เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2304299

รายละเอียด

Trip นี้มีเรื่องเล่า : ตามรอยดูงานในหลวง รัชกาลที่ 9

 
ธนชัย แสงจันทร์
เจ้าหน้าที่สื่อสารสังคม
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
tanachai@trf.or.th

\"คิดถึงในหลวง...\" คงเป็นความรู้สึกของ “คนไทย” ทุกคนในเวลานี้ และคงไม่มีใครรู้ว่าความรู้สึกที่เป็นอยู่นั้นจะจางหายไปเมื่อใด แต่เชื่อว่าลมที่กำลังเปลี่ยนทิศจะพัดพาความคิดถึงของคนไทยไปหาในหลวงที่ทรงสถิตอยู่บนฟ้า ทว่าในห้วงความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจของคนไทย เกิดปรากฏการณ์ทางสังคมที่งดงามอย่างน่าชื่นชมคือ คนไทยที่มีหัวใจเดียวกันจำนวนมากเปลี่ยนน้ำตาเป็นพลัง ร่วมด้วยช่วยกัน “ทำดี” ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และเชื่อว่าคนไทยจะสานต่อพระราชปณิธานของพระองค์ผู้ทรงประทับอยู่บนฟ้า ผู้ทรงสร้างสรรค์โครงการพระราชดำริกว่า 4 พันโครงการ ไว้ให้แก่ “พสกนิกรของพระองค์”
 
นับตั้งแต่วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ถือเป็น 70 ปีที่คนไทยได้อยู่ใต้ร่มพระบารมีแห่งการเสด็จครองราชสมบัติของ “ราชาผู้ทรงธรรม” ด้วยพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่อันแสนงดงาม เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร ทุกพระราชกรณียกิจประจักษ์ต่อสายตาแก่คนทั้งโลก กระทั่งกล่าวขานถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ โดยผู้แทนแต่ละภูมิภาคของโลกประกาศสดุดีในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าทรงเป็น “กษัตริย์นักพัฒนา” ทรงสร้างสรรค์นวัตกรรมต่าง ๆ ให้ไทยและโลก แนวพระราชดำริของพระองค์ ทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ดูเพิ่มเติมhttp://webtv.un.org/)

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการน้อมนำพระราชดำริ และสานต่อพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) องค์กรที่มีภารกิจหลักในการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้แก่สังคมในทุกมิติ นำคณะสื่อมวลชนจาก 13 สำนัก 23 ชีวิต เยี่ยมชมชุมชนวิจัยเพื่อท้องถิ่น บ้านผาหมอน และบ้านหนองหล่ม อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ช่วงระหว่างวันที่ 27-29 ตุลาคม 2559 ซึ่งทั้ง 2 หมู่บ้าน เป็นพื้นที่ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน เมื่อปี 2517 จนกลายเป็นที่มาของแนวพระราชดำริในการปลูกกาแฟทดแทนฝิ่น และนำมาสู่ “ทริปนี้มีเรื่องเล่า” ในประชาคมวิจัยฉบับนี้

ความประทับใจแรกของผู้มาเยือน เริ่มตั้งแต่ทางเข้าหมู่บ้าน ในระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร นับจากถนนสายจอมทอง-อินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009) ทุกคนได้ชื่นชมกับธรรมชาติ 2 ข้างทาง ทั้งน้ำตก และป่าเขา ต้นไม้นานาพันธุ์ ไล่ความสูงตั้งแต่เอวไปจนถึงขนาดตึก 3-4 ชั้น โดยไฮไลท์ที่ทำให้ทุกคนได้ตื่นตาตื่นใจ เห็นจะเป็นนาขั้นบันได ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นข้าวตามแนวเขาสลับชั้นเป็นขั้นบันได ชูรวง ยกช่อ ให้แสงแดดไล่สีเพื่อเปลี่ยนข้าวทุกเมล็ดจากสีเขียวเป็นสีเหลืองทอง เมื่อมองจาก “Bamboo Pink House” บ้านพักของชุมชนผ่านนาขั้นบันได ตัดด้วยสีเขียวขจีของป่าเขา และขอบฟ้าสีฟ้า ช่างเป็นการเล่นสีของธรรมชาติที่สวยงามเกินจะบรรยาย
 
