เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2438694

รายละเอียด

เพื่ออนาคต : พลังเพื่อชีวิตจาก “พ่อหลวง”

 
อย่างไรก็ตาม มนุษย์แต่ละคน ก็มีความเป็นตัวตนของตนเอง ที่มีความคิด ความปรารถนา ความใฝ่ฝัน ของตนเอง ซึ่งก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี และก็เป็นเรื่องที่ดีจริง ถ้าเป็นความคิด ความปรารถนา ความใฝ่ฝันที่ดีต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

แล้วพลังแห่งจิตใจที่สร้างสรรค์ของคนในประเทศหนึ่ง จะเกิดขึ้นได้อย่างไร? ขึ้นอยู่กับอะไร?

โดยทั่วไป กล่าวได้ว่า สำหรับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในปัจจุบัน ที่มีอยู่ประมาณเกือบสองร้อยประเทศ พลังแห่งจิตใจของคนในประเทศหนึ่ง ๆ ขึ้นอยู่กับสภาพการณ์ของแต่ละประเทศในด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ความสงบเรียบร้อยภายในประเทศและความมั่นคงของประเทศ

สำหรับประเทศไทยของเรา ผู้เขียนมองโดยภาพรวม ปัจจัยใหญ่ 3 ปัจจัย ที่มีความสำคัญต่อการสร้างสรรค์พลังเพื่อชีวิต คือ (1) ความรู้ความสามารถของคนในประเทศ (2) สภาพสังคมของประเทศ และ (3) ภูมิคุ้มกันชีวิต

หลักคิดที่มาของ 3 ปัจจัยนี้ คือ พื้นฐานธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน ที่อยากมีชีวิตที่มีคุณค่า แต่ชีวิตที่มีคุณค่า จะเกิดขึ้นได้ก็ขึ้นอยู่กับ “โอกาส” ที่จะได้มีชีวิตที่มีคุณค่า
 
“โอกาส” จะเกิดขึ้นได้ เกี่ยวข้องกับ 3 ปัจจัยสำคัญอย่างไร?

ปัจจัยแรก : ความรู้ความสามารถของคนในประเทศ

ความรู้ เป็นปัจจัยเบื้องต้นที่คนในประเทศควรจะได้มีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาความรู้ ความสามารถหรือทักษะพิเศษที่จะเกิดขึ้นจากการฝึกฝนหรือประสบการณ์ เพราะไม่ว่า โอกาสจะสุกงอมเพียงใด แต่สำหรับคนไม่มีความรู้ความสามารถ ก็จะเอื้อมไม่ถึงอยู่ดี แล้วกำลังใจที่จะมุ่งมั่นมีชีวิตที่ดีงาม ก็จะหมดไปง่าย

อย่างเป็นรูปธรรม ก็หมายความว่าคนในประเทศควรจะได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง มิใช่เพียงระดับอ่านออกเขียนได้ แต่ควรจะได้มีโอกาสพัฒนาทักษะหรือขีดความสามารถ ในการเป็นผู้สร้างนวัตกรรมหรือองค์ความรู้ใหม่อีกด้วย

ปัจจัยที่สอง : สภาพสังคมภายในประเทศ

ไม่ว่าคนในประเทศหนึ่ง ๆ โดยส่วนใหญ่แล้ว จะมีความรู้ความสามารถดีเยี่ยมเพียงใด แต่ถ้าสภาพของสังคมภายในประเทศไม่เอื้ออำนวย เช่น เกิดความวุ่นวาย ขัดแย้ง ความรุนแรง เป็นประจำ ก็ย่อมไม่สามารถรักษาคนเก่ง คนมีความสามารถไว้ได้ เพราะประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกก็ “ยินดีต้อนรับ”

