำมาสู่การริเริ่มพัฒนาคำแนะนำปุ๋ย เอ็น-พี-เค สำหรับข้าวโพด (SimCorn) โดยใช้โปรแกรมจำลองการปลูกพืช DSSAT และระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ที่นำเอาปัจจัยหลักที่สำคัญ ๆ ต่อการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตพืชมาร่วมคำนวณจากฐานข้อมูลดิน พืช และภูมิอากาศ และผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ เพื่อคาดคะเนความต้องการปุ๋ยที่แม่นยำและให้ผลตอบแทนสูงสุด และการพัฒนาชุดตรวจสอบธาตุอาหาร เอ็น-พี-เค ในดิน (Soil test kit) ที่ทำได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว เหมาะที่จะนำไปใช้ในภาคสนาม และมีราคาถูก เพื่อให้เกษตรกรสามารถวิเคราะห์ธาตุอาหารดั้งเดิมในดินก่อนปลูกพืชและใส่ปุ๋ยให้ถูกต้อง
 
ต่อจากนั้นได้มีการทดสอบและประเมินคำแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีโดยนักวิชาการเกษตรและเจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตรด้วยการปฏิบัติจริงร่วมกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดรวม 92 ราย เพื่อนำผลทดสอบไปปรับปรุงให้คำแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีสำหรับข้าวโพดที่ได้พัฒนาขึ้นให้มีความถูกต้องสมบูรณ์ ซึ่งผลการทดสอบในระยะเริ่มแรกนี้ได้รับการยอมรับจากนักวิชาการเกษตร เจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตร และเกษตรกร เพราะสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้จริง อีกทั้งได้มีการขยายผลสู่เกษตรกรภายในพื้นที่ที่ทำการศึกษาด้วย (เพชรบูรณ์ ลพบุรี นครราชสีมา นครสวรรค์)

การพัฒนาระบบคำแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีสำหรับการผลิตข้าวโพด ระยะที่ 2 ต่อมา ทีมวิจัยได้ร่วมมือกับบริษัทเอกชน 2 บริษัท คือ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ เมล็ดพันธุ์ จำกัด และบริษัทไพโอเนียร์ไฮ-เบรด (ไทยแลนด์) จำกัด ทดสอบระบบคำแนะนำปุ๋ย เอ็น-พี-เค ในแปลงเกษตรกร พบว่าการให้คำแนะนำปุ๋ยโดยใช้โปรแกรมสนับสนุนการตัดสินใจ สามารถยกระดับผลผลิตและลดต้นทุนการผลิตข้าวโพดได้เกือบเท่าตัว ทำให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการใส่ปุ๋ยตามที่เกษตรกรปฏิบัติอยู่ อีกทั้งทำให้ดินมีธาตุอาหารสมดุล และไม่มีปริมาณไนโตรเจนตกค้างในดิน นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงคำแนะนำปุ๋ย เอ็น-พี-เค บรรจุในแผ่นซีดีรอมและสามารถทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ทุกชนิด ทำให้การขยายผลการใช้คำแนะนำปุ๋ยเป็นไปอย่างกว้างขวาง และนำไปสู่การประยุกต์ใช้กับพืชอื่นในระยะถัดไป
 
ตั้งแต่ปี 2540-2544 ถือเป็นยุคของการพัฒนาคำแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีนี้ และเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่นำเอาระบบสารสนเทศและโปรแกรมสนับสนุนการตัดสินใจมาใช้พัฒนาคำแนะนำปุ๋ยสำหรับพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวโพด ในการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร และได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพราะสามารถนำไปปฏิบัติใช้ได้ผลจริง