ภาพที่ชาวคณะ และผู้เขียน ได้พบเห็นในวันนั้น ไม่เหลือร่องรอยของชุมชนที่ผ่านการตัดไม้ และปลูกฝิ่น ตรงกันข้าม คือความงามที่เป็นมรดกทางธรรมชาติ ซึ่งช่วยปลอบประโลมหัวใจที่แห้งเหี่ยว จากความเศร้าเสียใจ ของผู้มาเยือนได้บ้าง จึงไม่แปลกใจที่ทุกคนในคณะจะหยิบสมาร์ทโฟนในกระเป๋าออกมาบันทึกภาพ ส่งต่อยังสังคมออนไลน์ พร้อมกับบอกเล่าว่ามาตามรอยเสด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ทุกคนรอชมสารคดีเฉลิมพระเกียรติ และเรื่องราวของพ่อที่สรรค์สร้างเพื่อคนไทยทุกคน
เรื่องเล่าจากชุมชน...“กาแฟ” พระราชทาน

 
พะตี(ลุง) พะโย่ เกษตรกรบ้านหนองหล่ม วัย 75 ปี เล่าย้อนอดีตแก่คณะสื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่ สกว. ภายในบ้านพักที่ชาวบ้านบ้านผาหมอนได้สร้างขึ้นไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว ด้วยภาษาไทยที่ไม่คล่องแคล่ว และติดสำเนียงของภาษาปกาเกอะญอ ว่า ในอดีตที่นี่ปลูกฝิ่นเยอะ และการปลูกฝิ่นก็ต้องมีการถางป่า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่คนที่นี่ คนนอกก็มี แต่ปัญหาทุกอย่างก็ได้รับการแก้ไข เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ซึ่งการเสด็จในครั้งนั้น พระองค์เสด็จโดยรถพระที่นั่งถึงปากทางเข้าหมู่บ้านหนองหล่ม จากนั้นพระองค์ประทับต่อด้วยการทรงม้าที่ทางทหารได้จัดถวาย เพื่อทอดพระเนตรต้นกาแฟที่ปลูกไว้เหนือบ้าน เมื่อพระองค์ทรงเดินชมต้นกาแฟได้เวลาพอสมควร พระองค์ท่านทรงตรัสถามความว่า “อยู่ที่นี่ทำอะไรบ้าง และปลูกอะไรเป็นหลักในการดำรงชีวิตที่นี่”
 
พะตีพะโย่ กราบบังคมทูลพระองค์ว่า “ชุมชนที่นี่อยู่ได้เพราะเรามีข้าวที่ปลูกเองเพื่อบริโภคเป็นหลัก มิได้เอาไว้ขาย ปีไหนไม่มีน้ำ น้ำน้อย ข้าวก็ได้น้อย ส่วนสัตว์เลี้ยงหลายๆ อย่าง เลี้ยงเอาไว้เพื่อบริโภคและทำพิธีกรรมต่าง ๆ มิได้ขายเช่นกัน สำหรับต้นกาแฟนั้นมีคนเอามาให้ปลูกแต่ปลูกแล้วไม่รู้จะเอาไปขายที่ไหน” เมื่อตนกราบบังคมทูลเสร็จ พระองค์ทรงแนะนำในการปลูกกาแฟแบบถูกวิธี ทรงแนะนำว่า “เวลาปลูกกาแฟเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่ง ใต้ต้นกาแฟต้องเอาต้นหญ้ามาคลุมเอาไว้เพื่อความชุ่มชื้นและหญ้าจะกลายเป็นปุ๋ยของต้นกาแฟ”
 
