เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2304301

รายละเอียด

งานวิจัยสายพันธุ์ข้าว สายใยสานต่อ ธนาคารข้าวแห่งแรกประเทศไทย
“บ้านป่าแป๋” อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ก่อนจะมาถึงวันนี้ บ้านป่าแป๋เป็นเพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ของชาว “เลอเวือะ” ที่ซุกตัวอยู่อย่างเจียมตนจากโลกภายนอกมานานนับร้อยปี (ชาว “เลอเวือะ” ก็คือ ชาว “ละว้า” ที่เราเรียกกันอย่างคุ้นปากนั่นเอง) สิ่งที่ชาว “เลอเวือะ” แห่งบ้านป่าแป๋ ถือเป็นพรจากฟ้า เป็นดั่งจุดพลิกผันสำหรับชาวบ้าน บ้านป่าแป๋ นั่นคือ... การเสด็จมาถึงขององค์พ่อหลวง รัชกาลที่ 9 เมื่อ 1 มีนาคม 2513 ในการเสด็จฯครั้งนั้นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชาวบ้านที่นั่นอย่างมหาศาลสืบเนื่องมาจนปัจจุบันนี้
ธนาคารข้าวแห่งแรกของไทย
“บ้านป่าแป๋” เคยขาดแคลนข้าวอย่างหนัก แต่ละปีปลูกข้าวก็จะไม่ค่อยพอกินกันเท่าใด เนื่องมาจากแหล่งน้ำที่ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก ประจวบกับช่วงปี 2513 ยุ้งข้าวของหมู่บ้านถูกไฟไหม้หมด เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินที่หมู่บ้านนี้ พระองค์ทราบจึงโปรดเกล้าพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ 20,000 บาท ใส่กล่องเหล็กให้เป็นทุนก่อตั้ง “ธนาคารข้าว” ของชุมชนขึ้น และธนาคารข้าวแห่งนี้ก็ถือเป็นแห่งแรกของเมืองไทยอีกด้วย โดยเงิน 20,000 บาท พระราชทานเป็นทุนหมุนเวียนในการซื้อข้าวเก็บไว้ ให้ชาวบ้านป่าแป๋กู้ยืมไปกินไปใช้เวลาไร่นาเกิดปัญหาฝนแล้ง ขาดแคลนน้ำ แล้วค่อยเก็บเกี่ยวมาส่งคืนพร้อมดอกเบี้ยอีกนิดหน่อยใช้เป็นกองทุนหมุนเวียน

การเสด็จเยือนของพระองค์ท่าน มิใช่แค่การพระราชทานเงินทุนการก่อตั้งธนาคารข้าวเพียงอย่างเดียว พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เข้ามาดูแลเรื่องระบบน้ำในการทำนาการปลูกพืชผลต่าง ๆ ของชาวบ้านอีกด้วยผ่านไป1ปีเมื่อธนาคารสะสมข้าวจนเหลือใช้ ชาวบ้านก็จะทูลเกล้าฯ ถวายคืน พระองค์ท่านก็จะมีรับสั่งให้นำข้าวในธนาคารที่เป็นดอกผลไปมอบให้ชุมชนอื่น ๆ ที่ยังขาดแคลนข้าวกันต่อไป
 