ระยะถัดมาในปี 2545 สกว. ได้สนับสนุนโครงการระบบสนับสนุนการใช้ปุ๋ยเคมีสำหรับการผลิตข้าวโพด ระยะที่ 3 ซึ่งทีมวิจัยได้ทำการศึกษาความแปรปรวนของระดับธาตุอาหาร เอ็น-พี-เค ในดิน หลังจากใช้ปุ๋ยตามระบบแนะนำปุ๋ยเคมีในการผลิตข้าวโพด และปรับปรุงน้ำยาสกัดในชุดตรวจสอบ เอ็น-พี-เค ในดินให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อช่วยให้เกษตรกรวิเคราะห์ดินได้ด้วยตนเอง แก้ปัญหาค่าใช้จ่ายและความล่าช้าของการวิเคราะห์ดินในห้องปฏิบัติการ ควบคู่กับการนำเอาคำแนะนำปุ๋ยที่ได้พัฒนาบรรจุลงในคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็ก (Palm) ให้นักส่งเสริมการเกษตรได้นำไปใช้ในพื้นที่ภาคสนามได้อย่างมีประสิทธิภาพและราคาประหยัด พร้อมๆ กับศึกษาทัศนคติและการยอมรับของเกษตรกรในการใช้คำแนะนำปุ๋ยเฉพาะพื้นที่ ด้วยการถ่ายทอดนวัตกรรมสู่เกษตรกรผู้ปฏิบัติ โดยร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตรให้คัดเลือกเกษตรกรผู้นำจากศูนย์ข้าวโพดชุมชนในจังหวัดที่มีแหล่งปลูกข้าวโพดสำคัญของประเทศมาทำการฝึกอบรม รวมทั้งได้ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมและให้อำนาจเกษตรกรเป็นผู้ตัดสินใจ ทำให้เกษตรกรได้เรียนรู้เพราะมีการแสดงวิธีและผลการใช้ปุ๋ยแบบใหม่ให้เกษตรกรได้เห็นจริงและเปรียบเทียบกับการใช้ปุ๋ยแบบเดิมที่ปฏิบัติใช้อยู่ พบว่าการใช้ปุ๋ยเคมีแบบใหม่สามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงจากเดิมที่ใช้ และได้กำไรเพิ่มขึ้น อีกทั้งทำให้ต้นข้าวโพดทนต่อความแห้งแล้งได้เพิ่มขึ้นในระยะเวลาหนึ่ง
 
ผลงานวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยีในระยะนี้ นับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้เกษตรกรให้เกิดการยอมรับในคำแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีว่าเหมาะสมกับพื้นที่ และให้ผลคุ้มค่ากับการลงทุน ซึ่งเมื่อเกษตรกรได้ดำเนินการปลูกข้าวโพดในแปลงสาธิตโดยใช้การจัดการธาตุอาหารเฉพาะพื้นที่ในปีเพาะปลูก 2547 ผลวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์พบว่า ผลผลิตข้าวโพดเพิ่มขึ้น 22-42 เปอร์เซ็นต์ และผลตอบแทนสูงขึ้น 21-52 เปอร์เซ็นต์ ผลสืบเนื่องตามมา ทำให้เกษตรกรผู้นำในจังหวัดนครราชสีมาและเพชรบูรณ์ ริเริ่มจัดตั้งเครือข่ายเกษตรกรฯ เพื่อถ่ายทอดความรู้การใช้ปุ๋ยและการตรวจสอบ เอ็น-พี-เค ในดินให้แก่สมาชิกศูนย์ข้าวโพดชุมชนและเกษตรกรทั่วไป

จากผลสำเร็จของการพัฒนาคำแนะนำปุ๋ย เอ็น-พี-เค สำหรับข้าวโพดในทั้ง 3 ระยะ สกว. จึงได้สนับสนุนงานวิจัยในการพัฒนาคำแนะนำการใช้ปุ๋ยสำหรับนาข้าวชลประทาน ถั่วเหลือง ถั่วลิสง และทานตะวัน ภายในปีเดียวกันนั้นเอง ซึ่งทีมวิจัยสามารถพัฒนาร่างคำแนะนำปุ๋ย เอ็น-พี-เค และผลผลิตที่คาดคะเนของชุดดินต่างๆ ครอบคลุม 38 ชุดดินในพื้นที่ที่เป็นแหล่งปลูกสำคัญของพืชทั้ง 4 ชนิด เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการทดสอบภาคสนามในระยะถัดไป