ในช่วงเวลานั้น พระองค์รับสั่งถามถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในพื้นที่ที่มาเฝ้ารับเสด็จหลาย ๆ เรื่อง และเมื่อชาวบ้านทูล ทรงจดบันทึก ทรงตรัสอีกว่าจะสร้างโครงการหลวง แล้วพวกเราไม่ต้องอพยพไปที่ไหนเลย ให้ทำการเกษตร ต่อจากนั้น พะตีพะโย่ ได้ทูลเกล้าถวายเมล็ดกาแฟที่ปลูก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เสวย แต่ระยะต่อมาพระองค์ทรงพระราชทานต้นกาแฟกลับมาในพื้นที่หลายร้อยต้น และต้นกาแฟพระราชทานในครั้งนั้น กลายเป็นอาชีพ หล่อเลี้ยงชาวบ้านในวันนี้

สื่อมวลชนถามพะตีพะโย่ว่า พระองค์ไม่อยู่แล้วจะทำอย่างไรต่อไป พะตีพะโย่ น้ำตาซึม พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ตนจะดูแลต้นกาแฟที่ทรงพระราชทานต่อไปจนชีวิตจะหาไม่ และจากนั้นตนจะสั่งเสียให้ลูก ๆดูแลต่อไป
 
สิ้นเสียงพะตีพะโย่ พ่อสุปอย บรรรพตวนา อายุ 58 ปี ผู้จัดการการท่องเที่ยว และนักวิจัยฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น บ้านผาหมอน เล่าถึงความประทับใจต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า หลังจากที่เสด็จพระราชดำเนินมาในปี 2517 พระองค์ยังเสด็จพระราชดำเนินมาพื้นที่แห่งนี้อีกถึง 6 ครั้ง โดยเฉพาะในปี 2534 ที่ตนจำได้ดี เนื่องจากวัดผาหมอนถูกไฟไหม้ พระองค์ไม่เพียงพระราชทานเงินช่วยเหลือ ยังทรงรับสั่งว่าให้ช่วยกันดูแลหมู่บ้าน และการเสด็จในครั้งนั้นถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาด้วยกระบวนการวิจัยของพระองค์ ที่รู้ก็เพราะพ่อสุปอยเป็นนักวิจัยท้องถิ่นที่ผ่านกระบวนการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ปัญหา ตามกระบวนการวิจัย

พ่อสุปอย เล่าด้วยความภาคภูมิใจว่า การพัฒนาไม่ได้มีแค่การส่งเสริมการปลูกกาแฟ แต่พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสให้สร้างฝายให้กับชุมชน เพื่อใช้ในการเกษตร และเกษตรกรรมนาขั้นบันได สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากนี้พระองค์ทรงพระราชทานธนาคารข้าวให้กับชุมชนได้ใช้ประโยชน์และมีกระบวนการจัดการข้าวร่วมกัน...จากวันนั้นถึงวันนี้...กาแฟอาราบิกาพระราชทาน กลายเป็นอาชีพเสริม สร้างงาน สร้างรายได้แก่ชาวบ้าน
 
เช่นเดียวกับ พ่อบุญทา พฤกษาฉิมพลี ผู้หลักผู้ใหญ่อีกคนของหมู่บ้าน ย้อนถึงความรู้สึกที่ได้รับเสด็จแก่สื่อมวลชนว่า \"ในหลวงทรงถือแผนที่มาตลอด เราก็ถามกันว่าทำไมในหลวงต้องดูแผนที่ สงสัยคงกลัวหลงทาง เมื่อก่อนเราคิดว่าแผนที่เขาใช้ในการเดินทางเท่านั้น ไม่คิดว่าจะมาวางแผน วางโครงการอะไร เราไม่รู้\" แต่แล้วเมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น พื้นที่ที่เคยแห้งแล้งกลายเป็นป่าชื้น ไร่ฝิ่นแทนที่ด้วยกาแฟและไม้เมืองหนาว ชาวบ้านก็ได้เรียนรู้ว่าแผนที่นั้นคือเครื่องมือสำคัญที่พระองค์ใช้ในการวางแผนเพื่อพระราชทานความช่วยเหลือให้กับชาวบ้าน