การปลูกข้าวของบ้านป่าแป๋ไม่ได้เน้นการขาย เน้นที่การมีอยู่มีกินเพียงพอเป็นหลัก แม้กระนั้นชาวบ้านก็มองกันว่าปัญหาแห่งอนาคตนั้นจะต้องมีเข้ามากระทบกับชุมชนอีกเป็นแน่แท้ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปโลกภายนอกหมุนไวเสมอ และอาจจะส่งผลกระทบที่เป็นปัญหาใหม่ต่อชุมชนอีกเป็นได้ ซึ่งสิ่งที่ชาวบ้านค่อนข้างตระหนักกันอย่างมากก็คือ เรื่องของวิถีความเป็นอยู่ในการดำเนินชีวิตและสัมพันธ์กับคนปัจจุบันคนในอนาคต ซึ่งเดิมมีวิถีการดำรงชีวิตแบบพึ่งตนเอง และมีการรักษาพันธุกรรมพืชพื้นบ้านสืบต่อกันมาได้หลายชั่วอายุคน ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ข้าว พืชผักสวนครัว ด้วยลักษณะพิเศษของพันธุกรรมพืชพื้นบ้านที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในท้องถิ่น ไม่จำเป็นต้องดูแลมาก ทำให้ที่ผ่านมาชุมชนแทบไม่ต้องอาศัยพึ่งพาการผลิตจากภายนอกเลย แต่ด้วยระบบการผลิตทางเกษตรที่เปลี่ยนไปเป็นเกษตรเชิงพาณิชย์ เน้นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ส่งผลให้พันธุ์พืชดั้งเดิมของชุมชนบางอย่างได้สูญหายไป เช่น พันธุ์ข้าวของชุมชนที่มีประมาณ 10 พันธุ์ ปัจจุบันได้สูญหายไปแล้ว 4 พันธุ์ รวมถึงปัญหาเรื่องการขาดกระบวนถ่ายทอด และระบบการจดบันทึก ส่งผลให้องค์ความรู้ชุมชนไม่สามารถสืบทอดสู่คนรุ่นหลังได้ ดังนั้น ชุมชนจึงต้องการใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือในการค้นหารูปแบบ/วิธีการฟื้นฟูและสืบทอดองค์ความรู้พันธุกรรมพืชพื้นบ้านที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ในปี พ.ศ.2549 ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น เรื่อง”การสืบทอดและใช้ประโยชน์จากพันธุกรรมพืชพื้นบ้านชาวลัวะบ้านป่าแป๋ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน” ขึ้น ผลของการดำเนินงานวิจัย ชาวบ้านกลับไปสืบค้นรวบรวมข้อมูลทั้งพันธุกรรมข้าว พืชผักต่าง ๆ ของท้องถิ่นที่เป็นภาษาเรียกแบบละเวือะ ได้นับร้อยชนิด พร้อมกันนี้ก็ยังได้นำกลับมาสร้างรูปแบบการฟื้นฟูทั้งนำกลับมาใช้ปลูกกันให้แพร่หลายกระจายไปทั้งหมู่บ้านขยายไปถึงเครือข่ายชาวเลอเวือะบ้านอื่น ๆ ด้วย
 
เกิดการศึกษารวบรวมองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์พันธุกรรมพืชพื้นบ้าน รวมถึงเกิดการอนุรักษ์ ฟื้นฟูพันธุกรรมพืชพื้นบ้าน เช่น เกิดการถ่ายทอดความรู้สู่เยาวชน เกิดแกนนำอาสาในการทำแปลงพันธุ์ข้าว เกิดการฟื้นฟูวัฒนธรรมข้าวชาวเลอเวือะ เกิดการพัฒนาองค์ความรู้สู่การจัดทำหลักสูตรท้องถิ่นภายในโรงเรียน ได้แก่ เรื่องการจัดการดิน น้ำ ป่า และพันธุกรรมพืชพื้นบ้าน เป็นต้น

พร้อมกันนี้ยังเกิดการสร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการศึกษาวิจัยในประเด็นประวัติศาสตร์ พันธุกรรมข้าว และอาหารพื้นบ้าน ทำให้เห็นว่าชาวเลอเวือะมีวิถีชีวิตในลักษณะพึ่งพาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของตนเป็นพื้นฐานสำคัญในการอนุรักษ์ธรรมชาติให้เกิดความยั่งยืนต่อไป มีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ชุมชนชาวเลอเวือะ บ้านป่าแป๋ ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หรือเชิงวัฒนธรรม ซึ่งสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนได้อีกทางหนึ่ง

