เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2322962

รายละเอียด

บทความพิเศษ : ร่วมสืบสานศาสตร์พระราชา ร่วมพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
เรียบเรียง : โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.)

โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (The Royal Golden Jubilee Ph.D. Program, RGJ-Ph.D. Program) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้รับอนุมัติให้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในมหามงคลวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปี พ.ศ. 2539 ด้วยเป็นโครงการที่มีความสำคัญสูงต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งคณะรัฐมนตรีที่มีนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีมติอนุมัติโครงการฯ เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2539
 
ผู้ก่อตั้ง คปก. ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร.สิปปนนท์ เกตุทัต ประธานกรรมการนโยบาย สกว. ท่านแรก ศาสตราจารย์ นพ.วิจารณ์ พานิช ผู้อำนวยการ สกว. ท่านแรก และ รองศาสตราจารย์ ดร.กำจัด มงคลกุล ผู้อำนวยการ คปก. ท่านแรก เคยเล่าว่า คปก. เดิมชื่อ “โครงการสนับสนุนการผลิตงานวิจัยและนักวิจัยระดับปริญญาเอกให้ทันความต้องการของประเทศใน 25 ปีข้างหน้า” เป็นผลที่เกิดจากการประชุมระดมความคิดเรื่อง “การสนับสนุนการวิจัยให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ” ที่มีผู้บริหารและกรรมการนโยบายของ 4 หน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัย ได้แก่ สภาวิจัยแห่งชาติ หรือ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และ สกว. ระหว่างวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์ 2539 ณ โรงแรมรีเจนท์ชะอำ จ.เพชรบุรี ซึ่งครั้งนั้นมีข้อสรุปสำคัญก็คือ ปัญหาของระบบวิจัยของประเทศไทยมีอยู่มากมาย แต่ปัญหาที่สำคัญที่สุดคือ การขาดแคลนนักวิจัยทั้งปริมาณและคุณภาพ ทำให้ประเทศอ่อนแอด้านการวิจัย คปก. จึงมีที่มาจากการประชุมระดมความคิดครั้งนั้น
 

 ทุน คปก. กับการผลิตนักวิจัยระดับปริญญาเอกให้ทันความต้องการของประเทศ
วัตถุประสงค์หลักของทุน คปก. คือ เพื่อยกระดับความสามารถด้านการวิจัยเชิงวิชาการ และความ สามารถในการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาเอกของประเทศไทยให้มีมาตรฐานคุณภาพระดับสากล โดยเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรก คือ ต้องการผลิตนักวิจัยระดับปริญญาเอกให้ได้ 25,000 คน หรือร้อยละ 10 ของความต้องการของประเทศภายในระยะเวลา 25 ปี เพื่อให้ทันความต้องการของประเทศใน 25 ปีข้างหน้า และผลิตผลงานวิจัย 25,000 เรื่อง

คปก. จึงเป็น “ทุน” ที่ออกแบบให้มี “ลักษณะพิเศษ” ต่างจากทุนอื่นๆ คือ

• เป็นทุนวิจัยที่ให้แก่อาจารย์ที่ปรึกษาไทย โดยจะต้องมีนักศึกษาปริญญาเอกเป็น “ผู้ช่วยวิจัย”

• นักศึกษาไม่มีข้อผูกพันในการทำงานชดใช้ทุนหลังจบปริญญาเอก

• เป็นการศึกษาในลักษณะ “เน้นการวิจัย” ไม่เน้นการเรียนรายวิชา

• เป็นการผลิต “ผู้สร้างความรู้” หรือนักวิจัย ไม่ใช่การสร้าง “ผู้มีความรู้” เช่นบัณฑิตศึกษาที่คุ้นเคยกันโดยทั่วไปในประเทศไทย

• เน้นการดึงดูดนิสิตนักศึกษาปริญญาตรีที่เก่งจำนวนหนึ่งเข้ามาศึกษาต่อระดับปริญญาเอกโดยตรง

• เปิดโอกาสให้นักศึกษาไปทำงานวิจัยในต่างประเทศเป็นเวลา 1 ปี ระหว่างการศึกษา
 

 
กล่าวได้ว่า คปก. เป็นโครงการที่เปลี่ยน “วิธีคิด” หรือ “กระบวนทัศน์” (paradigm) เกี่ยวกับการสร้างงานวิจัยและนักวิจัยระดับปริญญาเอกของประเทศ

• จากการมองในระยะสั้น เป็นการมองในระยะยาว

• จากการวางแผนในจำนวนหลักร้อยหรือหลักพัน เป็นการวางแผนในจำนวนหลักหมื่น

• จากการมุ่งเฉพาะส่งไปศึกษาต่างประเทศ เป็นมุ่งสร้างขึ้นเองภายในประเทศจำนวนหนึ่งให้มีคุณภาพเท่ากับที่ส่งไปศึกษาต่างประเทศ โดยใช้เงินจำนวนน้อยกว่ามาก