ผลสัมฤทธิ์ของงานวิจัยที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา 7 ปี เมื่อรวมกับร่างคำแนะนำปุ๋ย เอ็น-พี-เค ในพืชเศรษฐกิจ 4 ชนิดที่นักวิจัยได้พัฒนาขึ้นในช่วงปี 2545-2547 สกว. จึงได้สนับสนุนงานวิจัยต่อเนื่องในปี 2548 สู่การจัดการธาตุอาหารพืชเฉพาะพื้นที่เพื่อการผลิตพืชอย่างยั่งยืน (ข้าวและอ้อย) การดำเนินงานในระยะนี้อาศัยการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมาทำวิจัย ติดตาม และทดสอบร่วมกัน ได้แก่ กรมพัฒนาที่ดิน กรมการข้าว ศูนย์วิจัยข้าวในจังหวัดขอนแก่น อุดรธานี พิษณุโลก สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดขอนแก่น ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตร้อยเอ็ด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และมูลนิธิพลังนิเวศและชุมชน โดยการทดสอบคำแนะนำปุ๋ย เอ็น-พี-เค สำหรับข้าวและอ้อยโดยเกษตรกรผู้นำ และนำเอาคำแนะนำปุ๋ยที่ดีที่สุดจากแปลงทดสอบมาจัดทำแปลงสาธิตโดยจัดงานวันเกษตรกรพบเกษตรกรทุกจังหวัด จังหวัดละ 1 ครั้ง
 
สำหรับข้าวนาชลประทานดำเนินการในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก ฉะเชิงเทรา และสุพรรณบุรี ข้าวนาน้ำฝนในจังหวัดนครราชสีมาและขอนแก่น ส่วนอ้อยในจังหวัดขอนแก่น ผลจากการดำเนินงาน สามารถพัฒนาคำแนะนำปุ๋ย เอ็น-พี-เค สำหรับข้าวและอ้อย (ภาคอีสาน) ที่มีความแม่นยำ และสามารถปรับปรุงคำแนะนำตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และข้อมูลปัจจุบันได้ ขณะเดียวกันได้พัฒนาโปรแกรม SimRice และ SimCane สำหรับให้คำแนะนำปุ๋ย เอ็น-พี-เค ในการปลูกข้าวและอ้อย และการผสมปุ๋ยสำหรับเกษตรกร นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไปด้วย

การทำงานวิจัยในระยะนี้ ทีมวิจัยมุ่งเน้นการพัฒนาและให้ “เกษตรกร” เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาทุกด้าน ผ่านการให้ความรู้เชิงวิชาการโดยใช้ไร่นาของตนเองเป็นห้องทดลอง จัดทำแผนลดต้นทุนการผลิตบนฐานภูมิปัญญา จากนั้นต่อยอดด้วยการใช้เทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัด และเสริมด้วยความสามารถในการรับรู้อย่างเท่าทันการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างขีดความสามารถของเกษตรกรผู้นำ

ผลที่เกิดขึ้นทำให้เกษตรกรตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรดินและการจัดการธาตุอาหารพืช เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและกระบวนทัศน์ในการทำการเกษตรแบบพึ่งตนเอง เห็นความสำคัญของการลดต้นทุนการผลิต และนำคำแนะนำปุ๋ยไปปรับใช้เองได้โดยไม่ต้องมีพี่เลี้ยง เป็นการสร้างความยั่งยืนในการผลิตพืชในพื้นที่ อีกทั้งได้เกิดการรวมตัวของกลุ่มเกษตรกรเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในการปฏิบัติ ทำให้งานวิจัยสามารถขยายผลไปสู่เกษตรกรรายอื่นได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ รูปแบบการดำเนินงานดังกล่าว ช่วยสร้างต้นแบบความร่วมมือเชิงพื้นที่ระหว่างหน่วยงานภาควิชาการกับภาครัฐ ในการยกระดับการผลิตของเกษตรกร จึงนับได้ว่าเป็น “นวัตกรรมระบบการวิจัย” ที่บูรณาการงานวิจัยพัฒนาและงานส่งเสริมการเกษตรเข้าไว้ด้วยกัน
 
