เมนู



ฉบับพิเศษ

ธันวาคม  2559




เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

Biodata ฐานข้อมูลนักวิชาการ ประเทศไทย

ห้องสมุดออนไลน์ สกว.

ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น งานวิจัยท้องถิ่น

โครงการปริญญาเอก คปก.

ร้านหนังสือ สกว.




จำนวนผู้เข้าชม

2322887

รายละเอียด

จากสหกรณ์สู่ ทฤษฎีใหม่ : ผลงานวิจัยตามศาสตร์พระราชา
รศ.จุฑาทิพย์ ภัทราวาท
หัวหน้าชุดโครงการวิจัย “การขับเคลื่อนการพัฒนาการสหกรณ์และการค้าที่เป็นธรรม”
ผู้อำนวยการสถาบันวิชาการด้านสหกรณ์
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
caiUn1coop@yahoo.com


ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นนักพัฒนาที่มีพระอัจฉริยภาพหาที่เปรียบมิได้ ดังจะเห็นได้จากโครงการในพระราชดำริหลายโครงการที่เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการดำเนินการในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อการพัฒนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน พระองค์ทรงแนะนำให้ดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มจากช่วยให้เกษตรกรพึ่งพาตนเองโดยการทำเกษตรแบบผสมผสาน ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์กับการจัดสรรทรัพยากร และการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม จากนั้นจึงค่อยก้าวไปสู่การพึ่งพากันในชุมชนโดยการรวมกลุ่ม/สหกรณ์ เพื่อใช้เป็นกลไกการเข้าถึงแหล่งทุน การผลิต การตลาด การแบ่งปัน การเรียนรู้ต่าง ๆ โดยกลุ่ม/สหกรณ์จะเป็นสถาบันหลักในการสร้างทุนสังคม และความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชน แล้วจึงค่อยขยายไปสู่ขั้นตอนในการพัฒนาธุรกิจอย่างครบวงจรเพื่อเข้าสู่การแข่งขันในระบบตลาดและนำประโยชน์คืนกลับสู่ชุมชนในที่สุด
 
เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแด่องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ในที่นี้จึงจะนำเสนอผลการวิจัยที่ได้นำเอาแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ ไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายจนเกิดผลสัมฤทธิ์ทั้งการวิจัยการแก้ปัญหาการประกอบอาชีพของเกษตรกร และปัญหาของชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
จุดเริ่มต้นการวิจัย:
ผู้เขียนยังจำได้ดีว่าในปี พ.ศ. 2543 ที่ สกว. ให้เริ่มงานในชุดโครงการวิจัยด้านสหกรณ์ โดยการวิจัยชิ้นแรกเป็นการสังเคราะห์สถานการณ์ของ \"การสหกรณ์ไทย\" และการวางกรอบแนวคิดการวิจัยด้านสหกรณ์ ภายใต้การวิจัยที่ได้นำข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพมาใช้ในการสังเคราะห์ควบคู่กับการจัดเวทีระดมความคิดผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้ชี้ให้เห็นภาพใหญ่ของขบวนการสหกรณ์ -โอกาสที่ท้าทาย -ข้อจำกัดและจุดอ่อนที่ทำให้ระบบสหกรณ์ไม่เป็นไปตามคุณค่า-หลักการสหกรณ์ และการนำประโยชน์สู่สมาชิกและชุมชนในบริบทที่ควรจะเป็น ข้อสรุปดังกล่าวได้นำมาซึ่งโจทย์วิจัยคือ \"(1) ทำอย่างไรจึงจะทำให้คนในสังคมเข้าใจในคุณค่าสหกรณ์และบริบทสหกรณ์อย่างแท้จริง? (2) แนวทางการพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นเครื่องมือของประชาชนในการแก้ปัญหาการประกอบอาชีพและการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขร่วมกันควรดำเนินการอย่างไร?”

โดยได้กำหนดวัตถุประสงค์การวิจัยที่สำคัญคือ เพื่อศึกษาและพัฒนาตัวแบบธุรกิจสหกรณ์ที่เหมาะสมกับปัจจัยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัต แต่ธำรงรักษาปรัชญาแนวคิดและบริบทในการเป็นทางเลือกของประชาชนเพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมและการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี
ขับเคลื่อนการวิจัย:
ชุดโครงการวิจัย \"การขับเคลื่อนการพัฒนาการสหกรณ์และการค้าที่เป็นธรรม\" จึงได้ดำเนินการภายใต้โจทย์วิจัยและวัตถุประสงค์การวิจัยดังกล่าว โดยเลือกใช้รูปแบบของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ซึ่งเปรียบเสมือนกองทัพนักวิจัยที่จะเคลื่อนกำลังเข้าจู่โจมข้าศึกที่เป็นข้อจำกัด/จุดอ่อนของการสหกรณ์และนำมาซึ่งชัยชนะ คือคำตอบที่จะนำไปสู่การยกระดับสหกรณ์ให้มีขีดความสามารถในการเป็นทางเลือกที่ดีกว่าของประชาชน