• จากการมองอาชีพนักวิจัยเป็นอาชีพที่ไม่น่าสนใจ ได้รับการสนับสนุนน้อย ผลตอบแทนต่ำ เป็นอาชีพที่มีการสนับสนุนและผลตอบแทนสูง ตามขีดความสามารถ และผลงาน
 เอกลักษณ์สำคัญของทุน คปก.
“ผลผลิต” ที่ดี ย่อมมาจาก “ปัจจัยนำเข้า” ที่ดี คปก. จึงมี “มาตรการเชิงคุณภาพ” เพื่อคัดคุณภาพของอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ และนักศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยนำเข้าที่สำคัญที่สุดของ คปก. และมีมาตรการวัดคุณภาพของผลงานวิจัยที่ผลิตได้ ด้วยการตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการนานาชาติตามมาตรฐานสากล

ด้วยรูปแบบการให้ทุนที่มีเอกลักษณ์ คือ ศึกษาวิจัยในประเทศไทยแต่ไปทำวิจัยระยะสั้นในต่างประเทศ จึงสามารถดึงดูดอาจารย์/นักศึกษาที่มีคุณภาพสูงให้รับทุนเพื่อทำวิจัยอย่างจริงจัง และการมีอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมต่างประเทศเป็นประโยชน์ทั้งกับอาจารย์ที่ปรึกษาในการพัฒนางานวิจัยร่วมกัน และกับนักศึกษาในการมีโอกาสไปศึกษาวิจัยในต่างประเทศเป็นเวลา 6-12 เดือน รวมถึงการฝึกฝนทักษะด้านภาษาอีกด้วย ทั้งนี้ ยังมีทุนเสริมแก่ที่ผู้รับทุน คปก. จากองค์กรและจากอาจารย์ที่ปรึกษาต่างประเทศ นอกจากคิดเป็นมูลค่าหลายสิบล้านบาทแล้ว ทุนเสริมเหล่านี้ยังช่วยให้นักศึกษา คปก. ได้มีประสบการณ์การวิจัยที่ต่างประเทศนานขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อตัวนักศึกษาโดยตรง อีกทั้งเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักวิจัยไทยกับนักวิจัยต่างประเทศ อันนำไปสู่ความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างกันต่อไปในอนาคต
 
คปก. ที่เริ่มต้นเมื่อปี 2539 โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.กำจัด มงคลกุล เป็นผู้อำนวยการ คปก. ท่านแรก (2539-2546) ได้มีพัฒนาการเรื่อยมา เช่น เคยให้ทุนวิจัยองค์ความรู้ใหม่ในการสร้างนักวิจัยระดับปริญญาเอก (วปก.) เสริมแก่อาจารย์ คปก. ปีละ 50 ทุน ต่อมา ศาสตราจารย์ ดร.นักสิทธิ์ คูวัฒนาชัย ผู้อำนวยการ คปก. ท่านที่ 2 (2546-2553) ก็ได้ทำให้เกิด คปก.-อุตสาหกรรม ซึ่งภายหลังได้จัดตั้งเป็นโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) ในสมัยของ ศาสตราจารย์ ดร.อมเรศ ภูมิรัตน ผู้อำนวยการ คปก. ท่านที่ 3 (2553-2557) รวมทั้งเกิดโครงการพัฒนาเครือข่ายวิจัยนานาชาติ (The International Research Network, IRN) อีกด้วย ต่อมา ศาสตราจารย์ ดร.อมรรัตน์ พงศ์ดารา ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการ คปก. ท่านที่ 4 (2557-2558) และ ศาสตราจารย์ ดร.ประมวล ตั้งบริบูรณ์รัตน์ เป็นผู้อำนวยการท่านปัจจุบัน (2558-ปัจจุบัน)
 ความสำเร็จของศิษย์ คปก. รุ่นบุกเบิก…จากระดับประเทศสู่ระดับสากล
ดุษฎีบัณฑิต คปก. ท่านแรก คือ ดร. คณิศา กิตติรัตนไพบูลย์ โดยมี รศ.ดร. คณิต กฤษณังกูร เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา สำเร็จการศึกษาจากภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในปี 2544 และด้วยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน คปก. จึงเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีทั้งในและต่างประเทศ
 
ข้อมูล ณ วันที่ 30 มกราคม 2560 คปก. ให้ทุนรวมทั้งสิ้น 4,503 ทุน นักศึกษาสำเร็จการศึกษาเป็นดุษฎีบัณฑิตแล้ว 2,942 คน ผลิตผลงานที่เป็นประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ผลงานวิชาการที่เป็นองค์ความรู้ที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติ 7,181 เรื่อง และจดสิทธิบัตรแล้ว 110 เรื่อง