การพัฒนาวิธีการถ่ายทอดเทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ผ่านสื่อสารสนเทศที่เหมาะสม โดยยึดถือข้อมูลผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง มีความเรียบง่าย และชัดเจน เป็นรูปแบบหนึ่งของการบริหารจัดการเผยแพร่ผลงานวิจัยที่เข้าถึงได้ง่ายและสะดวก ทีมวิจัยได้ให้ความสำคัญกับการสื่อสารไปสู่สังคม จึงได้พัฒนาสื่อบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่เหมาะสมกับนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานทั่วไป จนถึงขั้นการขยายผลสื่อบนคอมพิวเตอร์พกพาและหนังสือคู่มือ ซึ่งจำเป็นสำหรับผู้ปฏิบัติงานในภาคสนามและเกษตรกร และสื่ออินเทอร์เน็ตที่บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายและสะดวกที่สุด รวมถึงได้มีการปรับปรุงข้อมูลให้ทันยุค ทันสมัย และทันสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผลงานวิจัยเกิดการนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุดและยั่งยืน นอกจากนี้ยังได้จัดทำแปลงสาธิตให้เป็นสถานที่เรียนรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ จึงเป็นอีกความพยายามหนึ่งของทีมวิจัยในการเผยแพร่ผลงานวิจัยไปสู่ผู้ใช้ประโยชน์

นับจากปี 2540 จนถึงปัจจุบัน กว่า 20 ปี ที่เทคโนโลยี “ปุ๋ยสั่งตัด” ได้เกิดการขยายผลไปสู่เกษตรกรไทยในพื้นที่ปลูกข้าวนาปี ข้าวนาปรัง ข้าวโพด และอ้อย ทั่วทุกภูมิภาค รวมแล้วกว่า 53 จังหวัด ด้วยการสนับสนุนพื้นที่ งบประมาณ และบุคลากรจากทั้งภาครัฐ (กรมส่งเสริมการเกษตร, กรมวิชาการเกษตร, สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม, ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) ภาควิชาการ (วิทยาลัยเกษตรฯ, วิทยาลัยเทคนิค, สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร องค์การมหาชน, ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ) สภาปฏิรูปแห่งชาติ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน (มูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, สโมสรโรตารีกรุงเทพเบญจศิริ, สโมสรไลออนส์ดุสิตา, โรตารีสากล, สโมรสรโรตารีโตโยฮาชิ) มูลนิธิพลังนิเวศและชุมชน และเกษตรกรผู้นำในจังหวัดต่าง ๆ ตลอดจนได้รับการสนับสนุนจากคณะรัฐมนตรียุคปี 2554 ให้เป็นนโยบายประเทศ โดยมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ดำเนินการส่งเสริมและขยายผลการใช้ปุ๋ยเพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร หรือเรียกสั้นๆ ว่า “โครงการปุ๋ยลดต้นทุน” สำหรับข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง ส่งผลให้เกษตรกรที่ใช้เทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดในการปลูกข้าวเขตชลประทานมากกว่า 20 จังหวัด สามารถลดค่าปุ๋ยเคมีลงได้ 30-50 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น 10-20 เปอร์เซ็นต์ พืชจะแข็งแรง และลดการใช้ยาฆ่าแมลงและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชลงไร่ละ 300 บาท ส่งผลดีต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค ตลอดจน ลดการปนเปื้อนของสารพิษในสิ่งแวดล้อม ส่วนอ้อยในภาคอีสาน “ปุ๋ยสั่งตัด” ช่วยเพิ่มผลผลิตเฉลี่ยได้ไร่ละ 2 ตัน “ปุ๋ยสั่งตัด” จึงเป็นเทคโนโลยีที่สร้างจุดเปลี่ยนการใช้ปุ๋ยเคมีของเกษตรกรไทยให้มีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง
 
