เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2304306

รายละเอียด

ชีวิตผู้สูงอายุ
เสาวนา ปิยะพิสุทธิ์
Sauwana16@gmail.com


ความหมายของ “ผู้สูงอายุ” ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 กำหนดให้บุคคลที่มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์และมีสัญชาติไทยเป็นผู้สูงอายุ องค์การสหประชาชาติ กำหนดเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกว่าผู้สูงอายุคือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนองค์การอนามัยโลก หมายถึงผู้ที่มีอายุหรือมากกว่าเมื่อนับตามวัย หรือผู้ที่สังคมยอมรับว่าสูงอายุจากการกำหนดของสังคม หรือผู้ที่เกษียณอายุจากการทำงาน เมื่อนับตามสภาพเศรษฐกิจ ในประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่จะใช้เกณฑ์ที่อายุ 65 ปี
 
ประเทศไทยตระหนักถึงศักยภาพของผู้สูงอายุ จึงเปิดโอกาสให้ผู้เกษียณราชการอายุระหว่าง 60 – 65 ปีได้ทำงานต่อไปเพื่อประโยชน์กับสังคม เพราะยังมีคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตหลังอายุ 60 ปีอีกมายมาก อาทิ นักปกครอง นักบริหาร นักธุรกิจ เป็นต้น แม้กำลังวังชาลดลงตามธรรมชาติความเสื่อมของร่างกาย แต่ระบบการทำงานของความรู้สึกนึกคิด การแก้ปัญหา การตัดสินใจดีขึ้นตามประสบการณ์ชีวิต การมีคุณภาพชีวิตองค์รวม (ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม) ที่ดีในช่วงสูงอายุนั้นเกิดจากส่งเสริมสุขภาพและป้องกัน โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพเชิงรุกตั้งแต่วัยหนุ่มสาวและวัยกลางคน

แอริค เอช. แอริคสัน (Erik H. Erikson) นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน ได้อธิบายทฤษฎีการพัฒนาบุคลิกภาพ 8 ขั้นตอนของมนุษย์ (Psychosocial development 8 stages) ซึ่งเป็นแนวคิดที่โด่งดังที่สุด ได้อธิบายการพัฒนาการทางสังคมและจิตใจในช่วงวัยผู้สูงอายุขั้นที่ 8 ว่า ผู้สูงอายุจะพัฒนาความรู้สึกว่าตนเองได้กระทำกิจต่าง ๆ ที่ควรกระทำเสร็จสิ้นตามหน้าที่ของตนแล้ว เช่น การได้เลี้ยงดูกล่อมเกลาบุตรหลาน ได้แบ่งปันความรู้ความคิดแก่ผู้ควรได้รับ ได้พบและยอมรับทั้งความสำเร็จและความล้มเหลวในชีวิตของตนเอง ผู้สูงอายุมองย้อนหลังไปดูชีวิตด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น รู้จักปล่อยวาง ทำใจยอมรับชีวิตของผู้อื่นอย่างที่เขาเป็น และมีความพออกพอใจในชีวิตตน แต่ผู้สูงอายุบางคนเมื่อย้อนถึงอดีตจะเกิดความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ทั้งความสมหวังและล้มเหลว กลัวความตาย ไม่มีเวลาเพียงพอที่จะทำอะไรใหม่ ๆ เพื่อแก้ไขความผิดพลาดอดีตที่ผ่านมา แอริคสันกล่าวว่า ถ้าผู้สูงอายุคนใดรู้สึกเช่นนี้มาก ๆ ทำให้เกิดความเศร้าสร้อย สิ้นหวัง หลีกหนีชีวิต บางคนถึงกับคิดฆ่าตัวตาย ดังนั้นความพอดีระหว่างความมั่นคงทางจิตใจ และความรู้สึกสิ้นหวังของผู้สูงอายุ ทำให้เกิดความเฉลียวฉลาด รู้ทันโลกและชีวิต จึงเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา
 

 
ผู้สูงอายุยังต้องการอิสรภาพ คงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีและคุณค่าความเป็นมนุษย์ต่อการดำรงชีวิต อิสรภาพที่สูงสุดของความเป็นมนุษย์ทุกคนคือ อิสรภาพทางจิตวิญญาณ (spirit) ทางจิตวิทยาเรียกว่า “จิตเหนือกาย” ซึ่งผู้ใดสามารถเข้าถึงอิสรภาพนี้แล้วก็มีความสามารถทนความทุกข์ยากของชีวิตได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะสาหัสเพียงใด ยอมรับ กล้าเผชิญความตายอย่างกล้าหาญ รู้สึกเป็นอิสระเสรี ปราศจากสิ่งผูกรัดและร้อยรัดทางอารมณ์และจิตใจเมื่อถึงคราวที่ตนต้องตายจริง ๆ ผู้สูงอายุส่วนมากไม่ได้กลัวความตาย แต่กลัวการถูกทอดทิ้งให้อยู่เดียวดายก่อนสิ้นชีวิต
 