แม้ คปก. จะให้ทุนในทุกสาขาวิชา แต่ดุษฎีบัณฑิต คปก. ส่วนใหญ่อยู่ในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเข้าทำงานในภาคส่วนต่าง ๆ ของประเทศ อันประกอบด้วย 50% เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชนทั่วประเทศ 17% เป็นนักวิจัยและนักวิชาการในหน่วยงานภาครัฐ 9% ทำงานในภาคเอกชนและอุตสาหกรรม และ 7% ทำวิจัยหลังปริญญาเอก หลายท่านได้รับการยกย่องให้ได้รับรางวัลในระดับประเทศ เช่น จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ แสดงให้เห็นถึงคุณค่าและมาตรฐานของผลงานวิจัยของดุษฎีบัณฑิต คปก. ในระดับสากล
 เหลียวหลัง “ทุน คปก.” กับการสร้างคน..พัฒนาประเทศ
ผลกระทบที่สำคัญของ คปก. ใน 20 ปี ที่ผ่านมา

1.1 มีส่วนช่วยเพิ่มสัดส่วนนักวิจัยระดับปริญญาเอกต่อจำนวนประชากรของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ (เดิม 2 คน ต่อ 10,000 คน ในปี พ.ศ. 2539 เป็น 12.9 คน ต่อ 10,000 คน ในปี พ.ศ. 2557) ด้วยรูปแบบการให้ทุนที่มีเอกลักษณ์ คือ ศึกษาวิจัยในประเทศไทยแต่ไปทำวิจัยระยะสั้นในต่างประเทศ จึงสามารถดึงดูดอาจารย์/นักศึกษาที่มีคุณภาพสูงให้รับทุนเพื่อทำวิจัยอย่างจริงจัง

1.2 มีนักศึกษาที่เก่งในวัยที่พัฒนาได้อย่างเต็มที่ทำหน้าที่ “ผู้ช่วยวิจัย” ที่เข้มแข็งของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทยอย่างต่อเนื่องในระยะเวลาที่รับทุน (3-5 ปี) อันเป็นปัจจัยกระตุ้น/ส่งเสริม/ผลักดันให้อาจารย์ต้องทำงานวิจัยที่มีคุณภาพสูงให้ประสบผลสำเร็จ อย่างน้อยก็ต้องสามารถผลิตผลงานวิจัยตีพิมพ์ระดับนานาชาติตามมาตรฐานสากล ซึ่งช่วยให้มหาวิทยาลัยไทยทั่วทุกภูมิภาคมีความเข้มแข็งเชิงวิชาการมากขึ้น ดังเห็นได้จากจำนวนหลักสูตรที่ผ่านเกณฑ์ คปก. ที่เพิ่มขึ้นจาก 148 หลักสูตร (พ.ศ. 2541) เป็น 472หลักสูตรในปี พ.ศ. 2560

1.3 ประหยัดงบประมาณของชาติในการผลิตกำลังคนระดับสูงให้ประเทศอย่างมาก เนื่องจาก คปก. ให้ทุนละประมาณ 2 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าทุนที่ส่งนักศึกษาไปเรียนในต่างประเทศอย่างเดียวมาก (5-7 ล้านบาท/ทุน) โดยมีผลลัพธ์ในเชิงคุณภาพของนักวิจัยและผลงานวิจัยที่มีมาตรฐานสากลเทียบเท่ากัน

1.4 นักศึกษาใช้เวลาศึกษาวิจัยส่วนมากในมหาวิทยาลัยไทย จึงเข้าใจสภาพและผูกพันกับประเทศไทย เมื่อสำเร็จการศึกษาจึงสมัครใจไปทำงานในต่างจังหวัด รวมทั้งเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยราชภัฏ/ราชมงคลโดยไม่ต้องบังคับด้วยการชดใช้ทุน และสามารถเริ่มทำงานวิจัยในบริบทของไทยได้ทันทีโดยไม่ต้องปรับตัวมาก ส่วนมากยังทำวิจัยต่อเนื่องกับอาจารย์ที่ปรึกษาในสถาบันเดิม และมีความเชื่อมโยงกับอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมในต่างประเทศ จึงเกิดเครือข่ายหรือกลุ่มวิจัยที่เข้มแข็งโดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ และพร้อมต่อยอดงานวิจัยได้ทันที
 
1.5 เนื่องจากไม่ต้องรับปริญญาของมหาวิทยาลัยต่างประเทศ จึงทำให้ง่ายต่อการที่นักศึกษา คปก. จะไปทำวิจัยระยะสั้นในสถาบันที่มีชื่อเสียงต่างประเทศด้วยโจทย์วิจัยของไทย ได้ใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ไม่มีในประเทศ