ทว่า ถ้าสภาพสังคมของประเทศ เป็นสภาพสังคมที่ดี ที่เอื้อต่อการใช้ความรู้ ความสามารถ และทักษะทั้งในระดับพื้นฐานหรือระดับสูง ของคนในประเทศ โดยพื้นฐานของมนุษย์ที่ผูกพันกับ “แผ่นดินแม่” หรือ “บ้านเกิด” อยู่แล้ว ก็ไม่อยากจะทิ้งแผ่นดินบ้านเกิดไปเป็น “ประชากรชั้นสอง” ในประเทศอื่น ไม่ว่าจะมีรายได้หรือฐานะความเป็นอยู่ที่สูงกว่าในแผ่นดินบ้านเกิดเพียงใด
 
ปัจจัยที่สาม : ภูมิคุ้มกันชีวิต

อย่างตรง ๆ ที่สุด คือ ภูมิคุ้มกันทำให้ชีวิตไม่ต้องหลงติดกับของสถานภาพ “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” อย่างโดดเดี่ยว หรือ ภูมิคุ้มกันมิให้กลายเป็นคนถอดใจ ยอมแพ้ต่ออุปสรรคปัญหาที่ต้องเผชิญอย่างง่าย ๆ

จริง ๆ แล้ว การขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิตคนเรา เป็นความท้าทาย แต่สิ่งที่จะต้องขีดเส้นใต้ก็คือ “อย่างโดดเดี่ยว” ที่ทำให้สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ กลับเป็นความว่างเปล่า เสมือนหนึ่งนักไต่เขาที่พิชิตยอดเขาสูงได้สำเร็จเป็นคนแรก แต่แทนที่จะได้รับเสียงปรบมือยกย่องจากคนทั้งโลก กลับได้รับเสียงหัวเราะโห่ฮาอย่างสมเพช

การขึ้นถึงจุดสูงสุดที่เป็นจุดเด่นปรากฏให้คนทั้งโลกเห็นได้ง่าย ๆ มีไม่มากนัก (เหมือนยอดเขาสูงที่ท้าทายการพิชิตของนักไต่เขา) แต่ที่มากกว่าและที่มนุษย์ทุกคนหนีไม่พ้นคือ อุปสรรคปัญหาต่อทุกย่างก้าวของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพ การดำรงอยู่ของชีวิต

การสร้างภูมิคุ้มกันชีวิตจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะสำหรับกรณี “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” ถึงแม้จะเป็นเรื่องของคนจำนวนน้อย (คนส่วนน้อยในประเทศ) แต่เป็นคนจำนวนน้อยที่มีศักยภาพสูงเป็นพิเศษ ส่วนกรณีของคนทั่วไป ถึงแม้จะเป็นเรื่องปัญหาอุปสรรคที่คนส่วนใหญ่ต้องเผชิญ แต่ก็เพราะเป็นเรื่องของคนส่วนใหญ่ จึงมีความสำคัญต่อสภาพและพัฒนาการของประเทศ
 
ประเด็นและคำถามที่กล่าวไปแล้วทั้งหมดสำหรับประเทศไทย คำตอบอยู่ที่ไหน? จากไหน?

คำตอบตรง ๆ คือ อยู่ต่อหน้าและอยู่รอบตัวคนไทยทุกคนเอง คือ องค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช “พ่อหลวง” ของปวงชนชาวไทย

จากพระราชดำรัส พระราชดำริ พระราชกรณียกิจ คำสอน และพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ที่ทรงงานหนักตลอดช่วงเวลา 70 ปีแห่งการทรงราชย์ เพื่อพสกนิกรของพระองค์ ทรงสร้างผลงานที่มีคุณค่ามิใช่เฉพาะกับประชาชนคนไทย แต่เป็นที่ประจักษ์และยกย่องในระดับโลกอีกด้วย ทั้งโดยองค์กรสำคัญระดับโลกดังเช่นสหประชาชาติ และหลายประเทศทั่วโลก

ในบริบทเรื่องที่เป็นประเด็นหลัก คือ ศักยภาพของคนไทย ที่จะได้มีชีวิตอย่างมีคุณค่า ซึ่งขึ้นอยู่กับ “กำลังใจ” และ “ความมั่นใจ” ของคนไทยเอง มีคำตอบที่ครบถ้วนสมบูรณ์ อยู่ในคำสอนโครงการในพระราชดำริ (กว่าสี่พันโครงการ) ปรัชญาและทฤษฎีใหม่ของพระองค์ เพียงแต่ผู้นำไปใช้ จะใช้อย่างถูกต้อง เหมาะสม จริงจังแค่ไหน? อย่างไร?