นักชราวิทยา (gerontologist) แบ่งช่วงชีวิตผู้สูงอายุออกเป็น 4 ช่วง

1. ไม่ค่อยแก่ (the young - old) อายุประมาณ 60-69 ปี เป็นช่วงที่ต้องประสบการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพองค์รวมทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ความรู้สึกนึกคิด และสังคม ชีวิตพบความวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน อาทิ การเกษียณอายุ การจากไปของคู่ครองมิตรสหาย และอื่นๆ โดยทั่วไปร่างกายยังคงแข็งแรง แต่อาจต้องพึ่งพิงบุคคลอื่นบ้าง สำหรับบุคคลที่ดูแลสุขภาพตั้งแต่วัยกลางคนเป็นอย่างดี มีความสุขภาคภูมิใจกับการประกอบอาชีพ พบความสำเร็จในชีวิตครอบครัว เมื่อย่างเข้าวัยสูงอายุจะรู้จักปรับตัวเข้ากับสมาชิกของครอบครัว เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในครอบครัวและสังคม ผู้สูงอายุช่วงนี้ยังช่วยดูแลกล่อมเกลาผู้เยาว์วัยได้ดีเมื่อบิดามารดาต้องออกไปทำงาน

ปัจจุบันเริ่มเกิดช่องว่างระหว่างวัยของผู้สูงอายุและเยาวชนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจและสนุกสนานกับของเล่นวัตถุประดิษฐ์มากกว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สูงอายุในครอบครัว ทำให้เยาวชนรุ่นใหม่ลืมหน้าที่ที่จะดูแลตอบแทนบุญคุณบิดามารดา หรือผู้มีบุพการีเมื่อแก่เฒ่าลง
 
2. ช่วงแก่ปานกลาง (the middle - old) อายุประมาณ 70-79 ปี เป็นช่วงเริ่มเจ็บป่วย มีโรคประจำตัวเรื้อรังและรักษายาก เกิดจากผลของการดำเนินชีวิต การรับประทานอาหาร และการดูแลป้องกันโรคจากช่วงวัยกลางคนและวัยไม่ค่อยแก่ ผู้สูงอายุช่วงนี้จะพึ่งพาผู้อื่นมากขึ้น กำลังวังชาถดถอย เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ น้อยลง ส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้าน ไม่กล้าออกนอกบ้าน กลัวอุบัติเหตุ และตนเองเกิดความไม่มั่นใจในสวัสดิภาพ

3. ช่วงแก่ (the old - old) อายุประมาณ 80-90 ปี ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมยากขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพราะสิ่งแวดล้อมสำหรับผู้สูงอายุขั้นนี้ต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นมากกว่าช่วงวัยที่ผ่านมา ความจำในปัจจุบันลดลง หลงลืม เริ่มย้อนนึกถึงอดีตมากขึ้น วัยนี้ไม่ต้องการเงินทองทรัพย์สมบัติมากไปกว่าความรักและการเอาใจใส่จากลูกหลาน ซึ่งช่วยให้เกิดความสุขทางใจ

4. ช่วงแก่จริง ๆ (the very old - old) อายุประมาณ 90-99 ปี ผู้มีอายุยืนถึงขั้นนี้มีจำนวนค่อนข้างน้อย เป็นระยะที่มีปัญหาสุขภาพทั้งทางร่างกายและอารมณ์จิตใจมากที่สุด ต้องการทำในสิ่งที่พอใจอยากทำในชีวิต ไม่ต้องมีความเร่งรีบและแข่งขัน ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เสื่อมสภาพลง บางคนต้องนอนบนเตียงตลอดเวลา การดูแลทางด้านอารมณ์และจิตใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด จึงควรใช้ภาษากายที่อบอุ่น เช่น รอยยิ้มที่อบอุ่น การแสดงกิริยาอันอ่อนโยน การลูบไล้ร่างกายอย่างนุ่มนวล จะเป็นการดีที่สุดเพื่อช่วยกระตุ้นการรับรู้ หลีกเลี่ยงการบังคับ และควรใช้คำพูดง่าย ๆ ที่ผู้สูงอายุฟังแล้วเข้าใจ ญาติควรพร้อมที่จะเป็นผู้รับฟังจะดีกว่า ปล่อยให้การดำรงชีวิตช่วงแก่จริง ๆ เป็นไปตามธรรมชาติและความต้องการของผู้สูงอายุเอง ช่วงวัยนี้ผู้สูงอายุจะยอมรับความตายมากขึ้น และขอตายอย่างมีศักดิ์ศรีท่ามกลางความอบอุ่นของครอบครัว
 