สายตาแมวมองของผู้เขียน ที่เห็นและเป็นอยู่ระหว่างการถามตอบขณะนั้นคือ สีหน้าและแววตาทุกคู่ ต่อความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ เพราะเวลาในหลวงเสด็จฯ มา พระองค์ทรงนำทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง ทางหลวง ชลประทาน พัฒนาที่ดิน เป็นต้น เพื่อรวมกันพัฒนาตามที่พระองค์ได้วางแนวทางเอาไว้ หรือมีพระราชดำริให้สร้างขึ้น
 

 
เรื่องพิเศษนี้เกิดจากการทรงงาน และการวางรากฐาน “การพัฒนา” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และที่เหนือไปกว่านั้นคือ การมีอยู่มีกินของชาวบ้านนั่นเอง ซึ่งพ่อบุญทา เล่าว่า “โครงการหลวงก็จะเอาพืชเมืองหนาวมาให้ปลูก ตอนนั้นพืชที่แปลกที่สุดก็คือ ซูกินี เราไม่รู้จัก ก็จะเถียงกันว่ามันคือลูกอะไร แตงหรือว่าฟัก จริง ๆ ไม่ใช่แตงไม่ใช่ฟัก มันคือซูกินี แล้วเขาก็จะเอาพืชเมืองหนาวมาหลายตัว ถ้าเป็นไม้ผลเล็กก็กาแฟ สตรอว์เบอร์รี มัลเบอร์รี เคพกูสเบอร์รี ไม้ผลใหญ่ก็อาโวคาโด พลับ พีช ถ้าเป็นผักก็จะมีพริกเขียว พริกแดง มะเขือเทศ เซเลอรี บรอกโคลี หลายๆ อย่างที่ให้พวกเราปลูก”

ชีวิตที่เคยแร้นแค้นของชาวบ้านที่นี่ มีเห็นดอกผล มีอยู่มีกิน จากพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์.....
ในหลวงนักวิจัย สู่ แนวทางการวิจัย สกว.
ในส่วนนี้ ผศ.ดร.บัญชร แก้วส่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ด้านชุมชน พื้นที่ ฉายภาพกษัตริย์นักวิจัยในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ (ฉบับวันเสาร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2559 ) ตอนหนึ่งว่า พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่อบ้านในทุก ๆพื้นที่ ทรงทอดพระเนตรเห็นว่าปัญหาพื้นฐานที่สุดของชาวบ้านคือเรื่องปากท้อง \"อะไรจะมาทดแทนสิ่งที่กำลังทำ” ไม่เป็นผลดี เช่น การปลูกฝิ่น ทำลายป่า พระองค์ท่านทรงตระหนักในเรื่องนี้ ก็ส่งเสริมให้ปลูกกาแฟแทน หรือพืชใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่จะมีผลต่อเศรษฐกิจในอนาคต

“สิ่งที่พระองค์ท่านทรงแสวงหามาแนะนำกับชาวบ้าน เนื่องจากพระองค์ท่านทรงเป็นนักวิจัย ทรงวิเคราะห์ออกว่าพื้นที่ที่มีภูมิอากาศค่อนข้างหนาว พืชที่มาทดแทนได้ควรเป็นพืชที่มีราคาสูง ซึ่งถ้าเป็นพืชพื้นถิ่นเองไม่น่าจะมีราคาสูง พระองค์ท่านจึงทรงใช้พืชจากต่างประเทศซึ่งกว่าจะมาถึงเรา ทรงให้นักวิจัยอื่นวิจัยเรียบร้อยแล้วว่ามันปลูกได้จริงไหมบนพื้นที่สูง....”