ตลอดเวลากว่า 16 ปี ของการขับเคลื่อนการวิจัยนั้น ทีมวิจัยได้มีโอกาสเข้าไปในกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่วิจัยซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายทั้งในด้านภูมิประเทศและภูมิสังคม การได้เรียนรู้ร่วมกันในการวิเคราะห์สถานการณ์ การหาวิธีการที่เหมาะสมในการติดอาวุธทางปัญญา การค้นคว้าและการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางสังคม โดยมีเป้าหมายที่ปลายทางเพื่อนำไปสู่การยกระดับขีดสามารถของสหกรณ์ในบริบทที่เหมาะสมกับปัจจัยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัตนั้น แท้ที่จริงแล้ว นั่นก็คือกระบวนการที่ดำเนินรอยตามศาสตร์ของพระราชาที่ทรงสอนให้พวกเราเข้าถึงปัญหาของประชาชน ช่วยให้ประชาชนมองการณ์ไกลและมองการแก้ปัญหาอย่างเป็นองค์รวม และที่สำคัญพระองค์ท่านทรงเน้นเรื่องการพัฒนาที่ต้อง \"ระเบิดจากข้างใน\" และการพัฒนาอย่างมีลำดับใน 3 ขั้นตอน ขั้นแรกเพื่อความอยู่รอด (survival) ขั้นที่สอง เพื่อการพึ่งพาตนเองและพึ่งพากัน (self-reliance) และขั้นที่สาม เพื่อความยั่งยืน (sustainable)
ผลลัพธ์การวิจัย:
ผลงานวิจัยที่นำมาเสนอในที่นี้มาจากโครงการวิจัยที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว และสามารถสร้างผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมแก่กลุ่มเป้าหมายการวิจัยได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนั้นยังได้ขยายผลไปใช้ประโยชน์ทั้งเชิงนโยบายและการพัฒนาสหกรณ์และชุมชนอย่างกว้างขวาง โดยผลงานวิจัยแต่ละโครงการมีรูปแบบและแนวทางการแก้ปัญหาและการพัฒนาที่แตกต่างกันไป บางโครงการใช้กลไกการสร้างสมรรถนะแก่ผู้นำและสมาชิกให้มีจิตสำนึกพึ่งพาตนเองและพร้อมในการเข้าไปมีส่วนร่วมในสหกรณ์ บางโครงการใช้ที่ปรึกษาเข้าไปช่วยพัฒนาโครงสร้างและระบบการบริหารจัดการที่ช่วยลดข้อจำกัดและเสริมสร้างความเข้มแข็งเป็นธรรมาภิบาลจนเป็นที่เชื่อถือ ไว้วางใจจากสมาชิกและชุมชน บางโครงการทีมวิจัยไปช่วยสร้างสรรค์ระบบธุรกิจที่มีการเชื่อมโยงโซ่คุณค่า ก่อเกิดเป็นผลลัพธ์ในรูปของเครือข่ายธุรกิจที่เกิดการมีส่วนร่วมในระบบธุรกิจระหว่างเกษตรกร -ผู้ประกอบการ-ผู้บริโภค ที่นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์แก่เกษตรกรรายย่อยได้อย่างน่าสนใจ อาทิ คิชฌกูฏโมเดล เครือข่ายคุณค่าข้าวคุณธรรม เครือข่ายคุณค่าวิสาหกิจชุมชนข้าวสัจธรรม และบางโครงการสามารถพัฒนาตัวแบบธุรกิจชุมชน ในลักษณะของหุ้นส่วนระหว่างภาคประชาชน-ภาครัฐ-เอกชน (People-Public-Private Partnership) โดยมีเป้าหมายร่วมเพื่อการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในชุมชน โดยปัจจุบันได้พัฒนามาเป็นตัวแบบธุรกิจชุมชนในแนวทางการค้าที่เป็นธรรม ซึ่งที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในนาม \"สามพรานโมเดล\" ซึ่งจะได้กล่าวถึงดังต่อไปนี้
คิชกูฏโมเดล: สหกรณ์ ..ก้าวตามทฤษฏีใหม่ 3 ขั้นตอน
ในปี พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่ผลไม้ราคาตกต่ำ สร้างความเดือดร้อนในหมู่เกษตรกรชาวสวนผลไม้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีที่เป็นพื้นที่ผลิตผลไม้เป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศ เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลในขณะนั้นจึงมีนโยบายลดพื้นที่ปลูกผลไม้และส่งเสริมให้ปลูกยางพาราแทน อย่างไรก็ตามเมื่อแกนนำกลุ่มชาวสวนผลไม้ อำเภอเขาคิชฌกูฏ (พ่อวิชัย ประกอบทรัพย์) และนักส่งเสริมสหกรณ์ ได้มาหารือกับทีมวิจัย จึงได้เข้าสู่ระบบงานวิจัยโดยมีเป้าหมายเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาแก่ชาวสวนผลไม้โดยใช้กลไกสหกรณ์ กระบวนการวิจัยที่ได้ออกแบบภายใต้กรอบการพัฒนาระบบคุณค่าการค้าเป็นธรรม ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นกระบวนการพัฒนาตามศาสตร์พระราชาและทฤษฎีใหม่สามขั้นตอน โดยเริ่มต้นการวิเคราะห์สถานการณ์ให้เห็นภาพใหญ่ และความเชื่อมโยงที่มองทะลุถึงปัญหาและแนวทางพัฒนาที่นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
 