1.6 ด้วยเหตุที่นักศึกษา คปก. เป็นผู้ช่วยวิจัยที่เก่งและทุ่มเททำงานอย่างดี จึงเป็นการเผยแพร่เกียรติภูมิของคนไทย/วัฒนธรรมไทยไปทั่วโลก บางมหาวิทยาลัย/หน่วยงานในต่าง ประเทศให้การสนับสนุนในด้านต่างๆ สร้างเครือข่ายวิจัยกับนักวิจัยกว่า 3,700 คน จากสถาบันชั้นนำในต่างประเทศ กว่า 1,000 สถาบัน

1.7 ถึงแม้ว่า คปก. เน้นงานวิจัยเชิงวิชาการ แต่มีดุษฎีบัณฑิต คปก. ประมาณ 10% ได้เข้าทำงานในภาคธุรกิจเอกชน/ภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งเป็นผู้ประกอบการใหม่ สามารถผลิตงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

1.8 ทุน คปก. สามารถร่วมให้ทุนกับแหล่งทุนอื่น เช่น สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) และ มหาวิทยาลัย โดยไม่ให้เงินในลักษณะที่ซ้ำซ้อน จึงทำให้สามารถทำงานในเชิงเติมเต็ม เพิ่มพลังการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างบุคลากรวิจัยระดับสูงให้แก่ประเทศในจำนวนที่มากขึ้น โดยมีการบริหารจัดการอย่างเข้มงวด

1.9 การที่นักวิจัยระดับปริญญาเอกในหน่วยงานภาครัฐที่มีคุณสมบัติเหมาะสม (เช่น นักเรียนทุน กพ. ทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ) และมีข้อตกลงความร่วมมือกับ สกว. สามารถทำหน้าที่อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม คปก. ได้ ทำให้สามารถใช้ศักยภาพในการวิจัยของนักเรียนทุนรัฐบาลได้เต็มที่
 เดินหน้า “ทุน คปก.” มุ่งสนองความต้องการของประเทศ
วิสัยทัศน์ของ คปก. ระยะที่ 2 อีก 20 ปี จากนี้ต่อไป (พ.ศ. 2560-2579) คือ เป็นโครงการที่ผลิตนักวิจัยระดับปริญญาเอกและผลงานวิจัยในประเทศไทยที่มีปริมาณ/คุณภาพสูงสุด เหมาะสมต่อความต้องการที่แท้จริงของประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอาเซียน มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิจัยที่มีเป้าหมายต่อการพัฒนาประเทศในสาขาที่มุ่งเป้าตอบสนองความต้องการของประเทศ สอดคล้องกับการเติบโตของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ทิศทางการพัฒนาประเทศที่กำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2558-2577) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ปรับทุก 5 ปี ตลอดจนสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่เน้นการส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมของประเทศ (ประเทศไทย 4.0) เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและก้าวไปสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูงในอนาคต

โดยให้ความสำคัญกับโจทย์วิจัยที่แก้ปัญหาหรือมีความเชื่อมโยงกับปัญหาของประเทศในทุกด้าน หลักสูตรในเชิงบูรณาการ องค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ที่เป็นพื้นฐานในการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคง หรือนวัตกรรมซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญาที่สำคัญในการต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ของภาคอุตสาหกรรมเพื่อความมั่งคั่งของประเทศ โดยบริหารจัดการให้ดุษฎีบัณฑิต คปก. รุ่นใหม่และที่สำเร็จการศึกษาไปแล้ว สามารถนำความรู้และประสบการณ์มาประยุกต์ใช้ในการทำงานจริง กำหนด/ส่งเสริมมาตรการจูงใจทั้งทางตรงและทางอ้อมทั้งในภาครัฐและเอกชนเพื่อให้เป็นนักวิจัยอาชีพ สร้างและใช้ประโยชน์จากภาคีเครือข่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งเป็นกลไกทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในเวทีโลกผ่านการศึกษาวิจัย นำไปสู่การพัฒนาระบบการศึกษาวิจัย สังคม เศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างยั่งยืน ด้วยงบประมาณที่คุ้มค่าที่สุด ยกระดับทุน คปก. ให้เป็นที่ยอมรับในคุณภาพ และเป็นที่ต้องการในระดับสากลเทียบเท่ากับทุนอื่น ๆ ในนานาอารยประเทศ อันเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
 

 
ที่ผ่านมา คปก. ได้จัดให้มีโครงการปิดทองหลังพระ เพื่อจัดกิจกรรมในการจุดประกายความคิดและสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ความพอดีพอเพียงอันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนให้กับ นักศึกษา คปก. โดยนักศึกษา คปก. จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
 
ความสุขของพ่อ...