ชุมชนชาวเลอเวือะ บ้านป่าแป๋ ได้มีการฟื้นฟูภาษา วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง และมีการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่เยาวชนทั้งในรูปแบบการจัดการเรียนการสอนในระบบโรงเรียนและนอกระบบโรงเรียน ทำให้เกิดแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิตซึ่งถูกออกแบบโดยคนในชุมชน เพื่อชุมชน โดยผ่านกระบวนการทำงานวิจัย ถือเป็นกระบวนการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของชุมชน
 
“เรายังจำวันที่ในหลวงเสด็จมายังหมู่บ้านเราได้เป็นอย่างดี พระองค์ท่านเสด็จมาโดยเฮลิคอปเตอร์ และก็ไม่ได้มาครั้งเดียวนะครับ เสด็จมาอีก 2-3 ครั้ง หลังจากจัดตั้งธนาคารข้าวแล้ว พระองค์ก็เสด็จมาดูผลการดำเนินงาน พร้อมกับรับสั่งว่าเป็นอย่างไรบ้าง พวกเราก็นำข้าวที่เหลือทูลถวายพระองค์ท่าน แล้วก็รับสั่งให้นำไปแจกให้กับชุมชนอื่น ๆ ในหลวงจะเดินสำรวจพื้นที่รอบ ๆ ดอยนี้ทั้งหมดเลยนะครับเพื่อเก็บข้อมูลสำรวจป่า แหล่งน้ำอะไรต่าง ๆ มากมาย พวกเราอยากสานต่อสิ่งที่พระองค์ท่านได้มาเริ่มไว้ให้กับชาวบ้านที่นี่ เราเพิ่งเข้าใจวิธีการทำงานของในหลวง ในช่วงนั้นก็คงเหมือนกับการทำงานวิจัยที่พวกเราทำกัน เราต้องมานั่งคิดกันตลอดเวลาว่าต่อไปจะอะไร เป็นอย่างไร ชุมชนเราจะอยู่อย่างไร กำลังเกิดอะไรขึ้นกับชุมชน

งานวิจัยก็คือการหาความรู้ เพื่อนำความรู้มาแก้ไขปัญหาหรือสิ่งที่กำลังจะเป็นปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นของเรานั่นเอง ทุกวันนี้ธนาคารข้าวของพวกเราไม่ใช่มีแค่ข้าว แต่มันมีเรื่องราววิถีชีวิตที่สัมพันธ์กับพวกเรารวมอยู่ด้วย พันธุ์ข้าวที่รวบรวมไว้ได้ทำให้เรารู้ว่าเรามีของดีอยู่กับตัวมากแค่ไหน แล้วจะดูแลรักษาอย่างไร เพราะสิ่งเหล่านี้คือความมั่นคงทางอาหารที่จะต้องส่งต่อกับคนรุ่นต่อ ๆ ไปที่เราได้ทำกันไว้

มองจากสถานการณ์ปัญหาก็ไม่แน่ว่าเราจะต้องเผชิญอะไรอีก อย่างตอนนี้ความเปลี่ยนแปลงของอากาศ ของฤดูกาลที่มันเปลี่ยนไป มันจะต้องส่งผลต่อพืชพันธุ์ต่าง ๆ ที่เราปลูกกันอยู่อย่างแน่นอน เราต้องมีการเตรียมตัวรับมือกันอย่างไร อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องมาคบคิด มาวางแผนกันต่อไปสำหรับคนบ้านป่าแป๋”
กมล เครือซุย หัวหน้าโครงการวิจัยฯ ผู้มีบทบาทเป็นทั้งชาวบ้านในชุมชนและเป็นครูในโรงเรียนของชุมชน กล่าวทิ้งท้ายกับโจทย์ใหม่ที่กำลังจะมาถึง
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 130    หน้าที่ : 16    จำนวนคนเข้าชม : 19   คน