ยกตัวอย่างกรณี 3 ปัจจัยสำคัญต่อการสร้างสรรค์พลังเพื่อชีวิต

สำหรับปัจจัยเรื่อง “ความรู้ความสามารถของคนในประเทศ” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ที่จะให้คนไทยได้มีความรู้ความสามารถอย่างทั่วถึง เพื่อการประกอบอาชีพอย่างสุจริต จากการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระองค์ทรงมีพระเมตตาเป็นพิเศษ แก่คนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ที่การศึกษาอย่างเป็นทางการไปไม่ถึง ดังเช่น ชาวเขา ชนชาวชายขอบ ที่ทรงพระราชดำเนินด้วยพระองค์เองจริง ๆ ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลหรือทุรกันดารอย่างไร ทุกแห่งหนที่พระองค์เสด็จ ก็มิได้ส่งเสริมให้มีเฉพาะการศึกาเพื่ออ่านออกเขียนได้เท่านั้น แต่ยังให้เครื่องมือ ความรู้ วิธีการ เพื่อการประกอบอาชีพที่ดีงาม เช่น การปลูกพืชไร่ ชา กาแฟ ไม้ดอก แทนการปลูกฝิ่น เป็นแบบอย่างประจักษ์แก่คนทั้งโลก
 
ในการศึกษาระดับบน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงโปรดเกล้าให้ตั้งมูลนิธิอานันทมหิดล (เริ่มต้นจากทุนอานันทมหิดล ในปี พ.ศ.2498) เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้นักศึกษาและบัณฑิตคนไทยที่มีแววความสามารถเป็นพิเศษ ได้ไปศึกษาต่อถึงระดับปริญญาเอกในต่างประเทศ เพื่อกลับมาเป็นพลังสำคัญต่อการพัฒนาของประเทศ ทั้งในด้านวิชาการและอื่น ๆ ซึ่งถึงปัจจุบัน ก็ได้มีผู้สำเร็จการศึกษาจากทุนของมูลนิธิอานันทมหิดลจำนวนมาก ที่เป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาวิชาการ วิชาชีพ และพัฒนาการของประเทศ
 
สำหรับปัจจัยเรื่อง “สภาพสังคมภายในประเทศ” พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตระหนักในความรักบ้านเกิดของคนไทยอย่างเป็นพื้นฐาน แต่จะให้คนไทยอยู่ในแผ่นดินไทยอย่างมีความสุข อย่างภาคภูมิใจ ไม่อยากจะทิ้งแผ่นดินบ้านเกิดไปอยู่ที่อื่นได้ ก็ต้องทำให้แผ่นดินไทยเป็นแผ่นดินที่น่าอยู่ เป็นดินแดนที่คนดี คนซื่อสัตย์สุจริต สามารถจะมีชีวิตอย่างซื่อสัตย์สุจริตได้โดยไม่ถูกเอาเปรียบหรือกีดกัน เป็นดินแดนที่คนเก่ง สามารถจะใช้ความเก่งอย่างถูกทาง ทั้งในการพัฒนาตนเองและประเทศ...

ที่สำคัญ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตระหนักดีว่า การที่แผ่นดินไทยจะเป็นแผ่นดินที่น่าอยู่ สำหรับคนไทยที่เป็นคนดี คนซื่อสัตย์สุจริต คนเก่ง (ที่ตั้งใจจะใช้ความเก่งเพื่อแผ่นดิน) ย่อมมิได้ขึ้นอยู่กับความตั้งพระทัยที่ดีของพระองค์เองเท่านั้น หากจะเกิดขึ้นมาได้ ก็โดยคนไทยส่วนใหญ่ในประเทศเอง...