ดร.ชัยอาทิตย์ อิ่นคำ (คปก. รุ่น 10)
นักวิจัย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ประจำสาขาวิชาพืชสวน ภาควิชาพืชศาสตร์และปฐพีศาสตร์
คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
หัวหน้าหน่วยขยายผล ศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ


“ความสุข” ในนิยามของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน เด็กเล็กอาจมีความสุขกับการได้ของเล่นใหม่ ๆ เด็กมัธยมอาจจะมีความสุขกับการได้ไปเที่ยว เด็กมหาวิทยาลัยอาจจะมีความสุขกับการอยู่กับเพื่อน ๆ หรือการได้เที่ยวกินอาหารอร่อย ๆ ส่วนคนในวัยทำงานความสุขของเขาอาจจะเป็นแค่การที่ได้อยู่กับครอบครัวที่เขารัก แต่ข้าพเจ้านึกไม่ออกเลยว่า ความสุขของคน ๆ หนึ่ง ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็น ‘พระราชา’ ที่ชีวิตมีพร้อมทุกอย่าง แต่ยังคงต้องทำงานหนัก แม้จะเจ็บป่วยไม่สบายก็ยังคงทำงานไม่เคยได้พักผ่อน และสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดก็คือ งานที่ท่านทำเป็นงานที่ไม่ได้ให้เพื่อตนเอง แต่เป็นการเสียสละทำงานเพื่อให้ผู้อื่นได้มีความสุข...แล้วความสุขของท่านคืออะไร?

 
จากคำถามในวันนั้น...ในวันนี้ข้าพเจ้าได้คำตอบแล้วว่า “ความสุขของพ่อ” ก็คือ การที่ท่านได้เห็นประชาชนของท่านมีความสุข มีความเป็นอยู่ในชีวิตที่ดีขึ้น และจากสิ่งที่พระองค์ได้ทำเพื่อประชาชนมากมาย จึงเป็นเหมือนแรงบันดาลใจให้ข้าพเจ้าได้ดำเนินรอยตามรอยเท้าของพ่อ โดยการช่วยเหลือผู้อื่น จากความรู้ ความสามารถ และโอกาสที่ข้าพเจ้ามี

ข้าพเจ้าสำเร็จการศึกษาจนถึงขั้นสูงสุดจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขาวิชาพืชสวน ด้วยทุนของโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.โสระยา ร่วมรังษี เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งท่านดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่เกิดจากการที่สมัยก่อนพืชพันธุ์ดีหายาก ราษฎรในชนบทขาดแคลนพืชพันธุ์ดี ในปี พ.ศ. 2523 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชทรัพย์จำนวน 80,000 บาท ให้นายพิศิษฐ์ วรอุไร นำไปเริ่มงานทดลองขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลในหมู่บ้าน ณ บ้านไร่ หมู่ 1 ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ การดำเนินงานประสบผลดี ได้นำผลการศึกษาไปช่วยราษฎร ต่อมาได้ตั้งเป็น โครงการศูนย์ขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผล งานสาธิตฝึกอบรม และส่งเสริมอาชีพราษฎรตามพระราชดำริ ต่อมาได้รับพระราชทานชื่อเป็น ศูนย์บริการการพัฒนาขยายพันธุ์ไม้ดอกไม้ผลบ้านไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นศูนย์สาขาของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นหน่วยงานหลักในการสนองพระราชดำริ
 
ในระหว่างที่ข้าพเจ้าศึกษาระดับปริญญาเอก ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานวิจัยในศูนย์บ้านไร่ฯ และได้ติดตามอาจารย์ที่ปรึกษาลงพื้นที่เพื่อขยายผลให้ถึงเกษตรกรอยู่บ่อย ๆ จุดนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของข้าพเจ้าที่เกี่ยวข้องกับงานในโครงการพระราชดำริ และจากนักศึกษาที่เข้าไปทำวิจัยในวันนั้น ในวันนี้เมื่อข้าพเจ้าสำเร็จการศึกษาแล้ว อาจารย์ที่ปรึกษาของข้าพเจ้าได้ชวนให้ข้าพเจ้ามาทำงานในตำแหน่งหัวหน้าหน่วยขยายผล ของศูนย์บ้านไร่ฯ ซึ่งเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าภาคภูมิใจมากที่ได้ทำงานเป็นส่วนหนึ่งของโครงการในพระราชดำริ แม้จะเป็นงานที่ไม่มีเงินเดือน ข้าพเจ้าก็เต็มใจทำอย่างสุดความสามารถ ด้วยความรู้และความสามารถที่ข้าพเจ้ามีทั้งหมด ข้าพเจ้าคิดเสมอว่าในชีวิตของข้าพเจ้าได้รับโอกาสที่ดี ๆ มากมายในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการศึกษา และในเรื่องการทำงาน ดังนั้นเมื่อข้าพเจ้ามีโอกาสที่ช่วยเหลือคนอื่นได้บ้าง ข้าพเจ้าก็จะไม่รีรอที่จะทำ