“พระองค์ท่านทรงมีห้องทดลองปฏิบัติการในหลายพื้นที่ ทั้งที่ดอยอ่างขาง ดอยอินทนนท์ และที่โครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา วิจัยจนมองเห็นความเป็นไปได้แล้ว ทดลองจนเห็นจริงแล้ว พระองค์ท่านถึงจะมาผลักดันให้ชาวบ้านเกิดการเรียนรู้เพื่อแก้ปัญหาตัวเอง นี่คือกระบวนการที่พระองค์ท่านทรงทำมาตลอด”


ผศ.ดร.บัญชร ฉายภาพอีกว่า พระองค์ท่านได้วางรากฐานที่จะทำให้พื้นที่นี้พัฒนาต่อไปได้อย่างยั่งยืน บนหลักการ \"เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา\" สิ่งที่ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สกว. ทำคือ การน้อมนำพระราชดำริมาช่วยชาวบ้าน ให้ชาวบ้านได้รู้จักกระบวนการแก้ปัญหาด้วยเหตุและผล โดยคำนึงถึงภูมิสังคม และเวลาที่เราผลักดันให้ชาวบ้านได้ทำการวิจัย ก็หวังให้ชาวบ้านได้รู้จักปัญหา รู้คุณค่าของตัวเอง เหมือนอย่างที่พระองค์ท่านได้ทำมาตลอด 70 ปี อย่างไรก็ดีความภูมิใจของชาวบ้านหนองหล่ม และบ้านผาหมอนใหม่ ณ วันนี้จึงมิใช่แค่การได้ตามรอยเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 หากแต่คือการเดินตามแนวทางการทำงานของพระองค์ท่าน
 
ปัจจุบัน โครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่ชาวบ้านผาหมอนเป็นนักวิจัยเองทั้งหมด จำนวนทั้งสิ้น 2 โครงการ ประกอบด้วย (1) โครงการวิจัยการท่องเที่ยวเชิงศึกษานิเวศและวัฒนธรรมแบบยั่งยืนโดยชุมชนบ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่ โดยนายสุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ และกลุ่มผู้อาวุโสในชุมขน (2) โครงการวิจัยการจัดการความรู้เพื่อเรียนรู้ระบบการบริหารจัดการการท่องเที่ยวของกลุ่มเยาวชนปกาเกอะญอ บ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ เพื่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาการจัดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน โดยนายชุติพงศ์ พนาลัยสัมพันธ์ ประธานกลุ่มเยาวชนบ้านผาหมอน และทีมเยาวชนคนรุ่นใหม่เป็นนักวิจัย

ซึ่งผลจากการทำวิจัยตั้งแต่การเปิดตัวหมู่บ้านเป็นชุมชนท่องเที่ยวเมื่อปี 2547 ถึงปัจจุบันนับเป็นเวลากว่า 12 ปีที่กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนผาหมอนได้ดำเนินกิจกรรมการท่องเที่ยว สามารถช่วยให้เกิดแนวทางสร้างพื้นที่ในการเรียนรู้กระบวนการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ สร้างการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของคนในชุมชน โดยเฉพาะการเรียนรู้ระบบการบริหารจัดการการท่องเที่ยวจากชุดความรู้และประสบการณ์ที่กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนผาหมอนจากชุมชนที่คนทั่วไปแทบไม่รู้จัก กลายเป็นชุมชนท่องเที่ยวที่คนต่างชาติจองคิวมากันข้ามปี

เรื่องพิเศษเหล่านี้ เป็นเพราะผู้ที่คิดเพาะเมล็ดพันธุ์แรกไว้ให้เรา “พสกนิกรชาวไทย” คือ...พระราชานักวิจัยและพัฒนา
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 130    หน้าที่ : 63    จำนวนคนเข้าชม : 23   คน