เมนู



ฉบับพิเศษ

สิงหาคม  2560




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2490032

รายละเอียด

ระบบปลูกผักคุณภาพและปลอดภัยในโรงเรือน
เมื่อปี 2547-2549 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้สนับสนุนโครงการ “พัฒนาการผลิตผักคุณภาพ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลูกผักปลอดสารพิษในโรงตาข่ายกันแมลง” แก่ รศ.ดร. จริยา วิสิทธิ์พานิช จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะผู้ร่วมวิจัยจากมูลนิธิโครงการหลวง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และกรมวิชาการเกษตร เพื่อพัฒนาการผลิตผักของเกษตรกรชาวเขา และเกษตรกรทั้งบนพื้นที่ราบและพื้นที่สูงในเขตภาคเหนือ ให้มีคุณภาพ มีผลผลิตที่ปลอดภัย และสร้างรายได้เพิ่มขึ้น การดำเนินงานประสบผลสำเร็จในการพัฒนาระบบการผลิตผักคุณภาพและปลอดสารพิษในโรงเรือนตาข่ายกันแมลง ภายใต้ชื่อเทคโนโลยี “ปลูกผักแบบ สกว.” ด้วยวิธีการผสมผสานเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ทั้งระบบการจัดสร้างโรงเรือนตาข่ายกันแมลง การเขตกรรม การให้ปุ๋ยในระบบน้ำ และการควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี เมื่อนำไปปรับใช้กับกลุ่มเกษตรกรภายใต้มูลนิธิโครงการหลวงในจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอนพบว่า ผลผลิตผักมีคุณภาพดีเพิ่มขึ้น เพราะสามารถลดการระบาดของแมลงศัตรูบางชนิด และลดการใช้สารกำจัดแมลงได้มากกว่าร้อยละ 50 ทั้งการปลูกผักในโรงเรือนสามารถควบคุมปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า และที่สำคัญมีการจัดการศัตรูพืชอย่างถูกต้องและปลอดภัยต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค ทำให้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
 
นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา เกษตรกรผู้ปลูกผักบนพื้นที่สูง ได้นำผลจากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ รวมถึงใช้คู่มือการผลิตผักคุณภาพและปลอดภัยในโรงเรือน ที่ได้จัดพิมพ์ขึ้นไปใช้ประโยชน์เพื่อการผลิตผักคุณภาพสูง และมีความปลอดภัยตรงตามความต้องการของผู้บริโภคและตลาดส่งออกได้อย่างทันสถานการณ์ เป็นคู่มือปฏิบัติงานจริงสำหรับเกษตรกร เจ้าหน้าที่ส่งเสริม และผู้สนใจทั่วไป ทำให้เกิดการขยายจำนวนโรงเรือนการผลิตผักปลอดภัยเพิ่มมากขึ้นทุกปีในพื้นที่ปลูกแหล่งเดิม และขยายไปมากกว่า 20 พื้นที่ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา และบางจังหวัดในพื้นที่ภาคกลาง
 

แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 130    หน้าที่ : 28    จำนวนคนเข้าชม : 301   คน