ผลการวิจัยดังกล่าว นอกจากชาวสวนผลไม้จะสามารถแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ แล้วยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มผลไม้ โดยใช้กลไกกลุ่มชาวสวนผลไม้คุณภาพในการถ่ายโอนความรู้ด้านการจัดการฟาร์มเพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิต และการวางแผนปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตผลไม้คุณภาพที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agriculture Practices) และตรวจสอบย้อนกลับได้ และใช้กลไกสหกรณ์การเกษตรในการวางแผนธุรกิจผลไม้คุณภาพภายใต้แบรนด์ KM เพื่อการส่งมอบผลิตภัณฑ์แก่ภาคีพันธมิตรธุรกิจที่เป็นตลาดเป้าหมายต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และด้วยตระหนักถึงความยั่งยืนจึงมีกลไกการสร้างกลุ่มทายาทชาวสวนผลไม้และศูนย์เรียนรู้มีชีวิตเพื่อเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะจนเป็นที่รู้จักกันดีในนามของ \"คิชฌกูฏโมเดล\"
 
ปัจจุบัน คิชฌกูฏโมเดลเป็นต้นแบบของการพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ที่สามารถแก้ปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำได้อย่างยั่งยืน สามารถธำรงรักษาอาชีพชาวสวนสวนผลไม้ในจังหวัดจันทบุรีซึ่งเป็นแหล่งผลิตผลไม้ที่ดีที่สุดของประเทศ และการสืบทอดทายาทชาวสวนผลไม้จนเป็นที่ประจักษ์ในสังคมและกลายเป็นแหล่งเรียนรู้แก่ผู้สนใจ ทั้งในประเทศและในประเทศอาเซียน
สามพรานโมเดล: ผลงานสร้างสรรค์ที่น้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้พัฒนาชุมชน
แต่ก่อนคนในสังคมส่วนใหญ่จะคิดว่านักธุรกิจมักมองอะไรในเชิงธุรกิจ ไม่ค่อยคิดถึงชาวบ้านและชุมชน! แต่คงไม่ใช่นักธุรกิจอย่างคุณอรุษ นวราช ผู้บริหารโรงแรมสามพรานริเวอร์ไซด์ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม โดยเมื่อปี พ.ศ.2552 เมื่อเขาได้เชิญทีมวิจัยชุดโครงการฯ เข้าไปร่วมจัดเวทีสนทนากลุ่มเป้าหมายร่วมกับชุมชนชาวสามพรานที่กำลังได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤติสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เพราะสามพรานขึ้นชื่อว่าเป็นจังหวัดที่มีการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกมากที่สุดในประเทศ อีกทั้งการปล่อยน้ำเสียของโรงงานอุตสาหกรรมลงในแม่น้ำ ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่คนในชุมชนทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและคนในชุมชน

โดยในคราวนั้นทีมวิจัยได้น้อมนำศาสตร์พระราชา สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์สถานการณ์ที่ชี้ให้เห็นภาพใหญ่ของชุมชนอำเภอสามพราน และพิจารณาสิ่งที่เป็นโอกาสและจุดอ่อน/ข้อจำกัด ตลอดจนมองความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงไปสู่แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน ในที่สุดที่ประชุมได้กำหนดเป็นปณิธานร่วมที่จะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย \"ภาคีทุกคนต้องเข้าใจและเข้าถึงเกษตรอินทรีย์ โดยมีสวนสามพรานเป็นเสาหลักในการให้ความรู้และปัญญา ไปสู่ความกินดีอยู่ดีมีสุขถ้วนหน้า\"
 