งานหลักที่ข้าพเจ้าต้องทำ คือ การนำความรู้หรือเทคนิคใหม่ ๆ ที่เราได้รับจากการศึกษาวิจัย หรือองค์ความรู้ที่เรามีอยู่แล้ว ไปส่งเสริมและเผยแพร่ให้เกษตรกร โดยกลุ่มเกษตรกรที่เราไปขยายผลนั้นมีอยู่หลายจังหวัดด้วยกันกระจายไปทั่วทุกภาค ไม่เว้นแม้ในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ ศูนย์ฯ ได้เข้าไปให้องค์ความรู้ในการปลูกดอกไม้ให้กับกลุ่มเกษตรกรที่ทำโครงการไม้ดอกเมืองหนาวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หมู่บ้านปิยะมิตร 2 ตำบลตาเนาะแมเราะ และที่หมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 10 ตำบลไอยเยอร์เวง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา โดยการขยายผลนั้นเราจำเป็นต้องเข้าไปติดตามงานเป็นระยะ ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรสามารถทำด้วยตัวเองได้ และประสบผลสำเร็จในที่สุด
 
“เวลาที่ลงพื้นที่เพื่อพบเจอชาวบ้าน เป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้ามีความสุขมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ข้าพเจ้าจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเกษตรกร ได้บอกสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทำให้ได้เห็นว่าความรู้ที่ข้าพเจ้ามีมันเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรได้อย่างไร ได้มอบโอกาสที่ดีและแนวทางในการประกอบอาชีพ ที่สำคัญข้าพเจ้าจะได้มิตรภาพที่ดีกลับมาเสมอ รอยยิ้มและไมตรีจิตของเกษตรกรที่ข้าพเจ้าได้รับกลับมาในแต่ละครั้งที่ลงพื้นที่นั้น มันทำให้ข้าพเจ้ามีความอิ่มใจ และมีความสุขทุกครั้งอย่างบอกไม่ถูก สิ่งเหล่านี้มันทำให้ข้าพเจ้าได้นึกย้อนไปในสิ่งที่พ่อได้ริเริ่มไว้”
 
อาจารย์ที่ปรึกษาของข้าพเจ้าเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำรัสกับนาย พิศิษฐ์ วรอุไร หัวหน้าศูนย์บ้านไร่ฯ คนแรก สรุปประเด็นสำคัญได้ว่า “งานนี้เป็นประโยชน์ถึงประชาชนอย่างแท้จริง ให้ขยายงานไปให้มาก และหาคนให้มาช่วยงานเพิ่มขึ้น” ด้วยพระราชกระแสรับสั่งนี้เป็นเสมือนสิ่งที่คอยย้ำเตือนข้าพเจ้าอยู่เสมอว่า งานที่ข้าพเจ้าได้สานต่อจากพ่อเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์และเข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง ข้าพเจ้าจะตั้งใจทำต่อไปอย่างสุดกำลังและความสามารถ เพื่อความสุขที่เกิดขึ้นกับเกษตรกร เพื่อความสุขที่เกิดขึ้นกับตัวของข้าพเจ้าเอง และเพื่อ “ความสุขของพ่อ” ลูกคนนี้จะขอสานต่องานจากพ่อให้ได้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามที่พ่อมุ่งหวังไว้
 

 
นักศึกษาทุน คปก. ขอร่วมสืบสานศาสตร์พระราชา

ดร.เชิดศักดิ์ เกื้อรักษ์ (คปก. รุ่น 10)
คณะเทคโนโลยีและการพัฒนาชุมชน
มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง


“...ตอนเด็ก ๆ เคยสงสัยอยู่เสมอว่าทำไมพ่อชอบเอาพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์มาติดไว้ที่หัวนอนเพื่อกราบไหว้เป็นประจำ และทุกครั้งที่มีข่าวว่าพระองค์ท่านจะเสด็จฯ มาในจังหวัดพัทลุง พ่อกับแม่ดูจะตื่นเต้น และเตรียมตัวกันตั้งแต่ไก่โห่เพื่อไปรอรับเสด็จ ตอนนั้นสารภาพจริงๆ ว่าไม่เข้าใจ ได้แต่เก็บความสงสัยมาตลอดว่าคนในครอบครัวบ้านนอกครอบครัวหนึ่งที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ฐานะยากจน การศึกษาน้อย แต่ทำไมถึงศรัทธาในตัวพระองค์ท่านได้ถึงเพียงนี้”