แต่ลำพังความตั้งใจของคนไทยในประเทศ ก็ไม่เพียงพอ หากต้องมีการสร้างโอกาส สร้างกลไก กระบวนการ ที่จะทำให้คนซื่อสัตย์สุจริต สามารถจะมีชีวิตดีงามได้จริง ดังเช่นโอกาสการทำงานประกอบอาชีพ ความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน ความรู้สึกในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า ซึ่งอย่างเป็นรูปธรรมก็คือ สังคมหรือบ้านเมืองต้องมีกฎกติกา (กฎหมาย) ที่เป็นธรรมและศักดิ์สิทธิ์ เพื่อคุ้มครองคนดี คนสุจริต และป้องกันมิให้คนไม่ดี คนไม่สุจริต เอาเปรียบ ทำร้าย คนอื่นหรือบ้านเมืองได้

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้สภาพของสังคมโดยส่วนรวม ขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนในสังคมเองเป็นสำคัญ แต่ผู้ที่มีบทบาทสำคัญเป็นพิเศษต่อสภาพสังคม ก็คือ ผู้นำประเทศ ดังพระราโชวาทที่ฝังใจคนไทยทั้งประเทศ (พระราชทานในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดสระบุรี วันที่ 11 ธันวาคม 2512) ว่า...

“ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือนร้อนวุ่นวายได้”
 
สำหรับปัจจัยที่สาม เรื่อง “ภูมิคุ้มกันชีวิต” คำตอบมีอยู่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เป็นมากกว่าปรัชญาอย่างเป็นนามธรรม หากเป็นปรัชญาที่ปฏิบัติและเกิดประโยชน์ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม

หัวใจสำคัญของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ประกอบด้วย 3 ห่วงและ 2 เงื่อนไข

3 ห่วงคือ (1) พอประมาณ (2) มีเหตุผล และ (3) มีภูมิคุ้มกันที่ดี

2 เงื่อนไขคือ (1) เงื่อนไขความรู้ (รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง) และ (2) เงื่อนไขคุณธรรม (ซื่อสัตย์ สุจริต อดทน แบ่งปัน)

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มิได้มีความหมายให้อยู่อย่างกระเบียดกระเสียร มีชีวิตไปวัน ๆ ตามยถากรรม เพราะคิดว่า ชีวิตของทุกคน ถูกกำหนดไว้แล้ว (โดยอำนาจเหนือธรรมชาติ) อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด...

หากมีความหมายให้อยู่อย่างมีความเชื่อมั่น และความรับผิดชอบต่อตนเองและต่อคนอื่น ดำรงชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความพอประมาณ หรือความพอดี ที่เหมาะสมต่อตนเองและสังคม
ส่วนสำคัญของ “ภูมิคุ้มกันที่ดี” คือ การดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่ประมาท มีความพร้อมเสมอที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่จะเกิดขึ้น เมื่อเผชิญกับปัญหาอุปสรรคใด ๆ ก็แก้ไขด้วย “ปัญญา” และ “สติ”

โดยการศึกษาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างลึกซึ้ง และนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ผู้ปฏิบัติก็สามารถจะมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทั้งในระดับประเทศและระดับโลกได้ โดยไม่ต้องตกอยู่ในสภาพ “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” อย่างโดดเดี่ยว เพราะจะเข้าใจในเหตุและปัจจัยที่จะนำไปสู่สภาพของ “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” อย่างโดดเดี่ยว (เช่น การยึดมั่นในวิถีของการสร้างตนอย่างถูกต้อง สุจริต ด้วยความขยันหมั่นเพียร และใช้ปัญญาความคิดมากเป็นพิเศษ)

ส่วนสำหรับภูมิคุ้มกันชีวิตที่ดีสำหรับคนทั่ว ๆ ไป ยิ่งมีความสำคัญมากเป็นพิเศษสำหรับประเทศ เพราะเป็นเรื่องของคนส่วนใหญ่ในประเทศ ซึ่งภูมิคุ้มกันที่ดีที่มีอยู่ในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีเช่น ความไม่ประมาท ความพร้อมสำหรับการเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ความไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรคใด ๆ ของชีวิต
 

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 130    หน้าที่ : 58    จำนวนคนเข้าชม : 247   คน