ภายใต้กระบวนการวิจัย ที่ได้น้อมนำเอาทฤษฎีใหม่ 3 ขั้นตอนมาใช้ในการออกแบบและขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอนจากขั้นตอนแรก: การติดอาวุธทางปัญญา ขั้นตอนที่สอง: การสร้างกลุ่มเกษตรกรเข็มแข็ง และขั้นตอนที่สาม: การเชื่อมโยงเครือข่ายสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งเป็นเป้าหมายที่ปลายทางของชุมชนสามพราน

ปัจจุบัน \"สามพรานโมเดล\" ได้พัฒนาเป็นเครือข่ายชุมชนที่เกิดจากการเชื่อมโยงโซ่คุณค่าที่มีการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างภาคีภาคประชาชน ภาครัฐ ภาควิชาการ และนักธุรกิจได้อย่างลงตัว มีการพัฒนากลไกการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านการผลิตเกษตรอินทรีย์ การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม การวางระบบธุรกิจขายตรงระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภคในแนวทางของระบบการค้าที่เป็นธรรม โดยใช้แบรนด์ สามพรานโมเดลและกลไก “ตลาดสุขใจ” ในการกระตุ้นจิตสำนึกผู้บริโภคให้หันมาใส่ใจในการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์จากผู้ผลิตโดยตรง
 
ศูนย์เรียนรู้มีชีวิตที่รู้จักกันในนาม \"สามพรานโมเดล\" ได้พัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ชี้ให้เห็นรูปแบบและแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ที่เกษตรกรได้น้อมนำมาปรับใช้ สามารถแก้ปัญหาในอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี \"ตลาดสุขใจ\" เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เกษตรกรจะนำเอาข้อมูลข่าวสารด้านการตลาดที่ได้จากผู้บริโภคไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนการผลิตได้อย่างเหมาะสม ปัจจุบันมีผู้สนใจทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและผู้สนใจไปศึกษาดูงานกันอย่างกว้างขวางทั้งใน-ต่างประเทศ
การแก้ปัญหาของชาวนาอย่างยั่งยืนตามศาสตร์พระราชา
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ที่กลุ่มชาวนาภายใต้เครือข่ายของมูลนิธิธรรมร่วมใจ วัดป่าสวนธรรม ตำบลนาโส่ อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร จำนวน 108 คน มีพื้นที่ปลูกข้าว 1,130 ไร่ ได้เข้าสู่ระบบการวิจัยเพื่อศึกษาแนวทางในการแก้ปัญหาราคาข้าวตกต่ำ โดยทีมนักวิจัยกับแกนนำชาวนาคือ พ่อวิจิตร บุญสูง และนายนิคม เพชรผา ได้สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคนและผลผลิตข้าว และสร้างแบรนด์ “ข้าวคุณธรรม” โดยชาวนา ผู้ปลูกข้าวทุกคนได้กำหนดเงื่อนไขที่จะถือศีลและลดอบายมุข 3 ประการ \"ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่และไม่เล่นการพนัน\" ที่ทำให้เกิดความแตกต่างในตัวสินค้า และสร้างแรงจูงใจแก่ภาคีพันธมิตรที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในระบบการผลิตและการจำหน่ายข้าวคุณธรรม

ในปีต่อมามูลนิธิธรรมร่วมใจ ได้ดำเนินการจดทะเบียน เครื่องหมายการค้า \"ข้าวคุณธรรม\" กับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดยโสธร เพื่อเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของกลุ่มชาวนาคุณธรรมภายใต้มูลนิธิฯ จนถึงปัจจุบัน \"กลุ่มชาวนาคุณธรรม\" สามารถกำหนดราคาขายข้าวภายใต้แบรนด์ \"ข้าวคุณธรรม\" ได้ด้วยตนเอง โดยมีภาคีทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ เข้ามาสนับสนุนในการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และเป็นที่สนใจของผู้บริโภคอย่างกว้างขวาง จึงอาจกล่าวได้ว่าผลงานวิจัย “ข้าวคุณธรรม” เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าตกต่ำโดยไม่ต้องให้รัฐเข้าไปแทรกแซง นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ในหมู่ชาวนาที่ได้น้อมนำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแบบก้าวหน้า มาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย
บทส่งท้าย:
พวกเรานักวิจัยภายใต้ชุดโครงการ\"การขับเคลื่อนการพัฒนาสหกรณ์และการค้าที่เป็นธรรม\" ที่มีภาคีนักวิจัยจำนวน 684 คน ขอน้อมรับใส่เกล้าใส่กระหม่อมในพระบรมราโชวาทของพระองค์ท่านที่ทรงพระราชทานในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2517 และเพื่อเผยแพร่แก่ผู้อ่านทุกท่านดังนี้

“…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐาน คือ ความพอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด…”
แหล่งที่มา : ประชาคมวิจัย    ฉบับที่ : 130    หน้าที่ : 09    จำนวนคนเข้าชม : 74   คน