การสนับสนุนงานวิจัยที่ตรงจุด ตอบโจทย์ปัญหาของเกษตรกรที่ต้องการหาแนวทางลดต้นทุนการผลิต ผสานกับความรู้ ความชำนาญการ และความจริงจังของทีมวิจัยในการพัฒนาชุดตรวจสอบธาตุอาหารในดินแบบรวดเร็วที่เกษตรกรสามารถปฏิบัติเองได้ รวมทั้งคำแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีภายใต้หลักการจัดการธาตุอาหารพืชเฉพาะพื้นที่เพื่อการผลิตพืชอย่างยั่งยืน ที่ได้รับการออกแบบ พัฒนา และทดสอบกระบวนการโดยอาศัยภาคีความร่วมมือจากทุกภาคส่วนหลายหน่วยงาน ทั้งงานวิชาการ งานส่งเสริม และงานขับเคลื่อนทางสังคม ตลอดจนมีการสนับสนุนให้เกษตรกรผู้นำเข้ามามีส่วนร่วมในการวิจัยเชิงปฏิบัติการในทุกระยะ ประกอบกับการจัดทำแปลงสาธิตในพื้นที่ทดลอง และการใช้สื่อ social เผยแพร่งานวิจัยที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เกษตรกรและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องยอมรับเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในระบบผลิต เกิดการขยายผลและขับเคลื่อนงานวิจัยไปใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวาง เหล่านี้เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้ภาคีชุมชน ภาครัฐ และเอกชนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการต่อยอดและหนุนเสริมเกษตรกรผู้นำไปสู่การเพิ่มผลผลิตและต้นทุนการผลิตพืชเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืน เป็น outcomes ที่เกิดจากการบริหารจัดการงานวิจัยโดยทีมวิจัย ภาคีเครือข่าย และ สกว. อย่างเป็นระบบ
 
กรณีตัวอย่างเมื่อปี 2551 ผู้ใหญ่ร่ม วรรณประเสริฐ ประธานศูนย์ข้าวชุมชนห้วยขมิ้น อ.หนองแค จ.สระบุรี นำเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัด มาช่วยแก้ปัญหาเพื่อลดต้นทุนการปลูกข้าวในนาข้าวของตนเองพื้นที่ 25 ไร่ โดยทำแปลงนาเปรียบเทียบระหว่างแปลงที่ใช้ปุ๋ยธรรมดากับปุ๋ยสั่งตัด ผลลัพธ์จากเดิมที่ต้องจ่ายค่าปุ๋ยไร่ละ 1,200 บาท เมื่อทดลองปุ๋ยสั่งตัดพบว่า ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ค่าปุ๋ยลดลงครึ่งต่อครึ่งเหลือประมาณไร่ละ 500 กว่าบาท เป็นคำตอบที่ทำให้ผู้ใหญ่ร่ม ปรับเปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยสั่งตัด จึงได้แพร่กระจายแนวคิดเรื่องปุ๋ยสั่งตัดไปยังสมาชิกของศูนย์ข้าวชุมชน 13 ราย ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวรวมกัน 571 ไร่ โดยในปี 2553 จ่ายค่าปุ๋ยลดลง 52 เปอร์เซ็นต์ จาก 969 บาท เหลือ 463 บาทต่อไร่ อีกทั้งไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลง ซึ่งมีค่าใช้จ่าย 300 บาทต่อไร่ กลับกันผลผลิตเพิ่มขึ้น 23 เปอร์เซ็นต์ จาก 750 เป็น 925 กิโลกรัมต่อไร่