จากความสงสัยดังกล่าว ทำให้ข้าพเจ้าเริ่มสนใจศึกษาพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านในทุกครั้งที่มีโอกาส โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจทางด้านการเกษตรเพื่อการยกระดับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในชนบทที่ส่วนใหญ่เป็นผู้มีอาชีพทางเกษตรกรรม ที่ซึ่งครอบครัวของข้าพเจ้าก็เป็นหนึ่งในนั้น ผลจากการพยายามหาคำตอบเหล่านี้เอง ทำให้ข้าพเจ้าเกิดแรงบันดาลใจ และตัดสินใจเข้าเรียนทางด้านการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่านในการยกฐานะความเป็นอยู่ของเกษตรกรทุกระดับให้สูงขึ้น
 
ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่แห่งนี้นอกจากจะประสิทธิประสาทวิชาทางด้านการเกษตร ยังทำให้ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเรียนรู้ สัมผัสพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านได้อย่างใกล้ชิด และหลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยผ่านการเรียนรู้ทั้งในระหว่างการศึกษาจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ โครงการหลวง และโครงการพระราชดำริต่างๆ ที่มีอยู่มากมายในภาคเหนือ รวมทั้งในช่วงตลอดชีวิตของการทำงานที่หน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ได้มีโอกาสทำงานสนองพระราชดำริร่วมกับโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำแม่อาวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯ โครงการพัฒนาดอยตุง โครงการหลวงแม่สาใหม่ และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงม่อนเงาะ โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรเกษตร ดิน น้ำ ป่า และคน ที่พระองค์ท่านทรงห่วงใยเป็นพิเศษ จากการเรียนรู้พระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านโดยผ่านการร่วมปฏิบัติจริงในตลอดระยะเวลาสิบกว่าปี ทำให้สิ่งที่เคยสงสัยตั้งแต่เด็กเริ่มกระจ่างแจ้ง และซึมซับความศรัทธาที่มีต่อพระองค์ท่านอย่างไม่รู้ตัว

สืบเนื่องจากการทำงานสนองพระราชดำริในโครงการต่าง ๆ มามากมายนี้เอง ทำให้ข้าพเจ้าและคณะมีผลงานวิจัยออกมาหลายชิ้นเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งต่อมาข้าพเจ้าได้นำไปยื่นประกอบการสมัครขอรับทุนจากโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) แม้ว่าข้าพเจ้าโชคดีที่มีอาจารย์ที่ปรึกษา (Dr. Stephen Elliott) ผู้ที่ทำวิจัยอย่างจริงจัง ต่อเนื่องยาวนาน และมีผลงานวิจัยมากมาย ตรงตามเงื่อนไขของ คปก. ทุกประการ แต่ปัญหาคือ ผลการเรียนของข้าพเจ้าไม่สู้จะดีนัก เนื่องจากเป็นคนเรียนหนังสือไม่เก่ง อันนี้ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมการพิจารณาทุน คปก. ทุกท่าน ที่ได้หยิบยื่นโอกาสในการใช้ผลงานวิจัยประกอบการพิจารณาด้วย ทำให้ข้าพเจ้าได้รับทุนเป็นนักศึกษา คปก. รุ่นที่ 10
 
“แม้จะทราบดีว่าทุน คปก. เป็นทุนให้เปล่า ไม่ต้องใช้คืนหลังสำเร็จการศึกษา แต่เนื่องจากชื่อ “โครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.)” ได้รับการจัดให้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งเชื่อแน่ว่านักศึกษาทุน คปก. ทุกคนต้องรู้สึกภาคภูมิใจและเป็นเกียรติอย่างหาที่สุดไม่ได้ สำหรับโดยส่วนตัวก็ได้ตั้งปณิธานไว้ว่าจะทำงานชดใช้ให้คุ้มค่ากับที่มาของทุน และการที่ได้รับการหยิบยื่นโอกาสดี ๆ จาก คปก. เพราะถ้าไม่มีทุนนี้ ข้าพเจ้าก็คงไม่มีโอกาสได้เรียนต่อในระดับปริญญาเอก”

หลังเรียนจบ ข้าพเจ้าจึงตัดสินใจสมัครไปทำงานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ ในตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ระหว่างนั้นทราบข่าวจากทาง คปก. ว่ามีการรับสมัครนักศึกษาทุน/บัณฑิตเข้าร่วมกิจกรรม “คปก.ร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานศาสตร์ของพระราชา” ด้วยความสนใจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และเล็งเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ จึงได้สมัครเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว
 
ระหว่างเข้าร่วมกิจกรรม ข้าพเจ้าได้สัมผัสกับทีมงานมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และมูลนิธิปิดทองหลังพระ ผู้สืบสานศาสตร์พระราชาตัวจริงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ เข้มแข็ง ทรงพลัง และมีระบบการบริหารจัดการที่ดี เพราะแนวทางพัฒนาตามศาสตร์พระราชา/ตำราแม่ฟ้าหลวง ต้องอาศัยผู้มีอุดมการณ์และความเสียสละในการทำงานเพื่อส่วนรวมเป็นอย่างมาก แม้ว่าการทำงานจะเหนื่อยยาก ลำบาก อ่อนล้า แต่เมื่อพูดถึงพระองค์ท่านหรือสมเด็จย่า จะสังเกตเห็นได้ว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนจะมีแววตาที่มุ่งมั่นที่จะร่วมกันสืบสานพระราชปณิธาน ซึ่งถ้าไม่ไปสัมผัสจริง ๆ จะไม่มีทางเข้าใจ