รศ. ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล ได้กล่าวว่า ช่วงวัยสุดท้ายของชีวิตผู้สูงอายุต้องการสังคมที่ดี ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถจะมีชีวิตอย่างมีคุณค่าจนกระทั่งถึงวันสุดท้ายของชีวิต แต่ความจริงแล้วคนสูงอายุในสังคมไทยมีแนวโน้มจะอยู่กันลำบากยิ่งขึ้นจากชีวิตที่ยืนยาว ขณะที่มีสวัสดิการและสวัสดิภาพน้อยลง

ผู้เขียนพอจะช่วยตอบโจทย์ของ รศ. ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล ดังที่กล่าวมาแล้วได้ไม่มากก็น้อย สำหรับประเทศไทยแล้ว สวัสดิการที่ดีและสวัสดิภาพที่ปลอดภัยที่สุดนั้นเริ่มต้นที่ครอบครัว สิ่งที่ผู้สูงอายุทุกคนต้องการคือ การมีความสุขอยู่กับครอบครัวที่เรียบง่ายและอบอุ่น
 
ผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยยังโชคดีที่ครอบครัวและเครือญาติยังเป็นสถาบันหลักในการดูแลผู้สูงอายุ ในปัจจุบันประมาณร้อยละ72 ของผู้สูงอายุที่มีบุตรจะอาศัยอยู่กับบุตร มีเพียงร้อยละ 2 ของผู้มีอายุที่มีบุตร แต่อยู่คนเดียว อย่างไรก็ตามผู้สูงอายุเหล่านี้ยังต้องการการเยี่ยมเยียนจากบุตร

ขอเริ่มด้วยบทบาทของประชาชนต่อการสร้างสวัสดิภาพให้กับผู้สูงอายุเมื่อออกจากบ้าน โดยเฉพาะการได้รับอุบัติเหตุจากการจราจร

ผู้สูงอายุคงไม่สะดวกสำหรับการเดินขึ้นสะพานลอยเพื่อข้ามถนน แค่เดินขึ้นบันไดได้ไม่กี่ขั้นก็เหนื่อยหอบแล้ว สะพานลอยบางแห่งมีสายไฟห้อยลงมาชิดขอบราวบันได หากเกิดฝนตกสายไฟรั่วทำให้คนตายได้ บางคนคิดว่าไม่เกิดกับบิดามารดาหรือญาติของตนเองก็ไม่สนใจ ผู้บริหารบ้านเมืองควรเข้มงวดเรื่องการเดินข้ามทางม้าลาย ข้ามถนน สมัยก่อนเราเห็นภาพคนวัยหนุ่มสาวช่วยจูงมือคนสูงอายุเดินข้ามถนน ปัจจุบันภาพนี้ได้หายไปจากท้องถนนแล้ว ทางม้าลายที่ไม่มีไฟเขียวไฟแดง คนขับรถก็ไม่สนใจชะลอความเร็วหรือจอดให้คนข้าม คนยืนรอแล้วรอเล่าจึงต้องจับกลุ่มกันจึงจะข้ามทางม้าลาย เพราะเป็นการบังคับให้รถหยุดได้ ทั้ง ๆ ที่เป็นสิทธิ์ของคนข้ามถนนโดยชอบธรรมของกฎจราจร หรือจะให้ผู้สูงอายุโบกธงแดงเตือนสติคนขับรถให้หยุดเมื่อตนต้องการเดินข้ามทางม้าลาย ซึ่งเป็นวิธีการช่วยสร้างจิตสำนึกให้คนขับรถเอื้อเฟื้อแก่ผู้สูงอายุ
 
สังคมเองก็มีหน้าที่ช่วยอุปการะผู้สูงอายุที่ไร้ที่พึ่งพิง ผู้สูงอายุที่บุตรและญาติไม่มีเวลาเลี้ยงดู ขณะนี้มีสถานสงเคราะห์คนชราหลายแห่ง แต่ยังขาดสวัสดิการที่ดีสำหรับการดำเนินชีวิตประจำวัน ผู้ที่อาศัยอยู่ยังรู้สึกเหงา ว้าเหว่ ชีวิตไร้คุณค่า ถูกทอดทิ้งจากครอบครัว สิ่งแวดล้อมขาดความรื่นรมย์ บรรยากาศไม่เหมือนบ้านจริงๆ จึงควรมีข้อบังคับให้ญาติเข้าร่วมทำกิจกรรมและเยี่ยมเยียนด้วย ไม่ใช่ผลักภาระให้สังคมรับผิดชอบทั้งหมด

นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขก็มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์การดูแลสุขภาพเชิงรุกสำหรับการเตรียมตัวก่อนเป็นผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง เช่น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่มีสารปนเปื้อน การตรวจสุขภาพประจำปี รวมถึงการเตรียมตัวด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ การเก็บเงินออมส่วนหนึ่งตั้งแต่วัยกลางคนเพื่อใช้เมื่อยามสูงอายุ และการวางแผนจัดสิ่งแวดล้อมบ้านที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับวัย ซึ่งกลุ่มผู้สูงอายุก็ควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อลดโอกาสที่จะเกิดการเจ็บป่วยให้น้อยที่สุด เพื่อเป็นการช่วยลดงบประมาณที่รัฐต้องใช้ดูแลผู้สูงอายุอีกทางด้วย
 
ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงในขนาดและสัดส่วนของผู้สูงอายุ มีการเพิ่มของประชากรไทยในอัตราลดลง แต่ผู้สูงอายุกลับเพิ่มมากขึ้นและอายุยืนยาวขึ้น จากความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์และการบริการด้านสุขภาพที่ดีขึ้น

อีกประมาณ 10 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเป็นสังคมของผู้สูงอายุและยังรวมถึงสังคมโลกด้วย รัฐบาลต้องใช้งบประมาณอย่างมากสำหรับดูแลผู้สูงวัยที่เจ็บป่วยหรือไร้ที่พึ่งพา บ้านพักคนชราที่มีอยู่นั้นก็ไม่ได้มีสวัสดิการที่ดีเหมือนบ้านพักสุดท้ายของผู้สูงอายุ ( hospice ) ซึ่งคำนึงถึงความสุขสบายและความมีศักดิ์ศรีของผู้ที่มาพักอาศัยอย่างประเทศที่พัฒนาแล้วเช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา บ้านพักสุดท้ายของผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นของรัฐบาลหรือเอกชนจะได้มาตรฐาน มีเจ้าหน้าที่บริการด้านสาธารณสุขอยู่ประจำทั้งแพทย์และพยาบาล ผู้รับบริการต้องจ่ายเอง ราคาค่อนข้างแพง ซึ่งรัฐบาลควรสนับสนุนและส่งเสริมให้เอกชน หรือนักลงทุนต่างชาติมาสร้างบ้านพักสุดท้ายของผู้สูงอายุลักษณะนี้ในประเทศไทย ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มรายได้เข้าประเทศได้อย่างมาก เนื่องจากชาวต่างประเทศชื่นชอบลักษณะนิสัยของคนไทยที่มีความโอบอ้อมอารี และภูมิทัศน์ยังดูเป็นธรรมชาติเหมาะสำหรับการพักผ่อนยามสูงวัย

ศาสนาพุทธและประเพณีประจำชาติสอนให้คนไทยมีวัฒนธรรมที่ดีงามคือ ความกตัญญูกตเวที รู้จักบุญคุณและตอบแทนผู้บุพการี ทุกคนต้องตายจากไปตามธรรมชาติ จะก่อนวัยอันควรหรือเมื่อถึงวัยสุดท้ายของบั้นปลายชีวิตก็ตาม เหมือนดังผลไม้สุกงอมเต็มที่ต้องหล่นจากต้น ไม่ใช่เป็นผลไม้ตกเน่าเกลื่อนดิน ให้คนเหยียบย่ำด้วยความรู้สึกแขยงเท้า แต่เพื่อคืนเนื้อผลไม้ให้กลับสู่ดินและคอยปกป้องเมล็ดพันธุ์ให้ผลิใบอ่อนหยั่งรากแก้วลึกลงดินและเติบใหญ่แทนต้นเดิมที่จะต้องตายไป

ดังนั้นบิดามารดาควรอบรมสั่งสอนให้บุตรหลานเป็นคนดี รู้จักตอบแทนผู้มีคุณ แล้วผลของกรรมดีนั้นก็จะได้รับการสนองคืนเสมอ
 
เอกสารอ้างอิง

ศรีเรือน แก้วกังวาล. ทฤษฎีจิตวิทยาบุคลิกภาพ (หน้า 55-56, 392, 395 ). พิมพ์ครั้งที่ 12.
กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน, 2548.
ชัยวัฒน์ คุประตกุล. (2557) . เพื่ออนาคต : เมื่อชีวิตติดขัด ( 2: ตอนจบ ). วารสารประชาคมวิจัย, 19( 114) , 53.
hp. anamai . moph . co . th / soongwai / statics / ab
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 130    หน้าที่ : 53    จำนวนคนเข้าชม : 48   คน