เมื่อคิดในภาพรวมพบว่าในหนึ่งฤดูปลูก ค่าปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชลดลงรวมเป็นเงินมากกว่า 400,000 บาท และผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นประมาณ 100 ตัน ปัจจุบันสมาชิกศูนย์ฯ กว่า 90 เปอร์เซ็นต์หันมาใช้ปุ๋ยสั่งตัดเพื่อลดต้นทุนปลูกข้าว ส่งผลให้ค่าปุ๋ยของสมาชิกทั้งหมดในฤดูนา ปี 2551 ที่เคยสูงถึง 1.7 ล้านบาท ลดลงเหลือ 520,000 บาทในปี 2558 หรือลดลง 69% แต่ผลผลิตเพิ่มขึ้น 10-20% ศูนย์ข้าวชุมชนห้วยขมิ้นจึงกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ “ปุ๋ยสั่งตัด” สำหรับเกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากทั่วประเทศ นำไปสู่การจัดตั้ง “คลินิกดิน” โดยเกษตรกร เมื่อต้นปี 2556 ภายใต้การสนับสนุนของกองทุนคิวม่า (Kyuma Fund) มูลนิธิมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นับเป็นแห่งแรกของประเทศไทย
 
ต่อมาในช่วงปลายปีเดียวกัน สโมสรโรตารีกรุงเทพเบญจสิริ เข้ามาศึกษาดูงานแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ ต้นปี 2557 จึงได้สนับสนุนทีมผู้ใหญ่ร่ม ให้ไปหนุนเสริมกลุ่มเกษตรกรให้จัดตั้งคลินิกดิน 3 แห่งในจังหวัดสระบุรี และเชื่อมโยงกันเป็นจุดกำเนิดของเครือข่ายลุ่มเจ้าพระยาป่าสัก โดยมีผู้ใหญ่ร่ม เป็นประธานเครือข่าย ปี 2556 จึงนับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการใช้ปุ๋ยเคมีในประเทศไทยผ่านการจัดตั้ง “คลินิกดิน” โดยเกษตรกร ซึ่งแก้ปัญหาเรื่องปุ๋ยได้แบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว (one stop service) ทั้งปัญหาปุ๋ยปลอม ปุ๋ยแพง และใช้ปุ๋ยผิด โดยให้บริการตรวจดิน แนะนำการใช้ปุ๋ย และจำหน่ายแม่ปุ๋ย ทั้งยังใช้คลินิกดิน เป็นแหล่งเรียนรู้ดินและปุ๋ยสำหรับเด็ก เยาวชน และเกษตรกรในชุมชนได้อีกด้วย

นับตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา เครือข่ายลุ่มเจ้าพระยาป่าสัก มีบทบาทอย่างสูงในการเป็นกลไกหลักขับเคลื่อนการจัดตั้งคลินิกดิน โดยเฉพาะปี 2558 ที่จังหวัดเชียงราย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ทำให้เกิดเครือข่ายกก อิง ลาว ลุ่มน้ำคำ มีคุณไสว ชัยรัตน์ เป็นประธานเครือข่าย ซึ่งทั้ง 2 เครือข่ายเป็นกำลังสำคัญในการจัดตั้งคลินิกดิน 53 แห่งใน 15 จังหวัด นอกจากนี้ในปี 2559 ยังได้รับการสนับสนุนจากโรตารีสากล สโมสรโรตารีโตโยฮาชิ และสโมสรโรตารีกรุงเทพเบญจสิริ ให้จัดมหกรรมตรวจดิน บริการชาวนาในพื้นที่จังหวัดสระบุรี เชียงราย และนครราชสีมา รวมกว่า 3,000 ราย

การปฏิรูปการใช้ปุ๋ยเคมีในระดับประเทศโดยเกษตรกร เพื่อเกษตรกร เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อปลายปี 2557 โดยกรมส่งเสริมการเกษตรได้นำกรอบแนวคิด “คลินิกดิน” โดยเกษตรกร ไปจัดทำโครงการ “ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.)” 1 อำเภอ 1 แห่ง จำนวน 882 แห่งทั่วประเทศ และอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รายงานว่า สมาชิก ศดปช. 17,640 ราย เนื้อที่เพาะปลูก 109,312 ไร่ ลดค่าปุ๋ยเคมีได้ 38 ล้านบาท หรือค่าปุ๋ยเคมีลดลง 26.2 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น 10.1 เปอร์เซ็นต์
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 130    หน้าที่ : 87    จำนวนคนเข้าชม : 285   คน