นอกจากนี้ เรายังได้ฟังการบรรยายและร่วมแลกเปลี่ยนกับวิทยากรผู้ที่เข้าใจศาสตร์ของพระองค์ท่านอย่างแท้จริง อาทิ ท่าน นพ.บุญยงค์ วงศ์รักมิตร และคุณพิมพรรณ ดิศกุล ณ อยุธยา ผลจากการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนั้น ทำให้ข้าพเจ้าได้เข้าใจในศาสตร์ของพระราชาได้ถ่องแท้และลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเรื่องยุทธศาสตร์พระราชทาน “การเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ที่จำเป็นต้องนำไปปรับใช้กับการทำงานในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้
 
หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรม นอกจากจะนำความรู้ทางการเกษตรและศาสตร์พระราชาตามที่ได้ร่ำเรียนมาถ่ายทอดให้กับนักศึกษาแล้ว ข้าพเจ้ายังได้น้อมนำปรัชญา “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ของพระองค์ท่านไปถ่ายทอดให้แก่กลุ่มบุคลคนทั่วไปในหลากหลายพื้นที่ของสามจังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์จังหวัดยะลา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำยุทธศาสตร์พระราชทานไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับภูมิสังคม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคน สร้างคน และดึงคนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาสามจังหวัดชายแดนใต้ให้มีความสมดุลและยั่งยืน

แม้การจัดกิจกรรม “คปก. ร่วมกับมูลนิธิปิดทองหลังพระ” จะเสร็จสิ้น แต่ความสัมพันธ์ของผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังไม่จบ เพราะกิจกรรมดังกล่าวช่วยทำให้เราได้รู้จักเพื่อนพ้อง น้อง พี่ และเจ้าหน้าที่จาก คปก. ที่ศรัทธา และมีอุดมการณ์เดียวกันในการสืบสานศาสตร์ของพระราชา ในการที่จะนำความรู้ที่ได้ไปช่วยเหลือชาวบ้านต่อไป
 
บัดนี้ แม้ว่าแต่ละคนจะมีภาระหน้าที่รับผิดชอบแตกต่างกันไป ในหลากหลายพื้นที่ทั้งในและต่างประเทศ แต่สมาชิกกลุ่ม ‘บ่อพวง 1’ (ชื่อจัดตั้งหลังเสร็จสิ้นกิจกรรม) ยังคงผูกพันและคงไว้ซึ่งมิตรภาพ พร้อมทั้งได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทั้งทางวิชาการ (และไม่วิชาการกันอยู่เนือง ๆ) ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ช่วยพิสูจน์ให้เห็นว่ากิจกรรมดังกล่าวประสบความสำเร็จ คุ้มค่า เลยอยากถือโอกาสเชิญชวนน้องๆ นักศึกษาทุน คปก. เข้าร่วมกิจกรรมดี ๆ เหล่านี้กันมาก ๆ เพื่อร่วมกันสืบสานแนวพระราชดำริอันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งพวกเราเชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งภารกิจหลักที่สำคัญของนักศึกษาทุน คปก. ทุกคน

ปัจจุบันข้าพเจ้าได้ย้ายออกจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ มาเป็นอาจารย์ประจำหลักสูตรเทคโนโลยีและการพัฒนาชุมชน ควบตำแหน่งรองผู้อำนวยการวิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ซึ่งเป็นภูมิลำเนาบ้านเกิด เนื่องด้วยเหตุความจำเป็นที่ต้องดูแลครอบครัว อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังคงทำหน้าที่ถ่ายทอดศาสตร์พระราชาให้แก่นิสิต เพื่อการจุดประกายความคิด และสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการนำความรู้ไปช่วยเหลือชาวบ้าน โดยเฉพาะกับเกษตรกรในชนบทที่ยังคงต้องการความช่วยเหลือทางวิชาการเป็นอันมาก
 
นอกจากนี้ข้าพเจ้ายังยึดคำสอนของพระองค์ท่านเป็นหลักในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาลองทำตาม และพิสูจน์แล้วว่าปรัชญาของพระองค์ท่านใช้ได้จริง เพราะวิธีการสอนที่ดีที่สุดคือการลงปฏิบัติจริง ซึ่งในหลวงทำให้พวกเราเห็นมาตลอดพระชนมายุของพระองค์
 

 

 

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 130    หน้าที่ : 30    จำนวนคนเข้าชม : 95   คน